Where the world comes to study the Bible

บทที่ 14: อับซาโลม (2 ซามูเอล 13:13-37--15:12)

คำนำ

บรรดาคนที่เคยสูญเสียบุตร คงรู้ดีถึงความทุกข์สาหัสที่ได้รับ เมื่อเด็กตาย เป็นประสบการณ์ที่เจ็บปวด แต่ ยังมีอย่างอื่นอีก -- ที่เจ็บปวดยิ่งกว่า -- วิธีที่ต้องเสียเด็กไป ดาวิดทนทุกข์ต่อการสูญเสียมากมายในครอบ ครัว โดยเฉพาะลูกๆ ดาวิดสูญเสียลูกคนแรกที่เกิดกับบัทเชบา ภรรยาม่ายของอุรียาห์ (บทที่ 12) ต่อมา ทามาร์ลูกสาวของท่าน เสียพรหมจรรย์เพราะถูกข่มขืน ถูกข่มขืนโดยพี่ชายร่วมบิดาเดียวกัน คืออัมโนน ดาวิดสูญเสียอัมโนน เพราะอับซาโลมต้องการแก้แค้นแทนน้องสาวที่ถูกข่มขืน ดูเหมือนการสูญเสียที่เจ็บปวด ที่สุดคือสูญเสียอัมโนน และที่สุด ดาวิดต้อง "สูญเสีย" อับซาโลมไป โดยฝีมือของโยอาบและพวกข้าราชการ แต่ดาวิด "สูญเสีย" อับซาโลมไปนานแล้วก่อนหน้านี้ ท่านเสียเขาไปตั้งแต่เมื่อเขาฆ่าพี่ชาย อัมโนน และ หลบหนีไปยังเกชูร์ ที่คุณปู่ให้ลี้ภัย ทัลมัยิิ กษัตริย์ของเกชูร์ และเป็นบิดาของมาอาคาห์ผู้เป็นแม่ (2 ซามูเอล 3:3) การสูญเสียยังไม่จบลง ถึงแม้อับซาโลมได้รับอณุญาติให้คืนกลับเยรูซาเล็มแล้วก็ตาม ได้รับอณุญาติ ให้เข้าเฝ้า การสูญเสียเช่นนี้เป็นความเจ็บปวดยิ่งของผู้เป็นพ่อแม่ ; ที่ผมพูดเช่นนี้ เพราะผมรู้ ว่ามีหลายคน ที่เคยมีประสบการณ์เช่นนี้

ผมแน่ใจว่าคนที่เคยมีประสบการณ์การสูญเสียเช่นนี้ จะมีประสบการณ์ของความรู็สึกผิดควบคู่มาด้วย ถ้าดู เผินๆ บทเรียนตอนนี้ดูจะตอกย้ำความรู้สึกผิดเข้าไปอีก ใช่หรือไม่ ที่ดาวิดเป็นต้นตอของความเจ็บปวดทั้ง ปวง? ดาวิดต้องสูญเสียอับซาโลมไป เกิดจากการอบรมไม่ดีพอหรือเปล่า? หรือดาวิดรู้เรื่องทามาร์ถูก ข่มขืนดี ถึงท่านจะกริ้ว แต่ก็ไม่ได้คิดจะแก้ใข? ไม่ใช่ดาวิดหรอกหรือ ที่ยอมให้อับซาโลมลี้ภัยอยู่ในเกชูร์ และรีรอเล็กน้อยก่อนยอมให้กลับมา ไม่ยอมเห็นหน้า จนเมื่อถูกกดดันจึงจำยอม? อับซาโลมเป็นผลผลิตของ บ้านที่มีปัญหาหรือเปล่า?

ผมต้องขอสารภาพว่า ผมคิดอย่างนี้จริงในตอนแรก ผมกำลังจะชี้ให้เห็นความล้มเหลวของดาวิดในฐานะพ่อ และความล้มเหลวนี้ เป็นตัวการนำไปสู่ความตกต่ำจนทำให้ชีวิตของอับซาโลมต้องสิ้นลง แต่ตอนนี้ผมไม่ได้ เห็นเช่นนั้นแล้ว ไม่ใช่เป็นเพราะดาวิดไม่มีบาปหรือไม่เคยล้มเหลว แต่มันชัดเจนว่า ที่อับซาโลมตกต่ำลง จนถึงขีดสุดนั้น เป็นเพราะความบาปของเขาเอง เป็นสิ่งที่เขาเลือกเอง ในท่ามกลางความเจ็บปวด ความ ทุกข์ที่ต้อง "สูญเสีย" อับซาโลมไป ผมเชื่อว่าพระเจ้าทรงทำงานในจิตใจของดาวิด ดึงท่านให้เข้าใกล้ พระองค์ยิ่งขึ้น ทำให้ท่านเป็นยิ่งกว่าบุรุษที่ทำตามพระทัยจนสุดใจ เรื่องนี้เต็มไปด้วยความลึกลับ และนำมา ซึ่งความทุกข์อันใหญ่หลวง แต่ขณะเดียวกัน นำมาซึ่งการประโลมใจ และความมั่นใจในพระคำของพระเจ้า ที่ถูกถ่ายทอดมาในเนื้อหาของเรื่อง

ปูมหลัง

เรื่องนี้เกิดขึ้นก่อนหน้าที่เรากำลังจะศึกษาอยู่นี้ ใน 1 ซามูเอลบทที่ 8 พวกผู้ใหญ่ของอิสราเอล ไปหา ซามูเอล เรียกร้องขอมีกษัตริย์มาปกครอง สิ่งนี้ทำให้ทั้งพระเจ้าและซามูเอลไม่พอใจ เพราะจิตใจของ พวกเขาไม่ถูกต้องในสายพระเนตร พระเจ้าทรงสั่งให้ซามูเอล มาเตือนประชาชน ถึงราคาแพงของการมี กษัตริย์ (บทที่ 8) ต่อมา ซามูเอลได้ตำหนิประชาชนในความบาปของพวกเขา ตักเตือนพวกเขาถึงความสัตย์ ซื่อในพันธสัญญาของพระเจ้า ที่จะนำพวกเขาไปสู่ดินแดนแห่งพันธสัญญา และเข้าครอบครอง (บทที่ 12) พระเจ้าแสดงชัดเจน ผ่านซามูเอล ว่ากษัตริย์จะไม่ และไม่สามารถช่วยกู้พวกเขาได้ เป็นพระเจ้าเองที่ ทรงกู้ประชากรของพระองค์ และพระองค์จะทรงทำต่อไป ถ้าทั้งประชาชนและกษัตริย์จะวางใจ และเชื่อฟัง พระองค์ พระเจ้าจะทรงช่วยกู้ต่อไป และจะอำนวยพระพรให้ แต่ถ้าไม่ "ท่านจะต้องพินาศ ทั้งตัวท่าน ทั้งหลายเอง และ พระราชาของท่านด้วย" (1 ซามูเอล 12:25ข)

พระเจ้าทรงเลือกและแต่งตั้งซาอูลให้เป็นกษัตริย์องค์แรกของอิสราเอล โดยรวมๆแล้ว ท่านทำหน้าที่ได้ดี พอควร (1 ซามูเอล 14:47-48) บางกรณีดีกว่าดาวิดเสียอีก เท่าที่เรารู้ ท่านไม่ได้มีภรรยามากมาย สะสมม้า หรือมัวแต่แสวงหาความมั่งคั่ง (ดูเฉลยธรรมบัญญัติ 17:14-20) ไม่มีประวัติว่าท่านล่วงประเวณีเหมือนอย่าง ดาวิด ท่านปราบศัตรูของอิสราเอลลงมากมาย บาปที่ร้ายแรงที่สุดของท่านคือ ดื้อดึงต่อพระเจ้า ครั้งแรกท่าน ไม่ยอมรอให้ซามูเอลมาทำการถวายเครื่องเผาบูชา (1 ซามูเอล 13) ต่อมาไม่ยอมกำจัดชาวอามาเลขให้หมด สิ้นตามคำสั่งของพระเจ้า (1 ซามูเอล 15) แล้วท่านยังไปปรึกษาคนทรงแทนที่จะปรึกษาพระเจ้า (1 ซามูเอล 28)

ดาวิดเป็นกษัตรยิ์ผู้ยิ่งใหญ่ และทำตามพระทัยพระเจ้าจนสุดใจ บาปที่ร้ายแรงที่สุดของท่านคือเรื่องอุรียาห์ และบัทเชบาผู้เป็นภรรยา ถึงแม้จะเป็นกรณียกเว้น แต่ก็เป็นบาปที่ตรึงแน่นอยู่ในความทรงจำ (1 พกษ. 15:5) กุญแจที่จะใขเข้าไปสู่ความเข้าใจในเรื่องนี้ อยู่ในคำพยากรณ์ที่นาธันมีต่อดาวิด :

