MENU

Where the world comes to study the Bible

15. มัทธิว บทเรียนที่ 15 “หลีกเลี่ยงบาปแห่งการล่วงประเวณี” (มัทธิว 5:27-30)

Related Media

คำนำ1

27 “ท่านทั้งหลายได้ยินคำซึ่งกล่าวไว้ว่า อย่าล่วงประเวณีผัวเมียเขา 28 ฝ่ายเราบอกท่านทั้งหลายว่า ผู้ใดมองผู้หญิงเพื่อให้เกิดใจกำหนัดในหญิงนั้น ผู้นั้นได้ล่วงประเวณีในใจกับหญิงนั้นแล้ว 29 ถ้าตาข้างขวาของท่านทำให้ตัวหลงผิด จงควักออกทิ้งเสีย เพราะว่าถึงจะเสียอวัยวะอย่างหนึ่ง ก็ดีกว่าตัวของท่านจะต้องลงนรก 30 ถ้ามือข้างขวาทำให้หลงผิด จงตัดทิ้งเสีย เพราะถึงจะเสียอวัยวะอย่างหนึ่ง ก็ดีกว่าตัวท่านจะต้องลงนรก” (มัทธิว 5:27-30)

สิ่งหนึ่งที่เราทำกันตอนไปพักร้อนคืนสู่เหย้ากับเพื่อนๆสมัยมหาวิทยาลัย และครอบครัวที่พรีสเลค ไอดาโฮ ห่างจากชายแดนแคนาดาราว 20 ไมล์ พวกเราไม่ได้เจอกันมาหลายปี สิ่งหนึ่งที่มักเกิดขึ้นเวลาไปเที่ยว คือเล่าเรื่องขำๆสมัยเรียนสู่กันฟัง หนึ่งในเรื่องที่เล่าคือผมหัดเล่นกอล์ฟตอนอยู่มหาวิทยาลัย

ผมตัดสินใจว่าเล่นกอล์ฟน่าจะง่ายและเหมาะกับวิชาพละ เคยเล่นมาบ้างกับพ่อ ไม่เคยพูดว่าตัวเองเก่ง แต่อย่างน้อยก็เคยลองจับ ครูฝึกต้องการให้เราฝึกตีลูกสั้นโดยใช้ลูกซ้อม – ลูกพลาสติกที่มีรูรอบๆตีแรงแค่ไหนก็จะไม่ทำให้อะไรเสียหาย และแน่นอน “มือเก่า” อย่างผมก็คิด “ใครอยากจะตีด้วยลูกซ้อม เราเก่งออกจะตาย?” เลยใช้ลูกจริง อย่างที่เดาได้ ในเมืองซีแอตเติ้ล ผมตีลูกออกไป ออกแรงกระแทกเพิ่ม ลูกพุ่งไปถูกกระทะล้อรถ แล้วเด้งกลับมาที่ครูฝึก ผมต้องเดินไปเก็บลูกที่เท้าของครูฝึก นี่ยังไม่ใช่ตอนจบ พอฝึกต่อ ไม้ที่ใช้ตีเอาไปวางไว้บนสนาม ทำให้ด้ามที่จับเปียก นี่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแค่ครั้งเดียวในชีวิต ออกแรงสวิงไปที่ลูกซ้อม ไม้กอล์ฟหลุดลอยจากมือ ไปตกลงบนหลังคาตึกประชุมนักศึกษา! ครับ ต้องปีนหลังคาไปเอาลงมา!

ที่เล่าเพื่อจะบอกว่าเวลาที่ผมมั่นใจ มันไม่ได้ช่วยอะไรเลย ที่แน่ๆผมเล่นกอล์ฟไม่เอาไหน และความมั่นใจทำให้มีปัญหา ผมจึงเชื่อว่าพวกธรรมาจารย์ และฟาริสีคงเป็นเหมือนผม ที่มั่นใจว่าเล่นกอล์ฟเป็น เพียงแต่พวกเขามั่นใจว่าเชี่ยวชาญธรรมบัญญัติในพระคัมภีร์เดิม

เมื่อพระเยซูตรัสเรื่องการฆ่าคนแล้ว ตอนนี้ตรัสเรื่องการล่วงประเวณี คิดว่าเห็นคนฟังอาจพูดกับตัวเองว่า “เรื่องนี้แรง แต่น่าจะดี และน่าจะง่าย” ที่น่าทึ่งคือพระเยซูทรงนำสิ่งที่ดูเหมือนเป็นประเด็นร้อนแรง มาทำให้พวกเขาเห็นว่าตนเองต่างก็มีส่วนผิด

