Where the world comes to study the Bible

บทที่ 21: เพื่อนแท้ (1 ซามูเอล 23:15-29)

คำนำ

ในช่วงชีวิตของดาวิดก่อนที่จะเป็นกษัตริย์ของอิสราเอล เป็นเวลาที่มืดมนที่สุด เราคง ไม่ต้องอ่านเนื้อหามากนักที่จะพอรู้ว่าจิตวิญญาณของท่านในขณะนั้นตกต่ำลงเพียงใด ความกล้า ความชำนาญต่างๆที่พระเจ้าประทานให้ เคยทำให้ท่านประสพความสำเร็จ มากมาย ได้รับการยกย่องเป็นอย่างสูง แต่แล้วความชื่นชมยินดีที่ซาอูลเคยมีให้กับ ท่านกลับกลายเป็นความกลัวและความหวาดระแวง จนถึงขนาดต้องฆ่าให้ตาย ตอน นี้ดาวิดกลายเป็นที่ต้องการตัวที่สุดในอิสราเอล ทั้งที่ไม่มีความผิดในข้อหาใดนอกจาก ต้องการรับใช้พระเจ้า และรับใช้กษัตริย์อย่างสัตย์ซื่อ ดาวิดหนีไปหาอาหิเมเลค มหาปุ โรหิตผู้มอบขนมปังบริสุทธิ์ และดาบของโกลิอัทให้ และทูลถามพระเจ้าให้ตามที่ท่าน ขอร้อง (21:1-9) เรื่องนี้ถึงกับทำให้ปุโรหิตและครอบครัวถูกสังหารหมู่ -- ทั้งนี้เป็น เพราะซาอูลด่วนสรุปเอาอย่างผิดๆว่าอาหิเมเลคและพวกปุโรหิต สมคบกับดาวิดก่อการ กบฎ (22:6-19)

จากที่ทำการของอาหิเมเลคในเมืองโนบ ดาวิดหนีไปเมืองกัท หวังไปขอลี้ภัยจาก กษัตริย์ฟิลิสเตีย อาคิช มหาดเล็กของอาคิชไม่เห็นด้วยเพราะคิดว่าเป็นการเสี่ยงเกิน ไป เพื่อให้รอดชีวิต ดาวิดต้องแกล้งทำเป็นคนบ้าเพื่อจะถูกขับออกไปให้พ้นจากเมือง กัท (21:10-15) จากนั้นท่านไปหาที่หลบซ่อนตัวอยู่ในถ้ำอดุลลัม ที่ซึ่งครอบครัวของ ท่าน และผู้ที่ไม่ชอบการกระทำของซาอูลมาขออาศัยอยู่ด้วย (22:1-2) มีคนทั้งสิ้น ประมาณ 400 คนอยู่กับท่านในเวลานั้น (22:2) ต่อมาท่านนำพวกเขาเข้าไปยังแผ่น ดินโมอับ เพื่อหาที่ลี้ภัยที่ดีกว่าให้กับบิดามารดาผู้ชรา (22:3-4) ส่วนตัวท่านและผู้ติด ตามไปหลบอยู่ในที่กำบังเข้มแข็งไม่ไกลออกไป แต่ยังอยู่ในดินแดนโมอับ

จากจุดนี้ผมขอพาพวกคุณไปผจญภัยเล็กน้อยโดยยึดถือตามเนื้อหาของพระคัมภีร์ ก่อน อื่นผมขอยอมรับว่ารู้สึกไม่ค่อยสบายใจที่ดาวิดนำบิดามารดาไปฝากไวในโมอับ ถึงจะรู้ ว่าดาวิดสืบเชื้อสายมาทางนางรูธชาวโมอับก็ตาม สิ่งุนี้อาจทำให้กษัตริย์โมอับเห็นใจ แต่อย่าลืมว่าโมอับยังเป็นศัตรูกับชาวอิสราเอลอยู่ เหตุใดดาวิดจึงกล้าทิ้งบิดามารดาไว้ ในแผ่นดินโมอับ ?

คำอธิบายที่น่าเป็นไปได้อยู่ในสดุดี 27 บทเพลงสดุดีของดาวิด ที่พูดถึงความไว้วางใจ ที่ดาวิดมีในพระเจ้าในขณะที่พวกคนชั่วแสวงชีวิตของท่าน อาจเป็นเวลาเดียวกับที่เรา ศึกษาพระธรรม 1 ซามูเอล 23 ในตอนนี้ ข้อ 10 ของสดุดีบทนี้กล่าวว่า

10 แม้บิดาและมารดาของข้าพระองค์ทอดทิ้งข้าพระองค์ แต่พระเจ้าจะทรงยกข้าพระองค์ขึ้น

ผมขอยึดตามคำพูดนี้ จึงมีคำถามเกิดขึ้นว่า "บิดามารดาของดาวิดละทิ้งท่านตั้งแต่เมื่อ ใด ?" อาจเป็นจุดนี้ในชีวิตของท่านก็เป็นได้101 ผมสงสัยว่าครอบครัวของท่านคงเป็น พวกสุดท้ายที่ตระหนักว่าท่านกำลังจะขึ้นเป็นกษัตริย์ของอิสราเอล เช่นเดียวกับน้องๆ ของพระเยซูที่ไม่เคยตระหนักว่าพระองค์เป็นกษัตริย์ของชาวยิว (ดูยอห์น 7:2-5) เรา รู้จักพี่ชายของดาวิด เอลีอับ ผู้ดุว่าเมื่อครั้งที่ท่านออกไปยังแนวรบ (1 ซามูเอล 17:28) และเมื่อครอบครัวของท่านอพยพมาอยู่ที่ถ้ำอดุลลัม (22:1) พวกเขาคงเริ่มตระหนักถึง ภัยอันใหญ่หลวงในการที่่เป็นคนในครอบครัวเดียวกับดาวิด ถ้าซาอูลสามารถฆ่าครอบ ครัวของปุโรหิตที่ท่านสงสัยว่าสมคบกับดาวิดก่อกบฎได้ ท่านจะไว้ชีวิตคนในครอบครัว ของดาวิดทำไม ?

