Where the world comes to study the Bible

บทที่ 13: โศกนาฏกรรมในราชวงศ์ (2 ซามูเอล 13:1-36)

คำนำ

สองสามปีที่แล้วผมและภรรยารวมทั้งพวกลูกสาวไปร่วมงานที่โรงเรียน ระหว่างเดินทางกลับเราแวะที่ร้าน ไอส์ครีม พอขับออกจากร้าน อยู่ดีๆมีรถไล่ตามหลังมาด้วยความเร็วสูง ผมเห็นเขาพุ่งใกล้เข้ามาทุกที จึง ตัดสินใจเปลี่ยนเลนเพื่อหลบให้้ ผมตัดสินใจผิดครับ คนขับไม่ได้สนใจ (หรือยังไม่สร่างเมาก็ไม่รู้) ตัดสินใจ เปลี่ยนเลนด้วย ผมไม่แน่ใจว่าใครตัดสินใจก่อน ผมเปลี่ยนจากขวาสุดมาเป็นเลนกลาง เขาก็เปลี่ยนด้วย ผมใช้รถแบบดีเซล เร่งไม่ค่อยขึ้นหรอกครับ คนขับพอเห็น เลยตัดสินใจเปลี่ยนออกไปเลนซ้ายสุดในทันที -- ทั้งเร็ว -- และทั้งแรงครับ

เรามองเห็นเขาแซงผ่านไป บังคับรถไม่อยู่ พุ่งเข้าชนที่กั้นกลางถนน แผ่นคอนกรีตที่กั้นกระแทกทะลุถังน้ำ มัน น้ำมันพุ่งกระฉูดออกมาเป็นทางยาวไปตามรถ แผ่นเหล็กข้างรถหลุดออกมา และครูดเป็นทางไปกับที่กั้น ทำให้เกิดประกายไฟ สิ่งที่เกิดตามมาเลี่ยงไม่ได้ครับ เกิดไฟลุกใหม้ไปตามรอยน้ำมันที่ทะลักออกมา เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่ด้านข้างรถเรา และพุ่งเลยไปที่ด้านหน้า เราเองก็เบรกไม่อยู่พอๆกับเขา ในที่สุด รถของ เขากระเด้งลอยข้ามที่กั้นไป ผ่านข้ามสามเลนฝั่งตรงข้าม ไปหยุดอยู่ที่ข้างถนนของอีกฟาก เราเห็นเหตุการณ์ ทั้งหมดด้วยความตกตะลึง เพราะมีกำแพงไฟลุกท่วมเป็นทางยาว กั้นระหว่างรถเราและรถเขา เราตกใจจนทำ อะไรไม่ถูก ได้แต่มองไฟที่ลุกไล่ไปจนถึงตัวรถ ถังน้ำมันระเบิด เรายังเห็นคนขับติดอยู่ในรถ เราข้ามไปช่วย ไม่ทัน เขาอยู่ใกลเกินไป แถมยังมีกำแพงไฟกั้นไว้ แต่เราเห็นคนที่ยืนอยู่ข้างถนนลากเขาออกมา ช่วยชีวิตไว้ ได้ หลังจากนั้นไม่นานมีรถพยาบาลมารับตัวไป

เมื่อผมเริ่มพระธรรม 2 ซามูเอลบทที่ 13 ผมมีความรู้สึกแบบเดียวกัน คือเฝ้าคอยเวลาที่โศกนาฏกรรมจะเกิด ขึ้น รู้ดีว่าหยุดยั้งไม่ได้ เราอ่านเรื่องอัมโนน บุตรของกษัตริย์ดาวิด ที่ปรารถนาในตัวทามาร์น้องสาวต่างมารดา เราอ่านด้วยความประหลาดใจ ว่าทำไมดาวิดถึงสั่งให้ทามาร์ไปหาอัมโนนถึงที่บ้าน ทำไมท่านถึงไม่เฉลียวใจ แค่ฟังว่าอัมโนนสั่งทุกคนให้ออกไป เหลือเขากับทามาร์อยู่กันตามลำพัง ก็น่ากลัวแล้ว เราช่วยอะไรไม่ได้ ได้แต่เห็นทามาร์พยายามขัดขืน แต่ในที่สุดก็ถูกพี่ชายตนเองข่มขืนจนได้ ที่เลวร้ายไปกว่านั้น เราเห็น "ความรัก" ของอัมโนนเปลี่ยนเป็นความชัง ชังจนถึงขนาดให้คนมาขับไล่ไปให้พ้นหน้า ทำให้เธอต้องมีชีวิต อย่างโดดเดี่ยวไปจนวันตาย

เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร? ดาวิดมีส่วนอยู่ได้อย่างไร? ทำไมพระเจ้าถึงปล่อยให้คนบริสุทธิ์ต้องมา ทนทุกข์ด้วยน้ำมือของคนชั่ว? เหตุการณ์นี้เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ในปัจจุบันอย่างไร? พระเจ้าปรารถนาให้ ธรรมิกชนในยุคพระคัมภีร์เดิมได้เรียนรู้สิ่งใด? และมีบทเรียนใดสำหรับเรา? ขอให้ตั้งใจเรียนให้ดี เพราะมีข้อ คิดอยู่มาก มีเรื่องให้ต้องเรียน และนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้มากในปัจจุบัน

ชื่อเรื่องตอนนี้คือ "โศกนาฏกรรมในราชวงศ์" ผมไม่อยากนำเรื่องที่ใครๆก็พูดกันมาพูดซ้ำ หรืออยากจะรื้อฟื้น เรื่องโศกนาฏกรรมของเจ้าหญิงไดอาน่าห์ แต่ชื่อตอนเป็นตัวบอกอย่างดีถึงเรื่องราวในตอนนี้ การได้เป็นส่วน หนึ่งของราชวงศ์ก็มีส่วนดีหลายอย่าง แต่จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มีเรื่องที่ต้องรับผิดชอบมากด้วยเช่นกัน จาก มุมมองของเรา (อย่างน้อยก็ในตอนนั้น) ความเป็นส่วนตัวของราชวงศ์ถูกพวกช่างภาพทำลายจนหมดสิ้น พวก เขาพยายามทุกวิถีทาง เพื่อให้ได้มาซึ่งภาพราคามหาศาล ไม่ว่าสมาชิกในราชวงศ์จะต้องสูญเสียขนาดไหน ก็ตาม บทเรียนของเราตอนนี้ ไม่มีช่างภาพไร้จรรยาบรรณรู้เห็น แต่บาปที่เกิดขึ้นภายในราชวงศ์ กลายเป็น เรื่องที่รู้กันไปทั่ว เพราะการกระทำของพวกเขาเอง และจากการบันทึกที่ได้รับการดลใจของผู้เขียน เพื่อให้ เป็นบทเรียนสำหรับเราทั้งหลาย เราคงจะไม่อ่านเรื่องราวโศกนาฏกรรมครั้งนี้ เหมือนกับอ่านคอลัมน์ ซุบซิบบันเทิง เพราะนี่เป็นพระวจนะที่มาถึงเรา เพื่อให้เราเห็นค่าจ้างราคาแพงของความบาป

ทบทวนเล็กน้อย

ซาอูลผู้เคยแสวงชีวิตดาวิด เพื่อให้ราชบัลลังก์ของตนเองคงอยู่ให้นานที่สุด ก็สิ้นชีวิตไปแล้ว และดาวิดได้ขึ้น ครองทั้งยูดาห์ (เผ่าของท่านเอง) และประเทศอิสราเอลแทน (เผ่าที่เหลือของอิสราเอล) ดาวิดได้ปราบ ประเทศข้างเคียงลงอย่างราบคาบ และยึดเอาเมืองเยบุส ตั้งขึ้นเป็นเมืองหลวง โดยให้ชื่อใหม่ว่าเยรูซาเล็ม ท่านนำหีบพันธสัญญามาที่เยรูซาเล็ม ตั้งใจจะสร้างพระนิเวศให้เป็นที่สถิตย์ของพระเจ้า แต่ถูกตักเตือน เพราะพระเจ้าต้องการเป็นผู้สร้าง "ราชวงศ์" ของดาวิดให้เป็นปึกแผ่นชั่วนิรันดร์แทน เป็นอาณาจักรที่ไม่มี วันเสื่อมสลาย

อำนาจและความสำเร็จทำให้ดาวิดหลงไป แทนที่ท่านจะนำทัพสู่สงคราม ท่านกลับอยู่บ้าน ส่งโยอาบและ กองทัพอิสราเอลไปต่อสู้ที่เมืองรับบาห์ เมืองหลวงของพวกอัมโมนแทน เพื่อเข้ายึดครองและปราบศัตรูลงให้ ราบคาบ ขณะที่ท่านอยู่บ้านในเยรูซาเล็ม ดาวิดถือโอกาสปล่อยตัว "ตามสบาย" ในแบบกษัตริย์ ท่านนอนดึก และตื่นสาย ตื่นเวลาที่คนอื่นเข้านอน เย็นวันหนึ่ง ขณะที่ท่านไปเดินแล่นบนดาดฟ้าพระราชวัง ท่านไปเห็น ภาพที่ไม่สมควรเห็นเข้า -- หญิงงามนางหนึ่งกำลังอาบน้ำ อาจชำระกายตามธรรมบัญญัตติ ดาวิดตั้งใจมอง นานเกินไป จนตัดสินใจว่าจะต้องได้ผู้หญิงคนนี้มา ไม่ใช่ให้มาเป็นภรรยา หรือสนมนะครับ แต่เพียงแค่ข้ามคืน เมื่อท่านส่งไปสืบเสาะ พวกเขากลับมารายงานว่านางแต่งงานแล้ว เป็นภรรยาของนักรบที่มีฝีมือ แห่งกองทัพ อิสราเอล อุรียาห์ คนฮิทไทต์

เรื่องน่าจะยุติลงสำหรับดาวิด แต่ไม่เป็นเช่นนั้น ท่านกลับส่งคนไปนำตัวนางบัทเชบามาที่พระราชวัง และนอน กับนาง ไม่นานหลังจากนั้น ท่านก็ทราบข่าวว่านางตั้งครรภ์ ดาวิดพยายามทุกวิถีทาง ที่จะให้อุรียาห์กลับไป นอนกับภรรยา เพื่อทำให้ดูว่าเด็กที่เกิดมาเป็นลูกของเขา แต่อุรียาห์เป็นผู้ยึดมั่นในคุณธรรม ไม่ยอมทำตาม แผนของดาวิด ดาวิดจึงต้องสั่งโยอาบ ผู้บัญชาการกองทัพ ให้ฆ่าอุรียาห์โดยทำให้เหมือนตายในสงคราม เรื่องนี้อาจตบตาคนอิสราเอลได้ แต่ตบตาพระเจ้าไม่ได้ หรือตบตาผู้เผยพระวจนะนาธันไม่ได้ นาธันมาหา ดาวิดพร้อมเรื่องมาเล่า เป็นเรื่องของเศรษฐีที่แย่งเอาแกะที่ชายยากจนเลี้ยงไว้เป็นลูกไป เมื่อดาวิดออกปาก กล่าวประนามเศรษฐี นาธันจึงบอกว่า นั่นแหละคือตัวท่าน ดาวิดสำนึกต่อบาปในทันที สารภาพว่า ท่านไม่ เพียงทำผิดต่อพระเจ้าเท่านั้น แต่ทั้งชนชาติอิสราเอลด้วย ตามที่เราได้อ่านในพระธรรมสดุดี 32 และ 51

