Where the world comes to study the Bible

บทที่ 12: บุตรของดาวิดตาย (2 ซามูเอล 12:14-31)

คำนำ

การสูญเสียลูกไปนับเป็นโศกนาฏกรรม ผมและภรรยา เหมือนกับพ่อแม่คู่อื่นๆ เคยมีประสบการณ์ช็อค เมื่อ ตื่นขึ้นมา พบว่าลูกตายในเปล เป็นโรคที่เราเรียกว่า ซิดส์ (SIDS, Sudden Infant Death Syndrome) เป็น การตายเฉียบพลันโดยไม่รู้สาเหตุ เด็กดูมีสุขภาพสมบูรณ์และร่าเริงดี ; แต่อยู่ดีๆก็ตายไป แน่นอนเป็นความ รู้สึกที่ช็อคจริงๆครับ แต่สำหรับเรา ในท่ามกลางความโศกเศร้า เรากลับพบสันติสุขในใจที่อธิบายไม่ถูก หลายปีหลังจากนั้น มีการนำเรื่อง เด็กตายแล้วไปไหน ขึ้นมาถกกันในชั้นเรียนที่วิทยาลัยพระคริสตธรรม ผมยังจำได้ถึงการถกกันในแง่ของวิชาการ มีการนำข้อพระคำมาอ้างอิง มีบทสรุปต่างๆ ในที่สุด ผมยกมือขอ อนุญาติแบ่งปันบางเรื่องให้ที่ชั้นฟัง :

หัวข้อที่เรากำลังศึกษากันอยู่นี้ สำหรับผมและภรรยา ไม่ใช่เป็นเรื่องวิชาการครับ เราเคยสูญเสียลูกไปเมื่อยังเป็นทารก เรารู้ดีว่าการสูญเสียลูกเป็นอย่างไร เรารู้ดี ว่า ต้องนำข้อพระคำตอนไหนมาใช้ เราคุ้นเคยกับหลายๆมุมมองที่พูดกันว่าเด็ก ตายแล้วไปไหน แต่เมื่อภรรยาผมสูญเสียลูกไป เรามีสันติสุข และความมั่นใจ เกินกว่าเรื่องที่เรากำลังถกกันอยู่ที่นี่ เรารู้ว่าพระเจ้าที่เรามอบถวายจิตใจให้ ทรงเป็นพระเจ้าที่ดีพร้อมและสมบูรณ์แบบ พระองค์จะทำสิ่งที่ถูกต้องให้กับลูก ของเรา มันไม่ใช่เรื่องที่เรากำลังพูดคุยกันอยู่นี้ ที่นำสันติสุขมาให้ แต่ในพระเจ้า เอง และในสันติสุขของพระองค์ที่เราเข้าพักพิง

เนื้อหาของบทเรียนตอนนี้ มักถูกนำมาใช้หนุนใจพ่อแม่ที่ต้องเสียลูกน้อยไปก่อนวัยอันควร ผมขอบอกว่ามุม มองของผมน่าจะมาจากประสบการณ์ส่วนตัว ที่ผมเองเคยเสียลูกไป ผมอยากจะย้ำว่าผมไม่ได้คิดจะคัดค้าน ผู้ใด แต่นี่เป็นมุมมองของคนที่เคยผ่านการสูญเสียมาก่อน ผมรู้ว่าบทสรุปของผมในเรื่องอนาคตของเด็กที่ ตายก่อนวัย ไม่เป็นที่ยอมรับในหลายโบสถ์ และบางทีอาจรวมพวกผู้ใหญ่ในโบสถ์ของผมเองก็เป็นได้

ในฐานะคนที่เคยสูญเสียลูกไปในวัยทารก ผมพอใจกับบทสรุปนี้ และขอชี้แจงว่าที่สรุปเช่นนี้ เพราะผมได้ไตร่ ตรองอย่างรอบคอบตามขั้นตอนดีแล้ว มันไม่มีข้อสรุปชัดเจนใดๆ จึงไม่ควรต้องไปหาเหตุผล หรือใช้ข้อพระ คำมาย้ำเพื่อสนับสนุนหาผิดถูก ดังนั้นข้อสรุปของผมจึงไม่เป็นที่ยอมรับสำหรับคนที่คิดเห็นเป็นอื่น ที่ยึดตาม เหตุผล กฎเกณฑ์และข้อวินิจฉัยที่ตายตัว ผมขอบอกว่าข้อสรุปของผมไม่มีเหตุผลเด่นชัดมาสนับสนุน เหมือนกับเรื่องอื่นที่มีข้อพระคำสนับสนุนชัดเจน ในที่สุดแล้ว เราต้องมอบไว้ที่พระเจ้า ที่เรามอบจิตวิญญาณ และอนาคตทั้งสิ้นให้กับพระองค์ เช่นเดียวกับที่อับราฮัมกล่าวไว้ในอดีตกาลว่า "ขอพระองค์อย่าคิดที่จะ กระทำเช่นนั้นเลย อย่าคิดที่จะฆ่าคนชอบธรรมพร้อมกับคนอธรรม ทำกับคนชอบธรรม อย่างเดียว กับคนอธรรม" (ปฐมกาล 18:25)

อย่างที่ผมพูด เราเห็นได้ว่าดาวิดมีสันติสุขอย่างน่าอัศจรรย์ เมื่อบุตรของท่านที่เกิดกับนางบัทเชบาสิ้นชีวิตลง ท่านมีสันติสุขอย่างชนิดที่ใครเห็นก็พากันงงงวย และอดไม่ได้ต้องไปถาม เื่มื่อเราเริ่มเข้าสู่บทเรียนนี้ ขอให้ เราฟังคำตอบ ที่ท่านตอบหมาดเล็กของท่านให้ดี ให้เราเรียนรู้จากปากของท่านเอง ถึงเหตุที่ท่านสามารถ สรรเสริญนมัสการพระเจ้าได้ ทั้งๆทีชีวิตลูกพึ่งเสียไป

ทบทวน

หลังจากขึ้นเป็นกษัตริย์อิสราเอล ทุกสิ่งดูเหมือนจะไปได้ดีสำหรับดาวิด ดูดีเกินไปด้วยซ้ำ เหมือนกับมีมือ วิเศษ -- แตะอะไรก็กลายเป็นทองไปหมด พระเจ้าได้ประทานความสำเร็จให้กับทุกสิ่งที่ท่านทำ เช่นเดียว กับอิสราเอลสมัยก่อน ดาวิดดูจะหลงลืมไปชั่วขณะ ว่าความสำเร็จทั้งสิ้นของท่านเป็นมาโดยพระคุณพระเจ้า ไม่ใช่เป็นความสามารถส่วนตัวของท่านผู้เดียว ท่านเกิดความทะนง ครั้งแรกที่เราเห็นได้จาก 2 ซามูเอล 7 เมื่อท่านมีใจปรารถนาจะสร้างนิเวศให้พระเจ้า พระเจ้าตอบสนองด้วยการตักเตือนให้ท่านเห็นว่า ความสำเร็จ ทั้งสิ้นของท่าน เป็นการสำแดงถึงพระคุณของพระองค์ (7:8-9) และพระองค์ยังให้ความมั่นใจกับดาวิดต่อไป ด้วยว่า พระองค์ยังจัดเตรียมสิ่งดีอีกมากมายให้กับอิสราเอล และสิ่งนี้ด้วยเช่นกัน (7:10-11) เมื่อพระองค์ ตักเตือนดาวิดอย่างกรุณาว่าพระองค์ไม่ต้องการ "บ้านเรือน" ที่ดาวิดคิดจะสร้าง แต่พระองค์จะสร้าง "ครัว เรือน" ที่ดีกว่าให้กับดาวิด คือราชวงศ์ที่ยั่งยืนเป็นนิตย์ :

พระเจ้าตรัสแก่เจ้าว่า พระเจ้าจะทรงให้เจ้ามีราชวงศ์ 12 เมื่อวันของเจ้าครบแล้ว และเจ้านอนพักอยู่กับบรรพบุรุษของเจ้า เราจะให้บุตรชายคนหนึ่งของเจ้าเกิด ขึ้นสืบต่อจากเจ้าผู้ซึ่งเกิดมาจากตัวเจ้าเองและ เราจะสถาปนาอาณาจักรของเขา
13 เขาจะเป็นผู้สร้างนิเวศเพื่อนามของเราและเราจะสถาปนา บัลลังก์แห่งราช
อาณาจักร ของเขาให้อยู่เป็นนิตย์ 14 เราจะเป็นบิดาของเขา และเขาจะเป็นบุตร
ของเรา ถ้าเขากระทำผิดเราจะตีสอนเขาด้วยไม้เรียวของมนุษย์ ด้วยการเฆี่ยน แห่งบุตรมนุษย์ทั้งหลาย 15 แต่ความรักมั่นคงของเราจะไม่พรากไปจากเขาเสีย ดังที่เราพรากไปจากซาอูล ซึ่งเราได้ถอดเสียให้พ้นหน้าเจ้า 16 ราชวงศ์ของ เจ้าและอาณาจักรของเจ้าจะดำรง อยู่ต่อหน้าเจ้าอย่างมั่นคงเป็นนิตย์ และ บัลลังก์ของเจ้าจะถูกสถาปนาไว้เป็นนิตย์" (2 ซามูเอล 7:11ข-16)

แต่ในบทต่อมา ความทะนงของดาวิดกลับเพิ่มมากขึ้น เห็นได้ชัดที่สุดใน 2 ซามูเอล 11 เมื่ออิสราเอลไป ทำสงครามกับพวกอัมโมน ในช่วงฤดูร้อน (ที่กษัตรยิ์จะออกไปรบ) ดาวิดส่งกำลังทหารไปล้อมเมืองรับบาห์ เมืองหลวงของอัมโมนไว้ เป็นที่สุดท้ายที่พวกอัมโมนไปหลบภัยอยู่ ดาวิดไม่ได้ออกไปรบด้วย กลับอยู่ที่บ้าน ที่กรุงเยรูซาเล็ม ใช้ชีวิตปล่อยตัวตามสบาย ขณะที่พวกทหารต้องหลับนอนอยู่ในค่ายที่ในทุ่งโล่ง เมื่อดาิิวิด ตื่นขึ้น ก็เป็นเวลาเดียวกับที่พวกทหาร (และคนอื่นๆ) กำลังจะเข้านอน เมื่อท่านขึ้นไปเดินเล่นบนหลังคา พระราชวัง ท่านไปเห็นในสิ่งที่ไม่ควรเห็นเข้า -- หญิงงามนางหนึ่งกำลังอาบน้ำ อาจจะเป็นการอาบน้ำชำระ มลทินตามธรรมบัญญัติ หญิงคนนี้งามมาก และดาวิดตัดสินใจต้องได้นางมาให้ได้ ท่านส่งคนออกไปสืบหา คำตอบที่ได้คือ -- นางชื่อบัทเชบา เป็นภรรยาของอุรียาห์คนฮิทไทต์ -- เรื่องน่าจะจบลง แต่ดาวิดไม่ยอม ล้มเลิกความตั้งใจง่ายๆ ท่านจำต้องได้ ท่านส่งคนไปรับนางมา และหลับนอนกับนาง

สำหรับดาวิด เป็นแค่เรื่องสนุกชั่วคืน ท่านไม่ได้อยากมีภรรยาเพิ่ม ; ท่านไม่ได้แม้แต่อยากจะสานต่อ แค่หา เรื่องสนุกทำเพียงชั่วคืน แต่พระเจ้ามีแผนการอื่น นางบัทเชบากลับตั้งครรภ์ และจำเป็นต้องบอกให้ดาวิดรู้ ดาวิดพยายามใช่เล่ห์กลกับอุรียาห์ (และประชาชน) เพื่อทำให้อุรียาห์ดูเหมือนเป็นพ่อของเด็กในครรภ์ เมื่อ ไม่สำเร็จ ท่านสั่งให้โยอาบทำแผนฆ่าอุรียาห์ให้ตายในสนามรบ เมื่อนางได้ไว้อาลัยสามีครบตาม กำหนดแล้ว ดาวิดส่งคนไปรับบัทเชบามา ให้เป็นภรรยา ด้วยหวังว่าเรื่องมันคงจะจบลงเสียที

สิ่งที่ดาวิดทำ พระเจ้าไม่ทรงพอพระทัย และพระองค์ไม่ปล่อยให้ดาวิดมีสันติสุขในใจ จนกว่าท่านจะเห็นถึง ความบาป สำนึกผิดและกลับใจเสีย หลังจากที่ต้องทนอยู่กับความกดดัน (ดูสดุดี 32:3-4) พระเจ้าส่งนาธันไป พร้อมกับเรื่องเล่า เป็นเรื่องที่ดาวิดฟังแล้วโกรธมาก ท่านโมโห และต้องการให้เศรษฐีที่พรากแกะมาจาก คนจนนั้นถูกฆ่า! นาธันหยุดดาวิดไว้ ด้วยคำพูดที่ว่า "ฝ่าพระบาทนั่นแหละ คือชายคนนั้น!" (2 ซามูเอล 12:7) เมื่อ ดาวิดได้ยินนาธันพูดถึงบาปของท่าน ท่านก็ทรุดลง ยอมสารภาพกับนาธัน "เรากระทำบาปต่อ พระเจ้าแล้ว" (2 ซามูเอล 12:13)

นาธันตอบดาวิดเมื่อท่านสารภาพ ด้วยคำพูดที่ทั้งปลอบประโลมและเกิดความกังวลในขณะเดียวกัน ถึงแม้ ท่านสมควรตายเพราะความบาป แต่ท่านจะไม่ตายเพราะพระเจ้าทรงนำบาปไปเสีย (12:13) ช่างเป็นคำพูด ที่โล่งใจอย่างบอกไม่ถูก แต่คำพูดต่อมากลับเป็นสิ่งที่แทงใจดาวิด : ลูกที่เกิดจากความบาปนี้จะต้องตาย บทเรียนตอนนี้ เราจะมาใสใจเรื่องการตายของเด็กคนนี้เป็นพิเศษ

ข้อสังเกตุ

ก่อนที่เราจะกลับไปที่เนื้อเรื่อง ผมขอให้ข้อสังเกตุบางประการ ที่จะช่วยให้เราเข้าใจบทเรียนดีขึ้น

นี่เป็นความเจ็บปวดประการแรกที่ดาวิดจะต้องเผชิญ เพราะผลของบาปที่ท่านทำไว้กับบัทเชบาและ อุรียาห์ ในพระคัมภีร์ ดาวิดจะสูญเสียบุตรที่เกิดจากความบาปที่ทำไว้กับบัทเชบา ภรรยาของอุรียาห์ ต่อมา บุตรสาวของท่าน จะถูกบุตรชายของท่านเองข่มขืน เพื่อเป็นการแก้แค้น อับซาโลมจึงฆ่าอัมโนนตาย ต่อมา อับซาโลมบุตรของท่านเอง ก่อกบฎต่อบิดา ยึดราชบัลลังก์ไปได้ชั่วขณะ ในระหว่างนั้น เขาจะนอนกับบรรดา สนมของดาวิด ต่อหน้าชาวอิสราเอล บนดาดฟ้าพระราชวัง ที่ดาวิดมองลงมาเห็นบัทเชบาเป็นครั้งแรก เหตุการณ์เหล่านี้ เป็นผลสืบเนื่องมาจากบาปที่ดาวิดทำไว้กับนางบัทเชบา ทั้งทางตรงและทางอ้อม