ผมเชื่อว่าครอบครัวของดาวิดเหมือนกับจำยอม ต้องไปอยู่ที่ถ้ำอดุลลัม และแน่นอนย่อม ไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาอยากทำ พวกเขาอาจรู้สึกขุ่นเคืองและโทษว่าดาวิดเป็นต้นเหตุทำ ให้พวกเขาต้องตกระกำลำบาก เมื่อต้องมาอยู่กับดาวิดในสถานที่ห่างไกล ไม่สะดวก สบายอย่างที่เคย บิดามารดาของท่านอาจไม่ยอมรับ และสั่งให้ท่านหาที่อยู่อื่นให้ ถ้าเป็นเช่นนั้น การถูกบิดามารดาปฏิเสธไม่อยากอยู่ด้วยจึงเป็นเหมือนชนวนสุดท้าย ที่ระเบิดหัวใจของท่านให้แหลกสลาย ถ้าถูกศัตรู เช่นพวกฟิลิสเตียปฏิเสธยังเป็น เรื่องหนึ่ง หรือแม้แต่เป็นซาอูลหรือพี่น้องร่วมชาติ หรือใกล้กว่านั้นเผ่ายูดาห์ก็ตาม แต่ ถูกบิดามารดาปฏิเสธเป็นเรื่องที่ท่านรับแทบไม่ไหว

นอกจากนั้น การที่โยนาธานมาเยี่ยมดาวิดในที่ซ่อนตัวตอนกลางของบทที่ 23 นับเป็น เรื่องสำคัญเพราะตอนต้นของบทเป็นเรื่องการที่ดาวิดช่วยกู้เมืองเคอีลาห์ ท่านจำต้อง ออกจากที่ซ่อนตัวในป่าทึบเฮเรท มายังพื้นที่ราบโล่งในเขตเมืองเคอีลาห์ ท่านเลือกที่ จะออกมาจากที่ซ่อนตัวเพื่อต่อสู้กับคนฟิลิสเตียและอาจต้องเผชิญหน้ากับซาอูลด้วย ในการช่วยกอบกู้เมืองเคอีลาห์ สิ่งที่ดาวิดได้รับตอบแทนคือ ประชาชนจะทรยศด้วยการ ส่งตัวท่านให้กับซาอูล ตอนท้ายของบทที่ 23 เราพบว่าชาวศิฟ ไปหาซาอูลเอง เพื่อ เสนอส่งมอบตัวดาวิดให้

มาถึงจุดนี้ในชีวิต ทุกอย่างคงดูมืดมนและหมดหนทางสำหรับดาวิด ท่านเป็นชายที่มีค่า หัว ไม่อาจไว้วางใจใครได้ ที่โนบ ดาวิดเคยสงสัยโดเอกคนเอโดมมาแล้ว และตอนนี้ ท่านยังต้องมาสงสัยคนกันเองอีก บิดามารดาของท่านก็ห่างเหินไปจากท่าน ดูเหมือน ไม่มีใครเหลือเลยสำหรับดาวิด แน่นอนยังมีโยนาธานอีกคน แต่ก็อยู่ห่างไกลเหลือเกิน ไม่สามารถติดต่อพูดคุยได้สะดวก … .

เมื่อมาถึงที่หลบซ่อนตัว โยนาธานคงมีดวงตาที่ชอกช้ำขณะที่ท่านโอบดาวิดเพื่อนรักไว้ ผู้รับใช้พระเจ้าที่ยิ่งใหญ่อย่าง ดาวิด อ.เปาโล และอีกหลายๆคนซึ่งรวมทั้งองค์พระเยซู คริสต์ด้วย เคยผ่านประสพการณ์ของความท้อแท้สิ้นหวังมาแล้วทั้งสิ้น นี่คือสิ่งที่ดาวิด กำลังเผชิญอยู่ โดยพระคุณ พระเจ้าส่งผู้มาเยี่ยมเยียนท่าน โยนาธาน มาเป็นผู้ให้กำลัง ใจท่านอย่างมากมาย ในท่ามกลางการถูกหักหลัง ไม่ว่าจะเป็นจากชาวเมืองเคอีลาห์ หรือจากชาวศีฟก็ตาม ยังมีเพื่อนสนิทที่สุดที่ทั้งรักและทุ่มเทเพื่อท่านอยู่ โยนาธานไม่ เพียงปลอบประโลมและให้กำลังใจดาวิดเท่านั้น ท่านยังให้บทเรียนสอนใจที่มีค่ามาก สำหรับพวกเราทั้งหลายในการให้กำลังใจ ให้เรารับบทเรียนบทนี้ด้วยใจที่ต้องการแบ่ง เบาภาระซึ่งกันและกัน

อันตรายของดาวิด
(23:15)

15 และดาวิดเห็นว่าซาอูลได้ทรงออกมาแสวงชีวิต ของเธอ ดาวิดอยู่ในป่าศิฟที่โฮเรช102

ผมเชื่อว่าข้อ 15 มีเรื่องราวมากกว่าแค่บอกว่าซาอูลกำลังออกตามล่าดาวิด ข่าวนี้บอก สิ่งใดใหม่หรือ ? นอกจากบอกว่าซาอูลเข้ามาใกล้แล้ว แต่คำว่า "เห็นว่า" แปลตรงๆ คือ "เห็น" ดาวิดเห็นชัดแล้วว่าซาอูลได้ออกมาตามสังหารท่าน คำว่า "เห็น" จึงน่าจะ มีความหมายใกล้เคียงพอๆกับคำว่ากลัว บางคนสันนิษฐานว่าผู้เขียนคงตั้งใจบอกว่า ดาวิดกำลังกลัว ผมไม่อยากสนับสนุนให้เปลี่ยนคำในเนื้อหา ถึงแม้จะเป็นความหมาย เดียวกันก็ตาม การรู้ว่าซาอูลกำลังเอาจริงยิ่งเพิ่มความกดดันให้กับดาวิดอย่างมาก ท่าน คงอ่อนล้าทั้งกายและใจ และเมื่อได้ยินว่าซาอูลกำลังเข้ามาใกล้เพื่อจะฆ่าท่านแน่ๆ ท่านถึงกับหมดสิ้นเรี่ยวแรง มีหลักฐานเพียงพอที่จะเชื่อว่าซาอูลทำแน่ถ้ามีโอกาส สิ่งนี้ทำให้ผมนึกถึงข้อพระคำหลายข้อในสุภาษิตที่เตือนใจเรา :

15 มีชีวิตในสว่างแห่งพระพักตร์ของพระราชา และ ในความพอพระทัยของพระองค์ก็เหมือนเมฆที่นำ ฝนหนักปลายฤดูมา
(16:15).

12 พระพิโรธของพระราชาเหมือนเสียงคำรามของ สิงห์หนุ่ม แต่ความโปรดปรานของพระองค์เหมือน น้ำค้างบนผักหญ้า
(19:12).