บริบทของพระวจนะตอนนี้

ก่อนเริ่ม ควรตั้งข้อสังเกตสองสามข้อตามบริบทคำเทศนาบนภูเขาของมัทธิว เมื่อมองที่คำเทศนาบนภูเขา ข้อเท็จจริงที่สำคัญคือ วิธีที่พระเยซูตีความธรรมบัญญัติ ซึ่งตรงข้ามกับพวกธรรมาจารย์และฟาริสี ในหลายทางคำเทศนาบนภูเขา เป็นการเผชิญหน้าระหว่างพระเยซูและลัทธิยูดา เราเห็นการเผชิญหน้านี้หลายแห่ง เช่นในมัทธิว 5:20 พระเยซูตรัสว่า “เพราะ เราบอกท่านทั้งหลายว่า ถ้าความชอบธรรมของท่าน ไม่ยิ่งกว่าความชอบธรรมของพวกธรรมาจารย์และฟาริสีท่านจะไม่มีวันได้เข้าสู่ แผ่นดินสวรรค์” นี่เป็นถ้อยคำที่รุนแรง โดยเฉพาะกับพวกธรรมาจารย์และฟาริสี ที่คิดว่าตนเองมีตั๋วห้าสิบหลาเข้าสู่แผ่นดินของพระเจ้า ในตอนจบของคำเทศนาบนภูเขา จะเห็นว่าผู้คนกลับออกไป ร้อง “ว้าว” พวกเขาอัศจรรย์ใจ พูดกันว่า “คนผู้นี้สอนด้วยสิทธิอำนาจ หาเหมือนพวกธรรมาจารย์ไม่” คำเทศนาบนภูเขาจึงเป็นการเผชิญหน้าระหว่างพระเยซูกับพวกธรรมาจารย์และฟาริสี ซึ่งเป็นคู่ต่อสู้ที่ก้าวร้าวที่สุดในหนังสือพระกิตติคุณ

เราไม่อาจเข้าใจสิ่งที่พระเยซูตรัสในคำเทศนาบนภูเขาโดยไม่อ่านมัทธิว 23 ในมัทธิว 5 และ 6 พระเยซูเข้าไปจัดการกับจุดอ่อนของลัทธิยูดาที่ถูกความหน้าซื่อใจคดของธร รมาจารย์และฟาริสีคลุมไว้ เมื่อดูมัทธิว 23 สิ่งที่คลุมไว้ถูกฉีกออก ไม่มีอะไรปกปิด ไม่มีอะไรซับซ้อนในสิ่งที่พระเยซูตรัส “วิบัติแก่เจ้า…คนหน้าซื่อใจคด”…. ว้า ว! พระองค์ทรงกล่าวตำหนิพวกธรรมาจารย์และฟาริสีในสิ่งเดียวกับที่ทรงจัดการ อย่างเบาๆในคำเทศนาบนภูเขา แต่ส่องสปอตไลท์ลงไปแจ่มแจ้งในมัทธิว 23 เราคงต้องเข้าใจคำเทศนาบนภูเขา และฉากหลังของบทบัญญัติต่างๆของลัทธิยูดาในแบบฟาริสี และมุมมองของธรรมบัญญัติและความชอบธรรม

เมื่ออ่านคำเทศนาบนภูเขาในมัทธิว 5:1-16 พระเยซูทรงปิดประตูตายลัทธิยูดาและฟาริสี แทนที่จะกล่าวประณามลัทธิยูดาหรือต่อธรรมาจารย์และฟาริสี พระองค์ทรงกล่าวยกย่อง กล่าวถึงพระพรสำหรับผู้ที่ถูกลัทธิหรือระบอบศาสนานั้นดูถูกเหยียดหยาม

เมื่อพระเยซูประกาศถึงพระพรในคำเทศนาบนภูเขา ในทางกลับกัน พระองค์กำลังย้อนศรทั้งระบอบของฟาริสีกลับข้าง เมื่อตรัสว่า “บุคคลผู้ใดรู้สึกบกพร่องฝ่ายวิญญาณ” (มัทธิว 5:3ก) นี่คือสิ่งที่ตรงข้ามกับพวกธรรมจารย์และฟาริสีหรือไม่? ในมัทธิว 23 พวกเขารักตำแหน่งผู้นำ รักที่ถูกเรียกตามตำแหน่งนั้นๆ ถ้าจะถามพระเยซูว่าพระองค์คิดอย่างไรกับคนพวกนี้ … ช่างหยิ่งยโส!

พระเยซูตรัสว่า “บุคคลผู้ใดรู้สึกบกพร่องฝ่ายวิญญาณ ผู้นั้นเป็นสุข” นี่เป็นคนละประเภทที่พวกธรรมาจารย์และฟาริสีคิดว่าควรได้รับพระพร พระเยซูตรัสว่า “บุคคลผู้ใดโศกเศร้า ผู้นั้นเป็นสุข” (มัทธิว 5:4) โดยเฉพาะผู้ที่โศกเศร้าต่อ “ความบาป” พวกธรรมาจารย์และฟาริสีไม่มีเหตุผลที่จะโศกเศร้าเพราะบาป ความคิดของพวกเขาคือตัวเองนั้นชอบธรรม – จะไปโศกเศร้าเรื่องอะไร? พวกโศกเศร้าเป็นพวกน่าสมเพช!

“บุคคลผู้ใดมีใจอ่อนโยน ผู้นั้นเป็นสุข” (มัท ธิว 5:5ก) พระเยซูตรัสว่าเมื่อยอห์นผู้ให้บัพติศมาประกาศ ผู้คนต่างก็แย่งชิงกันเข้าแผ่นดินของพระเจ้า (มัทธิว 11:12) พวกเขาพยายามใช้กำลังแย่งชิงเข้าไป ไม่ได้ “มีใจอ่อนโยน” หลายต่อหลายครั้งในคำเทศนาบนภูเขา ในทางกลับกัน พระเยซูทรงชี้ไปที่คนอ่อนแอ คนที่ล้มเหลวในระบอบศาสนาของยูดา