7 นาธันจึงทูลดาวิดว่า "ฝ่าพระบาทนั่นแหละคือชายคนนั้น พระเยโฮวาห์พระเจ้า แห่งอิสราเอลตรัสดังนี้ว่า 'เราได้เจิมตั้งเจ้าไว้ให้เป็นกษัตริย์เหนืออิสราเอล และ
เรา ช่วยกู้เจ้าออกมาจากมือของซาอูล 8 และเราได้มอบวงศ์เจ้านายของเจ้าไว้ใน
มือของเจ้า และได้มอบภรรยาเจ้านายของเจ้าไว้ในอกของเจ้า และมอบวงศ์วาน อิสราเอลและวงศ์วานยูดาห์ให้แก่เจ้า ถ้าเท่านี้ยังน้อยไป เราจะเพิ่มให้อีกเท่านี้
9 ทำไมเจ้าดูหมิ่นพระวจนะของพระเจ้า กระทำสิ่งที่ชั่วในสายพระเนตรของพระองค์ เจ้าได้ฆ่าอุรีอาห์คนฮิตไทต์เสียด้วยดาบ เอาภรรยาของเขามาเป็นภรรยาของตน และได้ฆ่าเขาเสียด้วยดาบของคนอัมโมน 10 เพราะฉะนั้นดาบนั้นจะไม่คลาดไป
จากราชวงศ์ของ เจ้าเพราะเจ้าได้ดูหมิ่นเรา เอาภรรยาของอุรีอาห์คนฮิตไทต์มา
เป็นภรรยาของเจ้า' 11 พระเจ้าตรัสดังนี้ว่า 'ดูเถิด เราจะให้เหตุร้ายบังเกิดขึ้นกับเจ้า จากครัวเรือนของเจ้าเอง และเราจะเอาภรรยาของเจ้าไปต่อหน้าต่อตาเจ้า ยกไป ให้แก่เพื่อนบ้านของเจ้า ผู้นั้นจะนอนร่วมกับภรรยาของเจ้าอย่างเปิดเผย 12 เพราะ เจ้าทำการนั้นอย่างลับๆ แต่เราจะกระทำการนี้ต่อหน้า อิสราเอลทั้งสิ้นและอย่าง
เปิดเผย'" (2 ซามูเอล 12:7-12)

อำนาจบารมี ความมั่งคั่ง และเกียรติยศทั้งสิ้นของดาวิด พระเจ้าเป็นผู้ประทานให้ ความสำเร็จทั้งสิ้นของดาวิด ไม่ได้อยู่ในความยิ่งใหญ่ของท่าน แต่เป็นมาโดยพระคุณพระเจ้า พระเจ้าบอกกับดาวิดว่า ท่านจะทูลขอสิ่งใด พระองค์จะประทานให้ " เราจะเพิ่มให้อีกเท่านี้" ดาวิดต้องการมากกว่านั้น แต่แทนที่จะเชื่อฟังและขอต่อ พระองค์ ท่านกลับไปแย่งบัทเชบา ภรรยาของอุรียาห์มา และฆ่าอุรียาห์ทิ้งเสีย พระเจ้าทรงพระกรุณาคุณ ใน การที่ทรง "นำบาปของดาวิดไปเสีย" ท่านจะได้ไม่ตายตามธรรมบัญญัติ ถึงกระนั้น ยังมีผลบาปที่ต้องชดใช้ เรื่องแรกคือการตายของเด็กที่เกิดกับบัทเชบา (2 ซามูเอล 12:14-23) เรื่องที่สองคือ ทามาร์ถูกข่มขืน โดย พี่ชาย (พี่ชายคนละแม่ อัมโนน 2 ซามูเอล 13:1-19) ต่อมา คือการตายของอัมโนน โดยฝีมือ (ถ้าจะให้ถูก โดยคำสั่ง) ของอับซาโลม ผู้เป็นบุตรของดาวิดและพี่ชายของทามาร์ (2 ซามูเอล 13:20-36) ผลทำให้ดาิวิด ต้องสูญเสียอับซาโลม บุตรชายไปอีกคน ที่หนีไปลี้ภัยอยู่ในเมืองเกชูร์ ดินแดนที่คุณตาของเขา ทัลมัยิเป็น คนปกครองอยู่ (2 ซามูเอล 13:37) อับซาโลมยังไม่ได้ตายในตอนนั้น แต่ดาวิดก็สูญเสียลูกไปแล้ว และคง จะเป็นไปจนกระทั้ง เขาได้ตายลงจริงๆโดยเงื้อมมือของโยอาบ (2 ซามูเอล 18)

เนื้อหาตอนนี้ เราจะมุ่งไปที่เรื่องของอับซาโลม ความเป็นตัวตนของเขา และการกบฎต่อบิดา และการที่พระ เจ้าใช้อับซาโลมมาลงวินัยดาวิด เพื่อดึงท่านให้เข้าใกล้ชิดพระองค์ ก่อนที่จะเรียนต่อ เราต้องย้อนไปบทที่ 13 ที่พูดถึงอับซาโลมเป็นครั้งแรก

อับซาโลม อัมโนน ดาวิด และการข่มขืนทามาร์
(13:1-36)

เราเรียนเรื่องนี้มาในบทที่แล้ว ผมจะไม่พูดในรายละเอียดอีก ที่ผมอยากให้เห็นในตอนนี้คือ แววส่อกบฎของ อับซาโลมที่เริ่มออก (ต่อพระเจ้า และต่อดาวิด) รวมทั้งรอยร้าวในสัมพันธภาพระหว่างพ่อกับลูก

เรารู้ว่าอัมโนน โดยการช่วยเหลือของโยนาดับ ทำสิ่งที่เลวร้ายที่สุดในครอบครัว โดยเฉพาะกับน้องสาวของ ตนเอง เขาหลอกลวงบิดา เพื่อให้ท่านออกคำสั่งให้ทามาร์ไปหาถึงที่บ้าน เพื่อ "ไปปรุงอาหาร" ให้ถึงในห้อง นอน เขาข่มขืนน้องสาวตัวเอง และปฏิเสธไม่ยอมให้เกียรติแต่งงานกับเธอ อัมโนนไม่มช่คนเดียวที่หลอกลวง บิดา อับซาโลมทำในสิ่งเดียวกันด้วย

ผมรู้สึกไม่สบายใจ พออ่านมาถึงประโยคนี้:
21 เมื่อกษัตริย์ดาวิดทรงทราบเรื่องเหล่านี้ทั้งสิ้น พระองค์ก็กริ้วยิ่งนัก
(2 ซามูเอล 13:21)

ผมนึกไม่ออก ว่าดาวิดโกรธอัมโนนมาก แต่กลับไม่ทำอะไรเลย แต่ตอนนี้ผมเริ่มเข้าใจ จากคำพูดในข้อ 21 เรื่องบาปของอัมโนน ตามด้วยสิ่งที่อับซาโลมทำ :

20 อับซาโลมเชษฐาของเธอก็กล่าวกับเธอว่า "อัมโนนเชษฐาได้อยู่กับน้องหรือ
น้องเอ๋ย นิ่งเสีย เพราะเขาเป็นพี่ อย่าร้อนใจเพราะเรื่องนี้เลย" ฝ่ายทามาร์ก็อยู่ เปล่าเปลี่ยวในวังของอับซาโลมเชษฐา (2 ซามูเอล 13:20)

ให้หยุดคิดชั่วครู่ ถึงแบบฉบับของความยุติธรรมในพระคัมภีร์ ในกรณีที่ทามาร์ถูกข่มขืน เราอาจจะคิดว่า อัมโนน เช่นเดียวกับบิดา ดาวิด สมควรถูกลงโทษถึงตาย แต่ไม่ใช่ เพราะดาวิดทำบาปล่วงประเวณี กับ หญิงที่มีสามีแล้ว ; อัมโนนข่มขืนหญิงพรหมจารี กฎหมายพูดถึงบทลงโทษในเรื่องนี้ไว้อย่างชัดเจน :

16 "ถ้าผู้ใดล่อลวงหญิง พรหมจารีที่ยังไม่มีคู่หมั้นและนอนร่วมกับหญิงนั้น ผู้นั้นจะต้องเสียเงินสินสอด และต้องรับหญิงนั้นเป็นภรรยาของตน 17 ถ้า
บิดาไม่ยอมอย่างเด็ดขาด ที่จะยกหญิงนั้นให้เป็นภรรยา เขาก็ต้องเสียเงิน เท่าสินสอดตามธรรมเนียมสู่ขอหญิง พรหมจารีนั้นดุจกัน" (อพยพ 22:16-17)
28 "ถ้าชายคนหนึ่งพบหญิงพรหมจารียังไม่มีคนหมั้น เขาจึงจับตัวเธอและ
ได้ร่วมกับเธอ มีผู้รู้เห็น 29 ชายผู้ที่ได้ร่วมกับเธอนั้นจะต้องมอบเงิน ห้าสิบ เชเขลให้แก่บิดาของหญิงสาวคนนั้น และให้หญิงนั้นตกเป็นภรรยาของผู้ชาย
คนนั้น เพราะเขาได้ทำให้เธอได้รับความอาย และเขาจะหย่าร้างเธอไม่ได้
ตลอดชีวิต" (เฉลยธรรมบัญญัติ 22:28-29)

ทามาร์ขอร้องอัมโนนให้ไปขอกับดาวิดให้เธอเป็นภรรยา แต่อัมโนนปฏิเสธ อย่างน้อย อัมโนนน่าจะแต่งงาน กับทามาร์ หลังจากที่ข่มขืนเธอแล้ว นี่เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย นอกเสียจากดาวิดจะไม่ยินยอม 71 เราคงสงสัยว่าทำไม? ทำไมอัมโนนถึงไม่แต่งงานกับทามาร์? เราเห็นชัดว่า เขาไม่อยากมีส่วนเกี่ยวข้องกับ ทามาร์อีกต่อไป แต่ก็ไม่เป็นเหตุพอที่จะหลีกเลี่ยงการแต่งงาน เพราะอัมโนนคงไม่มีทางเลือก คนที่ทำให้ อัมโนนไม่อาจแต่งงานกับทามาร์ได้ น่าจะเป็นฝีมือของอับซาโลม พี่ชายแท้ๆของทามาร์เอง