ผลความเจ็บปวดที่เกิดตามมา เริ่มที่การตายของเด็กที่เกิดจากดาวิดและนางบัทเชบา เป็นเด็กที่เกิดจากความ บาปของดาวิด ถึงแม้ดาวิดจะคร่ำครวญวิงวอนขอไว้ชีวิตเด็ก พระเจ้าทรงปฏิเสธ เด็กจึงตายลง ดาวิดตอบ สนองต่อพระเจ้าด้วยท่าทีที่ถูกต้อง ซึ่งทำให้พวกข้าราชการงงงวย เมื่อรู้ว่าเด็กตายแล้ว ดาวิดลุกขึ้น ชำระ ร่างกาย และเข้าไปนมัสการพระเจ้า กลับบ้านและไปรับประทานอาหาร ดาวิดมีความหวังในเด็กคนนี้ และท่าน มั่นใจในพระเจ้า ผู้ทรงปฏิเสธท่าน ในบทที่ 13 เราจะพบกับผลร้ายของความบาป ที่ดาวิดกระทำไว้กับนาง บัทเชบาต่อ เรื่องที่ธิดาของท่าน ทามาร์ถูกข่มขืน ลูกชายของท่านอัมโนนถูกฆาตรกรรม อีกครั้งที่ดาวิดร่ำให้ คร่ำครวญต่อการสูญเสียบุตร ในความเป็นจริง ท่านคร่ำครวญถึงการสูญเสียบุตรทั้งสอง: สูญเสียอัมโนนไป ในการฆาตรกรรม และสูญเสียอับซาโลมไป เพราะต้องหลบลี้หนีการถูกลงโทษ

บาปแรกเป็นของอัมโนนต่อทามาร์
(13:1-14)

1 ฝ่ายอับซาโลมราชโอรสของดาวิดมีขนิษฐาองค์หนึ่ง รูปโฉมสะคราญชื่อทามาร์ ครั้นอยู่มาอัมโนนราชโอรสของดาวิดก็รักเธอ 2 ด้วยเหตุทามาร์น้องหญิงนี้ จิตใจ ของอัมโนนก็ถูกทรมานจนถึงกับล้มป่วย ด้วยเหตุว่าเธอเป็นสาวพรหมจารี อัมโนน จึงรู้สึกว่าจะทำอะไรกับเธอไม่ได้เลย
3 แต่อัมโนนมีสหายคนหนึ่งชื่อโยนาดับบุตร ของชิเมอาห์เชษฐาของดาวิด โยนาดับนั้นเป็นคนเจ้าปัญญา 4 จึงทูลถามว่า "ข้าแต่ราชโอรสของพระราชา ไฉนทูลกระหม่อมจึงซมเซาอยู่ทุกเช้าๆ จะไม่บอกให้เกล้าฯทราบบ้างหรือ"
อัมโนนตอบเขาว่า "เรารักทามาร์น้องหญิงของอับซาโลมอนุชาของเรา" 5
โยนาดับจึงทูลท่านว่า "ขอเชิญบรรทมบนพระแท่นแสร้งกระทำเป็นประชวร และเมื่อเสด็จพ่อมาเยี่ยมทูลกระหม่อมขอกราบทูลว่า 'ขอโปรดรับสั่งทามาร์ น้องหญิงมาให้อาหารแก่ข้าพระบาท ให้มาเตรียมอาหารต่อหน้าข้าพระบาท
เพื่อข้าพระบาทจะได้เห็น และได้รับประทานจากมือของเธอ'"
6 อัมโนนจึงบรรทมแสร้งทำเป็นประชวร เมื่อพระราชาเสด็จมาเยี่ยม อัมโนน
ก็ทูลพระราชาว่า "ขอโปรดให้ทามาร์น้องหญิงมาทำขนมสักสองอันต่อหน้า
ข้าพระบาท เพื่อข้าพระบาทจะได้รับประทานจากมือของเธอ" 7 ดาวิดทรงใช้ คนไปหาทามาร์ที่วังรับสั่งว่า "ขอจงไปที่บ้านของอัมโนนพี่ของเจ้า และ เตรียมอาหารให้เขารับประทาน"
8 ทามาร์ก็ไปยังวังของอัมโนนเชษฐาของเธอ ที่ที่เขาบรรทมอยู่ เธอก็หยิบ แป้งมานวดทำขนมต่อหน้าเชษฐาแล้วปิ้ง 9 และเธอก็ยกกระทะมาเทออก ต่อ
หน้าเชษฐา แต่อัมโนนก็ไม่ทรงเสวย กล่าวว่า "ให้ทุกคนออกไปเสียให้พ้นเรา"
ทุกคนก็ออกไป 10 อัมโนนก็รับสั่งกับทามาร์ว่า "จงเอาอาหารเข้ามาในห้องใน เพื่อพี่จะได้รับประทานจากมือของน้อง" ทามาร์ก็นำขนมที่เธอทำนั้นเข้าไปใน ห้องเพื่อให้แก่อัมโนนเชษฐา 11 แต่เมื่อเธอนำขนมมาใกล้เพื่อให้ท่านรับประทาน ท่านก็จับมือเธอไว้รับสั่งว่า "น้องของพี่เข้ามานอนกับพี่เถิด" 12 เธอจึงตอบท่าน
ว่า "ไม่ได้ดอกพระเชษฐาขออย่าบังคับน้องเลย สิ่งอย่างนี้เขาไม่กระทำกันใน
อิสราเอล ขออย่ากระทำการโฉดเขลาอย่างนี้เลย 13 ฝ่ายหม่อมฉัน หม่อมฉัน จะเอาความอายไปซ่อนไว้ที่ไหน ฝ่ายท่านเล่า ท่านจะเป็นคนโฉดเขลาในอิสราเอล เพราะฉะนั้นขอทูลพระราชาพระองค์คงจะไม่หวง หม่อมฉันไว้ไม่ให้ท่าน" 14 แต่
ท่านก็หาฟังเสียงเธอไม่ ด้วยท่านมีกำลังมากกว่าจึงข่มขืน และนอนร่วมกับเธอ
ผมว่าคุณคงเป็นเหมือนผม คือเวียนหัวไปหมดว่าใครเป็นใคร ในวงศาคณาญาติของดาวิด ตัวเอกในตอนนี้ ประกอบไปด้วย ดาวิด; โยนาดับผู้เป็นหลาน เป็นลูกของชิเมอี พี่ชายคนที่สามของดาวิด; อัมโนนเป็นลูกคนโต ที่เกิดกับนางอาหิโนอัม ; ส่วนทามาร์กับอับซาโลม เป็นบุตรและธิดาของมาอาคา ภรรยาคนที่สามของดาวิด (เป็นลูกสาวของทาลมาอิ กษัตริย์เมืองเกชูร์ ) จำยากใช่มั้ยครับ ว่าใครเป็นลูกใคร?

ผมคิดว่าเราน่าจะมาทำตารางสรุปวงศ์วานของดาวิดกัน เพื่อเป็นประโยชน์ในการเรียน และมองเห็นภาพความ สัมพันธ์ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกันของแต่ละคนได้ชัดเจนขึ้น

ดาวิดและวงศาคณาญาติ 61
(1 พงศาวดาร 2:13-17)

อาสาเฮล

    บรรดาภรรยาและลูกๆของดาวิด 62
    1 ซามูเอล 18; 25:39-44; 2 ซามูเอล 2:2; 3:2-5 (ดู 1 พงศาวดาร 3:1-9 ด้วย)

โศกนาฏกรรมในครอบครัวดาวิดครั้งนี้ หลายคนที่เป็นสมาชิกของราชวงศ์ -- หรืออยู่ใกล้ชิด (เช่นพวกมหาด เล็ก) -- มีส่วนเกี่ยวข้อง จะเต็มใจหรือไม่ก็ตาม มันเริ่มมาจากอัมโนน บุตรคนแรกของดาวิด (มีคาลเป็นภรรยา คนแรกของดาวิดที่ซาอูลยกให้ แล้วก็ถูกนำกลับไป แต่ในที่สุดดาวิดก็ไปนำตัวกลับมา นางไม่มีบุตร -- (2 ซามูเอล 6:23) อาหิโนอัมเป็นภรรยาคนที่สอง เป็นคนแรกที่มีบุตรให้ดาวิด จึงทำให้อัมโนนเป็นบุตรหัวปีของ ท่าน และน่าจะเป็นผู้สืบต่อราชบัลลังก์อิสราเอล อย่างน้อยก็เป็นประเพณีนิยมในสมัยนั้น ส่วนทามาร์ และ พี่ชายอับซาโลม เป็นลูกที่เกิดกับนางมาอาคาห์ ธิดาของกษัตริย์เกชูร์

อัมโนนมีปัญหาหนัก เขา "ตกหลุมรัก""63 กับน้องสาวแสนสวยต่างมารดา ทามาร์ 64 ตามธรรมบัญญัติของ โมเสส เขาไม่มีทางได้นางมาเป็นภรรยา

17 "ถ้าชายใดพาพี่สาวหรือน้องสาวของตน คือบุตรสาวของพ่อ หรือบุตรสาว ของแม่ และดูของลับของเธอและเธอก็ดูของลับของเขา เป็นสิ่งที่น่าอายมาก จะต้องอเปหิเขาต่อหน้าชนชาติของเขา เพราะเขาได้เปิดของลับของพี่สาว น้องสาว ของเขา เขาต้องรับโทษของเขา (เลวีนิติ 20:17)

เมื่อผมอ่านธรรมบัญญัติของโมเสสข้อนี้ ที่ห้ามไม่ให้มีการแต่งงาน หรือสัมพันธ์ทางเพศกับพี่น้อง ผมคิดว่า อัมโนนไม่แยแส แต่กลับเป็นสิ่งที่ทามาร์กังวล ไม่ใช่อัมโนน ผู้เขียนเขียนอยู่ตลอดเวลาว่าทั้งสองเป็นพี่เป็น น้องกัน แต่ที่ทรมาณใจอัมโนนกลับเป็นเรื่องอื่น :

2 ด้วยเหตุทามาร์น้องหญิงนี้ จิตใจของอัมโนนก็ถูกทรมานจนถึงกับล้มป่วย ด้วยเหตุว่าเธอเป็นสาวพรหมจารี อัมโนนจึงรู้สึกว่าจะทำอะไรกับเธอไม่ได้
เลย (13:2และผม)

อัมโนนเจ็บป่วยลงเพราะทามาร์เป็นสาวพรหมจารี และเป็นเพราะเหตุนี้ เขาจึง "ทำอะไรกับเธอไม่ได้" ไม่มี การพูดว่าอัมโนนรักและต้องการจะแต่งงานกับทามาร์ ผมคิดว่าเป็นการสื่อให้รู้ ว่าอัมโนนอยากมีเพศสัมพันธ์ กับทามาร์เท่านั้น แต่เมื่อเธอยังเป็นพรหมจารีอยู่ และจะเป็นไปจนกว่าเธอแต่งงาน65 เขาจึงอยากมีเพศสัม พันธ์กับเธอ แต่เธอไม่ยอม เธอต้องการรักษาพรหมจรรย์ไว้ อัมโนนจึงไม่ได้อย่างใจ และก็เป็นที่คาดได้ว่า ต้องอารมณ์เสียเป็นที่สุด ความโกรธของเขามีมากเสียจนล้มป่วยลง (ใข้ใจ?) ไม่มีการพูดถึงอาการของ "โรคนี้" แต่ผมคิดว่าน่าจะเป็นอาการเครียดจนลงกะเพาะ ไม่อยากอาหาร และอดหลับอดนอน