พระเยซูทราบว่าเป็นสิ่งจำเป็นหลังจากกล่าวนำร่อง “ผู้นั้นเป็นสุข” ที่ต้องเข้าสู่ธรรมบัญญัติ พระองค์เสด็จมาเพื่อทำให้ธรรมบัญญัติสมบูรณ์ มัทธิวเจาะจงไว้หนักแน่น ในบทต้นๆ ท่านบอกว่าสิ่งต่างๆเกิดขึ้นเพื่อให้สำเร็จตามพระวจนะของพระเป็นเจ้า แม้แต่พระวจนะบางข้อที่เรานึกไม่ถึงก็สำเร็จด้วย : “เราได้เรียกบุตรของเราให้ออกมาจากอียิปต์” (มัท ธิว 2:15 จากโฮเชยา 11:1) แต่ถ้าประเด็นคือพระเยซูเสด็จมาเพื่อทำให้พระวจนะในพระคัมภีร์เดิมสำเร็จลง เมื่อมองไปตอนที่มารมาผจญพระเยซู เราเห็นกรอบความคิดทั้งหมดของพระองค์มาจากธรรมบัญญัติ พระองค์ทรงรักษาธรรมบัญญัติ ไม่ยอมให้มารล่อลวงโดยละเลยหรือมองข้ามธรรมบัญญัติ ทรงตอบโต้มารด้วยธรรมบัญญัติ ถ้ามีใครที่ผูกพันตนกับธรรมบัญญัติ ก็ต้องเป็นพระเยซู แต่ไม่น่าใช่พวกธรรมาจารย์และฟาริสี!

พวกเขาเริ่มสงสัยว่าทำไมพระเยซูไม่ใช้คำศัพท์เฉพาะของพวกเขา ไม่ใช้คำพูดในแบบที่คุ้นเคย ในตอนต้นของพระราชกิจ พระเยซูทรงเผชิญกับพวกเขาเรื่องการตีความและการนำธรรมบัญญัติมาใช้ อย่างกรณีวันสะบาโต ทำไมพระเยซูถึงยอมให้มีการรักษาโรคในวันสะบาโต และทรงทำเช่นนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า? พวกเขาในอีกมุมมอง พระเยซูเป็นพวกละเมิดธรรมบัญญัติ มัทธิวต้องการให้เห็นว่าพระเยซูทรงเป็นผู้มาทำให้ธรรมบัญญัติสมบูรณ์ แต่ในมุมมองของพวกฟาริสี พระองค์คือคนที่มองข้ามธรรมบัญญัติ เป็นคนที่ใจอ่อนต่อความบาป

อีกกรณีคือผู้หญิงที่ถูกจับได้ขณะล่วงประเวณี (ยอห์น 8:5) “ในธรรมบัญญัติ โมเสส สั่งให้เรา” พวกเขาพูด “เอาหินขว้างคนเช่นนี้ให้ตาย” (ยอห์น 8:5) นั่นคือธรรมบัญญัติ พระเยซูทรงเห็นว่าจำเป็นตั้งแต่ต้นของพระราชกิจ ประกาศว่าพระองค์ทรงยืนอยู่จุดไหนในธรรมบัญญัติ เห็นได้จากมัทธิว 5:17-48 ทั้งบทเกี่ยวข้องกับพระองค์และธรรมบัญญัติ พระองค์กล่าวในข้อ 17-20 ว่าไม่ได้มาเลิกล้างธรรมบัญญัติ… ไม่ได้มาเลิกล้าง แต่มาทำให้สมบูรณ์ทุกประการ ไม่ว่าจะอักษรหนึ่ง ขีดๆหนึ่งของธรรมบัญญัติ ไม่ว่าจะเป็นจุดเล็กๆ จะไม่มีวันถูกเลิกล้างจนกว่าทุกสิ่งจะเกิดขึ้นสมบูรณ์ พระเยซูไม่ได้ต่อต้านธรรมบัญญัติ แต่พระองค์ทรงเป็นผู้มาทำให้สมบูรณ์

เมื่ออ่านข้อ 21 และข้อต่อๆไป เราเห็นตัวอย่างเจาะจงว่าพระเยซูแสดงให้เห็นว่าทรงสนับสนุนธรรมบัญญัติอย่าง ไรในแง่ไม่ได้มาเลิกล้าง ที่จริงทรงยกระดับขึ้น ทรงนำพวกเขาไปไกลเกินกว่าจะคิดได้ – หรือต้องการให้พระองค์ทำ ทำให้เราเข้าสู่บทเรียนตอนนี้

ธรรมบัญญัติและพระเยซู

ก่อนอื่นขอพูดถึงคำว่าความโกรธและการฆ่าคนที่เราเห็นในมัทธิว 5:21 พระเยซูทรงเริ่มในจุดที่พวกเขาเริ่ม และการฆ่าคนคือสิ่งที่ห้ามไว้ในธรรมบัญญัติ ทุกคนเห็นด้วย ฆ่าคนเป็นสิ่งที่ผิด และมีบทลงโทษใหญ่ ในกรณีนี้ใช่ การฆ่าคนนั้นผิด พระเยซูทรงกล่าวถึงบัญญัตินี้ โดยเฉพาะในสองส่วนแรก แต่ที่เรากำลังพูดถึงคือธรรมบัญญัติเรื่องการล่วงประเวณี นี่เป็นหนึ่งในข้อห้ามของพระบัญญัติสิบประการ ธรรมบัญญัติกล่าวว่า… แต่พระเยซูตรัสว่า “แต่เราบอกท่านทั้งหลายว่า…” พระองค์ไม่ได้มาเลิกล้างธรรมบัญญัติ แต่ทรงนำไปไกลกว่ากรอบธรรมบัญญัติ และทำให้บางคนเห็นแตกต่าง คำถามคือพระเยซูกำลังแปลธรรมบัญญัติอย่างที่เคยเป็นมา หรือที่จริงพระองค์กำลังขยายกรอบธรรมบัญญัติอย่างที่คนในพระคัมภีร์เดิม เห็น?