2 ความพิโรธอันน่าครั่นคร้ามของพระราชา ก็เหมือน สิงห์หนุ่มคำราม ผู้ใดยั่วเย้าพระองค์ให้กริ้วก็เสี่ยงชีวิต ของตนเอง
(20:2)

15ผู้ครอบครองที่ชั่วร้ายเหนือคนยากจน ก็เหมือน สิงห์คำรามหรือหมีที่กำลังเข้าต่อสู้
(28:15)

ถ้อยคำหนุนใจจากผู้มาเยี่ยมเยียน
(23:16-18)

16 และโยนาธานราชบุตรของซาอูลได้ลุกขึ้นไปหาดาวิด ที่โฮเรช และสนับสนุนมือของเธอให้เข้มแข็งขึ้นในพระเจ้า 17 โยนาธานพูดกับเธอว่า "อย่ากลัวเลยเพราะว่ามือของ ซาอูลเสด็จพ่อของฉันจะหาเธอไม่พบ เธอจะได้เป็นพระ ราชา เหนืออิสราเอล และฉันจะเป็นอุปราช ซาอูลเสด็จพ่อ ของฉัน ก็ทราบเรื่องนี้ด้วย" 18 และทั้งสองก็กระทำพันธ สัญญาต่อ พระพักตร์พระเจ้า ดาวิดยังค้างอยู่ที่โฮเรช และ โยนาธานก็กลับไปวัง

เมื่อผมอ่านพระธรรมตอนนี้ ผมนึกถึงพระธรรมสุภาษิตบางข้อขึ้นมาอีกครั้ง :

11 ถ้อยคำที่พูดเหมาะๆ จะเหมือนลูกท้อทองคำ ล้อมเงิน
(สุภาษิต 25:11)

25 ข่าวดีจากเมืองไกล ก็เหมือนน้ำเย็นที่ให้แก่คน กระหาย
(สุภาษิต 25:25)

ซาอูลอาจจะกำลังตามล่าดาวิด แต่โยนาธานกลับเป็นผู้ที่พบดาวิด ไม่มีเวลาใด ที่เหมาะไปกว่านี้ที่โยนาธานไปพบดาวิด และคำพูดของท่านก็เหมาะเป็นที่สุด จุด ประสงค์ที่ โยนาธานออกมาพบดาวิดก็เพื่อให้กำลังใจท่านให้เข้มแข็งขึ้นในพระเจ้า คำหนุนใจของโยนาธานที่มีอยู่ในข้อ 17 ทั้งหมด แยกแยะออกมาได้ดังนี้ :

(1) โยนาธานบอกดาวิดว่าไม่ต้องกลัว แหล่งกำลังที่ซาอูลมีอยู่ ดูเหมือนว่าดาวิด ไม่มีทางหลุดรอดไปได้ ซาอูลออกคำสั่งอย่างเปิดเผยให้จับกุมตัวดาวิด และนำไปมอบ ให้ท่าน หรืออย่างน้อยแจ้งเบาะแสถึงแหล่งที่หลบซ่อนตัวอยู่ ซาอูลมีอำนาจและความ ตั้งใจแน่วแน่ ที่จะจัดการกับใครก็ตามที่ให้การสนับสนุนช่วยหลือดาวิด การสังหารหมู่ที่ เมืองโนบยืนยันในเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี ซาอูลจะประทานรางวัลให้กับผู้ที่ซื่อสัตย์และ ช่วยเหลือท่านในการสังหารดาวิด ดาวิดไม่ได้กลัวอย่างไร้เหตุผล ; แต่กระนั้นก็ตาม โยนาธานมาบอกไม่ให้ท่านต้องกลัว

(2) โยนาธานบอกใ้ห้ดาวิดมั่นใจว่า ถึงแม้บิดาท่านจะพยายามมากเพียงใด จะ ไม่มีวันประสพความสำเร็จ

(3) ความั่นใจของโยนาธานว่ายังไงๆดาวิดก็ปลอดภัย ตั้งอยู่บนความเชื่อมั่น ของท่านว่าพระเจ้าได้ทรงแต่งตั้งดาวิดไว้แล้วให้เป็นกษัตริย์องค์ต่อไป ถ้าดาวิด เป็นผู้ที่พระเจ้าเลือกสรรไว้ให้ขึ้นเป็นกษัตริย์องค์ต่อไปของอิสราเอล จะไม่มีผู้ใด แม้แต่ ซาอูลเองจะฆ่าหรือทำให้พระประสงค์และพระสัญญาของพระองค์บิดเบือนไปได้ ความ เชื่อมั่นของโยนาธานฝังรากลงในอำนาจอธิปไตยของพระเจ้าทีทั้้งท่านและดาวิดปรนนิบัติอยู่ แต่ผู้ที่ซาอูลต่อต้าน

(4) โยนาธานให้กำลังใจดาวิดโดยให้ท่านมั่นใจว่า โยนาธานจะยอมรับและ เต็มใจรับใช้กษัตริย์องค์ต่อไปของอิสราเอลอย่างจงรักภักดี โยนาธานรู้ดีว่า พระเจ้าจะปลดบิดาของท่านออกจากบัลลังก์ และแต่งตั้งดาวิดขึ้นมาแทนที่ โยนาธาน ไม่เพียงแต่ยอมรับความจริงนี้ด้วยเต็มใจ แต่ท่านยังเสนอตัวเป็นผู้สนับสนุนและรับใช้ ดาวิดด้วยความภักดี ดาวิดจะไม่เพียงหลุดรอดจากเงื้อมมือของซาอูลและขึ้นครอง เป็นกษัตริย์องค์ต่อไปเท่านั้น ท่านยังจะมีโยนาธานเป็นผู้ให้การช่วยเหลืออยู่ด้วย

(5) สุดท้าย ความภักดีของโยนาธานไม่ได้ปิดเป็นความลับ บิดาของโยนาธาน ทราบดีถึงความจงรักภักดีที่โยนาธานมีต่อดาวิด ท่านไม่ชอบใจเป็นอันมาก โยนาธาน ไม่เคยบิดปังเรื่องการคบหากับดาวิด และแน่นอนโยนาธานจะเป็นผู้ชักนำให้คนอื่นๆใน แผ่นดินมาสนับสนุนดาวิดด้วย

โยนาธานคือบารนาบัสในพระคัมภีร์เดิม ทั้งคู่เป็นลูกแห่งการหนุนน้ำใจที่ยิ่งใหญ่ ในพระ ธรรมกิจการ บารนาบัสเริ่มต้นด้วยการเป็นผู้นำคนสำคัญ และเซาโล (อัครทูตเปาโล) เป็นเพียงคนที่บารนาบัสดูแลอยู่ เมื่อเวลาผ่านไป เห็นได้ชัดเจนว่าพระเจ้าทรงเลือก เปาโลให้ขึ้นมาดำรงตำแหน่งแทน และเมื่อเกิดขึ้น บารนาบัสยอมรับความจริงด้วยความ ยินดี และท่านกลับกลายเป็นผู้ให้การสนับสนุน อ.เปาโลด้วยความสัตย์ซื่อและเต็มใจ

เราเห็นจิตวิญญาณแบบเดียวกันในโยนาธาน โยนาธานเป็นผู้สืบทอดราชบัลลังก์ที่จะ ได้ขึ้นครองต่อจากซาอูลเมื่อเวลามาถึง เนื่องจากความบาปของซาอูล พระเจ้าปฏิเสธ ท่านและเจิมตั้งดาวิดขึ้นมาเป็นกษัตริย์องค์ต่อไปแทน โยนาธานตระหนักถึงเรื่องนี้เป็น อย่างดี และเช่นเดียวกับที่บารนาบัสในยุคพระคัมภีร์ใหม่ ท่านกลับเป็นผู้ให้การสนับสนุน และเป็นเพื่อนที่จงรักภักดีต่อดาวิดเป็นที่สุด เมื่อดาวิดตกอยู่ในอันตรายและจิตวิญญาณ ของท่านอ่อนล้าลง โยนาธานบุกป่าไปหาเพื่อนรักเพื่อไปให้กำลังใจ ท่านทำสิ่งนี้ด้วย ความจริงใจ