ไม่น่าประหลาดใจเลยที่โยนาดับ หลานของดาวิด ลูกของพี่ชายที่ชื่อชีเมอาห์ จะเป็นเพื่อนกับอัมโนน เพราะ มีศักดิ์เป็นลูกพี่ลูกน้องกัน เป็นสมาชิกในราชวงศ ่อาศัยอยู่ในเยรูซาเล็ม (หรือใกล้ๆ) ช่วยไม่ได้ที่โยนาดับจะ เห็นว่าอัมโนนกำลังทุกข์หนัก จึงเข้าไปถาม อัมโนนจึงเล่าให้ฟัง -- ว่าหลงรักทามาร์น้องสาวต่างมารดา ผู้ เป็นน้องสาวของอับซาโลมจนแทบคลั่ง66 โยนาดับเป็นชายเจ้าเล่ห์ และอาการของอัมโนนเป็นเรื่องเล็กน้อย สำหรับเขา ประการแรก อย่าลืมสิว่า อัมโนนเป็นถึง "โอรสของกษัตริย์" มิใช่หรือ? (ข้อ 4)? ถ้าใช่ ก็แปลว่า ในฐานะ "โอรสของกษัตริย์" อัมโนนมีอำนาจทำตามใจปรารถนา ไม่เห็นจะต้องมาคร่ำครวญอะไรนักหนา ทำให้ผมนึกถึงคำพูดอันร้ายกาจที่นางยเซเบลพูดกับสามีอาหับ:

4 อาหับก็เสด็จเข้าในวังด้วยอารมณ์ขุ่นมัว และกลัดกลุ้มยิ่งนักด้วยเรื่องที่นาโบท
ชาวยิสเรเอลทูลตอบพระองค์ เพราะเขาได้กล่าวว่า "ข้าพระบาทจะไม่ให้มรดก
แห่งบรรพบุรุษ ของข้าพระบาทแก่ฝ่าพระบาท" และพระองค์ก็เอนพระกายลงบน
พระแท่น ทรงเบือนพระพักตร์ ไม่เสวยพระกระยาหาร 5 แต่เยเซเบลมเหสีของพระองค์เข้า มาเฝ้าพระองค์ ทูลถามพระองค์ว่า "ไฉนพระจิตของฝ่าพระบาทจึงกลัดกลุ้ม ไม่เสวยพระ
กระยาหาร" 6 และพระองค์ตรัสตอบพระนางว่า "เพราะเราได้พูดกับนาโบทชาวยิสเรเอลว่า 'จงขายสวนองุ่นของเจ้าให้แก่เรา หรือมิฉะนั้นถ้าเจ้าพอใจ เราจะให้สวนองุ่นอีกแห่งหนึ่ง
แก่เจ้า เพื่อแลกกัน' และเขาตอบว่า 'ข้าพระบาทจะไม่ให้สวนองุ่นของข้าพระบาทแก่
ฝ่าพระบาท'" 7 และเยเซเบลมเหสีของพระองค์ทูลพระองค์ว่า "ฝ่าพระบาทเป็นผู้ครอบครอง อิสราเอลอยู่หรือเพคะ เชิญเสด็จลุกขึ้นเสวยพระกระยาหารเถิด และให้พระทัยของฝ่าพระ
บาทร่าเริง หม่อมฉันจะมอบสวนองุ่นของนาโบท ชาวยิสเรเอลให้แก่ฝ่าพระบาทเอง"
(1 พงศ์กษัตริย์ 21:4-7)

ผมบอกไม่ได้ว่าโยนาดับคิดอยากจะให้อะไรเกิดขึ้นกับแผนการของเขา ผมไ่ม่อยากจะคิดว่าแผนของเขาคือ ต้องการให้เพื่อนได้ข่มขืนทามาร์ เป็นแผนที่เปิดโอกาสให้อัมโนนได้อยู่กับทามาร์ตามลำพัง เพื่อจะได้เกี้ยว พาราสีเธอ หรืออาจขอเธอแต่งงาน? ผมไม่แน่ใจ แต่ที่แน่ๆคือเป็นแผนการชั่วร้าย คือให้อัมโนนแกล้งทำ ป่วย ป่วยมากเสียจนลุกจากเตียงไม่ได้ เมื่อดาวิดมาเยี่ยม ก็ทำทีทูลขอให้น้องสาวมาดูแลเฝ้าใข้

นี่คือแผนการของโยนาดับ อย่างน้อยเท่าที่เรารู้ เขาไม่ได้ับอกอัมโนนว่าควรทำอย่างไรหลังจากนั้น เขาเพียง แต่คิดแผนให้อัมโนนได้มีโอกาสใกล้ชิดกับทามาร์ เราไม่รู้การที่อัมโนนให้คนใช้ออกจากห้องไปให้หมด เป็น แผนของเขาด้วยหรือเปล่า (ซึ่งอาจเป็นได้) หรือการที่พยายามรุกเร้าให้เธอมีเพศสัมพันธ์ด้วย ถ้าโยนาดับ เจ้าเล่ห์ตามที่พระคัมภีร์บอก แน่นอนเขาคงคาดได้ว่าอัมโนนจะทำอย่างไรเมื่อสบโอกาส ไม่ว่าโยนาดับจะรู้ว่า อัมโนนต้องการอะไร และช่วยให้สมประสงค์หรือไม่ก็ตาม เขาอาจสงสัยว่าอัมโนนจะทำตามหรือเปล่า แต่ก็ ไม่ได้ถาม หรืออาจไม่ทำก็ได้ ถึงอย่างไรก็ตาม แผนการเช่นนี้นับเป็นแผนการที่มีจุดประสงค์ชั่ว โยนาดับจึง มีส่วนร่วมในความผิดครั้งนี้ของอัมโนนด้วย.67

อัมโนนทำตามแผนของโยนาดับทุกประการ และประสพผลตามที่คาด อัมโนนทำตามตัณหาได้โดยมีโยนาดับ ช่วยอำนวยความสะดวกให้ และแผนการนี้เองทำให้ดาวิดต้องตกกระไดพลอยโจนทำชั่วไปด้วยโดยไม่รู้อิโหน่ อิเหน่ ดาวิดมาเยี่ยมอัมโนนตามแผน อัมโนนจึงทูลขอให้ทามาร์มาดูแลเฝ้าใข้ ดาวิดตอบตกลง เป็นคำสั่ง ของ "ผู้หลักผู้ใหญ่" (อย่างน้อยก็ใหญ่ที่สุดในอิสราเอล -- ใครจะไปกล้าขัดขืน?) ที่ทำให้มีการ "ส่ง" คนไป ตามทามาร์ คนละแบบกับที่ให้ไปตามบัทเชบา ดังนั้นดาวิดจึงเป็นสะพานที่ทอดให้อัมโนนเข้าถึงตัวทามาร์ได้

เราคงสงสัยกันว่าทำไมดาวิดไม่เฉลียวใจสักนิด ดูท่านออกจะไร้เดียงสาไปสักหน่อย ท่านอาจจะรู้ว่าอัมโนน กินไม่ได้ และป่วย แต่อะไรทำให้ท่านคิดไปว่าสาวน้อยคนนี้จะทำอาหารได้อร่อยกว่ากุ๊กของวัง (โทษนะครับ) ที่อัมโนนอยู่? หรือท่านเชื่อจริงๆว่า การที่มีสาวๆมาทำอาหารให้อัมโนน และยกมาเสริฟ (ถึงเตียง) จะรักษา อาการของโรคได้? ดาวิดไร้เดียงสาขนาดนั้นเชียวหรือ? หลายคนคงอ่านพระคัมภีร์ตอนนี้แล้วแอบนึกอยู่ในใจ ทำไมดาวิดถึงไร้เดียงสาเสียจนตกเป็นเครื่องมือ ทำให้แผนการของอัมโนนสำเร็จลง?

ตามที่ดาวิดสั่ง ทามาร์จึงไปที่บ้านของอัมโนนและจัดเตรียมอาหารให้ ผมสงสัยว่าเธอคิดยังไงกับเรื่องนี้ อัมโนนเคยแสดงท่า "กรุ้มกริ่ม" กับเธอมา่ก่อนหรือไม่? น่าจะเป็นได้ แต่อาจถูกเมิน เมื่อทามาร์มาถึง อัมโนน นอนอยู่ ทามาร์จึงไปจัดเตรียมอาหาร ผสมแป้ง นวดแป้ง ปั้นเป็นขนม ในขณะที่อัมโนนนอนมอง เมื่ออาหาร สุกแล้ว เธอเตรียมจะเสริฟ แต่เขากลับปฏิเสธ แต่กลับสั่งให้ทุกคนออกไปจากห้อง ดาวิดทำให้ทามาร์ต้อง ตกที่นั่งลำบาก และทุกคนในบ้านก็เป็นคนของอัมโนนทั้งสิ้น ใครจะไปกล้าเสี่ยงขัดขวาง? ทุกคนจึงต้องออก ไปตามคำสั่ง ทิ้งให้ทามาร์อยู่ตามลำพังกับอัมโนน อัมโนนจึงสั่งให้ทามาร์นำอาหารมาเสริฟ ให้เข้ามาเสริฟ ถึงในห้องนอน "เพื่อจะให้เธอป้อนจากมือ" เธอจึงต้องนำอาหารที่เตรียมไว้เข้าไปหาเขาที่ห้องนอน

พออ่านมาถึงตรงนี้หัวหมุนเลยครับ เป็นไปได้หรือที่คนที่ออกจากห้องไปจะไม่รู้ว่าอะไรกำลังเกิดขึ้น? พวกเขา ไม่กล้าขัดขวางห้ามปรามหรือ? แล้วทามาร์จะคาดเดาสถานการณ์ไม่ออกเชียวหรือ? ทำไม่เธอไม่รีบหลบออก มา? สัญญาณอันตรายชัดเจนไปหมด แต่เธอกำลังอยู่ในบ้านของอัมโนนเพราะเป็นคำสั่งของกษัตริย์ เหมือน กับกำลังเห็นอุบัติเหตุบนถนนเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา เห็นครับ แต่ไม่มีทางทำอะไรได้

พออยู่ตามลำพัง ก็ออกลายทันที อัมโนนกระชากเธอเข้ามา บังคับให้นอนด้วย เขาไม่ได้ขอเธอแต่งงาน -- แค่ขอให้นอนด้วยเฉยๆ คำพูดอ้อนวอนของอัมโนนคงจะเป็นทำนองว่า: " น้องของพี่เข้ามานอนกับพี่เถิด " (ข้อ 11 และผมด้วย) ทำไมอัมโนนถึงย้ำคำนี้ เพราะมันเป็นสิ่งที่ทำให้ทามาร์ปกป้องตนเอง ไม่ยอมทำตาม ปรารถนาของเขา? ผมเกรงว่าน่าจะเป็นสิ่งเดียวกับที่ทำให้ทามาร์เป็นที่น่าดึงดูด คล้ายๆกับกรณีของดาวิด หรือเปล่า? ยิ่งรู้ว่าบัทเชบาแต่งงานแล้วกับอุรียาห์ ยิ่งทำให้อยากได้มากขึ้นไปอีก ; มันอาจจะิเป็นแรงผลักดัน ให้อยากทำตามใจปรารถนา เมื่อ "หญิงโง่" พยายามล่อลวง "คนหนุ่ม" ในพระธรรมสุภาษิต นางใช้คำพูดถึง น้ำหวานที่ขโมยมา (สุภาษิต 9:17) ทำไมเราถึงประหลาดใจ? อ.เปาโลสอนไว้ไม่ใช่หรือว่า เมื่อธรรมบัญญัติ กล่าวห้ามสิ่งใด บาปนั้นก็ใช้ธรรมบัญญัติข้อเดียวกันนั้นมาล่อลวงเรา ให้อยากทำในสิ่งต้องห้าม (ดูโรม 7:7)