ความรู้สึกของผมคือ ขณะที่พระเยซูกำลังแปลความหมายธรรมบัญญัติอย่างที่ควรเป็น พระองค์ยังนำเราไปไกลกว่าที่ใครจะคิดว่าเป็นได้ เราจะเรียนรู้มากขึ้นในบทเรียนต่อๆไปเรื่องการหย่าร้าง เมื่อพระเยซูสอนเจาะเข้าไปเรื่องการหย่าร้าง ไม่มีใคร ไม่มีแม้แต่พวกหัวโบราณอยากจะไปจนถึงจุดที่พระเยซูนำไป เรื่องการล่วงประเวณีและหย่าร้าง ไม่มีเลย! พวกสาวกคงพูดกันว่า “โอ้ ตายละพระเจ้า ถ้ามันเป็นแบบนี้ เราก็ไม่ควรแต่งงาน” (มัทธิว 19) ทุกคนช็อคในสิ่งที่พระเยซูนำไป พระองค์นำไปถึงแก่นของเรื่อง ไปถึงรากเหง้าของความบาป แต่ผมคิดว่ามีนัยอยู่ในสิ่งที่พระองค์ทรงนำให้กว้างไกลออกไป หนึ่งในการต่อสู้ที่พระเยซูมีต่อพวกธรรมาจารย์และฟาริสี คือเรื่องของโมเสส มัทธิว 23:2 “พวกธรรมาจารย์กับพวกฟาริสีนั่งบนที่นั่งของโมเสส2 โมเสสเป็นคนของพวกเขา เป็นวีรบุรุษ และธรรมบัญญัติเป็นเขตอิทธิพลของพวกเขา! พวกเขาคิดว่าตัวเองเป็นแชมเปี้ยนของโมเสส พระเยซูตรัสกับพวกเขาว่า “ธรรมบัญญัติกล่าวว่า… แต่เราบอกท่านทั้งหลายว่า…” ถ้อยคำนี้กระตุกหูพวกเขาทันที เมื่อพระเยซูตรัส พระองค์หมายความว่า “นี่คือสิ่งที่ธรรมบัญญติบอกไว้ แต่เราจะบอกว่า…” ทำให้เราสัมผัสได้ว่าพระเยซูทรงมีสิทธิอำนาจเหนือโมเสส และพระองค์เป็นเช่นนั้น จึงไม่เป็นที่ประหลาดใจเมื่อทรงนำธรรมบัญญัติไปไกลกว่าโมเสส และยกระดับมาตรฐานความชอบธรรมให้สูงขึ้น สูงกว่าที่ธรรมบัญญัติพาไป

พระเยซูและธรรมบัญญัติ

ข้อสังเกตสองสามข้อจะช่วยให้เข้าใจเมื่อพระเยซูทรงเข้าไปจัดการกับธรรม บัญญัติในมัทธิว 5:21-48 เป็นเรื่องธรรมบัญญัติล้วนๆ พระองค์พูดไปตามธรรมดาใน 5:17-20 ทรงมาเพื่อสนับสนุนและทำให้ธรรมบัญญัติสมบูรณ์ ไม่ได้มาเลิกล้าง ทรงสนับสนุนธรรมบัญญัติ ไม่ใช่คัดค้าน แล้วเราได้เห็นตัวอย่างที่แสดงถึงประเด็นนี้ สองตัวอย่างแรกมาจากพระบัญญัติสิบประการ ไม่มีข้อโต้แย้ง นี่คือสิ่งที่ธรรมบัญญัติสอน แต่เมื่อเจาะลงไปในตัวอย่างนี้ คุณจะพบว่าพอไปถึงตอนจบในมัทธิว 5:43-48 เราไม่เห็นสิ่งนี้สั่งไว้อยู่ในพระคัมภีร์เดิม แต่พระเยซูทรงอ้างถึงข้อสรุปจากธรรมบัญญัติของพวกฟาริสี พวกเขาวินิจฉัยว่าธรรมบัญญัติกล่าวว่าคุณควรรักเพื่อนบ้านและเกลียดชังศัตรู ซึ่งไม่มีอยู่ตรงไหนในพระคัมภีร์เดิม (หรือใหม่) เพราะเป็นการสรุปเอาเองอย่างไม่ถูกต้อง พระเยซูทรงเริ่มโดยตรงจากธรรมบัญญัติ และจบลงด้วยธรรมบัญญัติที่ถูกบิดเบือนไปโดยพวกธรรมาจารย์และฟาริสี พระเยซูทรงเริ่มจากสิ่งที่เราเรียกว่า “ธรรมบัญญัติที่บริสุทธิ์” ไปยัง “ธรรมบัญญัติที่ถูกบิดเบือน” โดยลัทธิยูดาทำให้เขวไป