ผมเห็นชัดเจนจากพระคัมภีร์ ว่าอับซาโลมมีวิธีการแก้แค้นในแบบที่แตกต่างออกไป :

32 แต่โยนาดับบุตรชิเมอาห์เชษฐาของดาวิดกราบทูลว่า "ขออย่าให้เจ้านายของ ข้าพระบาทสำคัญผิดไปว่า เขาได้ประหารราชโอรสหนุ่มแน่นเหล่านั้นหมดแล้ว เพราะว่าอัมโนนสิ้นชีวิตแต่ผู้เดียว เพราะตามบัญชาของอับซาโลม เรื่องนี้ท่านตั้ง
ใจไว้แต่ครั้งที่ อัมโนนข่มขืนทามาร์น้องหญิงของท่านแล้ว (13:32)

อับซาโลมเกลียดชังอัมโนน พี่ชายต่างมารดาคนนี้ยิ่งนัก ในสิ่งที่เขาทำกับทามาร์น้องสาว เขามีความตั้งใจ จะไม่ปล่อยให้คนๆนี้ลอยนวลไปได้ง่ายตามที่กฎบัญญัติ นับแต่วันที่ทามาร์ถูกข่มขืน อับซาโลมมุ่งหวังที่จะ ฆ่าอัมโนน เพียงแต่รอเวลาและจังหวะเท่านั้น ดังนั้นอับซาโลมจึงทำตามที่บันทึกไว้ในข้อ 20 เขาบอกให้ น้องสาวเงียบไว้ และเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับภายในครอบครัว คือไม่ให้ทามาร์กล่าวหาอัมโนน ถ้าเป็น ภาษากฎหมายสมัยนี้ เธอต้องไม่ฟ้องร้องเอาเรื่อง ต้องละเรื่องนี้ไว้ให้อับซาโลมจัดการ อีกอย่าง อับซาโลมให้เธอเข้าไปอาศัยอยู่ในวังของเขา และต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวไปจนวันตาย 72

การกระทำของอับซาโลม เป็นเหมือนปูทางให้ตนเองก้าวไปสู่การฆ่าอัมโนน เขาไม่ยอมให้ทามาร์ ได้ แต่งงานและมีบุตร เขาทำให้ดาิวิด ไม่สามารถทำตามธรรมบัญญัติของโมเสสได้ แน่นอนดาวิดต้องกริ้วมาก เมื่อได้ยินเรื่องทั้งหมดนี้ ท่านโกรธเพราะท่านถูกมัดมือชก ไม่สามารถลงไปจัดการเรื่องนี้ได้ การข่มขืน ทามาร์จึงเป็นเพียงเรื่องข่าวลือ ท่านถูกอับซาโลมมัดไว้ ผมเชื่อว่า ดาวิดไม่เพียงแต่กริ้วในสิ่งที่อัมโนนทำ แต่ในสิ่งที่อับซาโลมทำด้วย

สิ่งที่อับซาโลมทำยังไม่จบลงเพียงแค่นี้ สองปีผ่านไป โอกาสก็ตกเป็นของอับซาโลม ที่จะเอาชีวิตอัมโนน เขาทำโดยใ้ห้ดาวิดต้องตกเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดด้วย (ถึงแม้จะไม่อยากทำ -- เพราะท่านเริ่มได้กลิ่นไม่ค่อยดี กับคำขอของอับซาโลม แต่ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องอะไร) เช่นเดียวกับที่อัมโนนหลอกดาวิด ให้ส่งทามาร์ไปให้ถึง ที่บ้าน อับซาโลมก็หลอกให้ดาวิดส่งอัมโนนไปให้ถึงที่บ้านไร่ด้วย

อับซาโลม โยอาบ หญิงชาวเทโคอา
และการคืนสู่เหย้าของอับซาโลม
(13:37--14:33)

อย่างที่เราคาดกัน ดาวิดโศกเศร้ามากต่อการตายของอัมโนน แต่เมื่ออัมโนนตายไปแล้ว ท่านจำต้องดำเนิน ชีวิตต่อไป อย่างที่ผู้เขียนกล่าว ดาวิด "ค่อยคลายความคิดถึงลง เพราะอัมโนนสิ้นชีพแล้ว" (13:39) อัมโนนบุตรของดาวิดตายไปแล้ว ; อับซาโลมบุตรอีกคนยังมีชีวิตอยู่ แต่หลบซ่อนตัวลี้ภัยอยู่ในดินแดนเกชูร์ ที่ปู่เป็นผู้ปกครองอยู่ ทัลมัยิ (ดู 2 ซามูเอล 3:3) ดาวิดรักอับซาโลมมาก และหวังอยากพบหน้า (ท่านรู้ว่า อับซาโลมมาหาท่านไม่ได้ เพราะเป็นอาชญากรต้องโทษที่หลบหนี จะถูกประหารชีวิตถ้ากลับเข้ามาใน แผ่นดินอิสราเอล)

โยอาบดูจะรู้ใจดาวิดดี จึงวางแผนที่จะนำอับซาโลมกลับคืนสู่อิสราเอล ผมคงพูดไม่ได้เต็มปาก ว่าโยอาบ บริสุทธิ์ใจ แต่เขาคงเป็นเหมือนอับซาโลม คือพวกชอบขัดขวางขบวนการยุติธรรม หลังจากที่อ่านพระธรรม ตอนนี้ ทำให้อยากสรุปว่า แผนการของโยอาบดูไม่โปร่งใสเท่าที่ควร จึงขอเริ่มต้นด้วยการให้เหตุผลตามข้อ สรุปของผม

ถึงแม้จะดูดีถ้ามองเผินๆ ตาม "เรื่อง" ที่หญิงชาวเทโคอาเล่า แต่เป็นคนละเรื่องกับที่นาธันเล่าให้ดาวิดฟัง จนนำไปสู่การกลับใจ นาธันเป็นผู้เผยพระวจนะ ; แต่หญิงจากเทโคอาคนนี้ไม่ใช่ พระเจ้าส่งนาธันมาพบ ดาวิด ; โยอาบเป็นผู้ส่งหญิงคนนี้มาพบดาวิด หญิงคนนี้ดูออกจะกลัวโยอาบ ไม่ค่อยอยากทำตามสักเท่าไร ; แต่นาธันมาพบดาวิดเป็นการส่วนตัว เรื่องที่หญิงคนนี้เล่าไม่ได้เป็นเรื่องจริง ; เรื่องของนาธัน ถึงแม้จะแต่งขึ้น แต่ก็ถูกต้องและชี้ชัดต่อความบาปของดาวิด นาธันจบเรื่องลงที่ข้อกล่าวหา "ฝ่าพระบาท นั่นแหละ คือชาย คนนั้น" เรื่องของหญิงม่าย ไม่มีข้อกล่าวหาเรื่องความบาปของดาวิด ไม่มีข้อมูลสนับสนุน เมื่อนาธันพูดถึง บาปของดาวิด ดาวิดยอมรับด้วยความจริงใจ ; เมื่อเรื่องของหญิงม่ายจบลงที่แผนของโยอาบ ดาวิดรีรอ ไม่ยอมให้ตามคำขอร้อง โยอาบรู้สึกว่าตนเองมีบุญคุณอย่างเหลือล้นต่อดาวิด ทำความดีความชอบให้ กับดาวิด แทนที่จะคิดว่าตนเองตัดสินใจทำในสิ่งที่ถูกต้องหรือเปล่า

ดาวิดถูก ที่รู้สึก "ไม่ชอบมาพากล" เมื่อเรื่องที่หญิงเทโคอาเล่าจบลง และที่ "ไม่ชอบมาพากล" นั้นคือโยอาบ ความแตกเมื่อดาวิดคาดคั้นเอาความจริง (ว่าโยอาบอยู่เบื้องหลัง) นางบอกว่าเป็นความคิดของโยอาบ นาง ไม่ได้อยากทำ นางรู้สึกโล่งใจที่ความจริงเปิดเผยออกมา นางบอกดาวิดว่า โยอาบเตรียมการทุกอย่าง เพื่อ "เปลี่ยนโฉมหน้าของเหตุการณ์" (ข้อ 20) ฟังๆดูเหมือนนางพูดทำนองว่า "ดิฉันทำตามคำสั่งของโยอาบ เพื่อพระองค์จะได้ทำในสิ่งที่ถูกต้อง"

การกระทำต่อๆมาของโยอาบ (ไม่นับเรื่องก่อนหน้านี้ เช่นที่ฆ่าอับเนอร์) ดูจะมีสิ่งซ่อนเร้นแอบแฝงอยู่ตลอด จุดอ่อนของดาวิดคือท่านรักอับซาโลม ซึ่งโยอาบใช้เป็นเครื่องมือแสวงหาผลประโยชน์ให้กับตนเอง ถ้าอับซา โลมลุกขึ้นมากบฎต่อดาวิด เราคงเห็นโยอาบวางมาดเฉย อับซาโลมตั้งอามาสาให้เป็นผู้คุมกองทัพอิสราเอล (กองทัพที่ทหารมาเข้าพวกกับอับซาโลม) เมื่อดาวิดต่อสู้อับซาโลมและกองทัพของเขา โยอาบไม่ได้เป็นผู้ คุมกองทัพทั้งหมดของดาวิด เขาได้คุมแค่หนึ่งในสามเท่านั้น (2 ซามูเอล 18:2) และโยอาบ แน่นอนเป็นผู้ฆ่า อัับซาโลม ถึงแม้ดาวิดจะสั่งให้ "เบาๆมือกับเขาหน่อย" (18:5, 11-15) เมื่อดาวิดชิงบัลลังก์กลับคืนมาได้ ท่านตั้งอามาสาขึ้นแทนโยอาบ (19:13) แต่ในที่สุดก็ถูกโยอาบฆ่าตาย ด้วยน้ำมือของอาบีชัย น้องชาย (20:8-10) ต่อมาเมื่อดาวิดชราภาพลง และอาโดนียาห์หวังจะขึ้นครองแทน ตัดหน้าซาโลมอน ปรากฎว่า โยอาบไปเข้าพวกด้วย ทำให้เขาต้องตายลงในที่สุด (1 พกษ. 2:28-33)