ทามาร์ตกเป็นเหยื่อบริสุทธิ์จริงๆ เธอไม่ได้ทอดสะพานให้อัมโนน ; ที่จริงเธอกลับทำให้เขาโกรธ เพราะต้อง การเป็นหญิงพรหมจารีจนกว่าจะแต่งงาน เมื่อเธอไปที่บ้านของอัมโนน เธอไปตามคำสั่งของดาวิด อัมโนนสั่ง ให้ทุกคนออกไป เพื่อจะไม่มีใครมาช่วยเธอได้ ยากที่จะเชื่อว่าคนในบ้านจะไม่รู้เรื่องนี้ -- หรืออย่างน้อยก็คง สงสัย -- ว่าอัมโนนคิดอะไรอยู่ เมื่ออัมโนนเริ่มแสดงท่าทีรุนแรงกับเธอ เธอทำตามธรรมบัญญัติของโมเสส ทุกประการ เมื่อเธอปฏิเสธว่า "ไม่ได้ดอก พระเชษฐา," เธอให้เหตุผลด้วย ว่าสิ่งที่อัมโนนขอนั้นผิด เธอ กล่าวว่า การที่เขามีเพศสัมพันธ์กับเธอก็เท่ากับเป็นการล่วงละเมิดต่อเธอ และสิ่งที่เขาคิดจะทำนั้นแก้ใขกลับ คืนไม่ได้ เธอจะได้รับความอับอาย เธอไม่เพียงแต่ขอร้องเพื่อตัวเธอเองเท่านั้น ; แต่ขอร้องเพื่อตัวของเขา ด้วย เธอขอให้อัมโนนคิดดูให้ดี เพราะการข่มขืนเธอ จะทำให้เขาเป็นคนเขลาที่สุดในอิสราเอล เขาเป็นถึง บุตรหัวปีของอิสราเอล จะกลายเป็นที่ถูกเหยียดหยามที่สุดในอิสราเอล

ผมคิดว่า เมื่อเธอเริ่มจะต่อต้านอัมโนนไม่ไหว เธอจึงขอร้องอีกครั้ง ให้อัมโนนไปหาดาวิดผู้เป็นบิดา เพื่อขอ นางไปแต่งงาน ท่านคงจะไม่ปฏิเสธ เธอมีเหตุผลเพียงพอที่กล่าวเช่นนั้น เพราะนางซารายก็เป็นพี่น้องร่วม บิดาเดียวกับอับราฮัม และทามาร์จะเป็นเช่นกันกับอัมโนน ซารายและอับราฮัมมีบิดาคนเดียวกัน แต่คนละ มารดา (ดูปฐมกาล 20:12) ผมไม่คิดหรอกว่าเธออยากจะแต่งงานกับอัมโนน แต่แต่งงานก็ยังดีกว่าถูกข่มขืน เป็นที่เสื่อมเสีย เธอได้แต่หวังว่า เมื่ออัมโนนทูลขอ จะถูกบิดาตักเตือนและห้ามไม่ให้พูดถึง หรือคิดถึงเรื่องนี้ อีก หรืออาจสั่งห้ามไม่ให้เข้าใกล้ทามาร์อีกต่อไป

ไม่เป็นผล อัมโนนตั้งใจแล้วจะนอนกับทามาร์ให้ได้เดี๋ยวนั้น ถ้าเธอไม่ยอมแต่โดยดี ยังไงๆเธอก็หนีไมพ้น อัมโนนทั้งใหญ่กว่า แข็งแรงกว่า และในตอนนั้น ถึงจะไม่ถูกต้อง ก็ต้องยอม68

แน่นอนอัมโนนคงทบทวนเหตุกาณ์นี้ในใจมาหลายเที่ยว เพียงแต่รอโอกาส เธอคงขัดขืน และการใช้กำลัง ไม่เกี่ยวอะไรกับความรัก จากแรงดึงดูดใจที่รุนแรงมากเช่นนี้ ความรู้สึกที่มีต่อทามาร์เปลี่ยนเป็นขยะขแยงขึ้น มาทันที เขาทนเห็นหน้าผู้หญิงที่เขาข่มขืนมาหยกๆไม่ได้ อัมโนนจึงไล่เธออกไป ทามาร์พยายามขัดขวาง อีกครั้ง เธอวิงวอนว่า ถึงแม้สิ่งที่อัมโนนทำกับเธอจะร้ายกาจเพียงใด แต่การไล่เธอไปให้พ้นหน้านั้นเลวร้าย ยิ่งกว่า เพราะมันเป็นการแสดงให้เห็นชัดว่าไม่ได้ต้องการเธอให้มาเป็นภรรยา เธอไม่มีทางเลือกเหลือเลย ไม่ว่าจะเป็นการแต่่งงานหรือมีบุตร และอีกครั้งที่อัมโนน ไม่ยอมรับฟังเหตุผล หรือแสดงความชอบธรรม

อีกครั้งที่เราเห็นความคล้ายคลึงกัน ระหว่างบาปของอัมโนนต่อทามาร์ และบาปของดาวิดต่อบัทเชบาและ อุรียาห์ การที่ดาวิดนอนกับบัทเชบาก็เป็นเรื่องร้ายพอแล้ว แต่การฆ่าสามีของนางนั้นร้ายยิ่งกว่า จึงเป็น บาปประการที่สองของอัมโนนที่ไล่เธออกไป หลังจากข่มขืนเธอแล้ว

ถ้าอัมโนนเคยยึดทามาร์ไว้กับตัว ไม่ยอมปล่อย ตอนนี้ดูเหมือนทามาร์จะเป็นผู้ยึดอัมโนนไว้แทน ถ้าเขาได้ ล่วงเกินเธอ อย่างน้อยที่ทำได้ เขาควรจะให้เกียรติด้วยการแต่งงานกับเธอ อัมโนนกลับทำสิ่งที่เลวร้ายไปกว่า ด้วยการสั่งคนใช้ให้ขับไล่เธอไปจากบ้าน ปิดประตูใส่หน้า คนใช้ทำตาม ทามาร์จึงจำต้องไป เธอฉีกเสื้อผ้า เอาผงฝุ่นโรยศีรษะ ระหว่างทางที่เดินกลับบ้าน เธอเอามือกุมหัวและร่ำไห้ แน่นอนต้องมีหลายคนเห็น ถึงจะ ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ก็รู้ว่าต้องเป็นเรื่องร้ายแรง

อับซาโลม อัมโนน ดาวิด และโยนาดับ
(13:20-36)

20 อับซาโลมเชษฐาของเธอก็กล่าวกับเธอว่า "อัมโนนเชษฐาได้อยู่กับน้องหรือ
น้องเอ๋ย นิ่งเสีย เพราะเขาเป็นพี่ อย่าร้อนใจเพราะเรื่องนี้เลย" ฝ่ายทามาร์ก็ อยู่เปล่าเปลี่ยวในวังของอับซาโลมเชษฐา 21 เมื่อกษัตริย์ดาวิดทรงทราบเรื่อง
เหล่านี้ทั้งสิ้น พระองค์ก็กริ้วยิ่งนัก 22 แต่อับซาโลมมิได้ตรัสประการใดกับอัม
โนน เลย ไม่ว่าดีหรือร้าย เพราะอับซาโลมเกลียดชังอัมโนนมาก เหตุที่ท่าน ได้ข่มขืนทามาร์น้องหญิงของท่าน 23 ต่อมาอีกสองปีเต็ม อับซาโลมมีงาน ตัดขนแกะที่ตำบลบาอัลฮาโซร์ ซึ่งอยู่ใกล้เอฟราอิม และอับซาโลมได้เชิญ
โอรสทั้งสิ้นของพระราชา ไปในงานนั้น 24 อับซาโลมไปเฝ้าพระราชา ทูลว่า
"ดูเถิด ข้าพระบาทมีงานตัดขนแกะ ขอ เชิญพระราชาและมหาดเล็กของพระ
องค์ ไปในงานนั้นกับข้าพระบาท" 25 แต่พระราชาตรัสกับอับซาโลมว่า "ลูก
เอ๋ย อย่าเลย อย่าให้พวก เราไปกันหมดเลย จะเป็นภาระแก่เจ้าเปล่าๆ"
อับซาโลมคะยั้นคะยอพระองค์ ถึงกระนั้นพระองค์มิได้ยอมเสด็จ แต่ทรงอำนวย
พระพรให้ 26 อับซาโลมจึงกราบทูลว่า "ถ้าไม่โปรดเสด็จก็ขอ อนุญาตให้พระ
เชษฐาอัมโนนไปด้วยกันเถิด" และพระราชาตรัสถามว่า "ทำไมเขาต้องไปกับ
เจ้าด้วย" 27 แต่อับซาโลมทูลคะยั้นคะยอจนพระองค์ทรงยอม ให้อัมโนนและ ราชโอรสของพระราชาทั้งสิ้นไปด้วย 28 แล้วอับซาโลมบัญชามหาดเล็กของ
ท่านว่า "จงคอยดูว่าจิตใจของอัมโนนเพลิดเพลิน ด้วย เหล้าองุ่นเมื่อไร เมื่อ
เราสั่งเจ้าว่า 'จงตีอัมโนน' เจ้าทั้งหลายจงฆ่าเขาเสีย อย่ากลัวเลย เราบัญชา
เจ้าแล้วมิใช่หรือ จงกล้าหาญและเป็นคนเก่งกล้าเถิด" 29 และมหาดเล็กของ
อับซาโลมก็ กระทำกับอัมโนนตามที่อับซาโลมได้บัญชาไว้ แล้วบรรดาราช โอรสของพระราชาก็พากันลุกขึ้น ทรงล่อของแต่ละองค์หนีไปสิ้น 30 ขณะเมื่อ ราชโอรสได้ดำเนินอยู่ตามทาง มีข่าวไปถึงดาวิดว่า "อับซาโลมได้ประหาร ราชโอรสของพระราชาหมดแล้ว ไม่เหลืออยู่สักองค์เดียว" 31 พระราชาทรง
ลุกขึ้นฉีกฉลองพระองค์ และทรงบรรทมบนพื้นดิน บรรดาข้าราชการทั้งสิ้น สวมเสื้อผ้าฉีกขาดยืนเฝ้าอยู่ 32 แต่โยนาดับบุตรชิเมอาห์เชษฐาของดาวิด
กราบทูลว่า "ขออย่าให้เจ้านาย ของข้าพระบาทสำคัญผิดไปว่า เขาได้ประหาร ราชโอรสหนุ่มแน่นเหล่านั้นหมดแล้ว เพราะว่าอัมโนนสิ้นชีวิตแต่ผู้เดียว เพราะ ตามบัญชาของอับซาโลม เรื่องนี้ท่านตั้งใจไว้แต่ครั้งที่ อัมโนนข่มขืนทามาร์
น้องหญิงของท่านแล้ว 33 ฉะนั้น ขอพระราชาเจ้านายของข้าพระบาทอย่าได้
ร้อนพระทัย ด้วยสำคัญว่า ราชโอรสทั้งหมดของพระองค์สิ้นชีวิตเพราะอัมโนน
สิ้นชีพแต่ผู้เดียว" 34 แต่อับซาโลมได้หนีไป ฝ่ายทหารยามหนุ่มเงยหน้าขึ้นมอง
ดู ดูเถิด ประชาชน เป็นอันมากกำลังมาจากถนนโฮโรนาอิมข้างๆภูเขา 35 โยนา
ดับจึงกราบทูลพระราชาว่า "ดูเถิด ราชโอรสกำลังดำเนินมาแล้ว ตามที่ข้าพระ
บาทกราบทูล ก็เป็นจริงดังนั้น" 36 อยู่มาเมื่อเขาพูดจบลง ดูเถิด ราชโอรสของ
พระราชาก็มาถึงและได้ร้องไห้ ฝ่ายพระราชาก็กันแสง และบรรดาข้าราชการก็
ร้องไห้สะอึกสะอื้นด้วย