มีรูปแบบที่ชัดเจนตรงนี้ พระเยซูกล่าวจากธรรมบัญญัติ และเพิ่มเติม (ยกระดับขึ้น) และท้ายที่สุดทรงบอกถึงวิธีนำมาใช้ สองกรณีแรกเกี่ยวข้องกับการฆ่าคนและล่วงประเวณี เมื่อพระเยซูพูดถึงการฆ่าคน พวกธรรมาจารย์และฟาริสีพูดกับตนเองว่า “โอ้ งานนี้พวกสบายมาก เราผ่าน นี่เป็นถิ่นของเรา” ยอมรับเถอะครับ เมื่อคุณมองมาและเห็นคำว่า “อย่าฆ่าคน” (อพยพ 20:13) คุณก็โล่งใจ พวกเราคงไม่มีใครไปฆ่าคน ไม่ใช่ฉันแน่ จนกระทั่งพระเยซูกล่าวว่า “ถ้าคุณเกลียดชังพี่น้องของคุณ ถ้าคุณพิพากษาว่าเขาไม่มีคุณค่า คิดว่าโลกคงจะน่าอยู่ขึ้นถ้าไม่มีคนแบบนี้ คุณก็ได้บ่มทัศนคติอยู่ในใจแล้วว่าฆ่าคน” อะไรคือปัญหาใหญ่? กรอบความคิดที่คิดว่าบางคนนั้นเป็น “อ้ายโง่… อ้ายบ้า” (มัทธิว 5:22)

พระเยซูจึงนำข้อ 23 มาใช้โดยให้ตัวอย่างสองแบบ ตัวอย่างแรก เรากำลังเดินทางไปโบสถ์ และตัวอย่างที่สอง เรากำลังเดินทางไปศาล ระหว่างเดินทางไปโบสถ์ ที่ๆเราจะนำเครื่องบูชาไปถวาย นึกขึ้นมาได้ว่ามีพี่น้องบางคนขัดเคืองใจคุณ ตรงนี้คือตรงที่บิดเขวไป พระเยซูทรงออกจากการกระทำไปที่แรงจูงใจ เราอาจคิดว่าพระเยซูคงตอบว่า “เหตุฉะนั้น ถ้าคุณมีเรื่องขัดเคืองใจกับพี่น้อง จงไปหาเขาและคืนดีเสีย” แต่พระองค์ไม่ได้พูดแบบนั้น พระองค์พูดว่าถ้าคุณนึกขึ้นมาได้ว่ามีพี่น้องขัดเคืองใจคุณ และถ้าความขัดเคืองนั้นไม่ถูกต้อง มันก็ไม่ถูกต้องสำหรับคุณด้วย ถ้าความโกรธนั้นไม่ถูกต้อง มันก็ไม่ถูกต้องกับคุณด้วย เพราะฉันต้องรักษาความสัมพันธ์กับพี่น้องไว้ ถ้าเขามีเรื่องไม่พอใจฉัน เป็นหน้าที่ๆฉันต้องไปคืนดีและจัดการกับความเคืองใจนั้น พระเยซูตรัสว่าเราต้องไปหาคนๆนั้น เพื่อทำการคืนดีก่อน

ทำไมอยู่ดีๆคุณนึกขึ้นมาได้ว่าที่โบสถ์มีพี่น้องโกรธคุณอยู่? ทำไมที่โบสถ์? ตัวอย่างหนึ่งอยู่ใน 1เปโตร 3 เกี่ยวข้องกับสามีภรรยา สามีได้รับคำสั่งให้อยู่กินกับภรรยาด้วยความเข้าใจในตัวเธอ แล้วอะไรต่อจากนั้น? “…เพื่อว่าคำอธิษฐานของท่านจะไม่มีอุปสรรคขัดขวาง” (1เป โตร 3:7ข) คุณต้องการรู้หรือไม่ว่าคุณและภรรยากำลังมีปัญหาในชีวิตสมรส? ลองอธิษฐานกับเธอดู คุณจะพบว่ามันยากที่จะอยู่ในการนมัสการและอธิษฐาน ถ้าคุณมีเรื่องค้างคาใจกับบางคน ผมขอแนะนำว่าเมื่อเราเข้ามานมัสการร่วมกัน เราจะสัมผัสได้ว่ามีอุปสรรคขวางกั้นการสามัคคีธรรม และนี่คือสิ่งที่พระเยซูตรัส ให้ไปหาพี่น้อง จัดการกับความสัมพันธ์ที่แตกหัก แล้วถึงค่อยไปนมัสการ

ตัวอย่างที่สองคือ “ระหว่างเดินทางไปศาล” (มัทธิว 5:25) ดูเหมือนไม่มีใครอยากไปศาลยกเว้นพวกนักกฎหมาย พวกฟาริสีก็เป็นพวกชอบจับผิดในกฎเล็กๆน้อยๆ พวกเขาชอบไปศาล บางครั้งเราได้ยินคนพูดว่า “แล้วเจอกันในศาล” พระเยซูตรัสว่า “ระหว่างทางไปศาล คุณควรจะตกลงกันให้ได้โดยเร็ว” ผมไม่เคยเห็นศาลยุติธรรมที่ไหนแก้ปัญหาเรื่องหัวใจได้ การไปศาลไม่ได้ช่วยให้คืนดีกัน น่าสนใจที่บางครั้งมีคนแอบเอาปืนเข้าไปในศาลเพื่อฆ่าคนที่คิดว่าทำผิดต่อเขา รวมถึงผู้พิพากษาและลูกขุนด้วย ศาลอาจประกาศว่าผิด หรือไม่ผิด แต่ไม่มีการคืนดี จะหลีกเลี่ยงการฆ่าคน ให้จัดการกับความโกรธ ทำได้โดยไปหาทางคืนดี ไม่ใช่ไปหาทางแก้แค้น