โศกนาฏกรรมที่เด็กต้องมาตายลง เป็นผลจากความบาปของดาวิด แต่ยังไม่ใช่เป็นการลงโทษที่สมกับ บาปที่ท่านทำลงไป บทลงโทษแต่ละคดีของบาปล่วงประเวณี และทำฆาตรกรรมนั้นคือความตาย ดาวิดสมควร ตายในทั้งสองคดี : ล่วงประเวณีและฆาตรกรรม แต่นาธันกล่าวอย่างชัดเจนว่า บาปของท่าน "ถูกนำไป เสีย" การตายของเด็กเป็นความเจ็บปวดเพราะผลจากบาปของดาวิด แต่ไม่ใช่เป็นการลงโทษบาปของท่าน การลง โทษนั้นถูกนำไปมอบให้กับองค์พระเยซูคริสต์ผู้แบกรับแทน

ดาวิดถือเรื่องอดอาหารเป็นเรื่องจริงจังที่สุด ในพระคัมภีร์เดิมภาษาฮีบรู มีวิธีเฉพาะที่จะย้ำถึงบางเรื่อง เป็นพิเศษ ภาษาฮีบรูในพระคัมภีร์เดิมใช้การพูดซ้ำๆ เมื่อต้องการเน้นเรื่องหนึ่งเรื่องใดเป็นพิเศษ ดังนั้นเมื่อ พระเจ้าตรัสกับอาดัมว่า เจ้าจะต้อง "ตายแน่" (ปฐมกาล 2:17) พระองค์ตรัสในทำนองว่า : "เจ้าจะต้องตาย ด้วยความตาย" ดังนั้นในพระคัมภีร์สำหรับผู้เยาว์จึงเขียนว่า

"เว้นแต่ต้นไม้แห่งความสำนึกในความดีและความชั่ว ผลของต้นไม้นั้นอย่ากิน เพราะในวันใดที่เจ้าขืนกิน เจ้าจะต้อง -- ตายด้วยความตายแน่"
ในตอนนี้ พระเจ้าใช้วิธีพูดซ้ำ เพื่อย้ำว่าเด็กจะต้องเสียชีวิตแน่นอน :

"อย่างไรก็ตาม เพราะฝ่าพระบาทได้เหยียดหยามพระเจ้าอย่างที่สุด ด้วยการ กระทำครั้งนี้ ราชบุตรที่จะประสูติมานั้นจะต้องสิ้นชีวิต" (2 ซามูเอล 12:14)

มีการใช้วิธีพูดซ้ำอีกในข้อ 16 :

ดาวิดก็ทรงอ้อนวอนต่อพระเจ้าเพื่อพระกุมารนั้น และดาวิดทรงอดพระกระยาหาร และบรรทมบนพื้นดิน คืนยังรุ่ง

ในหมายเหตุของฉบับ KJV เราจะเห็นการใช้คำพูดที่สื่อว่า "อดอาหารเพื่อการอดอาหาร" ความหมายก็คือ การที่ดาวิดอดอาหาร ไม่ใช่เป็นการอดอาหารธรรมดาๆ ท่านจริงจังอย่างที่สุดในการอดอาหารครั้งนี้ เพราะมัน เป็นเรื่องความเป็นความตาย

อีกครั้งที่ เรื่องของดาวิดมีความสำคัญเด่นชัดในตอนนี้ แต่นางบัทเชบาไม่ บาปล่วงประเวณีเป็นการ กระทำของดาวิด ขณะที่ (ตามที่ผมอ่าน) บัทเชบาตกเป็นเหยื่อ สมควรแล้วที่เรื่องราวในตอนนี้จึงเน้นไปที่ การอดอาหารและอธิษฐานของท่าน เพื่ออ้อนวอนขอชีวิตเด็กจากพระเจ้า

ผู้เขียนเปลี่ยนวิธีการพูดถึงบัทเชบา ในข้อ 15 พูดถึงบัทเชบา มารดาของเด็กที่ตายว่า "ภรรยาของ อุรียาห์" ในข้อ 24 มีการเปลี่ยนแปลงชัดเจน ตอนนี้ผู้เขียนพูดถึงหญิงคนเดียวกัน ซึ่งเป็นมารดาของบุตรชาย คนที่สองของดาวิด ซาโลมอน ว่าเป็น "บัทเชบามเหสีของพระองค์" พระเจ้าไม่เพียงแต่ยอมรับในบุตรคนที่ สองเท่านั้น พระองค์ยังคงรับว่าบัทเชบาเป็นมเหสีของดาวิดด้วย

เหตุการณ์สุดท้ายของบทที่ 12 ทำให้เรารู้สึกว่า เรื่องนี้ปิดฉากลงแล้ว เป็นที่เข้าใจได้ว่า บาปของดาวิด เป็นกรณียกเว้น ไม่ใช่เป็นเรื่องที่เกิดอยู่เป็นประจำในชีวิตของท่าน:

เพราะว่าดาวิดทรงกระทำ สิ่งที่ถูกต้องในสายพระเนตรของพระเจ้า และมิได้ ทรงหันไปจากสิ่งใด ซึ่งพระเจ้าทรงบัญชาตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์ นอกจากเรื่องอุรีอาห์คนฮิตไทต์ (1 พงศ์กษัตริย์ 15:5)

บทที่ 11 และ 12 ของพระธรรม 2 ซามูเอล ดูจะเป็นบทที่หมือนแยกออกมาต่างหาก เพราะเป็นการ บันทึกเรื่องราว ส่วนหนึ่งที่ผิดออกไปในชีวิตของดาวิด เป็นช่วงเวลายกเว้น ที่ดาวิดไม่ได้เป็น "บุรุษที่ทำ ตามพระทัยจนที่สุด" ดังนั้นเราจึงเห็นว่าบทที่ 11 เริ่มด้วยเรื่องราวที่อิสราเอลออกไปรบ ขณะที่ดาวิด สมัครใจอยู่บ้าน (11:1) และเราเห็นว่าข้อ 26-31 ของบทที่ 12 เป็นเรื่องดาวิดออกไปแสดงตัวที่ในสนามรบ เมื่อได้รับชัยชนะ ชาวอิสราเอลทั้งสิ้นก็กลับคืนสู่เยรูซาเล็ม เรารู้สึกว่าเหตุการณ์ตอนนี้ปิดฉากลงแล้ว ซึ่งเป็น สิ่งที่ผู้เขียนต้องการให้เรารูสึก นอกจากนี้ เราพบว่ามีการบันทึกเรื่องการตายของบุตรคนแรกของบัทเชบา ตามในทันทีด้วยเรื่องราวของบุตรคนที่สอง คือซาโลมอนผู้จะขึ้นปกครองแทนดาวิดผู้เป็นบิดา

เข้าสู่ตอนใหม่

มีหลายวิธีที่เราจะเข้าสู่บทเรียนในตอนนี้ เราอาจจะเรียนอย่างเจาะลึก ใส่ใจทุกประโยคและทุกคำพูด ผมขอ เลือกที่จะไม่ทำเช่นนั้น เมื่อได้พูดในรายละเอียดที่ผมคิดว่าสำคัญไปบ้างแล้ว ผมจึงอยากเข้าสู่บทเรียนตอนนี้ ในแบบเดียวกับที่ ไมเคิล แลนดอน ดาราและผู้กำกับหนังทีวีที่เสียชีวิตไปแล้วเคยทำ เราคงเคย (อย่างน้อย พวกรุ่นใหญ่ๆ) ดูหนังที่เขากำกับมาบ้าง เขามีวิธีจับอารมณ์ของเหตุการณ์ในตอนนั้น และสื่อมันออกมาด้วย การแสดง ผมยังจำได้ในการออกอากาศสดครั้งหนึ่ง เขาพึ่งจะรู้ด้วยความประหลาดใจว่า ผู้หญิงที่มาออก รายการนั้นตาบอด เขาทำให้ผู้ชมเกิดอาการประหลาดใจตามไปด้วยเมื่อรู้ความจริง ผมเองยังต้องขยี้ตา ว่า ไม่ได้ฝันไปด้วยเลย บทเรียนตอนนี้มีหลายตอนที่สะเทือนใจ ผมว่าถ้าไมเคิลอยู่ด้วย เขาคงยินดีช่วยเน้น ให้เราเห็นถึงความสำคัญนี้ ผมจึงอยากจะเข้าถึงอารมณ์ของดาวิด และคนใกล้ชิดให้ได้ เมื่อต้องเผชิญกับ สถานการณ์ที่บุตรของท่านต้องตายลง เพราะผลบาปของท่าน

คำประกาศของนาธัน
(12:13-15ก)

13 ดาวิดจึงรับสั่งกับนาธันว่า "เรากระทำบาปต่อพระเจ้าแล้ว" และ
นาธันกราบทูลดาวิดว่า "พระเจ้าทรงให้อภัยบาปของฝ่าพระบาทแล้ว ฝ่าพระบาทจะไม่ถึงแก่มรณา 14 อย่างไรก็ตาม เพราะฝ่าพระบาทได้ เหยียดหยามพระเจ้าอย่าง ที่สุดด้วยการกระทำครั้งนี้ ราชบุตรที่จะ ประสูติมานั้นจะต้องสิ้นชีวิต" 15 แล้วนาธันก็กลับไปยังบ้านของตน

.

ดาวิดได้ประนามตนเองด้วยคำพูดที่ท่านแสดงออกต่อนาธัน เมื่อเล่าเรื่องแกะจบลง: "พระเจ้าทรงพระชนม์ อยู่แน่ฉันใด ผู้ชายที่กระทำเช่นนั้นจะต้องตาย" (12:5) ไม่มีบทลงโทษเช่นนั้นสำหรับพวกโจร แต่มีสำหรับ คนล่วงประเวณีและเป็นฆาตรกร ตามธรรมบัญญัติ ดาวิดต้องตายเพราะบาปของท่าน แต่ด้วยพระคุณพระเจ้า โดยการสิ้นพระชนม์ของพระคริสต์ที่บนไม้กางเขน ดาวิดได้รับการอภัยบาป และคำสัญญาว่าท่านจะไม่ต้องตาย คำพูดของนาธันคงทำให้ดาวิดโล่งใจจนบอกไม่ถูก เพราะท่านรู้ดีว่า ท่านไม่สมควรได้รับสิ่งใด นอกจากพระ อาชญา แต่ความโล่งใจของท่านเป็นไปเพียงสั้นๆ เพราะนาธันยังมีคำพูดที่ต้องพูดต่อไปอีก :

"อย่างไรก็ตาม เพราะฝ่าพระบาทได้เหยียดหยามพระเจ้าอย่างที่สุด ด้วยการ กระทำครั้งนี้ ราชบุตรที่จะประสูติมานั้นจะต้องสิ้นชีวิต" (ข้อ 14)

นาธันบอกกับดาวิดว่าการลงโทษที่สมควรกับท่านถูกยกให้แล้ว (เรารู้ว่าถูกยกไปให้พระคริสต์แบกรับแทน) แต่ พระเจ้าไม่อาจให้พระนามของพระองค์เป็นที่ดูหมิ่นได้ โดยการแสดงว่าพระองค์ไม่สนใจต่อความบาป ตั้งแต่ ต้นมา พระคัมภีร์สอนเราว่า ค่าจ้างของความบาปคือความตาย (ดูปฐมกาล 2:17; 4:8, 23; 5:1; โรม 6:23) ถ้า พระเจ้าปล่อยให้ความบาปของดาวิดผ่านไปเฉยๆ โดยไม่มีผลความเจ็บปวดเกิดขึ้น ก็เท่ากับพระองค์ทำให้ บรรดาคนชั่วถือโอกาสสรุปว่า ที่จริงพระเจ้าไม่ได้ชิงชังอะไรนักกับบาป พระองค์ไม่ทรงทำอะไรหรอกถ้าเราจะ ทำบาป

การมอบธรรมบัญญัติของโมเสสให้กับอิสราเอล ก็เพื่อแยกอิสราเอลออกจากชนชาติอื่นๆ เพื่อชาวอิสราเอล จะสามารถสะท้อนพระลักษณะของพระเจ้าให้โลกได้รู้ เมื่อดาวิดทำบาป ท่านฝ่าฝืนธรรมบัญญัติ และไม่ได้ ถวายเกียรติต่อพระเจ้า การหลอกลวงของท่านในครั้งนี้ คนต่างชาติเห็น มีผลทำให้พระนามของพระเจ้าเป็น ที่ลบหลู่ อ.เปาโลทำในสิ่งเดียวกันด้วย ต่อชาวยิวในหลายศตวรรษต่อมา:

21 ฉะนั้นท่านซึ่งเป็นผู้สอนคนอื่นจะไม่สอนตัวเองหรือ เมื่อท่านเทศนาว่าไม่ควรลักทรัพย์ ตัวท่านเองลักหรือเปล่า 22 ท่านผู้ที่สอนว่าไม่ควรล่วงประเวณี ตัวท่านเองล่วงประเวณีหรือ
เปล่า ท่านผู้รังเกียจรูปเคารพ ตัวท่านเองปล้นวิหารหรือเปล่า 23 ท่านผู้โอ้อวดในธรรม
บัญญัติ ตัวท่านเองยังลบหลู่พระเจ้าด้วยการประพฤติผิดธรรมบัญญัติหรือเปล่า 24 เพราะ พระคัมภีร์เขียนไว้ว่า คนต่างชาติพูดหยาบหยามต่อพระนามของพระเจ้าก็เพราะท่าน
ทั้งหลาย
" (โรม 2:21-24)

ในที่อื่นอีก อ.เปาโลสั่งสอนทิโมธี ว่าพวกผู้ใหญ่ -- บรรดาผู้นำคริสตจักร ที่ชีวิตอยู่ในสายตาและคำวิจารณ์ ของผู้อื่น -- ที่ยังดื้อทำบาปอยู่ ต้องได้รับการแก้ใขต่อหน้าคนทั้งปวง เพื่ือทุกคนจะเรียนรู้ได้ (1 ทิโทธี 5:19-20) พระเจ้าใส่พระทัยต่อพระนามของพระองค์มาก พระองค์ไม่เพียงแต่สั่งสอนมนุษย์ที่เฝ้าดูอยู่เท่านั้น แต่กับ บรรดาทูตสวรรค์ให้่ทำเช่นเดียวกันด้วย (ดูอพยพ 32:9-14; 34:10; เอเฟซัส 3:8-10)

พระเจ้าไม่อาจเมินสายตาไปได้เมื่อดาวิดทำบาป เพราะการละเมิดคำสั่งของพระองค์อยู่ในสายตาของประชา ชน ในขณะที่ชัยชนะของท่านเป็นที่รู้โดยทั่วไปในท่ามกลางคนต่างชาติ ความบาปของท่านก็เช่นกัน การทำ ให้เด็กที่เกิดเพราะความบาปต้องตาย เป็นการที่พระเจ้าประกาศต่อหน้าคนที่เฝ้าดู ถ้าพระเจ้าไม่จัดการกับ บาปของคนของพระองค์ พวกเขาอาจอ้างได้ว่า พระเจ้าก็คงไม่ใส่ใจกับบาปของพวกเขาเช่นกัน ทำให้เกิดการ เยาะเย้ยพระเจ้า ว่าปล่อยให้คนบาปลอยนวล