อับซาโลม เมื่อตกเป็นผู้ต้องหาฆ่าคนตาย ลี้ภัยไปอยู่กับคุณปู่ที่เมืองเกชูร์ ดาวิดไม่ผิดที่ยังรักบุตรคนนี้อยู่ และหวังจะได้พบกับเขาอีก แต่คงเป็นการไม่ถูกต้อง ที่ดาวิดจะให้อภัย แล้วอนุญาติให้กลับบ้านมาเหมือนเดิม ถ้าจะไปหาที่เกชูร์ยิ่งไม่สมควรเข้าไปใหญ่ ด้วยอุบายที่หลอกลวง โยอาบใช้เรื่องนี้เป็นบันได แสวงหาผล ประโยชน์เข้าตัว หลอกบังคับให้ดาวิดต้องยอม ให้อับซาโลมกลับคืนสู่อิสราเอล

หญิงจากเทโคอามาหาดาวิด มาขอความช่วยเหลือ เมื่อดาวิดถามถึงปัญหา นางจึงเล่าให้ฟัง สังเกตุดูนะครับ ฟังทั้งสองโต้ตอบกันเหมือนกับดูแข่งเทนนิส ทุกครั้งที่ผู้หญิงคนนี้ "เสริฟ" ดาวิดด้วยคำขอร้อง ดาวิดก็จะตอบ แล้วนางก็จะมีเรื่องขอ โต้กลับมา จนกระทั่งได้รับคำยินยอมจากดาวิด จนเป็นที่พอใจ นางจึงนำเรื่องนี้มาใช้กับ สถานการณ์ของดาวิด กับเรื่องอับซาโลมผู้เป็นบุตร

คำขอร้องแรกของหญิงคนนี้ "ดิฉันเป็นหญิงม่าย มีบุตรชายสองคน บุตรทั้งสองไปต่อสู้กันในทุ่งนา และ ไม่มีใครห้ามปราม"73 เลยทำให้บุตรคนหนึ่งต้องถูกอีกคนฆ่าตาย ไม่มีใครเข้าไปยับยั้ง และไม่มีใครเห็น เป็นพยานด้วย อาจเป็นการป้องกันตัวก็เป็นได้ ใครจะไปคิดว่าเป็นการฆ่าโดยเจตนา (เตรียมการมาก่อน) ถ้าเรื่องนี้ต้องไปตัดสินกันที่ประตูเมือง คงไม่มีใครกล้าส่งมอบบุตรที่รอดชีวิต ไปให้พวกแค้นเคืองจัดการ

คำตอบของดาวิด: "ทำไมเจ้าไม่กลับไปบ้าน ขอเวลาให้เราคิดสักหน่อย? แล้วจะแจ้งให้ทราบ"

หญิงคนนี้พยายามต่อ "ดิฉันเข้าใจดีพะย่ะค่ะ ว่าเป็นสถานการณ์ที่ค่อนข้างยาก และพระองค์คงไม่อยากจะ เข้าไปเกี่ยวข้องด้วย ดิฉันทราบค่ะ จึงจำต้องขอไปตามทาง และทำเท่าที่ดิฉันจะทำได้ (คือซ่อนตัวลูกชายไว้) และยอมรับสภาพที่เกิดขึ้น ขอให้ดิฉันเป็นผู้รับโทษนี้แต่เพียงผู้เดียว พระองค์ไม่จำต้องเดือดร้อนพระทัย"

คำตอบของดาวิด: "เดี๋ยวก่อน เรายังไม่ได้พูดเลยว่าเราจะไม่ทำสิ่งใด เราเพียงแต่ต้องการคิดเรื่องนี้ให้รอบ คอบก่อน แล้วเราจะแจ้งผลให้ทราบทีหลัง ถ้าใครมาทำให้เจ้าร้อนใจอีก ให้นำเขามาหาเรา เราจะจัดการให้"

ความพยายามครั้งที่สามของหญิงคนนี้ : "พระองค์ทรงพระกรุณามากพะย่ะค่ะ แต่จะไม่เป็นการดีกว่าหรือ เพคะ ถ้าพระองค์จะเป็นผู้เข้ามาจัดการเรื่องนี้ พระองค์จะได้ไม่ต้องไปจัดการกับคนอื่นที่ก่อความเดือดร้อนอีก? เพียงแต่พระองค์ออกคำสั่งห้าม ไม่ให้ใครแตะต้องบุตรของดิฉันเท่านั้น เขาก็จะปลอดภัย ไม่ต้องหลบซ่อนตัว อีกต่อไป และเมื่อพระองค์ตัดสินพระทัยแล้ว ขอให้พระองค์สาบานในามพระเยโฮวาห์เท่านั้น ทุกคนก็จะรู้ว่า เป็นความจริง (และ อาจทำให้ไม่มีการกลับคำ)"

คำตอบของดาวิด: "ก็ได้ เราจะให้ตามที่เจ้าขอ 'พระเจ้าทรงพระชนม์อยู่แน่ฉันใด เส้นผมของบุตรของเจ้า สักเส้นเดียวจะไม่ตกลงถึงดิน"

ความพยายามครั้งที่สามของหญิงคนนี้ : "ดิฉันกราบขอบพระคุณ แต่สิ่งที่พระองค์ตัดสินพระทัยทำลงไป ไม่สามารถนำมาใช้กับปัญหาของพระองค์หรือ? พระองค์ทรงปกป้องบุตรของดิฉัน เหตุใดจึงไม่ปกป้องบุตร ของพระองค์เอง อับซาโลมด้วย? เราทุกคนรู้ดีว่า วันหนึ่งข้างหน้าเราต้องตาย แต่พระเจ้าไม่ทรงปิติกับความ ตาย พระองค์ปรารถนาอยากให้มนุษย์มีชีวิต เพื่อนำผู้ที่ถูกเนรเทศกลับคืนมา เหตุใดพระราชาจึงไม่ทรงทำในสิ่ง เดียวกัน หาวิธีไว้ชีวิต และนำอับซาโลมกลับคืนสู่อิสราเอล?"

คำตอบของดาวิด: "อ้าว! อยู่ดีๆทำไมกลายเป็นว่า เรื่องที่เราพูดอยู่กับเจ้า กลับกลายเป็นเรื่องของเรากับบุตร ไป แทนที่จะเป็นเรื่องของเจ้ากับบุตรของเจ้า เรารู้สึกว่า โยอาบน่าจะอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ บอกความจริงมาเดี๋ยว นี้ ว่าใช่หรือไม่?"

คำตอบที่ห้าของหญิงคนนี้: "ข้าแต่พระราชา ผู้ใดจะสามารถหลอกลวงพระองค์ได้? โดยเฉพาะอย่างยิ่งดิฉัน พระองค์ทรงพระปรีชาล้ำลึกยิ่ง ทรงเล็งเห็นความจริงทุกประการ ใช่แล้วพะย่ะค่ะ โยอาบอยู่เบื้องหลังเรืองนี้ทั้ง หมด ดิฉันไม่ได้อยากทำ แต่กลัวโยอาบ เพราะเขาบอกว่า ต้องการเปลี่ยนโฉมหน้าเหตุการณ์ เพื่อให้ดูดีขึ้น"

คำตอบของดาวิด: "เอาหละ โยอาบ74 เราจะให้ตามคำขอของเจ้า ที่เจ้าหลอกลวงใช้หญิงคนนี้มา จงไปนำ ตัวอับซาโลมกลับมาเยรูซาเล็ม"

ผมต้องยอมรับว่า คำสนทนาระหว่างดาวิดและหญิงชาวเทโคอานี้ ดูออกจะหลวมๆสักหน่อย แต่ก็เข้าใจได้ดี โดยการวางแผนของโยอาบ หญิงคนนี้สามารถทำให้ดาวิด ยินยอมสาบานที่จะไว้ชีวิตบุตรของนางได้ ในที่สุด นางจึงนำสิ่งที่ดาวิดพึ่งอนุมัติให้สดๆร้อนๆ (ซึ่งไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้) มาเป็นตัวบังคับ ให้ดาิวิดต้องยอมทำ ในสิ่งเดียวกันนี้ กับอับซาโลมบุตรของท่านด้วย (ซึ่งมีความผิดชัดเจน)

ดาวิดจำยอม อย่างไม่สู้เต็มใจนัก กับแผนการของโยอาบ ท่านบอกให้โยอาบไปนำตัวอับซาโลมกลับมาที่ อิสราเอล เป็นที่เข้าใจได้ว่า ชีวิตของอับซาโลมจะไม่มีผู้ใดกล้าแตะต้อง แม้แต่ฝ่ายที่ได้รับความเสียหาย ก็ตาม ดาวิดคิดทบทวนดูอีกครั้ง และเพิ่มเติมเข้าไปในคำสั่งว่า อับซาโลมไม่ได้กลับเข้ามาอิสราเอลในฐานะ ผู้บริสุทธิ์ มีอิสระที่จะไปไหนมาไหนตามใจชอบได้ อับซาโลมต้องถูก "กักบริเวณ" อยู่แต่ภายในวังของตน เองเท่านั้น 75