พระเยซูและการล่วงประเวณี

เราเข้ามาสู่เรื่องการล่วงประเวณีในมัทธิว 5:27-30 ข้อ 31-32 เรื่องการหย่าร้างจะเรียนในบทเรียนหน้า การแปลความพระคัมภีร์ที่หลากหลายอาจรวมเอาข้อ 27-32 เข้าไปในย่อหน้าเดียวกัน ขณะที่บางฉบับจะแบ่งเป็นสองย่อหน้า เราต้องเข้าใจว่าทั้งสองตอนนี้เกี่ยวข้องกันอย่างใกล้ชิด และเหตุผลที่การหย่าร้างถูกมองว่าเป็นความชั่วร้ายในข้อ 31 และ 32 เพราะมักจะทำให้เกิดการล่วงประเวณี ดังนั้นขอให้เข้าใจว่าทำไมผมถึงเลือกจบบทเรียนนี้ที่ข้อ 30 เราจะมาพูดเรื่องความเชื่อมโยงระหว่างการล่วงประเวณีและการหย่าร้างในบท เรียนหน้า ดังนั้นการหย่าร้างและการล่วงประเวณีเกี่ยวข้องกันอย่างใกล้ชิด ในพระวจนะตอนนี้ยังไม่จบลงแค่ข้อ 30 เพราะบทเรียนนี้เน้นในเรื่องบาปแห่งการล่วงประเวณี

เราจะเข้ามาถึงข้ออ้างอิงที่สองจากพระบัญญัติสิบประการ พระเยซูทรงพูดเรื่องการฆ่าคนก่อนในข้อ 21-26 ตอนนี้พระองค์หันกับมาที่การล่วงประเวณีในข้อ 27-32 เป็นเรื่องน่าสนใจมากเมื่อมาถึงพระวจนะข้อนี้ หนึ่งในนักวิชาการที่ผมชื่นชอบพูดเรื่องบาปผิดทางเพศในแง่ทั่วไป แต่พระเยซูไม่ได้ตรัสถึงความผิดทางเพศในแง่ทั่วไปในตอนนี้ ล่วงประเวณีเป็นบาปเฉพาะเจาะจง ล่วงประเวณีเป็นบาปที่ผู้ทำคือผู้ที่แต่งงานแล้ว แต่ไปมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับผู้อื่นนอกชีวิตสมรส ล่วงประเวณีเป็นความบาปทางเพศที่เฉพาะเจาะจง (ภาษากรีก = moicheuo) หรืออีกคำในภาษากรีก Porneia ถูกนำมาใช้อย่างกว้างขวางในเรื่องผิดศีลธรรมทางเพศ เราจะมาพูดถึง porneia ทีหลัง แต่ไม่ใช่สิ่งที่เรากำลังพูดอยู่ในตอนนี้ นี่เป็นบาปในชีวิตแต่งงาน เป็นบาปที่ต้องใส่ใจเป็นอย่างมาก

เมื่อเรามาดูลิสท์รายการบาปผิดทางเพศในเฉลยธรรมบัญญัติ 22 ที่กล่าวว่าถ้าชายที่แต่งงานแล้วไปมีความสัมพันธ์กับหญิงอื่น ทั้งคู่ต้องถูกหินขว้างให้ตาย จบข่าว!.. ล่วงประเวณีเป็นบาปถึงตาย ต้องโทษรุนแรงที่สุด แต่ในบทเดียวกัน พูดถึงหญิงสาวที่ยังเป็นพรหมจารี และยังไม่ได้หมั้นหมาย และถ้าถูกผู้ชายบังคับขืนใจ ชายคนนั้นต้องจ่ายค่าปรับ และถ้าบิดายินยอม ชายคนนั้นต้องแต่งงานกับเธอ และหย่าร้างไม่ได้เลย! แต่เราพูดว่า “เฮ้ เดี๋ยวก่อน เดี๋ยวก่อน ทำไมมีบางคนทำสิ่งชั่วร้ายกับหญิงที่ยังไม่ได้แต่งงานและได้รับโทษแค่ตีข้อ มือเบาๆ แต่ขณะที่คนแต่งงานแล้ว ทำบาปล่วงประเวณีกลับโดนโทษถึงตาย? มันต่างกันอย่างไร?” ข้อแตกต่างนั้นเจาะจงมากครับ นี่เป็นการละเมิดพันธสัญญาของการแต่งงาน (มาลาคี 2:13-16) การละเมิดพันธสัญญาในชีวิตแต่งงานจะทำให้ชีวิตแต่งงานงานนั้นเป็นมลทิน ถ้าคุณเข้าใจจากในพระคัมภีร์เดิมว่าพระเจ้าทรงสงวนเชื้อสายไว้ และพระเมสซิยาห์จะมาตามสายนี้ การละเมิดคำสาบานในการแต่งงาน จึงเป็นการ “ทำผิดที่ร้ายแรงที่สุด” ถูกแยกออกมาว่าเป็นการละเมิดที่ร้ายแรงที่สุด ทั้งพระเยซูคริสต์และธรรมบัญญัติ