คนที่รู้ดีว่าเกิดอะไรขึ้นกับทามาร์อีกคนก็คืออับซาโลม พี่ชาย (แท้ๆ) ของทามาร์ เขาปลอบประโลมทามาร์ว่า เข้าใจดีถึงเรื่องที่อัมโนนทำกับเธอ และเขาก็ทำสิ่งที่น่าประหลาดใจ -- คือไม่ทำสิ่งใดเลย ดูจะเป็นช่นนั้น เหมือนกับเขาบอกเธอว่าให้เก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับภายในครอบครัว ขอให้เธอเก็บเรื่องนี้ไว้ และอย่าไป ขมขื่นกับมัน อับซาโลมคิดหรือว่าเธอจะทำได้? บางทีอับซาโลมอาจจะช่วยได้ ด้วยการให้เธอไปอยู่ที่บ้าน เพื่อจะได้ดูแลรักษาบาดแผลใจ ที่อัมโนนทำไว้ ในพระคัมภีร์ไม่ได้บันทึกไว้ว่า อับซาโลมได้บอกน้องสาว หรือเปล่า ว่าเขาคิดอะไรอยู่ จากสิ่งที่โยนาดับบอกกับดาวิดเมื่อสองปีให้หลัง ว่าอับซาโลมตั้งใจจะฆ่า อัมโนน ตั้งแต่เมื่อรู้ว่าน้องสาวถูกล่วงเกินแล้ว (ข้อ 32) สิ่งที่สาวน้อยคนนี้ต้องเผชิญคือ ไม่มีใครแต่งงานด้วย และไม่มีโอกาสมีบุตร อัมโนนได้สร้างตราบาปไว้กับเธอ นับจากวันที่เขาข่มขืนเธอ

ดูจากภายนอก ดาวิดตอบสนองต่อเรื่องที่ธิดาถูกข่มขืนในแบบคล้ายกันกับอับซาโลม ถึงแม้ท่านจะไม่ได้ปิด บังความกริ้ว แต่ทว่า ผู้เขียนบันทึกไว้ ว่าดาวิดทราบดีทุกสิ่งว่าเกิดอะไรขึ้น (ข้อ 21) ถึงกระนั้น ท่านก็ไม่ได้ คิดจะทำอะไร เราคงสงสัยว่าทำไม ดาวิดไม่มีพยานหลักฐานมาพิสูจน์ตามกฎหมายหรือ? ก็อาจเป็นได้ แต่ไม่ น่าจะใช่ หรือว่าดาวิดกลัวเสียหน้า? ท่านจะไปลงโทษบุตรในสิ่งเดียวกับที่ท่านเคยทำมาก่อนได้อย่างไร? หรือว่าที่ท่านรีรอ เพราะท่านเองก็มีส่วนผิดอยู่ด้วย? เพราะท่านเอง เป็นผู้สั่งทามาร์ให้ไปหาอัมโนนถึงที่บ้าน

ดูเหมือนดาวิดอาจจะโวยวายด้วยความโมโห แม้จะไม่ได้จัดการกับอัมโนนอย่างที่ควรทำ แต่อับซาโลมดูจะ ควบคุมอารมณ์ได้ดีเยี่ยม เขาปกปิดความเกลียดชัง และความโกรธเอาไว้ ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ในใจ แล้ว เขาคิดแผนการที่จะต้องให้อัมโนนชดใช้ในสิ่งที่ทำกับทามาร์ไว้ เขามีแรงจูงใจ เพียงแต่หาวิธีและรอ เวลาเท่านั้น และมันก็เกิดขึ้นหลังจากนั้นสองปี ระหว่างรอ อับซาโลมไม่เคยปริปากถึงอัมโนนเลย เขาทำ เหมือนอัมโนนไม่มีตัวตน ; และอีกไม่นานจะเป็นจริงตามนั้น

สองปีผ่านไป ทุกคนดูจะลืมหมดสิ้น และอัมโนนก็รอดตัว ลอยนวลอยู่ อับซาโลมอาจเคยลองหาวิธีอื่นจัดการ กับอัมโนนโดยกันไม่ให้ดาวิดเห็น แต่แผนการของเขาครั้งนี้จะสำเร็จ เวลาการตัดขนแกะมาถึงอีกครั้ง และ อับซาโลม เช่นเดียวกับคนอื่นๆ ทำงานเสร็จแล้ว กำลังเตรียมสำหรับงานฉลอง เขารู้ดีว่าดาวิดพอใจงานนี้ อาจเป็นเพราะท่านเคยเลี้ยงแกะมาก่อน และเคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับงานเลี้ยงนี้ (ดู 1 ซามูเอล 25:2) นี่คือ ขั้นตอนแรกของแผนการอับซาโลม

ผมสงสัยมาก เมื่ออับซาโลมต้องการให้ดาวิดไปร่วมงานฉลองนี้ ถึงที่ตำบลบาอัลฮาโชร ์ซึ่งอยู่ห่างไปถึง 20 ไมล์ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเยรูซาเล็ม เป็นการเดินทางที่ดาวิดไม่คิดอยากไป ผมเชื่อว่าอับซาโลมรู้ดี อีกอย่าง ดาวิดและผู้ติดตามอีกขบวนใหญ่ จะเป็นภาระเรื่องที่กินที่นอนมาก ดาวิดจึงปฏิเสธ แต่อำนวยพรให้ กับอับซาโลมแทน ตรงตามที่อับซาโลมคาดไว้ เขาไม่ละความพยายาม ตอนนี้ดาวิดตกหลุม ไปตามแผนขั้น แรกแล้ว -- เขาต้องการให้ดาวิดส่ง 69 อัมโนนบุตรชายไปแทน หรือว่าอับซาโลมทำทีว่า อัมโนนนั้นเป็นบุตร คนแรก จึงเหมาะไปเป็นตัวแทนของดาวิด? เราไม่อาจรู้ได้เพราะไม่มีการบันทึกไว้

ดาวิดเองก็สงสัย ว่าทำไมอับซาโลมถึงเจาะจงจะให้อัมโนนไป? ดาวิดถามย้ำกับอับซาโลม ดูเหมือนเขาเลี่ยง ที่จะตอบ และคะยั้นคะยอบิดาต่อ เป็นความคิดของดาวิดหรือเปล่า ที่ให้ส่งบุตรชายทั้งหมดไปกับอับซาโลม? บางที อาจทำให้คลายสงสัยไปได้ จะยังไงก็ตาม ดาวิดขออยู่บ้าน (ครับ ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย) ส่งลูกไปแทน

อับซาโลมเตรียมแผนไว้แล้ว และสั่งให้คนใช้เตรียมตัว ดาวิดเคยสั่งโยอาบให้ฆ่าอุรียาห์ เช่นกัน อับซาโลม สั่งให้ลูกน้องฆ่าอัมโนน70 อับซาโลมจะมอมเหล้าอัมโนนจนได้ที่ และเมื่อเขา "เพลิดเพลินด้วยเหล้าองุ่น แล้ว" (ดูเหมือนประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยอีก คงจำกันได้ที่ดาวิดพยายามทำให้จิตใจอุรียาห์เพลิดเพลิน เพื่อจะ ทำตามแผนที่ท่านวางไว้) เมื่ออัมโนนเมาได้ที่แล้ว อับซาโลมจะสั่ง ให้พวกคนใช้ฆ่าเขาเสีย อย่ากลัวไปเลย อับซาโลมจะรับผิดชอบทั้งหมด เมื่อเวลามาถึง อับซาโลมสั่ง และอัมโนนก็สิ้นชีวิตลง

บุตรชายที่เหลือของดาวิดตื่นตระหนก ที่เห็นอัมโนนถูกคนใช้ของอับซาโลมฆ่าตาย อับซาโลมจะฆ่าพวกเขา ด้วยหรือเปล่า? พวกเขาคงไม่รอฟังคำตอบ ขึ้นล่อได้ เผ่นกลับเยรูซาเล็มในทันที ข่าวไปถึงหูดาวิดก่อนพวก ลูกชายจะไปถึง และบ่อยครั้ง ข่าวแรกมักยังไม่ได้กรอง มีคนรายงานดาวิดว่า บุตรชายทั้งหมดของท่านถูกฆ่า ไม่เหลือสักคนเดียว ก่อนที่เราจะเลยเรื่องรายงานข่าวนี้ไป ผมขอให้เรามาคำนึง ถึงช่วงเลาที่ดาวิดต้องทน ทุกข์ ทุรนทุราย กว่าจะรู้ว่าข่าวนั้นไม่เป็นความจริง ดาวิดคงเป็นเหมือนโยบ เมื่อรู้ว่าบุตรธิดาตายหมด (ดูโยบ 1) ช่วงเวลาที่ดาวิดต้องทนทุกข์มากเช่นนั้น เป็นเหมือนรอคอยความตายของลูกที่เกิดกับนางบัทเชบา แต่ มากกว่าหลายเท่าตัว (ดู 12:14) ดาวิดฉีกเสื้อผ้าของตน ล้มลงนอนกับพื้น และมหาดเล็กทุกคนก็กระทำตาม

ช่วงเวลานั้น หลังจากที่ได้รับรายงานข่าว (ที่ผิดพลาด) จนกว่าจะเห็นหน้าลูกชายที่เหลือ โยนาดับมาหาดาวิด เพื่อจะบอกว่าข่าวนั้นไม่น่าเป็นจริง มีเพียงคนเดียวที่ตาย -- อัมโนน -- เพราะเป็นไปตามที่อับซาโลมตั้งใจไว้ ตั้งแต่วันที่ทามาร์น้องสาวถูกอัมโนนข่มขืน ดังนั้น โยอาบแนะนำว่า กษัตริย์ดาวิดไม่ควรคร่ำครวญมากมายเกิน เหตุ เหมือนดังกับว่าบุตรชายตายหมดทุกคน (ข้อ 32-33)

ให้มาดูบางอย่างที่น่าสนใจในคำพูดของโยนาดับ : มีอยู่ทางเดียวที่โยนาดับรู้เรื่องที่เล่าให้ดาวิดฟังนี้ โยนาดับ ไม่ได้ร่วมขบวนไปร่วมฉลองที่บ้านไร่ของอับซาโลม เขาไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ ต้องมีการรายงานล่วงหน้า (จะ ทางตรงหรือทางอ้อมก็ตาม) จากคนที่อยู่ที่นั่น ที่บาอัลอาโซร์ เพราะโยนาดับจะกล้าไปบอกดาวิดได้อย่างไร ว่าข่าวนี้ไม่ถูกต้อง ในเมื่อตัวเองก็ไม่ได้อยู่ที่นั่น? มีอยู่คำตอบหนึ่งเท่าที่ผมคิดออก โยนาดับอาจรู้ล่วงหน้ามา นานแล้ว ว่าอับซาโลมตั้งใจจะทำอะไรกับอัมโนน โยนาดับรู้ว่าอับซาโลมวางแผนจะฆ่าอัมโนน แต่ก็ไม่ได้คิด จะทำอะไรเพื่อป้องกันไม่ให้เกิด