หลายปีมาแล้วผมสอนหนังสือชั้น ป.6 มีบางครั้ง แม้จะไม่บ่อยนัก จะมีเด็กแหกกฎอย่างหน้าตาเฉย จึงจำเป็น ต้องเชิญออกมาหน้าห้อง เพื่อสาธิตวิธีใช้ไม้เรียว ในชั้นเรียนของผม (และชั้นใกล้เคียงที่ได้ยินเสียง) รู้ดีว่าจะ เกิดอะไรขึ้น เมื่อผมออกมาหน้าห้องพร้อมกับเด็กบางคน51 แต่ถ้าต้องส่งตัวไปห้องครูใหญ่ มักจะเป็นคนละ เรื่อง คุณครูใหญ่จะให้โอวาทเล็กน้อย และเด็กจะกลับมาด้วยใบหน้ายิ้มย่อง นักเรียนในห้องและคนอื่นๆรู้ดีว่า หมอนี่รอดตัวอีกแล้ว พระเจ้าไม่อาจปล่อยให้ดาวิดผ่านไปโดยไม่ทำสิ่งใด เป็นสิ่งที่ทุกคนจะเห็นโดยทั่วกัน นี่เป็นการลงวินัยดาวิด และปิดปากคนที่หาเหตุ อ้างเอาความบาปของดาวิดมาดูหมิ่่นพระนามพระองค์ ; เป็น การประกาศ และยกย่องพระสิริของพระเจ้า

การตอบสนองของดาวิดต่อการป่วยและการตายของบุตร
(12:15ข-23)

15...แล้วพระเจ้าทรงกระทำแก่บุตร ซึ่งภรรยาของอุรีอาห์บังเกิดกับดาวิด และพระ กุมารนั้นก็ประชวรหนัก 16 ดาวิดก็ทรงอ้อนวอนต่อพระเจ้าเพื่อพระกุมารนั้น และดาวิด ทรงอดพระกระยาหารและบรรทมบนพื้นดิน คืนยังรุ่ง 17 บรรดาพวกผู้ใหญ่ในราชสำนัก ของพระองค์ก็ ลุกขึ้นมายืนเข้าเฝ้าอยู่ หมายจะทูลเชิญให้พระองค์ทรงลุกจากพื้นดิน แต่พระองค์หาทรงยอมไม่ หรือหาทรงรับประทานกับเขาทั้งหลายไม่ 18 พอวันที่เจ็ด พระกุมารนั้นก็สิ้นพระชนม์ ส่วนข้าราชการของดาวิดก็กลัวไม่กล้า กราบทูลดาวิดว่า เด็กนั้นสิ้นชีวิตแล้ว เขาพูดกันว่า "ดูเถิด เมื่อพระกุมารนั้นทรงพระชนม์อยู่ เราทูล
พระองค์ พระองค์หาทรงฟังเสียงของเราไม่ แล้วเราทั้งหลายอาจจะกราบทูลได้
อย่างไรว่า พระกุมารนั้นสิ้นพระชนม์แล้ว พระองค์ก็จะกระทำอันตรายต่อพระองค์เอง"
19 แต่เมื่อดาวิดทอดพระเนตรเห็นข้าราชการกระซิบกระซาบกันอยู่ ดาวิดเข้าพระทัย
ว่า พระกุมารนั้นสิ้นพระชนม์แล้ว ดาวิดจึงรับสั่งถามข้าราชการของพระองค์ว่า "เด็กนั้น
สิ้นชีวิตแล้วหรือ" เขาทูลตอบว่า "สิ้นชีวิตแล้วพ่ะย่ะค่ะ" 20 แล้วดาวิดทรงลุกขึ้นจาก
พื้นดิน ชำระพระกายชโลมพระองค์ และทรงเปลี่ยนฉลองพระองค์ ทรงดำเนินเข้าไป
ในพระนิเวศของ พระเจ้าและทรงนมัสการ แล้วเสด็จไปสู่พระราชวังของพระองค์ รับสั่ง
ให้นำพระกระยาหารมา เขาก็จัดพระกระยาหารให้พระองค์เสวย 21 ข้าราชการจึงทูลถาม
พระองค์ว่า "เป็นไฉนฝ่าพระบาททรงกระทำเช่นนี้ ฝ่าพระบาททรงอดพระกระยาหาร และกันแสงเพื่อ พระกุมารนั้นเมื่อทรงพระชนม์อยู่ แต่เมื่อพระกุมารนั้นสิ้นพระชนม์แล้ว ฝ่าพระบาทก็ทรง ลุกขึ้นเสวยพระกระยาหาร" 22 พระองค์รับสั่งว่า "เมื่อเด็กนั้นมีชีวิตอยู่ เราอดอาหาร และร้องไห้ เพราะเราว่า 'ใครจะทราบได้ว่าพระเจ้าจะทรงพระเมตตาเรา
โปรดให้เด็ก นั้นมีชีวิตอยู่หรือไม่' 23 แต่เมื่อเขาสิ้นชีวิตแล้ว เราจะอดอาหารทำไม เราจะ
ทำเด็ก ให้ฟื้นขึ้นมาอีกได้หรือ มีแต่เราจะตามทางเด็กนั้นไป เขาจะกลับมาหาเราหามิได้"

เมื่อนาธันจากดาวิดไป พระเจ้าทรงสังหารเด็กที่เกิดแก่ดาวิดและ "ภรรยาม่ายของอุรียาห์" เราไม่รู้ว่าเป็น โรคอะไร แต่เรารู้ว่าเด็กตายภายในเจ็ดวัน52 ดาวิดคร่ำครวญ เมื่อซาอูลและโยนาธานตายในสงคราม (2 ซามูเอล 1) เมื่ออับเนอร์ถูกโยอาบฆ่าตาย (2 ซามูเอล 3) และแม้กระทั่งเมื่อนาหาชกษัตริย์อัมโมนตาย (2 ซามูเอล 10) แต่ครั้งนี้ เมื่อท่านคร่ำครวญ ไม่ใช่คร่ำครวญต่อการตายของบุตร (เพราะเด็กยังไม่ตาย) แต่เป็น การคร่ำครวญสำนึกในบาป การที่ดาวิดคร่ำครวญ เป็นเหมือนสัญลักษณ์การสำนึกบาปของท่าน และอ้อนวอน ขอชีวิตบุตรต่อพระเจ้า

เป็นการสมควรหรือไม่ ที่ดาวิดอ้อนวอนขอพระเจ้าให้ไว้ชีวิตเด็ก ในเมื่อพระองค์ตรัสไปแล้วว่าเด็กจะต้องตาย? ผมเชื่อ ว่าคำตอบคือ "ใช่!" ดาวิดรู้ดีว่า คำพยากรณ์บางครั้ง เป็นการเตือนของพระเจ้าถ้าไม่กลับใจ บางครั้ง พระเจ้าทรงตรัสถึงการพิพากษาที่จะมีในอนาคต ที่จะเกิดขึ้นถ้ามนุษย์ไม่กลับใจ ความหวังว่าพระองค์จะทรง ยับยั้ง เมื่อมนุษย์กลับใจ มีอยู่ในพระธรรมเยเรมีย์ 18:5-8:

5 แล้วพระวจนะของพระเจ้ามายังข้าพเจ้าว่า 6 "ประชาอิสราเอลเอ๋ย เราจะกระทำ แก่เจ้าอย่างที่ช่างหม้อนี้กระทำไม่ได้หรือ พระเจ้าตรัสดังนี้แหละ ดูเถิด ประชา
อิสราเอลเอ๋ย เจ้าอยู่ในมือของเรา อย่างดินเหนียวอยู่ในมือของช่างหม้อ 7 ถ้า เวลาใดก็ตามเราประกาศ เกี่ยวกับประชาชาติหนึ่งหรือราชอาณาจักรหนึ่งว่า เรา จะถอนและพังและทำลายมันเสีย 8 และถ้าประชาชาตินั้น ซึ่งเราได้ลั่นวาจาไว้
เกี่ยวข้องด้วย หันเสียจากความชั่วของตน เราก็จักกลับใจจากโทษ ซึ่งเราได้ ตั้งใจจะกระทำแก่ชาตินั้นเสีย
ความหวังที่จะได้รับการอภัย เกิดขึ้นจริงในนีนะเวห์ในอดีตกาล (ทำให้โยนาห์ไม่พอใจ -- ดูโยนาห์ 3 และ 4) และสำหรับมนัสเสด้วย (2 พงศาวดาร 33:10-13)

นอกจากนั้น อาจเป็นได้ว่าดาวิดประเมินสถานการณ์โดยยึดเอาตามพันธสัญญาของดาวิด ที่พระเจ้าทรงทำ กับท่าน:

12 " เมื่อวันของเจ้าครบแล้ว และเจ้านอนพักอยู่กับบรรพบุรุษของเจ้า เราจะ ให้บุตรชายคนหนึ่งของเจ้าเกิด ขึ้นสืบต่อจากเจ้าผู้ซึ่งเกิดมาจากตัวเจ้าเองและ เราจะสถาปนาอาณาจักรของเขา 13 เขาจะเป็นผู้สร้างนิเวศเพื่อ นามของเราและ
เราจะสถาปนาบัลลังก์แห่งราชอาณาจักรของเขาให้อยู่เป็นนิตย์ 14 เราจะเป็นบิดา
ของเขา และเขาจะเป็นบุตรของเรา ถ้าเขากระทำผิดเราจะตีสอนเขาด้วยไม้เรียว
ของมนุษย์ ด้วยการเฆี่ยนแห่งบุตรมนุษย์ทั้งหลาย15 แต่ความรักมั่นคงของเรา จะ ไม่พรากไปจากเขาเสีย ดังที่เราพรากไปจากซาอูล ซึ่งเราได้ถอดเสียให้พ้นหน้า
เจ้า" (2 ซามูเอล 7:12-15)

เป็นได้หรือไม่ว่าดาวิดคิดว่าเด็กคนนี้จะมาเป็นผู้สืบต่อราชบัลลังก์ของท่าน? ถ้าใช่ ดาวิดก็มีเหตุผลเพียงพอ ที่จะทูลอ้อนวอนขอขีวิตเด็ก

ดาวิดคิดถูกที่เข้าใจว่า ชีวิตของเด็กอยู่ในพระหัตถ์พระเจ้า และการกระทำที่ดีที่สุด คือทูลวิงวอนขอชีวิต ต่อพระเจ้า ดาวิดเชื่อในการครอบครองของพระองค์ ดังนั้นท่านจึงทูลขอ และมอบทั้งหมดไว้ที่พระเจ้า คำ อธิษฐานของดาวิดไม่เป็นเพียงการสำแดงถึงการกลับใจเท่านั้น แต่เป็นการแสดงถึงความเชื่อด้วย การเชื่อใน การครอบครองของพระเจ้า ไม่อาจหยุดยั้งดาวิด (ในการอดอาหารและอธิษฐาน)ได้ ; ความเชื่อของท่านต่าง หากที่ทำให้ท่านลงมือกระทำ

ถึงแม้ดาวิดจะมีความเศร้าโศก จริงใจ และหนักแน่นในการทูลอ้อนวอนขอชีวิตเด็กจากพระเจ้า ท่านถูกปฏิเสธ และเด็กตายลง ดาวิดคงไม่ได้อยู่กับบุตรเมื่อเกิดขึ้น ไม่เช่นนั้นคงได้เห็นกับตา ดาวิดเห็นพวกข้าราชการซุบ ซิบกัน อาจจะมองมาทางท่านก็เป็นได้ระหว่างที่ซุบซิบ พวกเขากลัวที่จะบอกกับท่าน กลัวอันตราย ในพระ คัมภีร์ ไม่ได้พูดชัดเจนว่าพวกข้าราชการกลัวอันตรายอะไร ในฉบับ NAB ผู้แปลใช้ตัวเอนเมื่อมาถึงคำว่า พระ องค์เอง ผมเองก็ไม่แน่ใจว่า ข้าราชการเป็นห่วงความปลอดภัยของดาวิด หรือเป็นห่วงความปลอดภัยของตน เองกันแน่ ผมคิดว่าฉบับแปล NIV แปลตามต้นฉบับที่ดูออกจะคลุมเครือว่า :

พอวันที่เจ็ดพระกุมารนั้นก็สิ้นพระชนม์ ส่วนข้าราชการของดาวิดก็กลัวไม่กล้า กราบทูลดาวิดว่าเด็กนั้นสิ้นชีวิตแล้ว เขาพูดกันว่า "ดูเถิด เมื่อพระกุมารนั้น ทรง พระชนม์อยู่ เราทูลพระองค์ พระองค์หาทรงฟังเสียงของเราไม่ แล้ว เราทั้งหลายอาจจะกราบทูลได้อย่างไรว่า พระกุมารนั้นสิ้นพระชนม์แล้ว พระองค์ก็จะกระทำอันตรายต่อพระองค์เอง" (2 ซามูเอล 12:18, NIV) 53

ที่รีๆรอๆกันอยู่ เพราะไม่มีใครกล้าเป็นผู้นำข่าวร้ายไปแจ้งแก่ดาวิด เพราะว่า ถ้าดาวิดจริงจังกับเรื่องการเจ็บ ป่วยของเด็กคนนี้มาก การนำเรื่องความตายไปบอก จะยิ่งไม่แย่ไปกว่าหรือ?54 พวกเขาไม่จำเป็นต้องบอก อะไรกับดาวิด เพราะท่านรู้ทันทีว่าเด็กนั้นตายแล้ว คำพยากรณ์ของนาธันเป็นจริง ดาวิดเห็นได้จากสีหน้าของ พวกข้าราชการ เมื่อดาวิดถามว่าเด็กตายแล้วหรือ พวกเขาไม่ปฏิเสธ กลับยืนยันว่าเด็กตายแล้วแน่นอน

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากนี้ ทำให้พวกข้าราชการงงไปตามๆกัน เมื่อเด็กยังป่วยอยู่ พวกเขาไม่สามารถทำ ให้ดาวิดลุกจากพื้นดิน หรือรับประทานอาหารได้ พวกเขาจึงคิดเอาเองว่า เรื่องมันคงร้ายกว่าแน่ ถ้าท่านรู้ว่า เด็กตายแล้ว แต่ว่าดาวิดกลับลุกขึ้น อาบน้ำและชโลมกาย เปลี่ยนเสื้อผ้า และเข้าไปยังพระนิเวศ นมัสการ พระเจ้า เมื่อท่านได้นมัสการพระเจ้าแล้ว ท่านกลับมาที่พระราชวัง ให้จัดเตรียมอาหาร เมื่อพร้อมแล้ว ท่าน ก็รับประทาน

พวกข้าราชการทั้งพิศวง ทั้งมหัศจรรย์ใจ พระคำบางตอนในพระคัมภีร์ใหม่ช่วยอธิบายให้เราเข้าใจได้ :

14 แล้วพวกศิษย์ของยอห์นมาหาพระเยซูทูลว่า "เหตุไฉนพวกข้าพระองค์และพวก
ฟาริสี ถืออดอาหาร แต่พวกศิษย์ของพระองค์ไม่ถือ"15 พระเยซูจึงตรัสกับเขาว่า "ท่านจะให้สหายของเจ้าบ่าวเป็นทุกข์โศกเศร้า เมื่อเจ้าบ่าวยังอยู่กับเขากระนั้นหรือ แต่วันหนึ่งเจ้าบ่าวจะต้องจากเขาไป เมื่อนั้นจะเป็นเวลาที่เขาจะถืออดอาหาร" (มัทธิว 9:14-15 NAB)