เนื้อหาตอนนี้พุ่งไปที่ผู้ชาย และเน้นว่าเป็นผู้ชายเท่านั้น ถ้างั้นแปลว่ากฎเรื่องการล่วงประเวณีไม่เกี่ยวกับผู้หญิงหรือ? ผมไม่คิดอย่างนั้น ที่ผมคิดว่าเจาะจงเน้นไปที่ผู้ชาย เพราะเมื่อมองเรื่องการหย่าร้าง เราไม่เห็นคำอธิบายเรื่องหย่าร้างในพระคัมภีร์เดิม นอกจากผู้ชายหย่าภรรยา ไม่เห็นเจอว่าผู้หญิงหย่าร้างในพระคัมภีร์เดิม ความเห็นของผม พระเยซูกำลังมุ่งเป้าไปที่ “พวกผู้ชาย” พระองค์ทรงเล็งปากกระบอกปืนใหญ่ตรงไปที่พวกธรรมาจารย์และฟาริสี และถ้าผมเข้าใจสภาแซนเฮดริน (สภาของชาวยิว) ถ้าคุณเป็นหนึ่งในสภาแซนเฮดริน คุณต้องเป็นผู้ที่แต่งงานแล้ว ดังนั้นในสถานการณ์เช่นนี้ คุณก็กำลังพูดถึงผู้ชาย การแต่งงาน และการล่วงประเวณี ดูเหมือนพระเยซูทรงพุ่งเป้าไปยังคนที่รู้สึกว่าตัวเองปลอดภัย พวกธรรมาจารย์และฟาริสีคิดว่าตัวเองอยู่ในพื้นที่ๆเป็นต่อเมื่อต้องรับมือ กับพระเยซู พวกเขามั่นใจเอามาก พระเยซูถูกกล่าวหาบ่อยๆในพระราชกิจของพระองค์ว่าชอบคบค้ากับคนบาป พระเยซูคบค้ากับพวกคนบาป รวมถึงคนทำบาปผิดทางเพศ และเมื่อทำเช่นนั้น พวกธรรมาจารย์และฟาริสีไม่ชอบใจ (ลูกา 7:36-50) พระเยซูไปทานข้าวเย็นที่บ้านซีโมน (คนละคนกับซีโมนเปโตร) และผู้หญิงคนนี้ที่ทำผิดศีลธรรมก็มา เอาน้ำมันหอมมาชโลมพระเยซู เช็ดพระบาท น้ำตาไหลพราก พวกเขาคิดว่าพระเยซูคงไม่รู้จักเธอ หรือไม่ควรไปสนใจ พระเยซูทรงทำให้เห็นชัดเจนว่ารู้ว่าเธอเป็นใคร และพระองค์เสด็จมาเพื่อแสวงหาและช่วยคนบาป แต่ในมุมมองของพวกฟาริสี พระเยซูใจอ่อนกับบาป โดยเฉพาะบาปผิดทางเพศ พระองค์ไม่ได้เอาหินขว้างผู้หญิงที่ถูกจับได้ขณะล่วงประเวณี แม้ธรรมบัญญัติโมเสสบอกให้เอาหินขว้างให้ตาย พระเยซูเป็นอะไรไป?

พวกเขาไม่เพียงเชื่อว่าพระเยซูใจอ่อนกับความบาป พวกเขากลับไปมองว่าพระองค์เป็นผลมาจากความบาป (ยอห์น 8:41) พวกเขารู้สึกปลอดภัยดี เมื่อพระเยซูตรัสถึงความผิดบาปทางเพศ พวกเขาก็คิด “พูดมาเลย เราพร้อมจะซัดกลับอยู่แล้วในเรื่องนี้ เราเป็นต่อ พวกเราไม่เคยล่วงประเวณี ทำไมถึงชอบใจอ่อนกับเรื่องล่วงประเวณีนัก ทำให้สงสัยว่าเกิดมาได้อย่างไรแต่แรก” พระเยซูมีบางสิ่งจะบอกพวกเขา และทรงพบว่าพวกเขาผิดอยู่สามประการ

เนื้อหาตอนนี้ พระองค์พบว่าพวกเขาผิดเรื่องล่วงประเวณี “ในใจ” ใครๆก็ผิดในข้อนี้ ไม่มีใครหลุดรอดไปได้ในข้อหาล่วงประเวณีในใจ ถ้านี่เป็นมาตรฐานที่พระเยซูกำหนด เราต่างก็ร่วงตุ้บลงไป แล้วยังมีการล่วงประเวณี “ฝ่ายวิญญาณ” ในมัทธิว 12 พวกเขามาขอหมายสำคัญจากพระเยซู และพระองค์เรียกพวกเขาว่าคนชาติชั่วและคิดทรยศต่อพระเจ้า ตลอดเวลาคุณคิดว่าพระเยซูจับพวกเขาผิดเรื่องล่วงประเวณีในใจ แต่พวกเขาคิดว่าตนเองบริสุทธิ์เมื่อพูดถึงล่วงประเวณีตามการกระทำ แต่ไม่เป็นเช่นนั้น ถ้าคุณเข้าใจถ้อยคำของพระเยซูเรื่องการหย่าร้าง จำในมัทธิว 19:3 ได้หรือเปล่า? “ผู้ชายจะหย่าภรรยาของตนเพราะเหตุใดๆก็ตาม เป็นการถูกต้องตามธรรมบัญญัติหรือไม่?” แม้แต่คนหัวโบราณที่สุดในท่ามกลางยิวคงนึกไม่ถึงว่าพระเยซูจะไปไกลขนาดนั้น ในการพูดถึงที่มาของการล่วงประเวณี