ผลของการพบกันครั้งนี้ก่อให้เกิดพันธสัญญาระหว่างดาวิดและโยนาธานขึ้นมาใหม่ ที่ จริงดูเหมือนเป็นการย้ำถึงพันธสัญญาเดิมที่เคยทำไว้ก่อนหน้านี้ เพียงแต่เพิ่มเติมราย ละเอียดเข้าไป พันธสัญญาครั้งแรกทำในบทที่ 18:1-4 แต่ไม่มีรายละเอียดให้ไว้ การ ถอดเสื้อคลุมและมอบเครื่องใช้ในการรบให้ เป็นสัญญลักษณ์ที่สื่อได้เป็นอย่างดี ในบท ที่ 20 ดาวิดมาขอความช่วยเหลือจากโยนาธาน โดยอ้างถึงพันธสัญญาที่เคยทำ (ข้อ 8) และโยนาธานจึงขอให้ดาวิดไว้ชีวิตของท่านและครอบครัว (ข้อ 14-17)103 ต่อมาใน ข้อ 41 และ 43 ของบทที่ 20 ดาวิดและโยนาธานรื้อฟื้นพันธสัญญากันใหม่อีกครั้ง และ เป็นสัญญาที่ครอบคลุมไปทั้งพงศ์พันธ์ ดังนั้นพันธสัญญาที่ทำกันอีกในบทที่ 23 นี้คง ย้ำในสิ่งเดิม

ก่อนจะมาดูต่อในบทที่ 23 ให้เรามาดูภาพสะท้อนของโยนาธานที่ท่านปรนนิบัติต่อดาวิด และสิ่งนี้สำแดงให้เห็นภาพของการให้กำลังใจที่ใช้ได้ในทุกยุคทุกสมัย รวมทั้งสำหรับ เราทั้งหลายด้วย

ประการแรก การให้กำลังใจควรใช้คำพูดที่เหมาะสม และในเวลาที่สมควร หลายคน อาจทำตัวเหมือนเพื่อนของโยบในเวลาเช่นที่ดาวิดเผชิญอยู่ พวกเขาอาจพูดว่า "ดาวิด คุณเป็นอะไรไป ? ไม่รู้หรือว่าการจมอยู่ในความทุกข์เป็นบาป ? ทำไมคุณไม่ใช้เวลาไป อ่านพระคัมภีร์และอธิษฐาน ?" พระธรรมสุภาษิตมีข้อคิดมากมายสำหรับเรื่องเช่นนี้

ประการที่สอง การให้กำลังใจชี้ให้เห็นถึงความกลัว และช่วยสร้างความกล้าให้เกิดขึ้น นี่คือคำจำกัดความสำคัญเบื้องต้นของผมสำหรับคำว่าการให้กำลังใจ เป็นเวลาหลายปี ที่ผมได้ยินคนพูดถึงของประทานในการให้กำลังใจ หรือคนที่มีของประทานในการโน้ม น้าวผู้อื่น ดูเหมือนกับว่าคนๆนั้นมีสิทธิที่จะเข้าไปวุ่นวายในชีวิตของผู้อื่นด้วยการให้คำ แนะนำ ส่วนมากแล้วผมเกรงว่าพวกเขาคิดไปว่าการให้กำลังใจนั้น คือการใช้ถ้อยคำที่ ก่อให้เกิดความภาคภูมิใจ มีบรรดา "ผู้ให้กำลังใจ" หลายคนชอบกล่าวชมผู้อื่นที่ประสพ ความสำเร็จ ผมไม่ได้ต่อต้านการพูดยกย่องคนที่ทำงานดี แต่เราควรระมัดระวังให้เป็น คำพูดที่มาจากใจจริงและไม่ได้ยกยอปอปั้น104 ฐานรากของเรื่องนี้คือ การให้กำลังใจ คือการช่วยให้ผู้ที่มีความกลัวบังเกิดความกล้า

ให้มาพิจารณาดูข้อความในจดหมายฝากจาก อ.เปาโลถึงชาวเธสะโลนิกา :

14 และพี่น้องทั้งหลาย เราขอวิงวอนพวกท่าน ให้ตักเตือนคนที่เกียจคร้าน หนุนน้ำใจผู้ที่ท้อใจ ชูกำลังคนที่อ่อนกำลัง และมีใจอดเอาเบาสู้ต่อ คนทั้งปวง
(1 เธสะโลนิกา 5:14)

ในบทเรียนของเรา โยนาธานให้กำลังใจ (ด้วยคำพูด ที่เสริมกำลังของ) ดาวิดโดยบอก ไม่ให้ท่านกลัว การให้กำลังใจคือความสามารถสัมผัสได้ถึงความกลัวในจิตใจของผู้ อื่น และช่วยผู้นั้นด้วยวิธีที่ก่อให้เขาเกิดความกล้าขึ้นมา

ประการที่สาม การให้กำลังใจก่อให้เกิดความกล้าในการลงมือปฏิบัติ ผมได้กล่าวไป แล้วว่า การให้กำลังใจชี้ให้เห็นถึงความกลัว และสร้างความกล้าให้เกิดขึ้น แต่การให้ กำลังใจของโยนาธานมีมากกว่านั้น การให้กำลังใจที่แท้จริงไม่เพียงแต่ทำให้ผู้นั้นรู้สึก ดีขึ้น แต่ยังเป็นการทำให้พวกเขาเกิดความกล้าที่จะทำในสิ่งที่ยาก สิ่งที่พวกเขากลัว ไม่กล้าทำ การให้กำลังใจทำให้มือของผู้ที่อ่อนล้า "เข้มแข็งขึ้น" และเป็น "มือ" ที่ นำกลับมาใช้การได้ สามารถทำงานที่พระเจ้ามอบหมายให้จนสำเร็จ105

ประการที่สี่ การให้กำลังใจในพระคัมภีร์ทำให้คนที่ท้อแท้เกิดกำลังขึ้นโดยหันกลับไป มองที่พระเจ้า โยนาธานให้กำลังใจดาวิดขึ้นในพระเจ้า ดูไปแล้วดาวิดไม่น่ามีอายุรอด เกินหนึ่งสัปดาห์ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องจะขึ้นเป็นกษัตริย์อิสราเอล แต่พระเจ้าเจิมตั้งดาวิด โดยมือของซามูเอล เป็นพระประสงค์และแผนการของพระองค์ที่จะให้ดาวิดปกครอง อิสราเอล ถ้าเป็นเช่นนี้ แผนการของพระเจ้าจะไม่มีวันล้มเหลว พื้นฐานความกล้าของ ดาวิดคือความเชื่อในพระเจ้า ในพระคำ ในพระสัญญา ในฤทธิ์อำนาจ และในความสัตย์ ซื่อทำสิ่งที่พระองค์เริ่มต้นไว้ให้สำเร็จลง โยนาธานหันสายตาของดาวิดให้มุ่งตรงไปที่ พระเจ้า ที่ซึ่งเป็นแหล่งของกำลังและความกล้า ตลอดทั้งพระคัมภีร์ตอกย้ำในเรื่องนี้ : ความกล้ามาจากพระเจ้า (อิสยาห์ 35:4; 54:4; เยเรมีย์ 30:10; เศคาริยาห์ 9:9; ยอห์น 12:15) ความกล้ามาโดยทางพระวิญญาณ (มีคาห์ 3:7-8; ฮักกัย 2:3-5) ความ กล้ามาจากความเชื่อในพระเจ้า (ดูมัทธิว 9:2, 22; 14:27; ยอห์น 16:33; กิจการ 23:11)