ดาวิดน่าจะคร่ำครวญถึงเด็กที่ตายไป ตามความคิดของพวกข้าราชการ ดาวิดได้คร่ำครวญมากมาย เมื่อเด็ก ยังมีชีวิตอยู่ พวกเขากลัวเหตุร้ายแรงจะเกิดขึ้น ถ้าบอกว่าเด็กตายแล้ว ในที่สุดพวกข้าราชการ จึงรวบรวม ความกล้า ถามว่าเหตุใดกษัตริย์จึงทำเช่นนี้ สงบนิ่งเมื่อรู้ว่าเด็กตายแล้ว ดาวิดจึงอธิบายให้พวกข้าราชการฟัง ผมคิดว่าการตอบสนองอย่างไม่ธรรมดาเช่นนี้น่าจะอธิบายได้ว่า :

การตายของเด็กคนนี้ไม่เป็นเรื่องประหลาดใจสำหรับดาวิด เพราะนาธันได้พยากรณ์ไว้ล่วงหน้าแล้ว โดยทางนาธัน พระเจ้าแจ้งแก่ดาวิดว่า บุตรของท่าน ที่เกิดจากความบาปที่ท่านทำต่อนางบัทเชบา "ภรรยา ม่ายของอุรียาห์" จะต้องตายแน่ ความตายของเด็กคนนี้เป็นการเปิดเผยพระประสงค์ของพระเจ้า ที่ดาวิด คร่ำครวญมากมาย เป็นการสำแดงความเสียใจต่อพระประสงค์ สิ่งที่ดาวิดทำ แสดงให้เห็นว่าท่านยอมรับว่า การตายของเด็ก เป็นพระประสงค์ของพระเจ้า

นาธันได้อธิบายให้ดาวิดรู้ถึงสาเหตุการตายของเด็กไว้ล่วงหน้าแล้ว การที่เด็กคนนี้ตายไม่ใช่เป็นการลง โทษดาวิด การลงโทษตามธรรมบัญญัติที่เหมาะสมกับบาปที่ดาวิดทำ คือความตาย นาธันไม่ได้แจ้งกับดาวิด ว่าจะมีการลดโทษให้ แต่เป็นการให้อภัยทั้งหมด เพราะความผิดและการลงโทษต่อบาปของท่าน "ได้ถูกนำไป เสีย" (12:13) เป็นคำสั่งที่เด็กคนนี้ต้องตาย เพื่อจะปิดปากคำดูหมิ่นจากบรรดา "ศัตรูของพระเจ้า" หรือบาง คนอาจถือเอาผิดๆว่า พระเจ้าของอิสราเอลไม่สนพระทัยที่ดาวิดละเมิดต่อพระบัญญัติ พระเจ้าแสดงให้เห็นชัด ว่า พระองค์ไม่ปล่อยให้ความบาปผ่านเลยไป ถึงจะเป็นบาปของคนที่ทำตามน้ำพระทัยที่สุดก็ตาม การสิ้นชีวิต ของเด็ก จะเป็นอุทาหรณ์ให้แก่บรรดาศัตรูของพระเจ้า

การที่ดาวิดคร่ำครวญในขณะที่เด็กป่วยอยู่ เป็นการแสดงว่าท่านสำนึกต่อบาปอย่างจริงใจ ไม่ใช่เป็น การคร่ำครวญเพราะกลัวจะสูญเสียคนที่รักไป :

22 พระองค์รับสั่งว่า "เมื่อเด็กนั้นมีชีวิตอยู่ เราอดอาหารและร้องไห้ เพราะเราว่า 'ใครจะทราบได้ว่าพระเจ้าจะทรงพระเมตตาเรา โปรดให้เด็กนั้นมีชีวิตอยู่หรือไม่'
23 แต่เมื่อเขาสิ้นชีวิตแล้ว เราจะอดอาหารทำไม เราจะทำเด็กให้ฟื้นขึ้นมาอีกได้
หรือ มีแต่เราจะตามทางเด็กนั้นไป เขาจะกลับมาหาเราหามิได้"

การตายของเด็กคนนี้เป็นการยอมรับในคำตอบสุดท้ายของพระเจ้า ที่ดาวิดเฝ้าทูลวิงวอนขอชีวิต นี่เป็นหัวใจหลักในคำตอบของดาวิดที่ตอบพวกข้าราชการ ในขณะที่เด็กยังมีชีวิต ดาวิดอดอาหาร คร่ำครวญ และอธิษฐาน แต่เมื่อเด็กสิ้นชีวิตลง ดาวิดได้ทำจนสุดความสามารถแล้ว พระเจ้าได้ทรงตอบท่านชัดเจนและ เด็ดขาดว่า: "ไม่" ดาวิดเห็นว่าความตายทำให้เวลาแห่งการคร่ำครวญจบสิ้นลง ชีวิตของท่านต้องดำเนินต่อ มีคำกล่าวว่า "ตราบยังมีลมหายใจ ยังมีความหวัง" ตราบที่ดาวิดมีความหวังว่าเด็กจะได้รับการรักษา พระเจ้า กลับตอบท่านว่าให้หยุดพยายามยับยั้งพระองค์ในเรื่องนี้เสียเถอะ

ผมเห็นกรณีที่คล้ายกัน ที่ดาวิดยอมรับความตายว่าเรื่องมันจบลงแล้วในบทที่ 13 ท่านคลายความทุกข์ลง เมื่อทราบว่าอัมโนนบุตรชายสิ้นชีวิตแล้ว :

39 ดาวิดพระราชาก็ทรงตรอมพระทัยอาลัยถึงอับซาโลม เพราะการที่ทรง คิดถึงอัมโนนนั้นค่อยคลายลง ด้วยเขาสิ้นชีพแล้ว (2 ซามูเอล 13:39)

การที่ดาวิดรู้สึกผ่อนคลายลงเมื่ออัมโนนตาย ในความคิดของท่าน เหมือนกับว่าพระเจ้าได้ปิดฉากชีวิตลงอีก ครั้ง การที่เด็กที่เกิดจากท่านและนางบัทเชบาตายลง เป็นคำตอบสุดท้ายและเด็ดขาด ต่อคำทูลขอของท่าน

ดาวิดมีสันติสุขเกิดขึ้นเพราะความจริงว่า สิ่งที่ท่านทูลขอ (และถูกปฏิเสธ) นั้นเป็นพระคุณ พระคุณ พระเจ้า โดยธรรมชาติแล้วคือพระคุณในอธิปไตยของพระองค์ คำนิยามของพระคุณคือ "สิ่งที่ไม่สมควรได้ รับ" ขอให้คำพูดนี้ซึมลงไปในในใจคุณ และให้เรามาดูว่าดาวิดมีสันติสุขได้อย่างไร ในเมื่อสิ่งที่ท่านขอ --กลับถูกปฏิเสธ -- และนับว่าเป็นพระคุณ

ผมเคยพูดถึงพระธรรมเยเรมีย์ 18 ที่มีการเตือนให้กลับใจ และที่พระเจ้าเปิดทางเลือกให้ พระองค์อาจยับยั้ง (หรือเลื่อนเวลาออกไป) ในการพิพากษา ในพระธรรมโยเอลมีพระคำที่คล้ายกัน ที่เตือนให้กลับใจ และเป็น ไปได้ที่พระเจ้าจะทรงยับยั้งพระทัย :

12 พระเจ้าตรัสว่า "ถึงกระนั้นก็ดี เจ้าทั้งหลายจงกลับมาหาเราเสียเดี๋ยวนี้
ด้วยความเต็มใจ ด้วยการอดอาหาร ด้วยการร้องไห้ และด้วยการโอดครวญ
13 จงฉีกใจของเจ้า มิใช่ฉีกเสื้อผ้าของเจ้า" จงหันกลับมาหาพระเยโฮวาห์
พระเจ้าของท่านทั้งหลาย เพราะว่าพระองค์ทรงกอปรด้วยพระคุณและทรง
พระกรุณา ทรงกริ้วช้าและบริบูรณ์ด้วยความรักมั่นคง และทรงกลับพระทัย
ไม่ลงโทษ 14 ใครจะรู้ได้ พระองค์อาจจะทรงกลับและเปลี่ยนพระทัย
และทรงอำนวยพระพรไว้
คือให้มีธัญญบูชาและเครื่องดื่มบูชาสำหรับถวาย
แด่ พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านแล้ว (โยเอล 2:12-14 และผมด้วย)

ทั้งในเยเรมีย์ 18 และพระคำตอนนี้ในโยเอล มีการตักเตือนให้คนบาปกลับใจ ในแบบเดียวกับที่เราเห็นดาวิด ได้กลับใจและวิงวอนต่อพระเจ้า คำวิงวอนของคนบาปที่กลับใจ -- ว่าพระเจ้าจะยับยั้งคำพิพากษา -- นั้นตั้ง อยู่บนรากฐานของพระคุณ ไม่ใช่เพราะความดีของคนบาป และเมื่อเป็นเรื่องของพระคุณล้วนๆ เราต้องไม่คิด เหมาเอาเองว่า พระเจ้าจะต้องทำตาม ดังนั้นในพระธรรมเยเรมีย์และโยเอลl55 เราจึงได้รับคำเตือนว่า ยังมี ความหวังว่าพระเจ้าอาจทรงยับยั้งพระทัย แต่ไม่มีการคิดไปเองว่า พระองค์จะยับยั้งพระทัยแน่นอน

เราเห็นแบบอย่างของความคิดที่ถูกต้องจากในพระธรรมดาเนียล เพื่อนทั้งสามของดาเนียล ชัดรัค เมชาค และอาเบดเนโก ปฏิเสธที่จะแสดงความเคารพต่อรูปปั้นทองคำของกษัตริย์เนบูคัดเนสซาร์ กษัตริย์โกรธมาก ให้โอกาสทั้งสามอีกครั้ง ถ้าพวกเขายอมก้มหัวกราบไหว้ จะไม่ถูกลงโทษ แต่ถ้าไม่ยอม จะถูกส่งเข้าเตาเผา ชายทั้งสามตอบข้อเสนอของกษัตริย์ดังนี้ :

16 ชัดรัค เมชาค และเอเบดเนโกกราบทูลพระราชาว่า "ข้าแต่เนบูคัดเนสซาร์ ข้าพระบาททั้งหลายไม่จำเป็นจะต้องตอบ ฝ่าพระบาทในเรื่องนี้ 17 ถ้าพระเจ้า ของพวกข้าพระบาทผู้ซึ่งพวกข้าพระบาท ปรนนิบัติ พอพระทัยจะช่วยกู้พวกข้า พระบาทให้พ้นจากเตาที่ไฟลุกอยู่ ข้าแต่พระราชา พระองค์ก็จะทรงช่วยกู้พวก
ข้าพระบาท ให้พ้นพระหัตถ์ของฝ่าพระบาท 18 ถึงแม้ไม่เป็นเช่นนั้น ข้าแต่พระ
ราชา ขอฝ่าพระบาททรงทราบว่าพวกข้าพระบาทก็ไม่ปรนนิบัติ พระของฝ่าพระ
บาท หรือนมัสการปฏิมากรทองคำซึ่งฝ่าพระบาทได้ทรงตั้งขึ้น" (ดาเนียล 3:16-18)

ชายทั้งสามรู้ดีว่าเขากำลังเชื่อฟังพระเจ้า ไม่ใช่เชื่อฟังมนุษย์ พวกเขาเชื่อว่าพระเจ้าสามารถช่วยกู้พวกเขา จากเตาไฟได้ พวกเขาไม่กล้าคิดเอาเองว่าพระเจ้าจะช่วย พวกเขาจึงตอบเนบูคัดเนสซาร์ ว่าแล้วแต่พระเจ้า พระเจ้าสามารถช่วยได้ เพราะพระองค์มีฤทธิ์อำนาจ แต่ว่าพระองค์จะทำหรือไม่ พวกเขาไม่กล้าคิดเอาเอง อย่างไรก็แล้วแต่ พวกเขาจะไม่ยอมทำตามคำสั่งของกษัตริย์ เพราะพวกเขามอบตัวที่จะปรนนิบัติพระเจ้าเป็น สิ่งแรกและเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

ดาวิดรู้ดีว่าพระเจ้าสามารถช่วยชีวิตบุตรของท่านได้ และรู้ด้วยว่าถ้าพระองค์เลือกที่จะทำ ก็เป็นเพราะพระคุณ เท่านั้น ไม่ใช่เพราะความดีของท่านแต่ประการใด ถ้าพระเจ้าทรงไว้ชีวิตบุตรของท่าน ดาวิดจะมีความสุขมาก แต่เมื่อเด็กตายลง จึงเห็นได้ชัดว่าพระองค์ปฏิเสธคำขอของท่าน ดาวิดก็ยังรู้สึกสงบดี เพราะท่านรู้ดีว่า พระคุณนั้นประทานให้ตามอำนาจอธิปไตยของพระองค์เสมอ พระเจ้าไม่ได้ทรงเลือกตามคุณงามความดีของ มนุษย์ เป็นการเลือกตามพระประสงค์และการครอบครองของพระองค์ เป็นการเลือกที่ไม่มีอิทธิพลใดๆมา ครอบงำ แต่โดยความชอบพระทัยของพระองค์เอง สิ่งนี้คือสิ่งที่ อ.เปาโลชี้ให้เห็นในเรื่องความรอดของมนุษย์ ตามที่พระเจ้าเลือกสรร นานมาแล้ว ก่อนที่มนุษย์จะเกิด ก่อนที่มนุษย์จะรู้จักทำดีทำชั่ว (ราวกับว่ามีผลต่อ การเลือกสรรของพระเจ้า):

8 หมายความว่าคนที่เป็นบุตรของพระเจ้านั้นมิใช่บุตรทางเนื้อหนัง แต่บุตรตาม
พระสัญญา จึงจะถือว่าเป็นผู้สืบเชื้อสายได้ 9 เพราะพระสัญญามีว่าดังนี้ เราจะ
มาตามฤดูกาล และนางซาราห์จะมีบุตรชาย 10 และมิใช่เท่านั้น แต่ว่านางเรเบคคา ก็ได้มีครรภ์กับชายคนหนึ่งด้วย คืออิสอัคบรรพบุรุษของเรา 11 แม้ก่อนบุตรนั้นบัง
เกิดมา และยังไม่ได้กระทำดีหรือชั่ว เพื่อพระดำริของพระเจ้าในการทรงเลือกนั้น
จะตั้งมั่นคงอยู่ ไม่ใช่ตามการประพฤติ แต่ตามซึ่งพระองค์ทรงเรียก 12 พระองค์จึง
ตรัสแก่นางนั้นว่า พี่จะปรนนิบัติน้อง 13 ตามที่มีคำเขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า
ยาโคบนั้นเรารัก แต่เอซาวเราได้ชัง
(โรม 9:8-13)

ในกรณีประชากรชาวนีนะเวห์ พระเจ้าทรงยับยั้ง และเมืองนี้รอดพ้น (ซึ่งเป็นผลทำให้้โยนาห์ไม่พอใจ) ในกรณี ของดาิวิด พระเจ้าไม่ทรงยับยั้ง ดาวิดไม่มีสิทธิที่จะโกรธ เพราะท่านไม่สมควรได้รับในสิ่งที่ทูลขอ อันที่จริง ท่านสมควรได้รับร้ายแรงกว่านั้น เราจึงไม่ควรโกรธ ที่พระเจ้าไม่ประทานในสิ่งที่เราไม่สมควรได้ เราไม่ควร แอบอ้างเอาพระคุณ เมื่อได้รับ เราควระรับด้วยใจโมทนา ในฐานะที่ได้โดย่ไม่สมควร และเมื่อไม่ได้ เราควร ยอมรับอย่างถ่อมใจว่า เป็นสิ่งที่เราไม่สมควรได้มาตั้งแต่แรกแล้ว