ผมไม่ค่อยจะชอบหน้าโยนาดับสักเท่าไหร่ในบทนี้ เขาเป็นคนเจ้าเล่ห์ เป็นพวกชอบฉวยโอกาสอย่างไร้คุณธรรม เขารู้อยู่ว่าอัมโนนอยากได้ทามาร์ แต่ไม่คิดจะยับยั้ง แต่กลับช่วยคิดแผนชั่วให้อัมโนนลงมือทำ และหลังจากเป็น ผู้สมรู้ร่วมคิดให้ข่มขืนทามาร์ เขายังทำบาปมากขึ้นไปอีก รู้อยู่เต็มอกว่าอับซาโลมคิดจะฆ่าอัมโนน แต่ก็ไม่คิดจะ ทำอะไร (พูดตรงๆนะครับ ผมจะไม่ประหลาดใจเลย ถ้าเขาจะเป็นคนหาทางให้อับซาโลมดึงตัวอัมโนนออกมา) แล้วยังอีก ที่เขาใช้ข้อมูลที่มีอยู่ มาเอาหน้ากับดาวิด ด้วยเล่ห์เพทุบาย ที่ไปบอกดาวิดว่าแค่อัมโนนเท่านั้นที่ตาย ก่อนที่พวกลูกๆที่เหลือ กลับมาถึงเยรูซาเล็ม เมื่อพวกที่เหลือกลับมาถึง ก็เป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้ว่าโยนาดับรู้จริง เมื่อมาถึง โยนาดับกล่าวกับดาวิดว่า "ดูสิครับ เป็นอย่างที่ผมบอกหรือเปล่า? เป็นจริงตามที่ผมพูดไว้ทุกประการ" (ข้อ 35) ผมคิดว่าโยนาดับต้องการอะไรบางอย่างจากดาวิด

หลังจากที่โยนาดับบอกดาวิดว่าแค่บุตรชายคนเดียวเท่านั้นที่ตาย ทหารยามมองออกไปก็เห็นคนมากมาย กำลังเดินทางมา ที่สุด บุตรชายทั้งสิ้นของดาวิดก็กลับมาเยรูซาเล็มเว้นแต่สองคน : อัมโนนผู้ตาย และ อับซาโลม ฆาตรกรผู้หลบหนีไป ลูกชายที่เหลือของดาวิดเริ่มร้องไห้ ดาวิดเริ่มร้องด้วย ท่านและทุกคน คร่ำครวญถึงอัมโนน

บทสรุป

เมื่อผมสรุปบทเรียนตอนนี้ ผมขออยากให้บทเรียนบางประการที่พระธรรมตอนนี้สอนเรา

ประการแรก พระธรรมตอนนี้อยู่ต่อจากคำพยากรณ์เรื่องการลงโทษที่จะมีมาถึงดาวิด และผลกระทบ ส่วนตัวของดาวิดคือการตายของบุตรคนแรก ที่เกิดจากนางบัทเชบา นี่ไม่ใช่เป็นเพราะเหตุการณ์ใน บทที่ 13 เป็นเหตุการณ์ต่อเนื่องจากบทที่ 12 แต่เป็นเพราะบทที่ 13 เป็นการแสดงให้เห็นถึงผลต่อเนื่องจาก ความบาปที่ดาวิดกระทำไว้ บาปของท่านที่ทำเป็นการส่วนตัวในที่ลับ มีผลกระทบต่อทั้งชาติ บาปของดาวิด มีผลต่อท่าน ต่อภรรยาและบุตร และตอนนี้ต่อไปถึงสมาชิกคนอื่นๆของราชวงศ์ อีกไม่นาน บาปของดาวิด จะ ทำให้เกิดการแบ่งแยกราชอาณาจักร และต้องถูกแยกจากราชบัลลังก์ไปชั่วขณะหนึ่ง

ผมเชื่อว่าเป็นความจริง เมื่อบุตรดาวิดตาย (บทที่ 12) ลูกสาวถูกข่มขืน และลูกชายถูกฆาตรกรรม (บทที่ 13) ยังไม่ใช่เป็นการลงโทษต่อความบาปของท่าน แต่เป็นการที่พระเจ้าลงวินัย ถ้าดาวิดต้องถูกลงโทษเพราะบาป ของท่าน ท่านคงต้องตาย นาธันบอกกับท่านว่า ท่านจะไม่ตาย เพราะบาปของท่านถูกยกไปเสีย แต่โศกนาฏ กรรมที่เกิดขึ้นนี้ เป็นวิธีการสั่งสอนและแก้ใข ถึงแม้มันจะเจ็บปวด แต่ก็เพื่อให้เป็นไปตามคำสั่งสอนของพระ วจนะคำ (ดูฮีบรู 12:1-13)

ฮิวจ์ เบรวิน เพื่อนเก่าสูงวัยของผม ตั้งข้อสังเกตุสำหรับตอนนี้ว่า พระเจ้าจัดเตรียมให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น เพื่อ ทำให้ดาวิดเห็นถึงความบาปของตนเอง จากมุมมองของคนอื่น สมาชิกราชวงศ์บางคน กำลังทำกับดาวิด เหมือนกับที่ดาวิดทำกับพระเจ้า ดาวิดใช้อำนาจในทางที่ผิด ในฐานะ "กษัตริย์แห่งอิสราเอล" ล่วงละิเมิด ต่อพระเจ้าโดยไปชิงนางบัทเชบามา อัมโนนใช้อำนาจในทางที่ผิดในฐานะ "โอรสของกษัตริย์" ไปชิงตัว ทามาร์มา ดาวิดทำบาปด้วยการฆ่าอุรียาห์ อับซาโลมทำบาปด้วยการฆ่าอัมโนน บัดนี้ดาวิดมีประสบการณ์ เดียวกันกับพระเจ้า กับบัทเชบา และกับคนอื่นๆที่ได้รับผลกระทบจากความบาปของท่าน

ประการที่สอง พระธรรมตอนนี้มีเรื่องสอนดาวิดมากมาย และสอนเราด้วยถึงเรื่องของบาป สังเกตุดู ครับ ว่าบาปมักจะเริ่มจากบางสิ่งที่คล้ายๆกับ "ผลไม้ต้องห้าม" สำหรับอาดัมและเอวา เป็นผลไม้มาจากต้นรู้ผิด ชอบชั่วดี สำหรับโยเซฟ ก็ภรรยาของโปทิฟาร์ สำหรับดาเนียลและเพื่อนทั้งสาม ก็คืออาหารของวัง สำหรับ ดาวิดคือบัทเชบา อัมโนนคือทามาร์ เราจะเห็นได้ว่าความบาปเริ่มจากจุดเล็กๆ และมักอยู่ในที่ลับตา แต่เจริญ เติบโตอย่างรวดเร็ว และขยายใหญ่ขึ้น และออกสู่สายตาคนภายนอก เราเห็นได้ว่าความบาปไม่เคยคุ้มค่า ราคา ที่ต้องจ่ายนั้นแพงกว่าราคาจริงหลายเท่าตัว ไม่ว่าจะเป็นดาวิดหรือครอบครัวของท่าน ชนชาติอิสราเอลจะยิ้ม ออกหรือไม่ออกก็ตาม เพราะผลของจากบาป ก็อย่างที่มาร์ค ทเวนเคยกล่าวไว้ "ออกไปให้ห่าง ดีกว่าต้อง หลุดออกมา" นี่คือความบาปครับ

พระธรรมตอนนี้เตือนเราให้ห่างไกลจากบาป และสอนเราด้วยว่า เมื่อใดก็ตามที่ความบาปเริ่มขึ้น หยุดได้เร็ว เท่าไรยิ่งเป็นการดีเท่านั้น เหตุการณ์คงจะไม่เลวร้ายถึงเพียงนี้ ถ้าโยนาดับเจ้าเล่ห์จะตำหนิอัมโนนเรื่องตัณหา ของเขา แทนที่จะไปช่วยหาวิิิิิิิิิธีให้เขาทำผิดได้สำเร็จ จะดีเพียงใดถ้าดาวิดเล็งเห็นถึงความชั่วที่อัมโนนซ่อน อยู่ในแผนการของเขา และไม่อณุญาตให้ทามาร์ไปหา และห้ามไม่ให้อัมโนนไปที่ไร่ของอับซาโลม เรา สามารถมองเห็นว่าผลที่เกิดขึ้นเจ็บปวดเพียงใด คนที่ไม่ยอมตักเตือนแก้ใขคนบาป ก็เท่ากับเป็ยผู้สมรู้ร่วมคิด ในการทำให้บาปงอกงาม กี่ครอบครัวกัน ที่หัวใจต้องแตกสลาย เพราะแม่หรือพ่อ ไม่ยอมลงโทษลูกที่เริ่ม ออกนอกลู่นอกทาง? ชีวิตสมรสกี่คู่กัน ต้องแตกหักลงเพราะสามีหรือภรรยาไม่ยอมจัดการกับบาปของตนเอง หรือบาปของคู่ชีวิต? กี่ครั้งกัน ที่ครอบครัวทำสิ่งเดียวกับที่อับซาโลมบอกให้ทำ -- เก็บความบาปไว้เป็นเรื่อง ลับของครอบครัว

เรารู้อยู่ว่าบาปก่อให้เกิดการแตกแยก เรารู้ (หรือควรรู้) ว่าบาปทำให้เราแยกจากพระเจ้า และยังทำให้เราแยก จากคนอื่นด้วย บาปของอาดัมและเอวาทำให้ทั้งคู่ต้องแยกจากพระเจ้า และไม่นานจากนั้น ทำให้คาิอินต้อง แยกจากอาเบล บาปแยกโยเซฟออกจากพี่น้อง บาปทำให้ครอบครัวดาวิดแตกแยก บาปแยกอัมโนนจาก ทามาร์ อัมโนนจากอับซาโลม ดาวิดจากอับซาโลม และในที่สุดทั้งประเทศชาติ บาปเป็นรากของความแตก แยกและไม่ลงรอยกัน

ประการที่สาม เราสามารถเรียนได้จากทุกบุคคลิกในพระธรรมตอนนี้ อัมโนนเตือนให้เราเห็นถึงการ ไล่ตามตัณหาของเนื้อหนัง (เทียบกับ 1 โครินธ์ 10) โยนาดับเตือนเราให้เห็นถึงอันตรายในการใช้บาปของ คนอื่นมาทำประโยชน์ให้กับตนเอง ขอให้เราจดจำไว้ อย่าได้ตกเป็นผู้ชดใช้ ถูกตำหนิและถูกลงวินัย ดาวิด เตือนให้เราเห็นถึงการเฉยเมยต่อบาป ดาวิดรู้เรื่องที่บุตรสาวถูกทำร้ายทางเพศ แต่ดูเหมือนว่าท่านไม่ได้คิด จะทำอะไร ทำไมเป็นเช่นนั้น? เพราะมันเป็นบาปเดียวกับที่ท่านทำกับบัทเชบาหรือ? หรือท่านกลัวว่า ถ้าท่าน ลงโทษอัมโนน ท่านอาจถูกถามว่า ท่านเป็นใครถึงกล้าขว้างหินใส่คนบาปเป็นคนแรก? ไม่ว่าเหตุผลใดก็ตาม ที่ทำให้ดาวิดเมินเฉย มันเอื้อให้คนอื่นกล้าทำบาป และจากอับซาโลม เราเรียนรู้ถึงอันตรายของความชังและ ความขมขื่น อับซาโลมไม่ยอมจัดการกับอัมโนนตามหลักพระวจนะคำ เขาอยากแก้แค้นในแบบของตนเอง เขาทำสำเร็จ แล้วได้กลายเป็นทั้งฆาตรกรและผู้ลี้ภัย