สงสัยผมคงอ่านพระธรรมตอนนี้ไปมาหลายเที่ยว แต่ความยุติธรรมมันหายไปไหน ดาวิดเพียงแต่สั่งกักบริเวณ อับซาโลมเท่านั้น? อับซาโลมยังคงเป็นอาชญากรที่ลอยนวลอยู่ ไม่มีใครกล้าแตะต้อง การที่ "กักบริเวณ" ให้ อยู่นั้น ก็เท่ากับเป็นเกราะคุ้มครองให้ และให้อยู่พ้นจากสายตาผู้คนด้วย ดูเหมือนกับว่า ดาวิดสั่งให้เขากลับมา โดยไม่คิดจะตัดสินลงโทษ ทำให้ผมคิดถึงที่อับซาโลม สั่งทามาร์น้องสาว ให้อยู่แต่ที่ในวังของเขาเท่านั้น เพื่อต้องการให้เรื่องเงียบ แต่ขณะเดียวกันก็ทิ้งให้เธอต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว เพียงเพื่อเขาจะลงมือฆ่าอัมโนน ให้สำเร็จตามแผนการได้ แต่ตอนนี้ ดูจะหมาะดี ที่ตัวอับซาโลมเอง ต้องถูกกักบริเวณอยู่แต่ในพระราชวัง เช่น เดียวกับที่เขาทำกับน้องสาวของตนเอง

อับซาโลมดูจะมีดีอยู่หลายอย่าง เป็นผู้ชายที่รูปร่างหน้าตาดีไม่มีตำหนิ ที่เด่นที่สุดเห็นจะเป็นที่ผม ที่เสริม ให้เขาดูดียิ่งขึ้น หลายคนลอบมองด้วยความสนใจ เขามีบุตรชายสามคน และบุตรสาวสวยคนหนึ่ง ยิ่งทำให้ ดูมีสง่าราศี พูดไปแล้ว ดูเหมือนเจ้าหญิงไดอาน่าในสมัยนั้น ส่วนดาวิดเป็นเหมือนเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ แต่ ทั้งหมดนี้ เป็นแผนการสร้างภาพพจน์ของอับซาโลม ยังมีอีกครับ ให้เรามาดูกันก่อน ว่าอับซาโลมได้รับอิสระ ภาพอย่างไร

หลังจากถูกกักบริเวณไปสองปี อับซาโลมสะสมความไม่พอใจไว้ จนอัดแน่นกลายเป็นความโกรธรุนแรง เพราะไปไหนมาไหนไม่ได้ อับซาโลมเรียกโยอาบมาหา แต่ก็ถูกเมินเฉย หลังจากพยายามติดต่อโยอาบถึง สองหน อับซาโลมไม่ขอยอมทนอีกต่อไป ส่งคนไปเผานาของโยอาบ (ที่อยู่ติดกับผืนนาของตน) คราวนี้ ได้ผล โยอาบรีบพุ่งมาหาอับซาโลม แต่กลับกลายเป็นถูกอับซาโลมลุยกลับ ทำไมถึงเอามากักขังอยู่ที่นี่? รู้งี้อยู่ที่เกชูร์ไม่ดีกว่าหรือ? ไปไหนมาไหนได้อย่างอิสระ อับซาโลมสั่งว่า ต้องการไปเข้าเฝ้าพระราชา

สิ่งที่อับซาโลมพูดต่อ ทำให้ผมรู้สึกไม่ดี "ถ้าเรามีความผิด ก็ขอพระองค์ทรงประหารเราเสีย" (ข้อ 32) ฟังดูคุ้นๆหูพวกเรามั้ยครับ? : "ให้อิสรภาพกับผมสิ ไม่ยังงั้นก็ให้ผมไปตายเสียให้รู้แล้วรู้รอด!" อับซาโลม กล้าพูดเช่นนีได้อย่างไร? เขาคิดว่าตนเองเป็นผู้บริสุทธิ์หรือ? ลืมไปหรือว่าตนเองต้องโทษประหารอยู่? ดูท่า จะเป็นเช่นนั้น ถ้าเป็นจริง ก็เท่ากับเขาดูถูกธรรมบัญญัติของพระเจ้าอีกครั้งแล้ว เขาต้องการให้อัมโนนต้อง โทษประหาร ถึงแม้ไม่มีกำหนดอยู่ในธรรมบัญญัติ เขาคิดว่าตัวเขาได้ทำในสิ่งที่สมควรดีแล้ว ไม่สนใจว่า ตนเองต้องโทษถึงตายตามธรรมบัญญัติ นี่คือการแสดงของคนที่ไม่มีการกลับใจใดๆทั้งสิ้น

ทำให้ดาวิดเสียหน้าต่อประชาชน
(15:1-12)

มาถึงขั้นนี้แล้ว โยอาบจำต้องนำเรื่องขึ้นไปบอกดาวิด ผู้ซึ่งในที่สุดก็ใจอ่อน ยอมให้อับซาโลมมาเข้าเฝ้าได้ ท่านจุบอับซาโลม และแน่นอน เรื่องนี้น่าจะจบลงด้วยดี ต่อแต่นี้ไป อับซาโลมสามารถเข้านอกออกใน ที่วัง ของพระราชาได้อย่างอิสระเสรี และเมื่อเขาเริ่ม เขาเริ่มอย่างมีมาด เขาต้องใช้รถรบ ม้าและทหารถึง 50 นาย วิ่งนำหน้าขบวน (คงไม่มีศัตรูหน้าไหนกล้าแตะ เพราะไม่สามารถฝ่าด่านผู้คุ้มกันเข้ามาได้!)

อับซาโลมนี่น่าจะเป็นนักการเมืองได้ คิดดูดีๆ เขาทำตัวอย่างนั้นจริงๆ! ทุกวันเขาจะไปประจำการอยู่ที่ถนน เข้าเมืองเยรูซาเล็ม (แน่หละ ต้องพ้นหูพ้นตาของชาวเมืองและบิดา) ดูเป็นภาพที่น่าประทับใจ หนุ่มหล่อ ดูมี สง่าราศี ผมยาวสลวยชนิดที่ผู้หญิงอิจฉาไปตามๆกัน ผมจินตนาการว่า รถรบของเขาคงจอดเรียงเป็นระเบียบ ให้เห็น รวมทั้งทหารคุ้มกันอีก 50 นายยืนเวรยามอยู่ ดูเข้มดีมีระดับ ระดับพระราชวงศ์ทีเดียว

อับซาโลมจะเรียกทุกคนที่เดินผ่านไปมา ถามว่ามาจากไหน และจะไปทำธุระเรื่องใด เขาทักทายอย่างเป็น กันเอง จนคนประทับใจไม่รู้ลืม คุณนึกภาพออกมั้ยครับ สมมุติว่า คุณกำลังขับรถอยู่บนถนนสายวงแหวน อยู่ดีๆมีคนโบกให้คุณจอด เทียบเคียงกับรถประจำตำแหน่งสุดหรู พอประตูเปิด คนที่ลุกออกมาคือท่านนายก ออกมาทักทายพูดคุยกับคุณ พอคุณจะทำความเคารพ ท่านกลับจับมือคุณไว้แน่น พร้อมตบหลังตบไหล่ ให้ ความเป็นกันเอง ไม่ต้องเกรงอกเกรงใจ โอ้ โฮ! น่าประทับใจมั้ยครับ? -- คุณคงจำไปจนวันตาย

แต่เรื่องไม่ได้มีแค่นั้น อับซาโลมไม่เพียงแต่ไปแสดงตนเท่านั้น เขากลับไปสร้างความเสียหายให้กับดาวิด เมื่ออับซาโลมรู้ว่าใครกำลังจะเข้าเมืองเพื่อนำคดีไปฟ้องร้อง เขาจะบอกกับคนเหล่านั้นว่า พระราชาไม่ได้ตั้ง ใครให้มาคอยรับฟังคดี (แน่นอนเป็นการโกหก เราพึ่งได้ยินเรื่อง "แม่ม่าย" มาร้องขอความเป็นธรรมจากพระ ราชาอยู่หยกๆ) อับซาโลมบอกอีกด้วยว่าเขารู้สึกเสียใจแทน เมื่อได้ยินเรื่องฟ้องร้องแล้ว เพราะผู้พิพากษา ดูจะไม่มีโอกาสฟัง คดีเหล่านี้ล้วนแล้วแต่อยู่ในข่ายที่ชนะได้แทบทั้งสิ้น แต่น่าเสียดายที่พระราชา ไม่ได้ตั้ง ใครให้มาคอยรับเรื่องราว ตราบใดที่ดาวิดนั่งอยู่บนบัลลังก์ คุณจะไม่ได้รับความยุติธรรม และด้วยความ สามารถพิเศษ อับซาโลมกล่าวว่า ถ้าเขาได้เป็นผู้พิพากษาในอิสราเอล เขาจะให้ความยุติธรรมกับทุกคน และจะปกครองตามใจปรารถนาของประชาชน ในเมื่อไม่มีใครเรียกร้องขอความเป็นธรรมจากดาวิดได้ ; แต่ กับอับซาโลมแล้ว เป็นคนละเรื่องทีเดียว