ประการที่ห้า ความกล้าเป็นมากกว่าเพียงคำพูด ; มาจากคนที่แสดงให้เห็นถึงความกล้า ไม่ใช่ดีแต่พูด คงไม่เหมาะที่จะไปพูดให้กำลังใจคนอื่นในขณะที่เข่าของคุณสั่นไปด้วย ความกลัว ความกล้ามีอิทธิพลต่อผู้อื่น ความกลัวก็เช่นกัน ซาอูลเป็นบุรุษที่แสดงบุคลิก ภาพของความกลัวมากกว่าความเชื่อ คุณสงสัยไหมว่าทำไมกองทัพของซาอูลละลาย หายไปเมื่อเหตุการณ์ "เข้าที่คับขัน"? ที่แน่ๆ ความกลัวของซาอูลแทรกซึมเข้าไปใน กองทัพ ทหารของท่านจึงเผ่นกระจายไปคนละทิศละทาง (ดู1 ซามูเอล 13:5-7; 17:11 24, 32) คนที่มีความกลัวจะไม่ไปให้กำลังใจผู้อื่น แต่คนที่มีความกล้าจะเป็นผู้ให้กำลัง ใจได้ ถ้าผู้เขียนพระธรรม 2 ซามูเอลต้องการบอกเราบางสิ่ง ก็คงต้องการบอกว่า โยนา ธานนั้นต่างจากบิดา ท่านเป็นบุรุษแห่งความกล้า (ดู 1 ซามูเอล 13:3; 14:1-14) โยนา ธานคงต้องใช้ความกล้ามากที่ออกไปเสาะหาดาวิดในป่าในขณะที่บิดาของท่านก็ออก ตามล่าดาวิดมาติดๆเช่นกัน

เมื่อผมอ่านเรื่องของบรรดา "ผู้ให้กำลังใจ" ในพระคัมภีร์ใหม่ ทุกท่านล้วนแต่เป็นผู้ที่มี ความกล้าหาญ บารนาบัสเป็นหนึ่งในผู้ให้กำลังใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในพระธรรมกิจการ เรา เริ่มรู้จักท่านในกิจการบทที่ 4 ท่านลูกาบันทึกไว้ว่าชายผู้นี้ขายที่ดินของตนและนำเงินที่ ได้มาวางไว้ที่เท้าของอัครทูต (4:36-37) ผมอยากจะบอกว่าบารนาบัสไม่เพียงแต่เป็น คนใจกว้างเท่านั้น แต่เป็นผู้ที่มีความกล้าด้วย ทำไมผมเองถึงไม่กล้าพอที่จะให้เงินมาก มายกับคนอื่น ? ถ้าตอบอย่างสัตย์ซื่อ ก็เป็นเพราะผมกลัวว่าถ้าให้ไปแล้ว ตัวผมและ ครอบครัวจะไม่พอกิน นี่น่าจะเป็นสาเหตุเดียวกับที่อานาเนียและสัปฟีราโกหกเรื่องเงิน ถวาย เพราะต้องการกักบางส่วนไว้ใช้ในยาม "ขัดสน" ใช่หรือไม่ ? (ดูกิจการ 5)

สิ่งที่นับเป็นความกล้าที่สุดของบารนาบัสคือเมื่อท่านไปช่วยเหลือ อ.เปาโลในกิจการ 9 คนอย่างเซาโล ที่เคยจับกุมคริสเตียนและเคยทำให้ถึงตายมาแล้ว อยู่ดีๆก็มาที่กรุง เยรูซาเล็ม ประกาศว่าตนได้กลับใจเป็นคริสเตียนแล้ว คุณคงโทษคริสเตียนในตอนนั้น ไม่ได้ที่พวกเขาระแวงสงสัยและพยายามหลบเลี่ยงเซาโล แต่บารนาบัสเป็นบุรุษที่มีทั้ง ความเชื่อและความกล้า ท่านเชื่อว่าพระเจ้าได้ช่วยกู้คนอย่างเซาโล (ธรรมิกชนส่วนมาก เชื่อเช่นนี้) ท่านยังเชื่อว่าพระเจ้าได้ประทานความรอดให้กับเซาโลแล้ว (พวกเราส่วน มากคงยอมรับยาก) บารนาบัสออกมายืนหยัดช่วยเหลือ (แสดงความกล้า) ดังนั้นท่าน ไม่เพียงแต่หนุนน้ำใจเซาโล (เปาโล) เท่านั้น สิ่งที่ท่านทำยังหนุนใจให้ทั้งคริสตจักรมี ความกล้าที่จะยอมรับอดีตศัตรูท่านนี้ไว้ในฐานะผู้ที่ถูกสร้างใหม่ในพระคริสต์ด้วย ความ กล้าจึงเป็นบ่อเกิดของการให้กำลังใจ

ผมได้พูดถึงลูกแห่งการหนุนน้ำใจที่ยิ่งใหญ่อย่างบารนาบัสมาพอสมควร ตอนนี้ผมต้อง ขอพูดถึง อ.เปาโลผู้กลายเป็นผู้ให้กำลังใจที่ยิ่งใหญ่อีกท่านหนึ่ง (ซึ่งต้องขอขอบคุณ บารนาบัสที่มีส่วน) การให้กำลังใจของเปาโลเกิดขึ้นเพราะความกล้าของท่าน ในพระ ธรรมฟิลิปปี 1:14 เปาโลเขียนถึงชาวฟิลิปปีว่าพวกเขา "มีใจกล้าขึ้นที่จะกล่าวพระวจนะ ของพระเจ้าโดยปราศจากความกลัว" เพราะเหตุการณ์ที่ตัวท่านเองทนทุกข์เพื่อข่าวประ เสริฐ (ดู 1:12-13) มาดูเหตุการณ์ท่ามกลางพายุที่ความกล้าของ อ.เปาโลทำให้เกิด ผลกระทบในทางบวก แม้แต่ผู้ที่ไม่ได้รับความรอดก็ตาม :