เหตุผลห้าประการนี้น่าจะเพียงพอสนับสนุนการแสดงออกของดาวิดได้ ยังมีอีกสิ่งหนึ่ง ที่ในพระคัมภีร์บันทึก ไว้ ที่ผมต้องการให้พวกคุณดู : ดาวิดได้รับความผ่อนคลาย และมีสันติสุขในการตายของบุตรน้อย เพราะท่านมั่นใจว่า ถึงแม้เด็กจะไม่ได้กลับมามีชีวิตอยู่กับท่านต่อไป ท่านก็จะได้ไปพบกับเขาอีกใน สวรรค์ :

"แต่เมื่อเขาสิ้นชีวิตแล้ว เราจะอดอาหารทำไม เราจะทำเด็กให้ฟื้นขึ้นมาอีกได้หรือ มีแต่เราจะตามทางเด็กนั้นไป เขาจะกลับมาหาเราหามิได้" (ข้อ 23)

ผมเชื่อว่า วิธีเดียวที่จะเข้าใจความรู้สึกของดาวิดในข้อนี้ได้ คือเข้าใจว่าท่านพูดในทำนอง : "เราไม่สามารถ ทำให้เด็กฟื้นขึ้นมา เพื่อจะมามีชีวิตอยู่กับเราได้อีก แต่เรามีความหวังว่า จะได้อยู่กับเขาอีกในสวรรค์ เมื่อเรา จากโลกนี้ไป"

บทสรุปด้านบน ไม่เป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป บางคนเข้าใจว่า ดาวิดมั่นใจว่าจะได้ไปอยู่กับ เด็กคนนี้ ในสวรรค์ พวกเขาคิดว่าไม่จำเป็นต้องสรุปว่า ทารกทุกคน ที่ตายได้ไปสวรรค์ คนที่เชื่อว่าเด็กที่ได้รับบัพติสมาในวัย ทารก มักเชื่อว่าเด็กเหล่านั้นจะได้ไปสวรรค์ถ้าตายในขณะยังเป็นทารก แต่มีหลายคนที่มั่นใจอย่างหนักแน่นว่า เด็กที่ยังไม่สามารถกลับใจ และมาเชื่อในองค์พระเยซูคริสต์ จะไม่ได้ไปสวรรค์ ถ้าเป็นเช่นนี้ สิ่งที่ดาวิดพูด น่าจะแปลได้เป็นทำนองว่า : "เราไม่สามารถทำให้เด็กนี้ฟื้นขึ้นมาได้ แต่เราจะไปอยู่กับเขาได้ที่ในอุโมงค์ ฝังศพ" ผมขอพูดถึงข้อสรุปหลังนี่ก่อน และจะพูดถึงความคิดเห็นของผมเอง ว่าทารกที่ตายไป (ก่อนที่จะ รู้ภาษา) นั้นไปสวรรค์

มีบางคนเชื่อว่าที่ดาวิดพูดนั้นหมายถึงการตายแล้วไปอยู่ในอุโมงค์ฝังศพเช่นเดียวกับเด็ก ในบริบทของตอนนี้ ผมคิดว่าเข้าใจได้ยาก ดาวิดอดอาหาร คร่ำครวญ และอธิษฐาน มากเสียจนพวกข้าราชการเริ่มเป็นห่วงในตัว ท่าน พวกเขาไม่สามารถทำให้ท่านลุกจากพื้นดินหรือให้รับประทานอาหารได้ แต่ทันทีที่เด็กตายลง ดาวิดก็ กลับไปดำเนินชีวิตตามปกติ เหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น และเมื่อพวกข้าราชการมาถาม ท่านก็ตอบไปตามที่ เรารู้ ส่วนหนึ่งในคำตอบของท่านคือ ท่านไม่สามารถทำให้เด็กฟื้นกลับมาได้ แต่วันหนึ่งข้างหน้าท่านจะไป อยู่กับเขา ในความคิดของบางคน ดาวิดพูดจาในทำนองนี้ :

"เราต้องการแสดงให้เห็นถึงความเสียใจของเรา และร้องวิงวอนขอชีวิตเด็กจาก องค์พระผู้เ็ป็นเจ้า แต่เมื่อไม่สำเร็จ เราจะนำเขาไปฝังไว้ที่สุสานประจำเมือง ณ ที่ ฝังศพเลขที่ 23 และด้วยความชื่นชมยินดี เรารู้ว่าเราจะถูกฝังไว้ที่ฝังศพหมาย เลข 24 ข้างๆ นี่คือเหตุผลที่ทำให้เรารู้สึกสบายใจเป็นอย่างยิ่ง ที่จะได้อยู่ในหลุม เคียงกัน"56

ผมขอบอกว่าคำพูดนี้ไม่น่าจะเป็นคำอธิบายที่เหมาะสม จนทำให้ดาวิดรู้สึกผ่อนคลายความเศร้า ผมเชื่อว่า ท่านพูดถึงสิ่งที่นอกเหนือ และไกลเกินกว่ากว่าเรื่องหลุมศพ เพื่อจะได้อยู่กับเด็กคนนี้เมื่อกลับเป็นขึ้นมาอีก นี่เป็นความรู้สึกเดียวกับที่เราได้ยินจาก อ.เปาโลหรือเปล่า?

13 ดูก่อนพี่น้องทั้งหลาย เราไม่อยากให้ท่านไม่ทราบความจริงเรื่องคนที่ล่วง
หลับไปแล้ว เพื่อท่านจะไม่เป็นทุกข์โศกเศร้า อย่างคนอื่นๆที่ไม่มีความหวัง
14 เพราะในเมื่อเราเชื่อว่าพระเยซูทรงสิ้นพระชนม์ และทรงคืนพระชนม์แล้ว
โดยพระเยซูนั้น พระเจ้าจะทรงนำบรรดาคนที่ล่วงหลับไปแล้วนั้น มากับพระองค์
15 ในข้อนี้เราขอบอกให้ท่านทราบ ตามพระวจนะขององค์พระผู้เป็นเจ้าว่า เรา ผู้ยังเป็นอยู่และคอยองค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จมา จะล่วงหน้าไปก่อนคนเหล่านั้น ที่ล่วงหลับไปแล้วก็หาไม่ 16 ด้วยว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าจะเสด็จมาจากสวรรค์
ด้วยพระดำรัสสั่ง ด้วยสำเนียงเรียกของเทพบดีและด้วยเสียงแตรของพระเจ้า และคนทั้งปวงในพระคริสต์ที่ตายแล้วจะเป็นขึ้นมาก่อน 17 หลังจากนั้นเราทั้ง
หลายซึ่งยังเป็นอยู่ จะถูกรับขึ้นไปในเมฆพร้อมกับคนเหล่านั้น และจะได้พบ องค์พระผู้เป็นเจ้าในฟ้าอากาศ อย่างนั้นแหละ เราก็จะอยู่กับองค์พระผู้เป็น
เจ้าเป็นนิตย์ 18 เหตุฉะนั้นจงปลอบใจกันด้วยถ้อยคำเหล่านี้เถิด
(1 เธสะโลนิกา 4:13-18)

ข้อควรระวัง

ผมว่าเราต้องยอมรับความคิดที่พวกเราชอบคิดกันว่า เด็กทุกคนได้ไปสวรรค์ ถ้าตายตั้งแต่ยังเป็นทารก ด้วย เหตุผลนี้เพียงข้อเดียว ทำให้เราต้องเรียนเรื่องนี้กันอย่างรอบคอบเป็นพิเศษ ผมเห็นด้วย ว่าแค่พระคำบาง ตอนใน 2 ซามูเอล 12 ยังไม่เพียงพอที่จะสนับสนุนข้อสรุปของผมได้ ถ้าไม่มีข้อพระคำจากตอนอื่นหรือ ข้อเท็จจริงอื่นๆในพระคัมภีร์มาสนับสนุนด้วย จริงครับที่ข้อสรุปของผมไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนพอ เมื่อพูดไป แล้ว ผมอยากจะบอกต่อด้วยว่า มุมมองอื่นๆเองก็ไม่มีข้อเท็จจริงพอ มาสนับสนุนชี้ขาดได้เช่นกัน (ในความ เห็นของผม) ซึ่งแม้มีข้อพิสูจน์มาสนับสนุนเพียงน้อยนิดก็ตาม

ผมขอพูดอีกสักหน่อย ก่อนที่เราจะพูดคุยเรื่องนี้กันอย่างจริงจัง หัวข้อนี้ (เรื่องเด็กตายแล้วไปสวรรค์จริงหรือ?) ไม่สมควรก่อให้เกิดความเห็นแตกแยกในพี่น้องคริสเตียน มันไม่ใช่เรื่องพื้นฐานความเชื่อ และไม่ควรมองว่า เป็นเรื่องนอกคอก ไม่ว่าจะยึดตามมุมมองใดก็ตาม (ตามที่กล่าวด้านบน) ที่สุดแล้ว เราต้องยอมรับว่า พระเจ้า จะทรงสัตย์ซื่อและเที่ยงธรรม ในการพิพากษามนุษย์ทุกคน (รวมทั้งทารกด้วย) ให้ไปนรก ถ้าพระองค์ต้องการ จะทำ นอกจากนั้น เราทั้งหลายที่รู้จักและรักพระเจ้า ควรจะวางใจพระองค์ในเรื่องนี้ บางครั้ง บางเรื่อง และ บางคำถาม ไม่มีคำตอบที่ชัดเจน ในกรณีเช่นนี้ ผมเชื่อว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราต้องมอบไว้ที่พระเจ้าจริงๆ และ เรียนรู้ที่จะวางใจในพระองค์

ข้อพิสูจน์สนับสนุน

ตามข้อวินิจฉัยเหล่านี้ ผมขอนำข้อเท็จจริงบางข้อ ที่ทำให้ผมสรุปได้ ว่าทารกที่ตายแล้วได้ไปสวรรค์ ผมขอ มุ่งไปที่ข้อพิสูจน์สี่ข้อต่อไปนี้

ข้อแรก ในพระธรรมโยนาห์ พระเจ้าทรงแยกแยะชัดเจนระหว่างเด็ก และผู้ใหญ่ และทรงตำหนิ โยนาห์ที่ต้องการให้มีการพิพากษาไปถึงพวกเด็กๆ เรารู้เรื่องโยนาห์ ผู้เผยพระวจนะของอิสราเอล ถูกสั่งให้ไปนีนะเวห์ เพื่อไปประกาศเรื่องการพิพากษา ที่กำลังจะมาถึงเมืองแห่งความชั่วนี้ เราคงจำได้ว่า โยนาห์ทำฤทธิ์อะไรไว้บ้าง แต่ในที่สุด ก็ไปถึงนีนะเวห์จนได้ เขาไปประกาศถึงพระอาชญาของพระเจ้า ที่จะมีมาถึงนีนะเวห์ภายใน 40 วัน ชาวนีนะเวห์กลับใจ พระเจ้าจึงทรงยับยั้งพระทัยไม่ลงโทษ โยนาห์ โกรธจัด เขาต้องการให้พระเจ้าทำลายเมืองชั่วร้ายนี้ รวมทั้งประชากรทั้งหมดที่อาศัยอยู่ ด้วยความดื้อดึง โยนาห์ออกไปอยู่ที่นอกเมือง ไปรอดูการทำลายเมืองตามที่พระเจ้าตรัสไว้ แต่ไม่ได้ทำ โยนาห์ทนรออยู่ กลางแดดร้อนเปรี้ยง เพราะต้องการเห็นความพินาศของนีนะเวห์ เรื่องเป็นดังนี้ :

5 แล้วโยนาห์ก็ออกไปนอกนคร นั่งอยู่ทางทิศตะวันออกของเมืองนั้น และ ท่านทำเพิงไว้เป็นที่ท่านอาศัย ท่านนั่งอยู่ใต้ร่มเพิงคอยดูเหตุการณ์อันจะ
เกิดขึ้นกับนครนั้น 6 และพระเจ้าทรงกำหนดให้ต้นละหุ่งต้นหนึ่ง งอกขึ้นมา
เหนือโยนาห์ ให้เป็นที่กำบังศีรษะของท่าน เพื่อให้บรรเทาความร้อนรุ่มกลุ้ม
ใจในเรื่องนี้ เพราะเหตุต้นละหุ่งต้นนี้โยนาห์จึงมีความยินดียิ่งนัก 7 แต่ในเวลา
เช้าวันรุ่งขึ้น พระเจ้าทรงกำหนดให้หนอนตัวหนึ่งมากัดกินต้นละหุ่งต้นนั้น จน
มันเหี่ยวไป 8 เมื่อดวงอาทิตย์ขึ้นแล้ว พระเจ้าทรงกำหนดให้ลมตะวันออกที่
ร้อนผากพัดมา และแสงแดดก็แผดลงบนศีรษะของโยนาห์จนท่าน อ่อนเพลีย
ไปและท่านก็ทูลขอว่า ให้ท่านตายเสียเถิด ท่านว่า "ข้าตายเสียก็ดีกว่าอยู่"
9 แต่พระเจ้าตรัสกับโยนาห์ว่า "ที่เจ้าโกรธเพราะต้นละหุ่งนั้นดีอยู่แล้วหรือ"
ท่านทูลว่า "ที่ข้าพระองค์โกรธถึงอยากตายนี้ดีแล้ว พระเจ้าข้า" 10 และพระ
เจ้าตรัสว่า "เจ้าหวงต้นไม้ซึ่งเจ้ามิได้ลงแรงปลูก หรือมิได้กระทำให้มันเจริญ มันงอกเจริญขึ้นในคืนเดียว แล้วก็ตายไปในคืนเดียวดุจกัน 11 ไม่สมควรหรือ ที่เราจะหวงเมืองนีนะเวห์นครใหญ่นั้น ซึ่งมีพลเมืองมากกว่าหนึ่งแสนสอง
หมื่นคน ผู้ไม่ทราบว่าข้างไหนมือขวาข้างไหนมือซ้าย และมีสัตว์เลี้ยง
เป็นอันมากด้วย"
(โยนาห์ 4:5-11 และผม)

โยนาห์โกรธพระเจ้า สาเหตุความโกรธของท่านอัศจรรย์ดี ท่านโกรธพระเจ้าเพราะพระคุณที่ทรงมีให้แก่ชาว นีนะเวห์คนบาป ท่านโมโหเพราะพระเจ้ายกโทษให้คนบาปที่ไม่สมควรพวกนี้ทันทีที่มีการกลับใจ ท่านผิด อย่างมหันต์ ที่คิดเอาเองว่า พระเจ้าอวยพระพรชาวยิวในอีกแบบ -- แบบว่าเพราะเป็นคนยิว โยนาห์เกลียด พระคุณ โดยเฉพาะพระคุณที่เทให้กับคนบาปผู้ไม่สมควรได้ 57 ที่น่าเศร้าคือ ท่านไม่อาจเข้าใจได้ ว่าพระพร ของพระเจ้าที่มีแก่อิสราเอล และแก่ท่านนั้น ตั้งมั่นอยู่ในพระคุณล้วนๆ ที่สุดแล้ว ดูเหมือนโยนาห์จะวางใจ ในสิ่งอื่นมากกว่าพระคุณ