อับซาโลมไม่ได้เป็นจอมโกหกอย่างเดียว (ที่พูดว่าไม่มีใครมารับฟังคดีความ) เขายังเป็นคนปากว่าตาขยิบ อีกด้วย "ความยุติธรรม" แบบใดกันที่เขาจะจัดสรร? เป็น "ความยุติธรรม" แบบเดียวกับที่อัมโนนได้รับหรือ? หรือ "ความยุติธรรม" อย่างที่น้องสาวของเขาได้รับ? หรือ "ความยุติธรรม" อย่างที่เขาได้รับ? อับซาโลม ไม่ได้อยู่ใกล้กับคำว่ายุติธรรมสักนิดเดียว เขาเพียงแต่ต้องการได้ชาวบ้านมาเป็นพวก และมันก็ได้ผลเสียด้วย อับซาโลมชนะใจพวกชาวบ้าน บัดนี้เขาพร้อมแล้วที่จะดำเนินการขั้นต่อไป

หลังจากสี่ปี76 ที่เขาทำลายชื่อเสียงของดาวิด และทำตัวเป็นวีรบุรุษในสายตาของชาวบ้าน อับซาโลมก็พร้อม จะเดินหน้า ทำตนเป็นกษัตริย์แทนดาวิด ในบ้านเกิดของเขาเอง ที่เมืองเฮโบรน (2 ซามูเอล 3:2-3) ก่อนอื่น เขาต้องหาทางไปที่นั่นให้ได้ โดยที่ไม่กระโตกกระตากให้ดาวิดรู้ เขาไปเข้าเฝ้าพระราชา และบอกกับท่านว่า ได้สาบานไว้ ตั้งแต่ครั้งอยู่ในเกชูร์77 เขาบนว่า ถ้าพระเจ้าทรงอนุญาติให้เขาได้กลับคืนสู่อิสราเอล เขาจะไป นมัสการพระองค์ที่เมืองเฮโบรน และนี่น่าจะเป็นเวลาที่หมาะสมแล้ว ดาวิดอนุญาติให้เขาไปได้ โดยส่งให้เขา "ไปเป็นสุขเถิด" และแน่นอน ผลของมันคงไม่ "เป็นสุข" อย่างที่ดาวิดอวยพร

อับซาโลมนำผู้ชายจากเยรูซาเล็มไปกับเขาถึง 200 คน คนเหล่านี้ไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวด้วย แต่อับซาโลมส่งข่าว ไปถึงทุกเผ่าของอิสราเอล ว่าถ้าได้ยินเสียงเขาสัตว์เมื่อไร นั่นคือสัญญาณว่าพวกเขาต้องเป็นพันธมิตรกับท่าน ไม่ใช่กับดาวิด นอกจากนั้น อับซาโลมสามารถชักจูงเอาอาหิโธเฟล คนกิโลน ซึ่งเป็นที่ปรึกษาของดาวิด มาเข้าพวกด้วย อาหิโธเฟลเป็นผู้มีสติปัญญามาก; คำปรึกษาของเขามีค่ามาก:

23 ในสมัยนั้น คำปรึกษาของอาหิโธเฟลที่ทูลถวาย เหมือนกับเป็นพระ บัญชาของพระเจ้า ทั้งดาวิดและอับซาโลมจึงทรงนับถือ คำปรึกษา ของ อาหิโธเฟลมาก (2 ซามูเอล 16:23)

การสูญเสียอาหิโธเฟลให้อับซาโลมไป นับเป็นเรื่องใหญ่ เราคงสงสัยว่า คนมีสติปัญญาอย่างนี้จะไปเข้าพวก กับอับซาโลมได้อย่างไร ถึงจะอย่างไรก็ตาม พระเจ้าก็ทรงใช้อาหิโธเฟล พระองค์ทรงใช้คำปรึกษาของเขา มาทำให้คำพยากรณ์ของพระองค์เป็นจริง (เทียบกับ 2 ซามูเอล 12:11-12 และ 2 ซามูเอล 16:20-22) และ พระองค์ทรงพลิกผันคำปรึกษาของเขา มาช่วยดาวิดให้พ้นจากเงื้อมมืออับซาโลมไปได้ (2 ซามูเอล 17:1-14)

บทสรุป

นับเป็นเรื่องน่าเศร้าเมื่ออ่านตอนนี้ ผู้เขียนไม่ได้ข้ามเรื่องใดไปเลย "เ้ส้นทางน้ำตา" เริ่มตั้งแต่ที่ดาวิดสร้าง บาปให้กับอุรียาห์และบัทเชบาผู้เป็นภรรยา จิตวิญญาณของท่านเริ่มเจ็บปวด ก่อนที่ท่านจะสำนึกผิด และ สารภาพเสียอีก (ดูสดุดี 32:3-4) ตามด้วยการตายของบุตรที่เกิดจากดาวิดและภรรยาของอุรียาห์ ไม่นาน ก็เป็นเรื่องของบุตรสาวของดาวิดเอง (ทามาร์) ถูกบุตรชายของท่านข่มขืน และบุตรชายของท่าน (อัมโนน) ถูกบุตรชาย อีกคนฆ่าตาย (อับซาโลม) อับซาโลมหนีไปหลบอยู่ที่เกชูร์ แต่ดาวิดก็ยังไม่วายคิดถึง ทั้งๆที่รู้ว่า ไม่มีทางจะได้พบหน้ากัน โยอาบใช้ความเจ้าเล่ห์ คิดแผนการ มาทำให้ดาวิดต้องจำยอม ท่านเหมือน ถูกมัด มือชกให้ยอมอนุญาติ ให้อับซาโลมกลับอิสราเอลได้ นับเป็นเรื่องที่ไม่สู้ดี เพราะทันทีที่อับซาโลมได้รับ อิสรภาพ เขากลับใช้มันมาทำลายชื่อเสียงและสถานะภาพของดาวิด เขาก่อกบฎ ทำให้อิสราเอลถูกแบ่งแยก และในที่สุด ทำให้ตัวเองต้องจบชีวิตลง ด้วยฝีมือของโยอาบ นับเป็นเส้นทางแห่งน้ำตาอย่างแท้จริง

ในท่ามกลางความทุกข์ใจและถูกต่อต้าน ผมต้องขอย้ำอีกว่า พระเจ้า ไม่ได้ทรงทำโทษดาวิดสำหรับบาป ของท่านในตอนนั้น นาธันพูดไว้ชัดเจนแล้ว ว่าดาวิดไม่ต้อง (ตาย) ใช้โทษบาป เพราะ "องค์พระผู้เป็นเจ้า ได้ทรงนำบาปไปสีย" (2 ซามูเอล 12:13) ตรงนี้พวกเราคริสเตียนมักเข้าใจผิดอยู่บ่อยๆ ; คือว่า ถ้าใครก็ ตามมีความทุกข์ ต้องเป็นเพราะถูกลงโทษบาป เพื่อนของโยบก็เชื่อเช่นนี้ด้วย จึงพยายามบังคับให้โยบกลับ ใจ (ดูโยบ 4 และ 5) พวกอัครสาวกมักคิดว่า คนที่เกิดมาตาบอด เป็นผลมาจากความบาปของบางคน (ยอห์น 9:1-2) แต่มีบางคนเหมือนกัน ที่ตกอยู่ในความทุกข์เพราะผลของบาปโดยตรง (ดูเฉลยธรรมบัญญัติ 28:15) แต่ไม่ใช่เป็นคำอธิบายที่ถูกต้องเสมอไป บางครั้งก็มีผู้ชอบธรรม ต้องทนทุกข์เพื่อผู้ไม่ชอบธรรม (1 เปโตร 4)

บางครั้งผู้ชอบธรรมทั้งหลายต้องทนทุกข์ เพราะพวกเขาเป็น "บุตรของพระเจ้า" ที่ถูกเตรียมไว้ เพื่อพระสิริ ของพระองค์ (ดูฮีบรู 12) ถึงแม้พระเจ้าของเรายังต้องทนทรมาณ เพื่อพระสิริทั้งสิ้นจะเป็นของพระองค์ (ดูฮีบรู 2:10-18; 5:7-10; ฟีลิปปี 2:5-11) ผมไมไ่ด้บอกว่า ความทุกข์ของดาวิดนั้น ไม่เกี่ยวอะไรกับบาปที่ท่านทำ แต่ผมอยากจะบอกว่า ความทุกข์ของท่านนั้นไม่ใช่เป็นการลงโทษบาป แต่เป็นการลงวินัย เพื่อเป็นหนทาง ให้ท่านได้เข้าไกล้ชิดพระเจ้า และไม่ฝักใฝ่กับสิ่งของใดในโลกนี้ (เทียบกับ 2 โครินธ์ 4:16-18)