ประการที่สี่ พระธรรมตอนนี้สอนเรามากมายเรื่องความรัก ทุกสิ่งที่เราบอกว่ารัก ไม่จำเป็นว่า เป็นความ รักเสมอไป เราเห็นว่าอัมโนนคิด ว่าตนเองตกหลุมรัก แต่ที่จริงแล้วไม่ใช่ ในความคิดของอัมโนน รักเป็นคำ เดียวกับคำว่าเซ้กส์ "รัก" ตามความหมายของเขา ถูกขัดขวางเพราะเป็นพรหมจารี ไม่เกี่ยวข้องกับผิดถูกชั่วดี (ตามที่กำหนดไว้ในธรรมบัญญัติ) "รัก" ของอัมโนนไม่เข้าข่ายของ 1 โครินธ์ 13 ทามาร์ไม่เคยไว้ใจอัมโนน ในเรื่องนี้ มันเป็นเรื่องน่าเศร้านะครับ ที่หญิงสาวหลายคนต้องสูญเสียพรหมจรรย์ไป เพราะคำหวานเพียงไม่กี คำ จากผู้ชายเจ้าชู้ ทุกวันนี้ ผู้หญิงหลายคนเลิกยึดถือมาตรฐานตามแบบทามาร์แล้ว เขาไม่เห็นว่าพรหม จรรย์เป็นเรื่องมีค่าราคาอะไร กลับเห็นเป็นเหมือนคำสาป ที่ต้องกำจัดไปให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ขอให้บท เรียนตอนนี้ สอนเราให้รู้จักความหมายที่แท้จริงของคำว่ารัก และคุณค่าของการถือความบริสุทธิ์ ไม่ว่าจะเป็น ทั้งหญิงหรือชาย

ท้ายที่สุด บทเรียนตอนนี้ ส่องให้เราเห็นถึงข่าวประเสริฐ ในพระกิติคุณของพระเยซูคริสต์ ลองคิดดู ว่าอับซาโลมรู้สึกอย่างไรที่ทามาร์น้องสาวถูกอัมโนนข่มขืน ดาวิดรู้สึกอย่างไรที่ลูกสาวได้รับความอับอาย หลายคนคงสงสัย ดาวิดทำได้อย่างไรที่ไม่ลงโทษอัมโนน เมื่อคิดเข่นนี้แล้ว ให้คิดดูว่าพระเจ้า พระบิดา รู้สึก อย่างไร ต่อบรรดาคนที่ปฏิเสธ ต่อต้าน ขัดขวางและดูหมิ่นพระผู้ไร้ตำหนิ พระเยซูคริสต์พระบุตรองค์เดียวของ พระเจ้า เมื่อพระองค์ส่งพระบุตรลงมาบนโลกนี้เมื่อ 2,000 ปีมาแล้ว มนุษย์ปฏิเสธพระองค์ ว่าเป็นคนบาป ตรึง พระองค์ไว้บนกางเขน ถ้าคุณเป็นพระเจ้า คุณรู้สึกอย่างไรต่อผู้คนพวกนี้ และต่อผู้คนที่ยังปฏิเสธพระคริสต์ ในทุกวันนี้?

ผมมีทั้งข่าวดีและข่าวร้ายมาแจ้งให้ทราบ ขอเริ่มจากข่าวร้ายก่อน ข่าวร้ายคือพระเจ้าจะลงโทษทุกคนที่ ปฏิเสธ พระบุตรของพระองค์ เมื่อพระองค์เสด็จกลับมาอีกครั้ง พระองค์จะมาด้วยพระสง่าราศี และสิทธิ อำนาจ เพื่อปราบศัตรูลงให้ราบคาบ :

64 พระเยซูตรัสตอบว่า "ท่านว่าถูกแล้ว และยิ่งกว่านั้นอีกเราบอกท่าน ทั้งหลายว่า ในเวลาเบื้องหน้านั้น ท่านทั้งหลายจะได้เห็นบุตรมนุษย์นั่ง ข้างขวา ของผู้ทรงฤทธานุภาพ และเสด็จมาบนเมฆแห่งฟ้าสวรรค์" (มัทธิว 26:64).

"32 พระเยซูนี้พระเจ้าได้ทรงบันดาลให้คืนพระชนม์แล้ว ข้าพเจ้าทั้งหลาย
เป็นพยานในข้อนี้ 33 เหตุฉะนั้นเมื่อทรงเชิดชูพระองค์ขึ้น อยู่ที่พระหัตถ์เบื้อง
ขวาของพระเจ้า และครั้นพระองค์ได้ทรงรับพระวิญญาณบริสุทธิ์จากพระ
บิดาตามพระสัญญา พระองค์ได้ทรงเทฤทธิ์เดชนี้ลงมา ดังที่ท่านทั้งหลาย
ได้ยิน และเห็นแล้ว 34 เหตุว่าท่านดาวิดไม่ได้ขึ้นไปยังสวรรค์แต่ท่านได้
กล่าวว่า 'พระเจ้าตรัสกับองค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้าว่า จงนั่งขวามือของ
เรา 35 จนกว่าเราจะกระทำให้ศัตรูของเจ้าอยู่ใต้เท้าเจ้า
' 36 เหตุฉะนั้น ให้ พงศ์พันธุ์อิสราเอลทั้งปวงทราบแน่นอนว่า พระเจ้าได้ทรงยกพระเยซูนี้ ซึ่งท่านทั้งหลายได้ตรึงไว้ที่กางเขนนั้น ทรงตั้งขึ้นให้เป็นทั้งองค์พระผู้เป็น
เจ้าและเป็นพระคริสต์" (กิจการ 2:32-36)

30 ในเวลาเมื่อมนุษย์ยังไร้เดียงสา พระเจ้ามิได้ทรงถือโทษ แต่เดี๋ยวนี้ พระเจ้าได้ตรัสสั่งแก่มนุษย์ทั้งปวงทั่วทุกแห่งให้กลับใจใหม่" (กิจการ 17:30).
5 ท่านจงมีน้ำใจต่อกันเหมือนอย่างที่มีในพระเยซูคริสต์ 6 ผู้ทรงสภาพของพระเจ้า แต่มิได้ทรงถือว่าการเท่าเทียมกับพระเจ้านั้นเป็นสิ่งที่จะต้องยึดถือ 7 แต่ได้กลับ
ทรงสละ และทรงรับสภาพทาส ทรงถือกำเนิดเป็นมนุษย์ 8 และเมื่อทรงปรากฏ พระองค์ในสภาพมนุษย์แล้ว พระองค์ก็ทรงถ่อมพระองค์ลงยอมเชื่อฟังจนถึงความ
มรณา กระทั่งความมรณาที่กางเขน 9 เหตุฉะนั้นพระเจ้าจึงได้ทรงยกพระองค์ขึ้น
อย่างสูง และได้ประทานพระนามเหนือนามทั้งปวงให้แก่พระองค์ 10 เพื่อเพราะ
พระนามนั้น ทุกเข่า ในสวรรค์ ที่แผ่นดินโลก ใต้พื้นแผ่นดินโลก จะคุกลงกราบ
พระเยซู11 และเพื่อ ทุกลิ้นจะยอมรับ ว่าพระเยซูคริสต์ทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า อันเป็นการถวายพระเกียรติแด่พระบิดาเจ้า (ฟีลิปปี 2:5-11)

1 เหตุใดบรรดาประชาชาติจึงคิดกบฏ ทำไมชนชาติทั้งหลายปองร้ายกันเปล่าๆ
2 บรรดากษัตริย์แห่งแผ่นดินโลกตั้งตนเองขึ้น และนักปกครองปรึกษากัน ต่อ สู้พระเจ้าและผู้รับการเจิมของพระองค์ กล่าวว่า 3 "ให้เราระเบิดสายแอกให้ขาด
สะบั้น และขจัดบังเหียนของเขาให้พ้นจากเรา" 4 พระองค์ผู้ประทับในสวรรค์
ทรงพระสรวล พระเจ้าทรงเย้ยหยันเขาเหล่านั้น 5 แล้วพระองค์ตรัสกับเขาทั้ง
หลายด้วยพระพิโรธ และกระทำให้เขาสยดสยองด้วยความกริ้วของพระองค์
ตรัสว่า 6 "เราได้ตั้งกษัตริย์ของเราไว้แล้ว บนศิโยน ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ของเรา"
7 ข้าพเจ้าจะบอกถึงพระดำรัสของพระเจ้า พระองค์รับสั่งกับข้าพเจ้าว่า "เจ้า
เป็นบุตรของเรา วันนี้เราได้ให้กำเนิดแก่เจ้าแล้ว 8 จงขอจากเราเถิด และเรา จะมอบบรรดาประชาชาติให้เป็นมรดกของเจ้า ตลอดทั้งแผ่นดินโลกให้เป็น
กรรมสิทธิ์ของเจ้า 9 เจ้าจะตีเขาให้แตกด้วยกระบองเหล็ก และฟาดให้แหลก
เป็นชิ้นๆ ดุจภาชนะของช่างปั้นหม้อ" 10 เพราะฉะนั้น ข้าแต่กษัตริย์ทั้งหลาย
จงฉลาดเถิด ข้าแต่นักปกครองแห่งแผ่นดินโลก จงรับคำเตือนเถิด 11 จง ปรนนิบัติพระเจ้าด้วยความยำเกรง และจงเกษมเปรมปรีดิ์จนเนื้อเต้น 12 จง นมัสการพระองค์ด้วยใจจริง เกลือกว่าพระองค์จะทรงพระพิโรธ และเจ้าต้อง
พินาศจากทางนั้น เพราะพระพิโรธของพระองค์นั้นจุดให้ลุกได้รวดเร็ว ความ สุขเป็นของคนทั้งหลายผู้เข้ามาลี้ภัยในพระองค์ (สดุดี 2)

ไม่มีมนุษย์คนใดที่เคยมีชีวิตอยู่บนโลกนี้ สมควรค่ากับชีวิตนิรันดร์ มนุษย์ทุกคนเกิดมาในความบาป ไม่ สามารถดำเนินชีวิตตามมาตรฐานความชอบธรรมของพระเจ้าได้ (โรม 3:23; 6:23) เราทั้งหลายต้องโทษ ถึงตาย พระเจ้า ผู้ทรงเมตตาคุณอันหาที่สุดมิได้ ทรงจัดเตรียมหนทางให้ในพระบุคคลของพระบุตร คือองค์ พระเยซูคริสต์ พระองค์เสด็จมาบนโลกนี้ เป็นพระเจ้าที่มารับสภาพสมบูรณ์เป็นมนุษย์ พระองค์ดำเนินชีวิต โดยปราศจากบาป สำแดงพระองค์ในฐานะทางที่พระเจ้าจัดเตรียมไปสู่สวรรค์และชีวิตนิรันดร์ (ยอห์น 14:6) พระเจ้าทรงนำบทลงโทษของบาปไปไว้ที่พระเยซู และเมื่อพระองค์สิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน ถูกชุบให้กลับ เป็นขึ้นมา พระองค์ทรงจัดเตรียมหนทางความรอดให้กับทุกคนที่ยอมรับในพระองค์