พระเจ้าให้บทเรียนเรื่องพระคุณแก่โยนาห์ พระองค์ประทานร่มเงาให้แก่ผู้เผยพระวจนะจอมดื้อท่านนี้ ทั้งๆที่ ท่านไม่จำเป็นต้องไปทนทรมาณ ยืนตากแดด เมื่อพระเจ้านำต้นไม้ไป ร่มเงาที่โยนาห์อาศัยบังอยู่ก็หมดไป ด้วย ท่านโกรธสุดๆ พระเจ้าท้าทายท่านเรื่องความโกรธ โยนาห์สมควรได้รับร่มเงาจากต้นไม้หรือ? ทำไมท่าน จึงต้องโกรธด้วยเมื่อพระเจ้าเอาไป? โยนาห์ไม่สมควรได้รับพระคุณที่มีให้อย่างล้นเหลือ แต่ท่านกลับรู้สึก ว่าท่านเป็นผู้สมควรได้รับ

แล้วพระเจ้าทรงนำโยนาห์จากบทเรียนเข้าสู่เรื่องจริง การทำลายหรือการช่วยกู้เมืองนีนะเวห์ เหตุใดโยนาห์ จึงตั้งใจหนักหนา ที่จะให้คน 120,000 ที่มองไม่ออกว่ามือใหนข้างซ้าย มือใหนข้างขวา ต้องมาพินาศไป? ผมมีความรู้สึกว่า พระเจ้ามองประชากร 120,000 คนนี้ ต่างจากชาวนีนะเวห์ในสมัยก่อนที่แยกแยะผิดชอบ ชั่วดีได้ มองออกว่าข้างใหนซ้ายข้างใหนขวา ขณะที่โยนาห์อยากให้พวกเด็กในเมืองนี้ตาย พระเจ้าไม่เช่นนั้น พระองค์ไม่ได้ถกเถียงกับโยนาห์เรื่องพระคุณที่พระองค์ได้สำแดงให้แก่ผู้กลับใจ (ผู้ใหญ่) ชาวอิสราเอล พระองค์ตำหนิโยนาห์ ที่อยากจะเห็นเด็กๆต้องพินาศไปพร้อมกับผู้ใหญ่ โยนาห์ไม่ได้แยกเด็ก แยกผู้ใหญ่ ; แต่พระเจ้าทรงทำ เรื่องการแยกแยะนี้เป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับบทเรียนที่เราจะมาเรียนต่อไปนี้ เรื่องบุตรของ ดาวิดที่ตายไป

พระเจ้าทรงตำหนิโยนาห์ตามความจริง โยนาห์ไม่ยอมแยกระหว่างคนบาปผู้ใหญ่ (ที่กลับใจ) และเด็กจำนวน 120,000 คนในนีนะเวห์ ไม่ใช่เป็นการแยกแยะตามอายุเท่านั้น แต่แยกแยะตามเหตุและผลได้ด้วย เด็ก 120,000 คนนี้ ยังไม่รู้เลยว่ามือใหนซ้าย มือใหนขวา ถ้าเป็นเช่นนั้น ก็แสดงว่ายังแยกแยะอะไรไม่เป็น แล้ว จะไปแยกแยะผิดชอบชั่วดีอย่างไรได้? พวกเขาเลือกที่จะขัดคำสั่งพระเจ้า หรือเลือกที่จะเชื่อฟังพระองค์เป็น หรือยัง? พระเจ้ายังพูดถึงสัตว์เลี้ยงอีกด้วย พวกสัตว์เลือกทำตามหรือขัดคำสั่งพระเจ้าไม่เป็น ไม่ใช่เพราะ เรื่องอายุ แต่เพราะพวกนี้เป็นเพียงสัตว์ ไม่สามารถแยกแยะหาเหตผลได้ โยนาห์ต้องการที่จะเห็นเด็ก และ สัตว์เลี้ยงเหล่านี้ต้องพินาศไปหรือ? ; พระองค์จึงต้องตำหนิความคิดของโยนาห์ เราจะนำหลักการเดียวกันนี้ มาใช้กับเด็กๆได้หรือไม่? หรือว่าใช้ได้เฉพาะกับเด็กเมืองนีนะเวห์เท่านั้น? ผมว่าได้แน่นอน

ข้อสอง ตามทั้งพระคัมภีร์เก่าและใหม่ เด็กๆไม่จำเป็นที่จะต้องมารับโทษทัณฑ์ในความบาปของ บิดามารดา

16 "อย่าให้บิดาต้องรับโทษถึงตายแทนบุตรของตน หรือให้บุตรต้องรับโทษ
ถึงตายแทนบิดาของตน ให้ทุกคนรับโทษถึงตายด้วยโทษของคนนั้นเอง (เฉลยธรรมบัญญัติ 24:16)

27 "พระเจ้าตรัสว่า ดูเถิด วันเวลาจะมาถึง เมื่อเราจะหว่านพืชคนและพืชสัตว์
ในประชา อิสราเอลและประชายูดาห์ 28 และจะเป็นไปอย่างนี้ คือเมื่อเราเฝ้า
ดูเขา เพื่อจะถอนออกและพังลงคว่ำเสีย ทำลาย และนำเหตุร้ายมาฉันใด เรา จะเฝ้าดูเหนือเขาเพื่อจะสร้างขึ้นและปลูกฝังฉันนั้น พระเจ้าตรัสดังนี้แหละ

29 ในสมัยนั้น เขาจะไม่กล่าวต่อไปอีกว่า 'บิดารับประทานองุ่นเปรี้ยวและบุตร
ก็เข็ดฟัน' 30 แต่ทุกคนจะต้องตายเพราะบาปของตนเอง มนุษย์ทุกคนที่
รับประทานองุ่นเปรี้ยว ก็จะเข็ดฟัน 31 "พระเจ้าตรัสว่า ดูเถิด วันเวลาจะมาถึง
ซึ่งเราจะทำพันธสัญญาใหม่กับประชาอิสราเอลและประชายูดาห์ 32 ไม่เหมือน กับพันธสัญญาซึ่งเราได้กระทำกับ บรรพบุรุษของเขาทั้งหลาย เมื่อเราจูงมือ เขาเพื่อนำเขาออกมาจากแผ่นดินอียิปต์ เป็นพันธสัญญาของเราซึ่งเขาผิด ถึงแม้ว่าเราได้เป็นสามีของเขา พระเจ้าตรัสดังนี้แหละ 33 แต่นี่จะเป็นพันธ
สัญญาซึ่งเราจะกระทำกับ ประชาอิสราเอลภายหลังสมัยนั้น พระเจ้าตรัสดังนี้
แหละ เราจะบรรจุพระธรรมไว้ในเขาทั้งหลาย และเราจะจารึกมันไว้บนดวงใจ
ของเขาทั้งหลาย และเราจะเป็นพระเจ้าของเขา และเขาจะเป็นประชากรของเรา
34 และทุกคนจะไม่สอนเพื่อนบ้านของตน และพี่น้องของตนแต่ละคนอีกว่า
'จงรู้จักพระเจ้า' เพราะเขาทั้งหลายจะรู้จักเราหมดตั้งแต่คน เล็กน้อยที่สุดถึงคน
ใหญ่โตที่สุด พระเจ้าตรัสดังนี้แหละ เพราะเราจะให้อภัยบาปชั่วของเขา และจะไม่จดจำบาปของเขา ทั้งหลายอีกต่อไป" (เยเรมีย์ 31:27-34 ฉบับ NAB และผม)

ไม่ว่าจะเป็นพันธสัญญาเดิมหรือใหม่ บุตรไม่จำต้องมารับโทษแทนบิดามารดา ทุกคนต้องรับผลตามการ กระทำของตนเอง ในพระธรรมโรม 5 อ.เปาโลกล่าวว่า:

12 เหตุฉะนั้น เช่นเดียวกับที่บาปได้เข้ามาในโลกเพราะคนๆเดียว และความ ตายก็เกิดมาเพราะบาปนั้น และความตายก็ได้แผ่ไปถึงมวลมนุษย์ทุกคน เพราะ
มนุษย์ทุกคนทำบาป 13 ความจริงบาปได้มีอยู่ในโลกแล้วก่อนมีธรรมบัญญัติ แต่ที่ใดไม่มีธรรมบัญญัติก็ไม่ถือว่ามีบาป 14 อย่างไรก็ตาม ความตายก็ได้ครอบ
งำตลอดมา ตั้งแต่อาดัมจนถึงโมเสส แม้คนที่มิได้ทำบาปอย่างเดียวกับการ
ละเมิดของอาดัม (โรม 5:12-14)

หมายความว่า บาปของอาดัมแพร่ไปสู่มนุษยชาติทั้งมวล ก่อนที่จะมีพระบัญญัติ มนุษย์เองก็มีธรรมชาติบาป อยู่ในตัวแล้ว จึงทำให้ทุกคนต้องตายฝ่ายกาย บาปของอาดัม ทำให้มวลมนุษยชาตต้องเป็นบาปตาม ธรรมชาติ

ในโรมบทที่ 7 อ.เปาโลพูดถึงการมีชีวิตอยู่เหนือธรรมบัญญัติ และมีชีวิตตามธรรมบัญญัติ :

9 เมื่อก่อนข้าพเจ้าดำรงชีวิตอยู่นอกเหนือธรรมบัญญัติ แต่เมื่อมีธรรมบัญญัติขึ้น บาปก็เกิดขึ้น และข้าพเจ้าก็ตาย (โรม 7:9)

ดูเหมือนจากพระธรรมตอนนี้ อ.เปาโลพูดถึงวัยที่เริ่มเข้าใจ เมื่อท่านยังเป็นทารกอยู่ ท่าน "ดำรงชีวิตอยู่นอก เหนือธรรมบัญญัติ" เพราะท่านยังไม่สามารถเข้าใจ แยกแยะผิดถูกไม่เป็น และเมื่อท่านขาดความเข้าใจ หรือ เลือกเองไม่เป็น ธรรมบัญญัติจึงไม่มีความหมายสำหรับท่าน แต่เมื่อเวลามาถึง เมื่อท่านรู้จักธรรมบัญญัติ เมื่อ นั้นแหละ ท่านก็ตกอยู่ภายใต้คำสาปแช่งของมัน

โรมบทที่ 1-3 อ.เปาโลวางรากฐานให้กับจดหมายฝากทั้งหมดของท่าน ท่านพยายามชี้ให้เห็นว่ามนุษย์ทุกคน เป็นคนบาป สมควรแก่พระอาชญานิรันดร์ มนุษย์ไม่สามารถช่วยตนเองได้ (จึงจำเป็นต้องพึ่งของประทานแห่ง ความรอดในองค์พระคริสต์โดยทางพระคุณ) ท่านจึงสรุป (มนุษย์ทุกคนเป็นคนบาป) ตามที่บันทึกอยู่ในบทที่ 3 โดยนำพระคำในพระคัมภีร์เดิมมากล่าวว่า :

9 ถ้าเช่นนั้นจะเป็นอย่างไร พวกยิวเราจะได้เปรียบกว่าหรือ เปล่าเลยเพราะเราได้ ชี้แจงให้เห็นแล้วว่า มนุษย์ทุกคนทั้งพวกยิวและพวกต่างชาติต่างก็อยู่ใต้อำนาจของ
บาป 10 ตามที่พระคัมภีร์มีเขียนไว้ว่า ไม่มีผู้ใดเป็นคนชอบธรรมสักคนเดียว
ไม่มีเลย 11 ไม่มีคนที่เข้าใจ ไม่มีคนที่แสวงหาพระเจ้า 12 เขาทุกคนหลงผิด
ไปหมด เขาทั้งปวงเลวทรามเหมือนกันสิ้น ไม่มีสักคนเดียวที่กระทำดี ไม่มีเลย
13 ลำคอของเขาคือหลุมฝังศพที่เปิดอยู่ เขาใช้ลิ้นของเขาในการล่อลวง พิษงู
ร้าย อยู่ใต้ริมฝีปากของเขา 14 ปากของเขาเต็มไปด้วยคำแช่งด่าและคำเผ็ด
ร้อน 15 เท้าของเขาว่องไวในการทำให้นองเลือด 16 ในทางเดินของเขามีความ
พินาศ และความทุกข์ 17 และเขาไม่รู้จักทางแห่งสันติสุข 18 เขาไม่เคยคิดที่
จะยำเกรงพระเจ้าเลย
(โรม 3:9-18)

คำกล่าวโทษนี้ เป็นบทสรุปที่ อ.เปาโลเขียนเอาไว้ เริ่มตั้งแต่ในบทที่ 1 มาจนถึงตอนนี้ โดยเฉพาะข้อ 18 :

18 เพราะว่าพระเจ้าทรงสำแดงพระพิโรธของพระองค์จากสวรรค์ ต่อความหมิ่นประมาทพระองค์ และความชั่วร้ายทั้งมวลของมนุษย์ ที่เอาความชั่วร้ายนั้นบีบคั้นความจริง

อ.เปาโลพิสูจน์ได้อย่างไรว่ามนุษย์เป็นคนบาป ตกอยู่ภายใต้พระอาชญา? ในบทที่ 1 อ.เปาโลแสดงให้เห็นว่า ชาวต่างชาติที่ไม่เคยได้ยินเรื่องข่าวประเสริฐนั้นเป็นคนบาป สมควรแก่พระอาชญา เข้าใจได้ว่าคนเหล่านี้คง ไม่เคยได้ยินเรื่องพระกิตติคุณของพระเยซูคริสต์ ถึงกระนั้นพวกเขายังได้รับการสำแดงของพระเจ้า ซึ่งพวก เขาก็จงใจปฏิเสธ การสำแดงนี้มีปรากฎอยู่ในธรรมชาติโดยรอบ :

20 ตั้งแต่เริ่มสร้างโลกมาแล้ว สภาพที่ไม่ปรากฏของพระเจ้านั้น คือฤทธานุภาพ อันถาวรและเทวสภาพของพระองค์ ก็ได้ปรากฏชัดในสรรพสิ่งที่พระองค์ได้ทรง
สร้าง ฉะนั้นเขาทั้งหลายจึงไม่มีข้อแก้ตัวเลย 21 เพราะถึงแม้ว่าเขาทั้งหลายได้รู้
จักพระเจ้าแล้ว เขาก็มิได้ถวายพระเกียรติแด่พระองค์ให้สมกับที่ทรงเป็นพระเจ้า หรือหาได้ขอบพระคุณไม่ แต่เขากลับคิดในสิ่งที่ไม่เป็นสาระ และจิตใจโง่เขลา
ของเขาก็มืดมัวไป 22 เขาอ้างตัวว่าเป็นคนมีปัญญา เขาจึงกลายเป็นคนโง่เขลาไป
23 และเขาได้เอาพระสิริของพระเจ้าผู้เป็นอมตะมาแลกกับรูปมนุษย์ที่ต้องตายหรือ
รูปนก รูปสัตว์จตุบาท และรูปสัตว์เลื้อยคลาน (โรม 1:20-23)