สิ่งหนึ่งที่พระเจ้าทำในการลงวินัยดาวิด คือให้ท่านได้เห็นบาปของท่านเองในมุมมองอื่น ดาวิดแย่งบัทเชบา มาอย่างไร้ปราณี นอนกับนาง และฆ่าสามีนางทิ้ง ในการนี้ท่านใช้อำนาจ (ในทางที่ผิด) ในฐานะกษัตริย์ของ พระเจ้าทำบาป บัดนี้พระเจ้าทรงมีพระคุณ ทำให้ดาวิดได้เห็นบาปของท่านเองในอีกมุมมอง ดาวิดใช้ความ วางใจที่พระเจ้ามอบให้ในทางที่ผิดหรือเปล่า? ใช้อำนาจที่มีเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวหรือ? ดูเหมือนโยอาบ เองจะทำในสิ่งเดียวกันด้วย อัมโนนใช้อำนาจอย่างผิดๆ หลอกทามาร์ไปข่มขืน ผมเชื่อว่าพอๆกับที่ดาวิดไป ชิงบัทเชบามา อับซาโลมก็ด้วย ใช้อำนาจที่มีอยู่ เลื่อยขาเก้าอี้ดาวิด หวังจะขึ้นนั่งบัลลังก์แทน ดาวิดเคย หลอกซาอูลเมื่อท่านต้องการหลบหน้าหรือเปล่า? ตอนนี้อับซาโลมเอง หลอกดาวิดเมื่อต้องการหลบหน้าพ่อ ดาวิดพยายามหลอกล่ออุรียาห์ เพื่อกลบเกลื่อนบาปของท่าน ใช่หรือไม่? ดาวิดถูกอัมโนนหลอกใช้ ต่อมา ก็ถูกอับซาโลมหลอก ตามด้วยโยอาบและหญิงชาวเทโคอา ดาวิด ในฐานะเป็น "บุตร" ของพระเจ้า (ดู 2 ซามูเอล 7:8-17) ละเมิดต่อพระองค์ด้วยบาปของท่าน ใช่หรือไม่? บัดนี้บุตรของท่านเอง กำลังละเมิด ต่อท่าน ดาวิดใช้อำนาจในทางที่ผิด ไปกดดันคนที่ไม่มีทางต่อสู้หรือเปล่า? ตอนนี้ดาิวิดจะมีประสบการณ์ เดียวกัน เมื่อถูกอับซาโลมปิดกั้นการใช้อำนาจยุติธรรมไป ไม่ว่าจะสำหรับทามาร์ สำหรับตัวอับซาโลมเอง หรือแม้กระทั่งประชาชนชาวอิสราเอล (2 ซามูเอล 15:2-6) บัดนี้ดาวิดมองเห็นบาปของตนเอง ในแง่มุมอื่น โดยมีคนอื่นเป็นตัวแสดงให้ดู

พระธรรมตอนนี้มีบทเรียนของการเป็นบิดามารดาอยู่มาก เพียงแค่อ่านผ่านๆ เรายังเห็นชัดเจนว่า ไม่มี พ่อแม่คู่ใดสมบูรณ์แบบ แม้กระทั่งคนของพระเจ้าเอง หลายคนล้มเหลว (ไม่ว่าจะเป็นเอลี ซามูเอล ซาอูล และตอนนี้ดาวิด) เราควรตั้งมั่นกับพระเจ้า ที่จะพยายามทำดีที่สุดในการเลี้ยงดูลูก ไม่ใช่เพราะว่าเรา"อบรมดี" แล้วลูกจะดีตาม แต่เพราะ "การอบรมดี" เป็นที่พอพระทัยพระเจ้า เราควรอบรมเลี้ยงดูบุตรอย่างดี เพราะเป็น สิ่งที่พระเจ้าต้องการจากเรา

เมื่อลูกของเราล้มเหลว ซึ่งเป็นไปได้ เราไม่ควรลงโทษตัวเอง และคิดว่าเราเป็นต้นเหตุ ลองดูบรรดาลูกๆของ ดาวิดเป็นตัวอย่าง อัมโนนเป็นคนไม่เอาไหน ไร้สติปัญญา ซาโลมอนเป็นคนฉลาดที่สุดในโลก อาโดนิยาห์ ต้องการแย่งชิงบัลลังก์จากน้องชาย อับซาโลมบิดเบือนกระบวนการยุติธรรม ฆ่าน้องชายตนเอง และก่อกบฎ ต่อบิดา ผมแน่ใจว่า ในกรณีของอับซาโลม ความผิดพลาดของดาวิดกระทบไปถึงบุตร ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ผมเชื่อว่าพระธรรมตอนนี้ไม่ได้เขียนขึ้นมา เพื่อประณามดาวิดในฐานะบิดา แต่เพื่อต้องการให้เห็นว่าอับซา โลมเป็นบุตรประเภทใด เขาเลือกเองที่จะไม่ยอมเชื่อฟัง และการไม่เชื่อฟังนี้เอง ที่พระเจ้าใช้มาลงวินัยดาวิด เพื่อท่่านจะเป็นผู้ที่ทำตามพระทัยจนหมดใจ

อย่าอ่านพระธรรมตอนนี้แล้วคิดว่าตนเองเป็นคนล้มเหลว อย่ารู้สึกผิดและโทษตัวเอง ถ้าลูกของเราคนใด คนหนึ่ง "หลง" ไป บาปของเรามีส่วนต่อชีวิตของลูก แต่ตัวลูกเอง เหมือนกับอับซาโลม ต้องเป็นคนตัดสินใจ ที่จะเลือกวางใจและเชื่อฟัง ถ้าไม่ คุนไม่ใช่เป็นคนผิดทั้งหมด ; หรืออาจไม่ผิดเลย แต่ถ้าคุณเป็นคริสเตียน ผมขอบอกว่า พระเจ้าจะใช้ลูกของคุณมาสอนคุณ นำคุณเข้ามาใกล้ ติดสนิทกับพระองค์ บางครั้ง ลูกของเรา ก็เหมือน "ทูตสวรรค์" องค์น้อย ที่สอนเราให้รู้จักเรียงลำดับความสำคัญ ในพระคัมภีร์เดิมโดยเฉพาะ ผมพบว่า ความล้มเหลวในครอบครัว มักเป็นส่วนหนึ่งในแผนการของพระเจ้า ที่จัดเตรียมไว้ให้ประชากรของพระองค์ ไม่ใช่เป็นตัวการขัดขวางพระสัญญา ; แต่หลายครั้งกลับเป็นวิถีทางที่พระเจ้าใช้ เพื่อให้พระสัญญาเป็นจริง ครบสมบูรณ์

ผมคิดว่ายังมีบทเรียนเรื่องการลงวินัยในพระธรรมตอนนี้ด้วย เป็นเรื่องการอบรมเลี้ยงดูภายในครอบครัว ดาวิด ต้องการคืนดีกับอับซาโลมบุตรชาย แต่ท่านรู้ว่า เป็นการดีกว่าถ้าอยู่เฉยๆ แทนที่จะไปบิดเบือนข้อกฎหมาย เพื่อให้ได้ลูกกลับคืนมา แต่ท่านก็ถูกหลอก จนยอมจำนน ให้แผนการนำตัวลูกกลับมาเกิดขึ้น ถึงแม้ท่านจะไม่ เห็นควร เราอาจรู้สึกว่าดาวิดใจร้าย ไม่ยอมให้อับซาโลมมาพบหน้า แต่ผมว่าไม่ใช่ ผมคิดว่าดาวิดเข้าใจดีว่า การจะคืนดีกันได้นั้น ต้องมีการกลับใจก่อน ไม่ใช่ล้ำเส้น ดาวิดโกรธ ไม่ใช่แค่เรื่องอัมโนนข่มขืนทามาร์ แต่ รวมทั้งการที่อับซาโลมขัดขวาง ไม่ให้ท่านใช้กระบวนการยุติธรรม ซ้ำยังไปฆ่าน้องชายตายอีก ดาวิดจะคืนดี กับอับซาโลมได้อย่างไร ถ้าอับซาโลมยังไม่สำนึกผิด จนความโกรธของดาวิดค่อย "ทุเลาลง" (เป็นศัพท์ พิเศษที่ใช้ เมื่อความโกรธได้รับการสนองตอบจนพอใจ) เมื่อโยอาบหลอกดาวิดสำเร็จ ยอมให้อับซาโลม กลับมา เขาทำโดยไม่มีการคำนึงถึงเรื่องสำนึกผิดและกลับใจ ถ้าเราจะโทษใครในเรื่องบาปของอับซาโลม (นอกจากตัวอับซาโลมเองที่ต้องรับผิดชอบ) ก็น่าจะเป็นโยอาบแทนที่จะเป็นดาวิด เพราะโยอาบอยากให้มี การคืนดีเกิดขึ้น โดยมองข้ามการสำนึกผิดไป

ทำให้ผมนึกถึงเรื่องของโยเซฟและพี่ๆ พวกพี่ๆทำผิดต่อท่าน ด้วยการลักพาตัวท่านไป ขายไปเป็นทาส เรารู้ จากเรื่องนี้ว่าท่านรักพี่ๆมากมายเพียงใด และปรารถนาอยากกลับคืนดีกันอีกครั้ง แต่ท่านทำไม่ได้ จนกว่าพวก เขาจะสำนึกผิดและกลับใจ ทำให้เราเห็นเรื่องนี้ยาวออกไปอีก ได้เห็นพวกเขาต้องเดินทางไปมาระหว่าง อิสราเอลและอียิปต์ จนนำมาซึ่งการกลับใจอย่างแท้จริง และโยเซฟได้โอกาสเปิดเผยตัวตนกับพี่ๆ พวกเขา สำนึกผิด และโยเซฟให้อภัย การคืนดีจึงเป็นไปได้ เช่นเดียวกัน ในกรณีของดาวิดและอับซาโลม แต่การ กระทำของโยอาบ กลายเป็นตัวการขัดขวาง แทนที่จะเป็นการช่วยให้สำนึกผิดและเกิดการกลับใจ

ผมรู้ว่ามีพ่อแม่หลายคู่ยอมตามใจลูกทุกอย่าง เพื่อให้ได้อยู่ใกล้ จนไม่สามารถอบรมสั่งสอนเขาได้ และเมื่อ พวกเขาทำผิด พ่อแม่ก็รีบไปตามกลับมาโดยยอมทุกอย่าง เมื่อไม่มีการสำนึกผิด การกลับใจที่แท้จริงก็ไม่เกิด เช่นเดียวกับที่ในคริสตจักร ถ้าต้องการความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน มีสามัคคีธรรมอย่างแท้จริง ในระหว่างพี่ น้องทั้งหลาย ต้องมีการตักเตือน การลงวินัย และมีการกลับใจ ก่อนที่จะมีการคืนดีและกลับมารวมกันเหมือน เดิมอีกครั้ง