แต่ส่วนบรรดาผู้ที่ต้อนรับพระองค์ ผู้ที่เชื่อในพระนามของพระองค์ พระองค์ก็ทรง ประทานสิทธิให้เป็นบุตรของพระเจ้า (ยอห์น 1:12)

"เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก จนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อ ทุกคนที่วางใจในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์" (ยอห์น 3:16)

21 แต่บัดนี้ได้ปรากฏแล้วว่า ความชอบธรรมซึ่งมาจากพระเจ้านั้นปรากฏนอกเหนือ
กฎบัญญัติ ธรรมบัญญัติกับพวกผู้เผยพระวจนะเป็นพยานอยู่ 22 คือความชอบธรรม
ของพระเจ้า ซึ่งทรงประทานโดยความเชื่อในพระเยซูคริสต์ แก่ทุกคนที่เชื่อ เพราะ
ว่าคนทั้งหลายไม่ต่างกัน 23 เพราะว่าทุกคนทำบาป และเสื่อมจากพระสิริของพระเจ้า
24 แต่พระเจ้าทรงพระกรุณาให้เขาเป็นผู้ชอบธรรม โดยไม่คิดมูลค่า โดยที่พระเยซู คริสต์ทรงไถ่เขาให้พ้นบาปแล้ว 25 พระเจ้าได้ทรงตั้งพระเยซูไว้ให้เป็นที่ ลบล้างพระ อาชญาโดยพระโลหิตของพระองค์ โดยความเชื่อจึงได้ผล ทั้งนี้เพื่อสำแดงให้เห็น ความชอบธรรมของพระเจ้า ในการที่พระองค์ได้ทรงอดกลั้นพระทัย และทรงยกบาป ที่ได้ทำไปแล้วนั้น 26 และเพื่อจะสำแดงในปัจจุบันนี้ว่าพระองค์ทรงเป็นผู้ชอบธรรม และทรงโปรดให้ผู้ที่เชื่อในพระเยซูเป็นผู้ชอบธรรมด้วย (โรม 3:21-26)

20 ฉะนั้นเราจึงเป็นทูตของพระคริสต์ โดยที่พระเจ้าทรงขอร้องท่านทั้งหลายทาง
เรา เราจึงขอร้องท่านในนามของพระคริสต์ให้คืนดีกันกับพระเจ้า 21 เพราะว่าพระ จ้าได้ทรงกระทำพระองค์ผู้ทรงไม่มีบาปให้บาป เพราะเห็นแก่เรา เพื่อเราจะได้เป็น คนชอบธรรมของพระเจ้าทางพระองค์ (2 โครินธ์ 5:20-21)

9 ถ้าเรายังรับพยานหลักฐานของมนุษย์ พยานหลักฐานของพระเจ้าก็ยิ่งใหญ่กว่า เพราะว่าพยานหลักฐานของพระเจ้านั้น คือพระองค์ได้ทรงเป็นพยานอ้างถึงพระ
บุตรของพระองค์ 10 ผู้ที่เชื่อในพระบุตรของพระเจ้าก็มีพยานอยู่ในตัว ผู้ที่ไม่เชื่อ พระเจ้าก็ได้กระทำให้พระองค์เป็นผู้ตรัสมุสา เพราะเขามิได้เชื่อคำพยาน ที่พระเจ้า ได้ทรงเป็นพยานอ้างถึงพระบุตรของพระองค์ 11 และพยานหลักฐานนั้นก็คือว่า
พระเจ้า ได้ทรงโปรดประทานชีวิตนิรันดร์ให้เราทั้งหลาย และชีวิตนี้มีอยู่ในพระ
บุตรของพระองค์ 12 ผู้ที่มีพระบุตรก็มีชีวิต ผู้ที่ไม่มีพระบุตรก็ไม่มีชีวิต 13 ข้อความ เหล่านี้ข้าพเจ้าได้เขียนถึงท่านทั้งหลาย ที่เชื่อในพระนามของพระบุตรของพระเจ้า เพื่อท่านทั้งหลายจะได้รู้ว่าท่านมีชีวิตนิรันดร์ (1 ยอห์น 5:9-13)

ข่าวดีของพระกิตติคุณคือเราไม่ต้องรับการลงพระอาชญาเพราะความบาปอีกต่อไป พระเยซูคริสต์ทรงแบกรับ แทนแล้ว สำหรับทุกคนที่เชื่อในพระองค์ ข่าวร้ายคือ คนที่ปฏิเสธพระบุตร และการแบกรับแทนของพระองค์ วันหนึ่งข้างหน้า จำต้องยืนอยู่ต่อเบื้องพระพักตร์ ในสภาพศัตรูที่พ่ายแพ้ ยอมรับพระองค์เป็นจอมกษัตริย์ของ โลกนี้ ผมอยากอธิษฐานให้คุณทั้งหลายเปิดใจยอมรับของประทานล้ำค่าแห่งการให้อภัยนี้ และมีชีวิตนิรันดร์ เข้าเป็นส่วนหนึ่งในครอบครัวของพระเจ้า แทนที่จะเป็นหนึ่งในบรรดาศัตรูของพระองค์


61 ผมขอแยกพี่ชายของดาวิดออกเป็นสาม-สาม เพราะสามคนแรกมีชื่ออยู่ใน 1 ซามูเอล 16 ในฐานะเป็นพี่ ชายคนโต และอีกครั้งในบทที่ 17 ทั้งสามคนนี้ไปออกรบ ที่เหลืออีกสาม มีชื่ออยู่ใน 1 พงศาวดาร 2 ส่วน โยนาดับเป็นบุตรของชิเมอี เป็นคนที่ถูกเอ่ยถึงบ่อยในตอนนี้ อาบีชัย โยอาบ และอาสาเฮล เป็นบุตรทั้งสาม ของนางเศรุยาห์ พี่สาวของดาวิด และมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อชีวิตของดาวิด อามาสาเป็นบุตรของนาง อาบิกายิล จะถูกอับซาโลมเลือกให้เป็นผู้บัญชาการรบของกองทัพอิสราเอลชั่วคราว ในขณะที่อับซาโลม เข้ามายึดราชบัลลังก์ไปชั่วขณะ ใน 2 ซามูเอล 14 เมื่อดาวิดยึดราชบัลลังก์กลับคืนมาได้ ท่านตั้งอามาสา ขึ้นแทนโยอาบ (บทที่ 19) และหลังจากนั้นไม่นานก็ถูกโยอาบฆ่าตาย (บทที่ 20)

62 ลูกสามคนของดาวิดที่เราให้ความสนใจเป็นพิเศษในตอนนี้คือ อัมโนน ลูกของอาหิโนอัม อับซาโลม และทามาร์ ลูกของนางมาอาคาห์ อาดีโนยาห์บุตรของฮักกีท ผู้พยายามขึ้นเป็นผู้สืบราชบัลลังก์ต่อจากดาวิด ตามที่บันทึกอยู่ใน 1 พงศ์กษัตริย์ 1

63 ตรงนี้มีข้อสังเกตุที่น่าสนใจ มีการใช้คำว่า "รัก" ถึงสี่ครั้งด้วยกัน ดูค่อนข้างชัดเจนว่า "รัก" ของอัมโนน นั้น เป็นมากกว่าความใคร่ และทั้งสี่ครั้งนี้ ผู้แปลฉบับเซพทัวร์จิ้น ใช้คำภาษากรีกแปลจากต้นฉบับพระคัมภีร์ เดิมโดยใช้คำว่า อากาเป้ (agapao) ให้คนที่ชอบใช้คำว่า "รักอย่างอากาเป้" (agape love) ที่คิดว่าเป็นรัก แบบเดียวกับพระเจ้า เป็นความรักที่สูงที่สุด ระมัดระวังในการนำมาใช้ อย่าให้เป็นความหมายมันเกินจริงไป

64 ยังมี "ทามาร์" อีกคนในพระคัมภีร์เดิม เป็นหนึ่งในลูกสะใภ้ของยูดาห์ อยู่ในปฐมกาล 38 และอีก "ทามาร์" ลูกสาวของอับซาโลม (2 ซามูเอล 14:27) อับซาโลมต้องการให้เกียรติกับน้องสาว (ที่ไม่มีโอกาสมีบุตร) โดยนำมาตั้งชื่อลูกสาวหรือเปล่า?

65 เมื่อเธอรู้แน่ชัดว่าอัมโนนมีใจปรารถนาในตัวเธอ ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม เธอเสนอเรื่องแต่งงาน (ดูข้อ 13)

66 ฟังดูแล้วทำให้เราอดคิดกันไม่ได้ว่า อัมโนนออกจะเกรงๆอับซาโลมอยู่สักหน่อย (อาจกลัวก็เป็นได้) ทามาร์ ไม่เพียงอยากจะรักษาพหรมจรรย์เอาไว้เท่านั้น เธอยังมีอับซาโลมคอยดูแลปกป้องศักดิ์ศรีให้ด้วย แต่พี่ใหญ่ (และป๋า) กลับไม่ยักยำเกรงพระเจ้า กลับทูลขอให้ส่งน้องสาว (ธิดา) ไปให้

67 เรื่องของโยนาดับยังไม่จบครับ นี่เป็นแค่เรื่องความชั่วเรื่องแรกของเขา ไม่ช้าจะมีเรื่องที่สองตามมา

68 ผมต้องขอบอกว่า เมื่อผมย้อนกลับไปในตอนต้น เหตุการณ์ของอัมโนนและทามาร์ นั้นจงใจแสดงให้เห็น ถึงเหตุการณ์ที่คล้ายคลึงกันระหว่างดาวิดและบัทเชบา และเราก็ได้เห็นข้อพิสูจน์ที่ยืนยันถึงความบริสุทธิ์ของ บัทเชบาในค่ำคืนที่อยู่กับดาวิดอีกข้อ แน่นอนเรากล่าวไ้ด้ว่า ทามาร์ตกเป็นเหยื่อผู้บริสุทธิ์ ถ้าเป็นเช่นนั้น เหตุการณ์ในทำนองเดียวกัน คงเกิดขึ้นกับดาวิดด้วย

69 มีคำว่า "ส่ง" หรือ "ส่งไป" (หรือในทำนองเดียวกัน) เกิดขึ้นอยู่เสมอ ในบทที่ 11 มีหลายครั้งมาก เมื่อ ดาวิดใช้อำนาจของท่าน (ส่งคนไป) ไปเพื่อจัดการให้ได้ตามความประสงค์ ทำให้ท่านทำบาปกับนางบัทเชบา และอุรียาห์ มาถึงในบทที่ 13 ดาวิด "ส่ง" ทามาร์ไปหาอัมโนน (ข้อ 7) และอนุญาตส่งอัมโนน (พร้อมกับ บุตรชายทั้งหลาย) ไปหาอับซาโลม(ข้อ 27)

70 ที่ต่างกันคือ อุรียาห์ถูกฆ่าเพราะเป็นคนชอบธรรม แต่อัมโนนถูกฆ่าเพราะเป็นคนบาป

Related Topics: Bibliology (The Written Word)