21 ครั้นเขาได้อดอาหารมานานแล้ว เปาโลจึงมายืนอยู่ในหมู่เขา กล่าวว่า "ดูก่อนท่านทั้งหลาย ท่านทั้งหลายควรได้ฟังข้าพเจ้า และไม่ควรออกจากเกาะครีตเลย จะได้พ้นจากอันตรายนี้และไม่ เสียสิ่งของ 22 บัดนี้ข้าพเจ้าขอเตือนท่านทั้งหลายให้ทำใจดีๆไว้ ด้วยว่าในพวกท่านจะไม่มีผู้ใดเสียชีวิต จะเสียก็แต่เรือเท่านั้น 23 เพราะว่าเมื่อคืนนี้เอง ทูตองค์หนึ่งของพระเจ้าผู้เป็นเจ้าของของ ข้าพเจ้า ซึ่งข้าพเจ้าได้ปรนนิบัติได้มายืนอยู่ใกล้ข้าพเจ้า 24 ทูต นั้นกล่าวว่า 'เปาโลเอ๋ย อย่ากลัวเลย เจ้าจะต้องเข้าเฝ้าซีซาร์ ส่วนคนทั้งปวงที่อยู่ในเรือกับเจ้านั้น ดูเถิด พระเจ้าจะทรงโปรดให้ รอดตาย เพราะอำนวยตามคำเจ้า' 25 ดูก่อน ท่านทั้งหลาย เพราะ ฉะนั้นจงทำใจดีๆไว้ เพราะข้าพเจ้าเชื่อพระเจ้าว่า การณ์จะเป็นไป เหมือนอย่างที่พระองค์ได้ทรงกล่าวแก่ข้าพเจ้านั้น 26 แต่ว่าเราจะ ต้องเกยเกาะแห่งหนึ่ง" ……33 เมื่อจวนรุ่งเช้า เปาโลจึงชวนคนทั้ง ปวงให้รับประทานอาหารและกล่าวว่า "วันนี้เป็นวันที่สิบสี่ที่ท่านทั้ง หลายต้องเฝ้าคอยอยู่ และอดอาหารมิได้รับประทานอาหารอะไร ตลอดมา 34 ฉะนั้นข้าพเจ้าขอชวนท่านทั้งหลายให้รับประทาน อาหารเสียบ้างเพื่อจะดำรงชีวิตอยู่ได้ เพราะเส้นผมของผู้หนึ่ง ผู้ใดในพวกท่านจะไม่เสียไปสักเส้นเดียว" 35 ครั้นกล่าวอย่างนั้น แล้ว ท่านจึงหยิบขนมปังขอบพระเดชพระคุณพระเจ้าต่อหน้าคนทั้ง ปวง แล้วก็หักรับประทาน 36 คนทั้งปวงก็มีกำลังใจขึ้นจึงรับประทาน อาหารด้วย 37 (เราทั้งหลายที่อยู่ในกำปั่นนั้นรวมสองร้อยเจ็ดสิบ หกคน)
(กิจการ 27:21-26, 33-37)

ทุกอย่างสรุปได้ว่า : คนที่ให้กำลังใจผู้อื่นต้องเริ่มจากการเป็นคนมีความกล้าก่อน และ ปลูกฝังความกล้าลงในผู้อื่นโดยชี้ให้เขาหันกลับไปที่องค์พระผู้เป็นเจ้า ผู้เป็นแหล่งที่ มาของกำลังอันประเสริฐ โยนาธานเป็นบุคคลเช่นนี้ เช่นเดียวกับพระคริสต์ บารนาบัส และ อ.เปาโล ท่านเหล่านี้เป็นต้นแบบที่เราควรยึดไว้และกระทำตาม

รอดอย่างหวุดหวิด
(23:19-29)

19 ฝ่ายชาวศิฟได้ขึ้นไปหาซาอูลที่กิเบอาห์ทูลว่า "ดาวิดได้ซ่อนตัว อยู่ท่ามกลางพวกข้าพระบาท ในที่กำบังเข้มแข็งที่โฮเรช บนเนินเขา ฮาคีลาห์ซึ่งอยู่ใต้เยชิโมนมิใช่หรือ 20 ข้าแต่พระราชา เพราะฉะนั้น ขอเสด็จลงไปตามพระทัยปรารถนาที่จะลงไป ฝ่ายพวกข้าพระบาท จะมอบเขาไว้ในหัตถ์ของพระราชา" 21 และซาอูลตรัสว่า "ขอพระเจ้า ทรงอำนวยพระพรแก่พวกท่าน เพราะพวกท่านปรานีเรา 22 จงไปหาดู ให้แน่นอนยิ่งขึ้น ดูให้รู้ว่าเขาอยู่ที่ไหน ใครเห็นเขาที่นั่นบ้าง เพราะมี คนบอกข้าว่า เขาฉลาดนัก 23 เพราะฉะนั้นจงไปสังเกตดูที่ซุ่มว่าเขา ซ่อนตัวอยู่ที่ไหนและกลับมา เอาเนื้อความแน่นอนมาบอกเรา แล้วเรา จะไปกับท่าน ถ้าเขาอยู่ในเขตแผ่นดิน เราจะค้นหาเขาในหมู่คนตระกูล ยูดาห์" 24 เขาทั้งหลายก็ลุกขึ้นไปยังศิฟก่อนซาอูล ฝ่ายดาวิดกับคน ของท่านอยู่ในถิ่นทุรกันดารมาโอนในอาราบาห์ใต้เยชิโมน 25 ซาอูลกับ คนของพระองค์ก็แสวงท่าน มีคนบอกดาวิด ท่านจึงลงไปยังศิลาและอยู่ใน ถิ่นทุรกันดารมาโอน เมื่อซาอูลทรงทราบดังนั้นก็ทรงติดตามดาวิดไปใน ถิ่นทุรกันดารมาโอน 26 ซาอูลเสด็จไปฟากภูเขาข้างหนึ่ง ดาวิดกับคน ของท่านอยู่ที่ภูเขาอีกฟากหนึ่ง ดาวิดก็รีบหนีจากซาอูล เพราะซาอูล กับคนของพระองค์เข้ามาใกล้ ดาวิดกับคนของท่านเพื่อจะจับ 27 แต่มี ผู้สื่อสารคนหนึ่งมาทูลซาอูลว่า "ขอรีบเสด็จกลับ เพราะพวกฟีลิสเตีย ยกกองทัพมาปล้นแผ่นดิน" 28 ซาอูลจึงเสด็จกลับจากการไล่ตามดาวิด ไปรบกับฟีลิสเตีย เขาจึงเรียกที่นั้นว่าศิลาพ้นภัย 29 ดาวิดก็ขึ้นไปจาก ที่นั่น ไปอาศัยอยู่ในที่กำบังเข้มแข็งแห่งเอนเกดี

โยนาธานกลับไปบ้าน ส่วนดาวิดยังหลบซ่อนอยู่ในที่กำบังในป่าโฮเรช(ข้อ 18-19) สถานภาพของดาวิดยังเหมือนเดิม แตเรามีเหตุผลพอที่จะคิดว่าท่าทีของท่านคงจะ เปลี่ยนไป ผู้คนในถิ่นนั้นคือชาวศิฟ คนศิฟ (ข้อ 19) เป็นคนในเผ่ายูดาห์เหมือนกับ ดาวิด แต่พวกเขากลับไปหาซาอูลที่กิเบอาห์ เสนอบอกทางให้ไปจับดาวิด พวกเขาต้อง การประจบเอาใจซาอูล ไม่ต้องการถูกลูกหลง พวกเขาจึงยินดีที่จะส่งมอบดาวิดไปให้