ผมเชื่อว่าต้องมีการถกเถียงกันในทำนองนี้ : พระเจ้าได้สำแดงพระองค์ให้มนุษย์ทั้งหลายได้เห็นโดยผ่านทาง ธรรมชาติ การสำแดงนี้ยังไม่ครบสมบูรณ์ และยังไม่ได้รวมเอาเรื่องข่าวประเสริฐแห่งการให้อภัย โดยมีพระ เยซูคริสต์เป็นผู้แบกรับโทษแทนที่บนไม้กางเขนรวมอยู่ด้วย ถึงกระนั้น การตอบสนองของแต่ละคน ต่อการ สำแดงของพระเจ้าในธรรมชาติ จะเป็นตัวบ่งว่าพวกเขาจะสนองตอบอย่างไรถ้าได้รับการสำแดงเพิ่มเติม บรรดาคนที่ได้เห็นการสำแดงของพระเจ้าในธรรมชาติรอบตัว และปฏิเสธ หรือบิดเบือนให้ไปเป็นลัทธิต่างๆ ตามแต่จะคิดกันขึ้นมา ก็จบลงที่พวกเขาพากันนมัสการสิ่งทรงสร้าง แทนพระผู้สร้าง ในโรมบทที่ 2 และ ตอนแรกของบทที่ 3 อ.เปาโลแสดงให้เห็นว่า พระเจ้าทรงเที่ยงธรรม ในการลงโทษมนุษย์ ในฐานะที่เป็นคน บาป ไม่ดำเนินชีวิตตามมาตรฐานของจิตใต้สำนึก และแน่นอนที่สุดไม่ได้มาตรฐานตามธรรมบัญญัติของ โมเสส พระเจ้าแสดงให้เห็นว่า มนุษย์ทุกคนเป็นคนบาป สมควรแก่พระอาชญานิรันดร์ เพราะเขาทั้งหลาย ได้รับการทรงสำแดงแล้ว แต่กลับเมินเฉย บิดเบือนความจริงที่ได้รับ นำไปแลกกับสิ่งที่ใจตนเองอยากเชื่อ

ทุกคนที่ถูกลงพระอาชญาว่าเป็นคนบาปในพระธรรมโรม 1-3 คือบรรดาคนที่รับรู้การสำแดงจากพระเจ้าแล้ว คนที่มีสติปัญญาสมบูรณ์พร้อม ที่จะเห็นและตอบสนองได้ แต่กลับปฏิเสธ ผมขอยืนยันว่า เด็กทารก ทั้งที่ อยู่ในครรภ์หรือคลอดออกมาแล้ว (ผมไม่ขอกำหนดตามที่ผู้คนถือว่าเวลาใดคือเวลา "รู้ความ") ยังไม่เคย ได้รับการสำแดง และไม่มีความสามารถพอที่จะปฏิเสธความชั่ว เลือกทำแต่ความดี พวกเขายังไม่ได้ทำบาป ในแง่ของรู้ผิดรู้ถูกแต่กลับเลือกที่จะทำผิด

ตรงนี้แหละที่พวกผู้ใหญ่บางคนเริ่มรู้สึกไม่ดี เพราะกลัวว่าถ้าพูดออกไป ก็เท่ากับว่ากำลังปฏิเสธธรรมชาติบาป เดิมที่มีอยู่ในมนุษย์ ซึ่งรวมทั้งพวกเด็กด้วย พวกเขากลัวประหนึ่งเป็นการประกาศว่า เด็กๆนั้นบริสุทธิ์ ผมไม่ ได้หมายความตามนั้นเลย ไม่ว่ายังอยู่ในครรภ์ หรือออกมาเป็นทารกแล้วก็ตาม เชื้อสายทุกคนของอาดัม (คือ มนุษย์ทุกคน ไม่ว่าอายุเท่าใดก็ตาม) เป็นคนบาปตามธรรมชาติ เป็นผลมาจากบาปของอาดัม ซึ่งถ่ายทอด ออกไปสู่ผู้สืบเชื้อสายทุกคน แต่ว่ายังมีข้อแตกต่าง ระหว่างเป็นคนบาปเพราะธรรมชาติบาปเดิม กับคนบาป ที่เป็นผู้ลงมือกระทำบาป ทารกเแรกเิกิดเป็นคนบาปตามธรรมชาติบาป แต่ยังไม่ได้เป็นคนบาปโดยการกระทำ นอกเสียจากเลือกทำบาปเมื่อแยกแยะผิดชอบชั่วดีเป็น ถ้าไม่ตายก่อนวัยอันควรแล้ว เด็กทุกคนที่เป็นคนบาป ตามธรรมชาติ ในไม่ช้า ธรรมชาติบาปจะเกิดดอกออกผลจนกลายเป็นผู้ลงมือทำบาปเอง

แล้วทารกที่ตายก่อนคลอด กลายเป็นคนบาปที่ลงมือกระทำเองหรือ? ถ้าเราจะสรุปว่าพวกเขาสมควรถูก พิพากษาให้ตกนรกนิรันดร์ เป็นเพราะบาปของผู้ใด ทำให้เขาต้องถูกลงโทษเช่นนั้น? ผมคงต้องขอบอก ว่าเขาถูกลงโทษเพราะบาปของอาดัม ต้องทรมาณชั่วนิรันดร์เพราะธรรมชาติบาปเดิม ทั้งๆที่ยังไม่ได้เกิดด้วย ซ้ำ ผมเชื่อว่าสิ่งที่พระเจ้าทำในโยนาห์ 4 ระหว่างชาวนีนะเวห์ที่เป็นคนบาปด้วยการกระทำ กับคนที่เป็นคน บาปตามธรรมชาติบาปเดิม ผมเชื่อว่าพระเจ้าทรงตำหนิโยนาห์ เพราะท่านต้องการเห็นคนบาปที่เป็นบาปตาม ธรรมชาติเดิม (เท่านั้น) ต้องถูกลงโทษราวกับว่าพวกเขาเป็นผู้ลงมือทำบาปเอง แล้วพระเจ้าทรงช่วยกู้คนบาป ที่มีแต่ธรรมชาติบาปเดิม ไม่ให้พินาศได้อย่างไร? นี่เป็นเรื่องต่อไปที่เราต้องมาเรียนกัน

ข้อสาม ในโรมบทที่ 5 อ.เปาโลสอนเราว่า การพลีพระชนม์ขององค์พระเยซูคริสต์ เพื่อชดใช้ความ ผิดบาปของอาดัม ก็เพื่อผู้สืบเชื้อสายของอาดัม จะไม่ต้องพินาศในบึงไฟนรกเพราะความบาปของ ท่าน ถ้าผมเข้าใจถูกต้อง สาเหตุเดียวที่อาจทำให้ทารกตกนรกได้ คือความบาปของอาดัม ในทั้งพระคัมภีร์ เก่าและใหม่ บอกเราว่าไม่ใช่เช่นนั้น เพราะเด็กๆจะไม่ถูกลงโทษด้วยความบาปของพ่อแม่ ในโรมบทที่ 5 บอกเราถึงวิธีที่พระเจ้าจัดเตรียมหนทางเพื่อให้ทารกรอดพ้นจากบึงไฟนรก เรื่องนี้บันทึกอยู่ในโรมบทที่ 5 : "เหตุใดคนคนเดียว – องค์พระเยซูคริสต์ – สามารถช่วยกู้ทุกคนที่มีความเชื่อในพระองค์ได้?" "เหตุใดคน คนเดียวสามารถช่วยคนอื่นให้รอดได้โดยยอมตายแทน?"

คำตอบที่ อ.เปาโลให้ไว้นั้นแสนจะธรรมดา : "เพราะคนคนเดียว(อาดัม) ผู้นำความบาปตกทอดไปสู่ มนุษยชาติ ; ดังนั้น คนคนเดียว (พระเยซูคริสต์) เป็นผู้ช่วยแก้ปัญหาความบาปนี้ได้สำหรับทุกคนที่เชื่อ"

17 เพราะว่าถ้าโดยการละเมิดของคนนั้นคนเดียว เป็นเหตุให้ความตายครอบงำ
อยู่โดยคนนั้นคนเดียว มากยิ่งกว่านั้นคนทั้งหลายที่รับพระกรุณาอันไพบูลย์ และ รับของประทานคือความชอบธรรมก็จะดำรงชีวิต และครอบครองโดยพระองค์ผู้
เดียว คือพระเยซูคริสต์ 18 ฉะนั้นการพิพากษาลงโทษได้มาถึงคนทั้งปวง เพราะ การละเมิดครั้งเดียวฉันใด การกระทำอันชอบธรรมครั้งเดียว ก็นำการปลดปล่อย และชีวิตมาถึงทุกคนฉันนั้น (โรม 5:17-18)

45 มีเขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า มนุษย์คนเดิมคืออาดัมจึงเป็นผู้ที่มีชีวิตอยู่ แต่ อาดัมผู้ซึ่งมาภายหลังนั้นเป็นวิญญาณผู้ประสาทชีวิต 46 แต่ร่างกายซึ่งเกิดก่อน นั้นหาใช่เป็นกายวิญญาณไม่ แต่เป็นร่างกาย แล้วภายหลังจึงเกิดมีกายวิญญาณขึ้น
47 มนุษย์เดิมนั้นกำเนิดจากดินและเป็นมนุษย์ดิน มนุษย์ที่สองเสด็จมาจากสวรรค์
48 มนุษย์ดินผู้นั้นเป็นอย่างไร มนุษย์ดินทุกคนก็เป็นอย่างนั้น มนุษย์สวรรค์ผู้นั้น
เป็นอย่างไร มนุษย์สวรรค์ทุกคนก็เป็นอย่างนั้น 49 และเมื่อเราเกิดมามีลักษณะ
สมกับมนุษย์ดินแล้ว เราก็จะมีลักษณะสมกับมนุษย์สวรรค์ด้วย (1 โครินธ์ 15:45-49)

องค์พระเยซูคริสต์ถูกเรียกว่า "อาดัมผู้มาภายหลัง" เพราะทรงเป็นผู้เดียวที่สามารถrย้อนผลที่เกิดจากบาป ของอาดัมกลับไปได้ พระองค์ทำเช่นนั้น ไม่ใช่ด้วยการช่วยกู้มนุษย์แบบอัตโนมัติ แต่เป็นการชดใช้ความ ผิดบาปแทนให้ ดังนั้นทุกคนที่ได้รับของประทานความรอด ได้รับการอภัยบาป และมีชีวิตนิรันดร์ เด็กทุกคน มีธรรมชาติบาปติดตัวอยู่ ตามที่ได้รับมาจากอาดัม พวกเขามี โดยไม่ได้ทำบาปใดๆเลยเมื่อเกิดมาในโลกนี้ พวกเขาได้รับธรรมชาติบาปนี้มา โดยไม่มีเงื่อนใข คำโต้แย้งของ อ.เปาโลในโรมบทที่ 5 เป็น "มากกว่า" คำโต้แย้งธรรมดา ท่านโต้แย้งว่า ไม่ว่าอาดัมทำบาปใดไว้ก็ตาม พระคริสต์ทรงชดใช้ให้ (หรือลบล้าง) มากมายกว่า ถ้าเด็กต้องตกนรกเพราะแค่บาปของอาดัม การกระทำของพระคริสต์ที่บนไม้กางเขน ยิ่งต้อง "มากมาย" กว่าของอาดัม บรรดาคนที่ต้องพระอาชญาเพราะความบาปที่ตนเองเลือกทำ ฝ่าฝืนต่อ พระเจ้า และปฏิเสธการสำแดงที่ประสงค์จะสำแดงแก่พวกเขา บรรดาคนที่ไม่ได้เลือกจงใจทำบาปแบบอาดัม หรือ ว่าจบชีวิตลงก่อน ถูกลบล้างโดยโลหิตพระเยซูคริสต์ อาดัมทำให้มนุษยชาติเสื่อมลง แต่พระคริสต์ทำให้ดี กว่าเดิมมากมาย เพราะพระองค์ทรงชดใช้โทษบาปแทนอาดัม และทำให้คนบาปทั้งหลายกลายเป็นผู้ชอบ ธรรม การสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนของพระเยซู เป็นหนทางที่ทารกได้รับการช่วยกู้จากธรรมชาติบาป และ บึงไฟนรก เช่นเดียวกับที่ผู้เชื่อทุกคน (ที่เป็นผู้ใหญ่) ได้รับการช่วยกู้

นี่คือสิ่งที่ผมพยายามอธิบายว่าเหตุใดดาวิดจึงสงบลง และมีสันติสุขได้เมื่อบุตรของท่านตาย ดาวิดได้รับ การยืนยันว่าท่านจะไม่ตาย เพราะความจริงที่ว่า บาปของท่าน "ถูกนำไปเสีย" ในพันธสัญญาเดิม ไม่มี ความรอดสำหรับดาวิด มีแต่การลงโทษให้ตาย ดาวิดจึงได้รับการกู้ให้รอดจากพระอาชญา โดยการจัด เตรียมของพระเจ้า ในองค์พระเยซูคริสต์ ตามพันธสัญญาใหม่ นี่คือพื้นฐานความรอดของธรรมิกชนทุกคน ไม่ว่าจะในพันธสัญญาเดิมหรือพันธสัญญาใหม่ ถ้าพระเจ้ามีพระคุณล้นเหลือให้กับดาวิด โดยยึดตาม พันธสัญญาใหม่ พระองค์จะไม่ทรงเมตตาต่อบุตรของท่านในแบบเดียวกันหรือ?