เรื่องของอับซาโลม บุตรของดาวิด มีบทเรียนสอนเรา เป็นบทเรียนเรื่องการยอมจำนนอย่างจริงใจ และไม่จริง ใจ ผมคิดว่าเราทั้งหลายคงเห็นเหมือนกัน ว่าอับซาโลมเป็นเหมือน "ชาวนากับงูเห่า" อับซาโลมไม่มีความ กตัญญูต่อผู้เป็นบิดา มองข้ามหัวท่านไป นอกจากนั้น เขาไม่เคยยอมลงให้กับบิดาผู้เป็นกษัตริย์ เหมือน ซาตานเจ้าเก่า อับซาโลมมัวแต่มองว่า ตนเองคือ "ผู้สืบต่อ" ราชบัลลังก์ ไม่เคยคิดจะให้เกียรติบิดา แต่กลับ ใช้ตำแหน่งและอำนาจ บ่อนทำลายท่าน ก่อกวนราชบัลลังก์ ลอบทำร้าย และพูดจาให้ท่านเสื่อมเสีย กลาย เป็นคนชั่วร้ายในสายตาของผู้อื่น ที่ทำไปทั้งหมดนี้ ก็เพื่อ "ไต่เต้า" ขึ้นไปครองราชย์แทนเท่านั้น

เราเคยทำอย่างเดียวกันในที่ทำงานหรือเปล่า? เราเคยพูดนินทานายจ้างลับหลังหรือไม่? เราเคยให้ร้ายหัว หน้างานจนเสื่อมเสีย เพื่อเราจะดูดีหรือเปล่า? เราเป็นภรรยาที่บ่อนทำลายความนับถือบิดาต่อหน้าลูกๆหรือ เปล่า? แล้วเราเป็นสามีที่ทำแบบเดียวกันกับภรรยาหรือเปล่า? (พูดนินทาให้ร้ายคู่สมรสต่อหน้าคนอื่น ด้วย เรื่องจริงบ้าง ล้อเล่นบ้าง) มีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นในคริสตจักรด้วยใช่หรือไม่? ทำให้เกิดความข้องใจ หรือเข้าใจ ผิดในตัวผู้นำ ในหน้าที่รับผิดชอบ ในการตัดสินใจ หรือในการเป็นผู้นำ แล้วพยายามพิสูจน์ว่าตัวเองทำได้ดี กว่า ถ้ามีโอกาส อัับซาโลมเตือนเราเรื่องการยอมจำนน และเรื่องตรงข้าม คือการกบฎ

ท้ายสุดนี้ ผมขอสรุปด้วยบางสิ่งที่ทิ้งไว้ให้คุณคิด : เป็นสิ่งเดียวกับที่ดาวิดต้องการจะทำ -- แต่ทำไม่ได้ -- คือช่วยเหลืออับซาโลม เป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงทำในองค์พระบุตร และเมื่อทำแล้ว พระองค์มี "บุตร" เพิ่มขึ้น มากมาย ในบทที่ 18 ข้อ 33 ดาวิดคร่ำครวญว่า ถ้าทำได้ ท่านอยากตายแทนอับซาโลม แต่เป็นเรื่องที่เป็นไป ไม่ได้ ถึงท่านจะต้องตายก็ตาม เพราะอับซาโลมจะไม่ได้ประโยชน์ใดจากการตายของท่าน ดาวิดช่วยกู้ อับซาโลมไม่ได้ พอๆกับที่เราช่วยลูกของเราให้รอดไม่ได้ แต่พระเจ้าได้ทรงทำในสิ่งที่มนุษย์ไม่สามารถทำได้ พระองค์ทรงสละพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ องค์พระเยซูคริสต์ผู้ปราศจากบาป มาทนทุกข์และสิ้นพระชนม์ บนไม้กางเขน เพื่อเป็นค่าไถ่โทษบาปแทนเรา พระองค์ทรงยอมสละพระบุตรองค์เดียว เพื่อให้เราทั้งหลายได้รับ การอภัยจากบาป และเพื่อเราจะได้เป็นบุตรของพระองค์ สิ่งที่ไม่มีมนุษย์คนใดทำได้ (ช่วยกู้คนที่รักให้รอดตาย) พระเจ้าทรงทำได้ พระเจ้าได้จัดเตรียมการให้อภัยบาป และเป็นบุตรของพระองค์ ตามที่เราปรารถนาอยากเป็น พระองค์จัดเตรียมการทั้งสิ้นนี้ด้วยวิธีเดียว การตายเป็นเครื่องบูชาไถ่โทษขององค์พระเยซู ทรงสิ้นพระชนม์ ถูกฝังไว้และทรงคืนพระ ชนม์กลับมา ถ้าคุณปรารถนาจะคืนดีกับพระเจ้า คุณต้องยอมรับในบาปของคุณ ในการ ล่วงละเมิดต่อพระเจ้า และรับเอาของประทานแห่งการให้อภัยโดยไม่คิดมูลค่าจากพระองค์ และรับชีวิตนิรันดร์ ที่พระองค์มอบให้ ผมภาวนาขอให้คุณได้รับของประทานนี้ และถ้ายังไม่ได้ ขอให้คุณได้รับในวันหนึ่งข้างหน้า


71 แต่แน่นอน ติดขัดอยู่ที่ปัญหาว่าทามาร์เป็นน้องสาวคนละแม่กับอัมโนน แต่ว่าถ้าทั้งคู่ต้องแต่งงานกัน เธอ ก็จะเป็นเหมือนนางซาราห์กับอับราฮัม ภรรยาที่เป็นทั้งน้องสาวด้วย แต่ผมขอมองข้ามตรงนี้ไปก่อน ขอให้คิด ว่าการแต่งงานนี้เป็นไปได้ ตามที่ทามาร์ขอร้อง

72 ตอนแรกผมนึกว่าอับซาโลมทำเพราะอยากช่วยเหลือน้อง แต่พออ่านต่อๆไป ผมค่อนข้างแน่ใจว่า อับซาโลมไม่ได้สนใจใยดีในตัวน้องสาว มากไปกว่าความต้องการที่จะได้แก้แค้น

73 เพื่อนผม ออวิลล์ เมอร์ฟี เคยบอกผมว่า ในแถบตะวันออกกลาง การต่อสู้กันจะมีไปเรื่อยๆ จนกว่าจะมีคน ไปห้าม บางครั้งคู่ต่อสู้อยากจะหยุดแทบตาย ก็ทำไม่ได้ เพราะไม่มีใครไปห้าม มันเป็นเรื่องของศักดิ์ศรี พวก เขาก็จะสู้ต่อ จนตายกันไปข้างหนึ่ง นี่น่าจะเป็นกรณีเดียวกัน

74 พออ่านไป เราเริ่มไม่แน่ใจว่าโยอาบอยู่ในเหตุการณ์ด้วยหรือเปล่า อยู่ใกล้กับหญิงชาวเทโคอา เพื่อควบ คุมไม่ให้พูดจาตกหล่น ในพระคัมภีร์ไม้ได้พูดว่า ดาวิดสั่งให้ไปตามตัวโยอาบมา แต่กลับพูดกับโยอาบใน ทันที ผมคงต้องขอสรุปว่า โยอาบน่าจะอยู่ในเหตุการณ์ตลอดเวลาที่หญิงคนนี้พูดกับดาวิด

75 แรกๆผมคิดเอาเองตามนี้ แต่เมื่อมาพิจารณาดู ดาวิดสั่งอับซาโลมให้กลับไปอยู่ที่วังของเขา (ข้อ 24) อับซาโลมต้องไม่มาให้ดาวิดเห็นหน้า ซึ่งยาก ถ้าอาศัยอยู่ในเยรูซาเล็ม เพราะไปๆมาๆ วันหนึ่งคงต้องเจอกัน โดยบังเอิญ อับซาโลมเบื่อสถานการณ์เช่นนี้ ที่ต้องเรียกโยอาบมาหาที่บ้านทุกครั้ง ; เขาไปหาโยอาบหรือ ดาวิดไม่ได้ ผมคิดว่าน่าจะเป็นเพราะถูกกักบริเวณ แต่เมื่ออับซาโลมได้รับอิสรภาพ เขากลับทำตัวเป็นที่ดึงดูด ความสนใจ ด้วยการมีขบวนรถม้าถึง 50 คันนำหน้าไปทุกหนแห่งที่เขาไป

76 คุณคงเห็นหมายเหตุของฉบับ NASB ที่บอกว่าในฉบับฮีบรูบันทึกไว้ "สี่สิบปี" ต้นฉบับอื่นๆ บันทึกไว้แค่ "สี่" ซึ่งน่าจะตรงกับเนื้อหาของเรา

77 สงสัยผมคงอ่านพระธรรมตอนนี้มากไปหน่อย แต่เป็นการบังเอิญมาก ที่อับซาโลมให้เหตุผลที่ต้องเดิน ทางไกลไปจากพระราชา (ดาวิด) เกือบเป็นเหตุผลเดียวกับที่ดาวิดเคยให้กับพระราชาซาอูล (ดู 1 ซามูเอล 20:1-34) เป็นได้หรือไม่ว่า พระเจ้ายังไม่ได้จัดการเรื่องของดาวิด จนถึงเดี๋ยวนี้ เพื่อให้เขาได้รู้สึกในแบบ เดียวกับที่ตกเป็นผู้ถูกหลอก ในบาปเดียวกัน?

Related Topics: Bibliology (The Written Word)