คำพูดที่ซาอูลใช้ในข้อ 21 นั้นน่าเศร้า ฟังดูเหมือนคนศรัทธา แต่ที่จริงแล้วคำพูดนี้เป็น เหมือนผ้าขาวที่ปิดบังความชั่วที่ท่านตั้งใจจะกระทำเอาไว้ "ขอพระเจ้าทรงอำนวย พระพรแก่พวกท่าน… ." มีคำพูดใดฟังดูเป็นเรื่องฝ่ายวิญญาณไปกว่านี้หรือ ? การ ออกพระนามพระเจ้าอย่าง "ไม่สมควร" ถือเป็นการดูหมิ่น เป็นสิ่งที่พระเจ้าสั่งห้าม – ถือเป็นการนำพระนามมาใช้อย่างไม่สมควร ในเชิงดูถูก (เฉลยธรรมบัญญัติ 5:11) ซาอูลไม่ควรใช้พระนามพระเจ้ามาอวยพรผู้ที่ให้การช่วยเหลือในการกบฎต่อพระองค์ การอวยพรผู้ที่สาปแช่งคนที่พระเจ้าเจิมไว้ไม่ใช่เรื่องจิตวิญญาณแน่ และการหักหลัง พวกเดียวกันเองก็ไม่ใช่เรื่องฝ่ายวิญญาณเช่นกัน ที่น่าประหลาดก็คือ ชาวศิฟแสดง ความสงสารซาอูล แต่บุตรของซาอูลเอง โยนาธาน กลับมีความสงสารดาวิด

ซาอูลเริ่มจะฉลาดขึ้น ท่านไม่ได้รีบร้อนรวบรวมคนเพื่อไปตามล่าดาวิดในทันที เพราะ ดูเหมือนท่านเองพึ่งล้มเหลวกลับมาได้ไม่นาน คราวนี้ท่านต้องรอบคอบกว่าเดิม เพราะ ถ้ากลับมามือเปล่าอีกคงเสียหน้า ท่านสั่งให้ชาวศีฟคอยเฝ้าดูการเคลื่อนไหวของดาวิด ให้ดี คอยรายงานถึงที่หลบซ่อนตัวและเส้นทางทีดาวิด่ใช้ และมารายงานให้ท่านทราบ แน่ชัดก่อนลงมือ ครั้งนี้ซาอูลมั่นใจว่าจะจับเหยื่อได้แน่ๆ

ข้อ 22 นี้น่าสนใจ ซาอูลบอกพวกศิฟว่า มีคนบอกว่า ดาวิดฉลาดนัก แล้วทำไมท่านไม่ พูดว่าตัวท่านเองนั่นแหละที่รู้ว่าดาวิดเป็นอย่างไร ? อาจเป็นเพราะข้อมูลเรื่องดาวิดที่ ซาอูลรู้นั้นมักเป็นข้อมูลมือสองจากบรรดาคนที่ไม่น่าไว้ใจ เช่นโดเอกคนเอโดม เราจะ มาเรียนเพิ่มเติมเรื่องนี้เมื่อมาถึงบทที่ 24 ข้อ 9 ข้อมูลมือสองเป็นเพียงคำบอกเล่าของ ผู้อื่น จึงไม่ควรรับไว้เป็นเหมือนความจริงที่สำคัญ

ชาวศิฟกลับไปยังดินแดนของตน พร้อมและเต็มใจที่จะทำตามคำสั่งของซาอูล ในขณะ นั้นดาวิดอพยพลึกเข้าไปอีกสามสี่กิโลเมตร เข้าไปในถิ่นทุรกันดารมาโอน (ข้อ 25)106 ซาอูลและคนของท่านก็ออกตามล่าดาวิดอย่างกระชั้นชิดอีก ถ้าได้ดูเหตุการณ์นี้จากเฮลิ คอปเตอร์จะเห็นว่าเป็นการล่าที่ตื่นเต้นเป็นที่สุด ! ดาวิดหนีซาอูลอย่างสุดชีวิต ขณะที่ ท่านอ้อมไปรอบภูเขา ตามมาติดๆคือซาอูลและคนของท่าน พวกเขาเริ่มรุกเข้าไปไกล้ ทุกทีๆ หรือเป็นได้ว่าพวกเขามาจากอีกด้าน ซึ่งแปลว่าการเผชิญหน้าอย่างจังกำลังจะ เกิดขึ้น หรือว่าซาอูลแบ่งกำลังให้ออกล่าทั้งสองทาง ไม่ว่าจะเป็นแบบใดก็ตาม ดาวิด และคนของท่านกำลังถูกล้อมไว้ ที่เหลือคือเวลา ก่อนที่จะตกอยู่ภายใต้เงื้อมมือของ ซาอูล เราเห็นภาพคนของซาอูลเข้าไปใกล้ทุกที มองไม่เห็นทางหลุดรอดไปได้ ทุกทางถูกปิดหมด พวกเขาเสร็จแน่ๆ

ทันใดนั้น เมื่อคนของซาอูลใกล้จนแทบจะเอื้อมมือไปจับดาวิดได้ มีเสียงตะโกนดังขึ้น มีคนมาส่งข่าวถึงซาอูล แจ้งแก่ท่านว่า พวกฟิลิสเตียกำลังยกทัพมาโจมตีอิสราเอล คง ไม่ใช่ที่เคอีลาห์ เพราะซาอูลไม่เคยสนใจเมืองนี้ หรือว่าใกล้กับเมืองกิเบอาห์ บ้านของ ซาอูล ? สถานการณ์คงจะร้ายแรง เพราะซาอูลล้มเลิกการไล่ล่าในทันที ท่านพลาด ความสำเร็จไปเพียงเสี้ยววินาที ท่านสั่งให้ทุกคนหันหลังกลับ ลงจากภูเขา เพื่อเตรียม ไปสู้กับพวกฟิลิสเตียแทน

เป็นเหตุการณ์ที่อกสั่นขวัญแขวน ตึงเครียดจนแทบขาดผึง ดาวิดและคนของท่าน เหมือนสิ้นชื่อไปแล้ว แต่พระเจ้าทรงไว้ชีวิต ที่แปลกคือขณะที่ซาอูลเป็นศัตรูของดาวิด พวกฟิลิสเตียเป็นพันธมิตรของท่านโดยไม่เจตนา การที่ฟิลิสเตียยกมาโจมตีคือวิธีการ ที่พระเจ้าใช้กู้กษัตริย์ที่พระองค์เจิมไว้ ดาวิด ให้พ้นจากเงื้อมมือของกษัตริย์ซาอูล