ข้อสี่ นักวิชาการพระคัมภีร์หลายคนมีความเชื่อว่า ทารกทุกคนได้รับความรอดด้วยพระโลหิต ของพระเยซูคริสต์ ตลอดมาในประวัติศาสตร์ คนที่มีหน้าที่ควบคุมหลักข้อเชื่อในคริสตจักร ไม่มีอำนาจ เหนือพระวจนะคำ แต่มีหน้าที่ช่วยรับรอง หรือใขข้อข้องใจในการตีความพระคัมภีร์ ถ้ามีใครสักคนตีความ หรือ มีมุมมองค้านกับหลักข้อเชื่อของคริสตจักร ต้องนำการตีความนั้นมาพูดคุยกัน ผมขอนำมุมมองของนัก ศาสนศาสตร์ที่มีชื่อเสียงบางท่านในอดีตมาชี้แจงให้ฟังกัน

ขอฟังจาก ชาร์ลส แฮดดอน สเปอร์เจียน เป็นท่านแรก:

"ต่อไปจะขอพูดถึงเหตุการณ์บางเรื่องในพระคัมภีร์ ซึ่งจะช่วยเราให้เข้าใจเรื่องนี้ ดียิ่งขึ้น คุณยังจำเรื่องของดาวิดได้หรือไม่ ลูกที่เกิดกับนางบัทเชบา ต้องตายลง เพื่อเป็นการลงโทษต่อความชั่วของบิดา ดาวิดอธิษฐาน อดอาหาร และคร่ำครวญ ด้วยวิญญาณ ; แต่แล้ว เขาบอกกับท่านว่า เด็กนั้นตายแล้ว ท่านเลิกอดอาหาร และพูดว่า "เราจะตามทางเขาไป เขาจะกลับมาหาเรามิได้" คุณว่าดาวิดคิดจะตาม ไปที่ไหน? แน่นอนต้องเป็นสวรรค์ เพราะเด็กอยู่ที่นั่น เพราะท่านพูดว่า "เราจะ ตามเขาไป" ผมไม่เห็นท่านพูดแบบเดียวกันเมื่ออับซาโลมตาย ท่านไม่ได้ไป ยืนหน้าหลุมศพแล้วพูดว่า "เราจะตามเจ้าไป" ท่านหมดหวังกับลูกที่ก่อกบฎคนนี้ แต่สำหรับลูกคนนี้ มันไม่ใช่ว่า —"โอ้ ลูกรัก! ถ้าพระเจ้ากรุณา เราขอตายแทน!" เปล่า ท่านกลับปล่อยให้ทารกจากไปด้วยความมั่นใจ เพราะท่านพูดว่า "เราจะตาม ทางเขาไป" "เรารู้" ท่านอาจพูด "ว่าพระองค์ทรงทำพระสัญญานิรันดร์ไว้กับเรา ใน ทุกสิ่งแน่นอน และเมื่อเราต้องเดินผ่านหุบเขาเงามัจจุราช เราจะไม่กลัวใดๆ เพราะ พระองค์สถิตย์อยู่ด้วย ; เราจะตามลูกของเราไป และในสวรรค์ เราจะได้อยู่ด้วย กัน"58

และอีกครั้ง:

ดังนั้นขอให้บิดามารดาทุกท่านที่อยู่ที่นี่ มีความมั่นใจว่าเด็กจะไปได้ดี ถ้าพระเจ้า
นำเขาไปในวัยทารก ถึงคุณจะไม่ได้ยินคำพยานเรื่องความเชื่อจากปากของเขา - เพราะเขาไม่มีโอกาส ; ถึงเขาจะไม่ได้รับบัพติสมาในพระเยซูคริสต์ ไม่ได้ถูกฝัง พร้อมไปกับพระองค์ในการบัพติสมา ; ไม่มีโอกาสได้ "ตอบคำถามจากใจในเรื่อง
พระเจ้า" จะอย่างไรก็ตาม คุณมั่นใจได้เลยว่าเด็กนั้นรอดปลอดภัย รอดปลอดภัย กว่าในแง่ที่เราคิดนัก ; ดีกว่าอย่างไม่มีข้อจำกัด ไม่มีข้อยกเว้น ดีกว่าอย่างเหลือ
คณา "ดีกว่า" ชั่วนิรันดร์ คุณอาจจะกล่าวว่า "แล้วเราจะหาเหตุผลที่ไหนมายืนยัน ว่าเด็กจะได้ดีตามนั้น?" ก่อนที่จะตอบ ผมขอให้ข้อสังเกตุบางประการ ถึงความ
ร้ายกาจ มุสา และพูดพล่อยๆของพวกคาลวินที่เชื่อว่า เด็กเล็กๆบางคนต้องพินาศ
คนที่พูดเช่นนี้รู้ดีว่า คำพูดของเขานั้นเทียมเท็จ ผมเองไม่กล้า ได้แต่หวังว่าพวก เขาจะไม่พูดแทนเราแบบผิดๆ แบบไม่ใส่ใจ และมองข้ามพวกเราไปอย่างดื้อๆ พวกเขาพูดย้ำในสิ่งที่ถูกปฏิเสธมาแล้วไม่รู้กี่พันหนอย่างโหดร้าย สิ่งที่พวกเขารู้
ไม่เป็นความจริง ในคำชี้แนะที่คาลวินให้ไว้กับน็อกซ์ เขาตีความพระบัญญัติ
ประการที่สอง "แต่เราแสดงความรักมั่นคงต่อคนที่รักเรา และปฏิบัติตามบัญญัติ
ของเรา จนถึงพันชั่วอายุคน" ถ้าพูดถึงเรื่องสืบเชื้อสายตามตระกูล ดูเหมือน
เขาสอนว่า ทารกที่มีบรรพบุรุษดำเนินในทางธรรม ไม่ว่าจะห่างกันกี่ชั่วอายุก็ตาม ถ้าตายในวัยทารกจะรอด นี่น่าจะครอบคลุมชั่วชาติพันธ์ - สำหรับคาลวินยุคใหม่
ผมยังไม่เห็นข้อแตกต่าง แต่เราหวังและเชื่อว่า ทุกคนที่ตายในวัยทารก จะเป็นผู้ที่
ถูกเลือก ดร. กิลล์ ผู้ซึ่งในอดีตถูกมองว่าเป็นต้นแบบของนิกายคาลวิน นี่ไม่ได้ พูดถึงพวกคาลวินที่หัวรุนแรงนะครับ ท่านเองยังไม่เคยพูดเลยว่าทารกจะต้องพินาศ
แต่ท่านยอมรับว่าเป็นเรื่องที่ออกจะลึกลับและคลุมเครือ แต่นั่นเป็นความเชื่อของท่าน ท่านคิดว่าท่านมีพระคำมายืนยันว่า บรรดาผู้ที่หลับไปในวัยทารกนั้นไม่พินาศ แต่จะ ถูกนับรวมอยู่กับบรรดาผู้ที่พระเจ้าเลือกไว้ และได้เข้าพักสงบนิรันดร์ ทางเราไม่
เคยสอนแบบอื่น แต่เมื่อมีการนำเรื่องนี้มาโจมตี ผมขอค้านและขอพูดว่า "พวกคุณ
เองพูดเช่นนั้น เราไม่เคย และคุณก็รู้ดีว่าเราไม่เคย ถ้าคุณยังกล้าพูดพล่อยๆอีก ขอให้ คำมุสาแดงก่ำอยู่บนแก้มของคุณ ถ้าคนอย่างคุณอายเป็น" เราไม่เคยแม้แต่จะนึกฝัน
แบบนั้น ถึงจะมีข้อยกเว้น ก็น้อยมากจนผมไม่เคยได้ยิิน ยกเว้นจากปาก ของคนพูด
พล่อย เราไม่เคยคิดสักนิดว่า เด็กที่ตายในวัยทารกจะพินาศ เรามีแต่ความเชื่อว่า พวกเขาได้ไปอยู่ในเมืองบรมสุขเกษมนิรันดร์พร้อมกับพระเจ้า59

ท้ายสุด ให้เรามาฟังจาก ลอเรน โบทเนอร์ ที่นำคำพูดจากนักศาสนศาสตร์หลายคนมาอ้างอิง :

นักศาสนศาสตร์คาลวินส่วนมากเชื่อว่าผู้ที่ตายในวัยทารกได้รับความรอด ใน พระคัมภีร์มีสอนไว้เป็นเรืองปกติว่า บรรดาลูกของผู้เชื่อจะได้รับความรอด ; แต่ พวกเขากลับเงียบเฉย โดยเฉพาะในกรณีของคนนอกศาสนา ตามข้อกำหนด ของเวสมินส์เตอร์ ไม่ได้พูดถึงการพิพากษาเด็กนอกศาสนาที่ตายก่อนวัยรู้ความ พระคัมภีร์ไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้ ข้อกำหนดของหลักศาสนาก็พลอยนิ่งเงียบด้วย นักศาสนศาสตร์ที่มีชื่อของเรา คำนึงถึงข้อเท็จจริงว่าพระเจ้าทรงมีพระลักษณะ ที่ "มีเมตตาต่อพระราชกิจทั้งสิ้นของพระองค์" และในพระเมตตาคุณอันหาที่สุด มิได้นั้น คือแหล่งแห่งความหวังว่าเด็กๆที่ยังไม่เคยทำบาปด้วยตนเอง มีแต่บาป ที่มีมาแต่กำเนิด จะได้รับการอภัย และได้รับการช่วยกู้ตามหลักของผู้เชื่อทุก ประการ

นั่นเป็นความเห็นของ ชาร์ลส์ ฮอดจ์, ดับบลิว เจ ที เชดด์ และ บี บี วอร์ฟิลด์ เกี่ยวกับการตายในวัยทารก ดร. วอร์ฟิลด์ กล่าวว่า: "อนาคตบั้นปลายของพวกเขา ถูกกำหนดไว้แล้ว ไม่ว่าพวกเขาจะเลือกเองหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นด้วยพระบัญชาที่ ไม่มีเงื่อนใขของพระเจ้า ไม่มีบทลงโทษเพราะการกระทำของตนเอง ; และได้รับ ความรอดฝ่ายวิญญาณโดยพระคุณของพระคริสต์ ผ่านการทำงานของพระ วิญญาณบริสุทธิ์ ก่อนที่พวกเขาจะมีโอกาสเลือกลงมือทำสิ่งอื่นใด … และถ้า การตายของทารกขึ้นอยู่กับการจัดเตรียมของพระเจ้า แน่นอนการจัดเตรียมจึงเป็น พระประสงค์ของพระองค์ ที่ทรงเลือกสรรคนจำนวนมหาศาลนี้ ให้มีส่วนในความ รอดโดยไม่มีเงื่อนใขของพระองค์ … ที่พูดมาทั้งหมดนี้ก็เพื่อจะกล่าวว่าทารก เหล่านี้ได้รับการเลือกไว้แล้ว ให้ได้รับความรอด ตั้งแต่วางรากฐานสร้างโลก"60

บทสรุป

เราใช้เวลาไปนานพอสมควรในเหตุการณ์น่าเศร้า ที่ดาวิดกลับพบสันติสุขและความโล่งใจ ผมขอสรุปโดยชี้ ให้เห็นบางสิ่งที่เรานำมาใช้ได้

แรก พระธรรมตอนนี้ (และตอนอื่นๆที่ผมพูดไปแล้ว) ให้กำลังใจแก่ทุกคนที่มีความทุกข์ (หรืออาจ จะเผชิญความทุกข์) ในการสูญเสียบุตรน้อย ผมเชื่อว่าพระเจ้าทรงสรุปอย่างชัดเจนเอาไว้ เมื่อพระองค์ ตรัสว่า "จงยอมให้เด็กเล็กๆเข้ามาหาเรา อย่าห้ามเขาเลย เพราะว่าแผ่นดินของพระเจ้าย่อมเป็นของคนเช่น เด็กเหล่านั้น" (ลูกา 18:16) เรารู้สึกอบอุ่นใจเพียงใดที่รู้ว่าบุตรน้อยของเราอยู่ในอ้อมแขนของพระองค์

สอง เราเรียนรู้จากเหตุการณ์นี้ว่า ถึงแม้พระเจ้าทรงอภัยให้เราแล้ว แต่พระองค์ไม่ได้กำจัดความ เจ็บปวดที่เกิดขึ้นให้หมดเสมอไป บาปที่ดาวิดทำไว้กับบัทเชบาและอุรียาห์ได้รับการอภัย แต่การตายของ เด็กเป็นเรื่องจำเป็น บาปก่อให้เกิดความเจ็บปวด ถึงแม้เราจะได้รับการอภัย มันก็ไม่คุ้มค่ากับผลที่ตามมา

สาม พระเจ้าทรงใส่พระทัยในพระนามของพระองค์ มากกว่าความสบายใจของเรา บางคนชอบคิด ว่าพระเจ้าเป็นเครื่องมือวิเศษ ที่รอให้เราเรียกใช้ และยินดีทำตามความต้องการของเราทุกอย่าง ดาวิดคง จะพอใจถ้าได้ชีวิตเด็กคืนมา แต่พระนามของพระเจ้าต้องได้รับเกียรติ พระองค์จึงต้องจัดการกับบาปให้ เห็นกันอย่างชัดแจ้ง เพื่อแสดงถึงความบริสุทธิ์ศักดิ์สิทธิ และความรู้สึกชิงชังบาปของพระองค์

สี่ เราได้บทเรียนเรื่องคำอธิษฐานที่ไม่ได้รับคำตอบ ดาวิดอธิษฐานอย่างทุ่มเท เท่าที่มนุษย์คนหนึ่ง สามารถทำได้ แต่พระเจ้าตอบอย่างชัดเจนว่า"ไม่!" ดาวิดยอมรับได้ ท่านไม่ได้ประท้วงหรือโวยวาย ท่านยอม รับว่าน้ำพระทัยพระเจ้าเป็นเรื่องดีที่สุด ท่านนมัสการพระเจ้าในท่ามกลางการสูญเสียและความเจ็บปวด ท่าน ไม่ได้สูญเสียความเชื่อ ท่านรู้ว่าพระเจ้าได้ยิน และพระองค์ทรงตอบ พวกเรากี่คนกัน ที่สรรเสริญพระเจ้าได้ เมื่อพระองค์ตรัสว่า "ไม่ได้!"?

ท้ายที่สุด ความหวังและความปิติในผู้เชื่อท่ามกลางการทดลองและความทุกข์ยาก เป็นพยานที่ดี สำหรับความเชื่อของเราที่มีในพระเยซูคริสต์ ข้าราชการของดาวิดคิดว่าท่านจะตอบสนองอีกแบบหนึ่ง เมื่อได้ยินว่าบุตรน้อยตาย พวกเขากลับประหลาดใจที่เห็นท่านมีสันติสุข มีความปรารถนาจะนมัสการพระเจ้า ในขณะที่มีโศกนาฏกรรมเกิดขึ้นที่บ้าน พวกเขาอดถามไม่ได้ว่า ทำไมท่านจึงมีความหวัง และดาวิดอธิบายได้ เรามีโอกาสเช่นกัน ในท่าทีการตอบสนองต่อการทดลองและความทุกข์ยากของเรา ขอให้เราเรียนรู้ที่จะพักพิง และมีความหวังในพระองค์ และแบ่งปันความหวังเดียวกันนี้ไปสู่ผู้อื่นที่ยังไม่มีด้วย (ดู 1 เปโตร 3:15)


51 เพื่อว่า ครูห้องอื่นจะได้เห็นเป็นพยานด้วย

52 เมื่อพระเจ้าจัดการกับนาบาล เขาตายลงภายในสิบวัน -- ดู 1 ซามูเอล 25:38.

53 ฉบับ NKJV นั้นคล้ายกัน เมื่อนำคำว่า "ท่านอาจทำอันตรายบางอย่าง" มาใช้

54 เราไม่รู้แน่ชัดว่า มีข้าราชการคนใดได้ยินคำพยากรณ์ของนาธัน ว่าเด็กนี้จะต้องตายหรือเปล่า เพราะถ้าไม่ พวกเขาคงไม่เข้าใจว่า ทำไมดาวิดถึงจริงจังมาก กับการคร่ำครวญเพื่อสำนึกบาปและการทูลวิงวอนขนาดนี้

55 ดูโยนาห์ บทที่ 3

56 ผมขอชี้แจงด้วยคำพูดของบารซิลลัยใน 2 ซามูเอล 19:37 เป็นการดีที่ได้ถูกฝังอยู่ใกล้กับหลุมศพของ เครือญาติ แต่ไม่มีเหตุผลพอที่จะอธิบายถึงคำพูดและการกระทำของดาวิดในตอนนี้ได้

57 กรณีนี้ โยนาห์ก็ไม่ต่างไปจากพวกที่คิดว่าตนเองชอบธรรมดีแล้ว อย่างพวกฟาริสี หรือผู้สอนธรรมบัญญัติ ในสมัยของพระเยซู

58 จากบทความเรื่อง "ความรอดในทารก" ในสูจิบัตรของThe Metropolitan Tabernacle Pulpit และเป็น หัวข้อคำเทศนาของเช้าวันอาทิตย์ที่ 29 กันยายน 1861 โดยท่าน ศจ. C. H. Spurgeon ที่โบสถ์ Metropolitan Tabernacle เมือง Newington.

59 เป็นคำเทศนาในเรื่องเดียวกันกับด้านบนของท่าน สเปอร์เจียน

60 ข้อเขียนของ ลอเรน โบทเนอร์ จาก The Reformed Doctrine of Predestination (Philadelphia: The Presbyterian and Reformed Publishing Company, 1963 [eleventh printing]), pp. 143-144.

Related Topics: Bibliology (The Written Word)