บทสรุป

ใครจะไปเชื่อเล่า ? ใครจะไปคิดว่าซาอูลเกือบจะฆ่าดาวิดได้อยู่แล้ว แต่ก็หันหลังกลับ ไปในนาที่สุดท้าย ? ใครจะไปคิดว่าการโจมตีที่มาจากปฏิปักษ์ของอิสราเอล จะเป็น วิธีการที่พระเจ้าใช้ในการรักษากษัตริย์ของพระองค์ ? ทุกคนที่มีความเชื่อในพระเจ้า เชื่อว่าเป็นไปได้ ที่จริงแล้ว น่าจะเป็นสิ่งที่คาดได้ วิธีการของพระเจ้าไม่มีขีดจำกัด พระองค์ไม่จำเป็นต้องช่วยกู้คนของพระองค์ในแบบเก่าๆดั้งเดิม หรือใช้อัศจรรย์เดิม ซ้ำแล้วซ้ำอีก พระเจ้าเข้ามากู้เมื่อความหวังของมนุษย์สูญสิ้น ในหนทางที่เรานึกไม่ ออก คาดไม่ถึง เพราะพระองค์เป็นพระเจ้า พระองค์ไม่ได้ถูกจำกัดด้วยวิธีการ และวิถี ของพระองค์ล้ำลึกเกินกว่าที่เราจะจินตนาการได้

พระเจ้าไม่เพียงช่วยกู้ดาวิดด้วยวิธีที่ไม่ธรรมดา พระองค์ยังหนุนน้ำใจท่านด้วยวิธีที่ พิเศษ พระเจ้าทรงให้กำลังใจดาวิดด้วยการมาเยี่ยมของโยนาธาน ในที่ๆห่างใกลยาก จะไปถึงได้ ไม่ใช่เป็นที่ๆโยนาธานบังเอิญผ่านไป แต่เป็นที่ๆดาวิดคิดว่าไม่มีใครจะหา พบ แต่ก็มีคนไปพบ และคนที่พระเจ้าเลือกไปหนุนน้ำใจดาวิดผู้ซึ่งกำลังถูกซาอูลตาม ล่าอย่างกระชั้นชิดนั้น ไม่ใช่ใครที่ไหน คือบุตรของซาอูลเอง โยนาธาน

เราคงต้องจบบทเรียนนี้ด้วยพระวจนะคำที่พูดได้ดีกว่าคำอธิบายใดๆ :

6 "จงแสวงหาพระเจ้า เมื่อจะพบพระองค์ได้ จงทูลพระองค์ ขณะพระองค์ทรงอยู่ใกล้ 7 ให้คนอธรรมละทิ้งทางของเขา และคนไม่ชอบธรรมสละความคิดของเขา ให้เขากลับยังพระ เจ้า เพื่อพระองค์จะทรงกรุณาเขา และยังพระเจ้าของเรา เพราะพระองค์จะทรงอภัยอย่างล้นเหลือ 8 เพราะความคิด ของเราไม่เป็นความคิดของเจ้า ทั้งทางของเจ้าไม่เป็นวิถีของ เรา" พระเจ้าตรัสดังนี้ 9 "เพราะฟ้าสวรรค์สูงกว่าแผ่นดินโลก ฉันใด วิถีของเราสูงกว่าทางของเจ้า และความคิดของเราก็สูง กว่าความคิดของเจ้าฉันนั้น" 10 "เพราะฝนและหิมะลงมาจาก ฟ้าสวรรค์ และไม่กลับที่นั่นเว้นแต่รดแผ่นดินโลก กระทำให้มัน บังเกิดผลและแตกหน่อ อำนวยเมล็ดแก่ผู้หว่านและอาหาร แก่ผู้กิน 11 คำของเราซึ่งออกไปจากปากของเรา จะไม่กลับ มาสู่เราเปล่า แต่จะสัมฤทธิ์ผลซึ่งเรามุ่งหมายไว้ และให้สิ่ง ซึ่งเราใช้ไปทำนั้นจำเริญขึ้นฉันนั้น
(อิสยาห์ 55:6-11)

33 โอ พระปัญญาและความรอบรู้ของพระเจ้านั้น ล้ำลึก เท่าใด ข้อตัดสินของพระองค์นั้นเหลือที่จะหยั่งรู้ได้ และ ทางของพระองค์ก็เหลือที่จะสืบเสาะได้ 34 เพราะว่า ใครเล่ารู้พระทัยของพระเจ้า หรือใครเล่าเป็นที่ปรึกษา ของพระองค์ 35 หรือใครเล่าได้ถวายสิ่งหนึ่งสิ่งใดแก่พระ องค์ ที่พระองค์จะต้องประทานตอบแทนให้แก่เขา 36 เพราะสิ่งสารพัดมาจากพระองค์ โดยพระองค์ และเพื่อพระ องค์ ขอพระสิริจงมีแด่พระองค์สืบๆไปเป็นนิตย์ อาเมน
(โรม 11:33-36)


101 เนื่องด้วยบิดามารดาท่านชรามากแล้ว จึงไม่น่าเป็นเวลาอื่นไปได้ (ดู 1 ซามูเอล 17:12)

102 นักวิชาการเองก็ไม่แน่ใจว่าตำแหน่งที่ตั้งของ "โฮเรช" นี้เป็นสถานที่แบบใดและตั้งอยู่ที่ ใดกันแน่ คำว่า "โฮเรช" ในภาษาฮีบรู ที่แปลอยู่ในฉบับ NASB มีความหมายถึง "ป่า" ดังนั้น ฉบับ NKJV จึงนำคำว่า "ป่า" มาใช้ "และดาวิดเห็นว่าซาอูลได้ทรงออกมาแสวงชีวิตของเธอ ดาวิดอยู่ในป่าศิฟที่โฮเรช"

103 อาจเป็นเวลาที่ดาวิดต้องการป้องกันตนเองให้พ้นจากซาอูล และเมื่อดาวิดได้ขึ้นเป็นกษัตริย์ แล้ว มักเป็นธรรมเนียมว่าจะต้องกำจัดทุกคนที่ท่านคิดว่าอาจจะเป็นเสี้ยนหนามต่อราชบัลลังก์

104 บ่อยครั้งที่คนส่วนมากพยายาม "ให้กำลังใจ" คนที่ทำงานได้ไม่ดีว่าพวกเขาทำได้ดีแล้ว ถ้ามีคนขอขึ้นมาร้องเพลงเดี่ยว ทั้งๆที่ร้องยังไม่ตรงคีย์ คงไม่เป็นการดีที่จะให้ขึ้นไปร้อง แล้ว ทำให้ผู้ฟังต้องพูดให้กำลังใจในความพยายาม หนึ่งในคำโกหกคำโตที่สุดมักเกิดจากสถาน การณ์ ที่ใครบางคนกำลังอับอายในความล้มเหลว

105

105 ดูจาก 2 พงศาวดาร 15:1-8; 32:1-8; ฮักกัย 2:1-5 ด้วย

106 จากนั้นไม่มีการเอ่ยถึงชาวศิฟอีกจนถึงบทที่ 26 ที่พูดถึงในข้อ 1

Related Topics: Introductions, Arguments, Outlines