ที่ผมเดาคือ (และผมเข้าใจว่ากำลังเสี่ยงอยู่) พวกเขาไม่เพียงแต่คว่ำบาตร (จำได้หรือไม่พระเยซูพูดถึงพวกธรรมาจารย์และฟาริสีว่าทำอย่างหนึ่ง แต่สอนอีกอย่าง) แต่ในชุมชนของพวกฟาริสี หลายคนหย่าร้าง และการหย่านั้นไม่ได้เป็นไปตามพระคัมภีร์ ถ้าคำตรัสของพระเยซูเป็นจริง การหย่าร้างที่ไม่เป็นตามพระคัมภีร์ก็คือที่มาของการล่วงประเวณี พวกเขาก็คือพวกที่ล่วงประเวณีนั่นเอง!

นึกภาพออกมั้ยครับ พระเยซูทรงตบท้ายพวกธรรมาจารย์และฟาริสีในพื้นที่ๆพวกเขาคิดว่าปลอดภัย ในทันที พระองค์ทรงพบว่าพวกเขาผิดเรื่องการล่วงประเวณีในทุกมิติตามที่ตรัส และในที่ๆพวกเขามั่นใจมาก ธรรมบัญญัติกลับห้ามไว้ ชัดเจนครับ พระเยซูตรัสไว้ในข้อ 27 และต่อยอดขึ้นไปอีกระดับว่า “ฝ่ายเราบอกท่านทั้งหลายว่า ผู้ใดมองผู้หญิงเพื่อให้เกิดใจกำหนัดในหญิงนั้น ผู้นั้นได้ล่วงประเวณีในใจกับหญิงนั้นแล้ว (มัทธิว 5:28) ผู้เชี่ยวชาญพระคัมภีร์ท่านหนึ่งชี้ให้เห็นคำว่า “มอง” เน้นว่าไม่ใช่มองธรรมดา แต่มองมากธรรมดา บางคนแปลว่า “ชายตามอง” บางคนแปล “จ้องมอง” ไม่ใช่แค่มองแล้วตั้งข้อสังเกตุ ความจริงคือบางคนจับสายตาได้ไวมาก และสายตาก็สังเกตุเห็น แต่เป็นเรื่องของการหยุด หันสายตาออกมา และไม่ “มองต่อ” คือสิ่งที่พระเยซูตรัสถึง พระองค์ยังตรัสด้วยว่าไม่ใช่แค่มองด้วยใจกำหนัด แต่มองด้วยใจมีราคะปรารถนา เป็นการมองที่มีจุดมุ่งหมาย เช่นเดียวกับในมัทธิว 6:1 เมื่อพระเยซูตรัสว่า “จงระวัง อย่ากระทำศาสนกิจเพื่ออวดคนอื่น” เพราะ การกระทำที่แสดงออกถึงความชอบธรรมนั้นเป็นไปเพื่อให้คนปรบมือให้ นี่เป็นการมองอย่างอ้อยอิ่งด้วยความกำหนัดและต้องการให้ไปถึงเป้าหมาย

ตอนนี้ทุกคนหูผึ่งฟังพระเยซู ใครในพวกเรา ไม่ว่าชายหรือหญิง ที่ไม่รู้สึกว่าตกเป็นผู้ต้องหาในกรณีนี้? ในข้อ 29 และ 30 พระองค์แตะไปยังการกระทำที่เราต้องตอบสนอง เมื่อมองไปที่คำตรัสของพระเยซู เราพูดกันว่า “มันดูไม่รุนแรงไปหน่อยหรือ พูดเรื่องควักตา หรือตัดแขนทิ้ง?” แน่นอนครับรุนแรง ยังมีบางประเทศในโลกนี้ที่บอกว่าถ้าคุณขโมย ให้ตัดมือทิ้ง เราก็คิดว่าออกจะรุนแรง ยอมรับเถอะครับว่าคือความชั่วร้ายของเรา เป็นความชั่วร้ายของเราล้วนๆ!!

ผมมีตาข้างซ้ายที่ดีมาก และถ้าผมควักตาขวาทิ้ง ตาซ้ายผมก็ทำหน้าที่แทน พระเยซูบอกว่าให้เอาตาขวาออก สำหรับพวกเราส่วนใหญ่ ตาขวาของเราเป็นตาที่สำคัญ เรามีสองมือ ถ้าพระองค์บอก “ตัดมือขวาทิ้ง” คุณเห็นด้วยหรือไม่ว่าถ้าเราควักตาออกทั้งสองข้าง และตัดมือทิ้งทั้งสองข้าง เราก็ยังไม่อาจแก้ปัญหาเรื่องความคิดลามกในใจได้? มันยังอยู่ที่นั่น!

จำได้ว่าเคยอ่านประวัติศาสตร์คริสตจักรเมื่อหลายปีที่แล้ว เกี่ยวกับหนึ่งในบัญญัติของนักบวช ชายคนหนึ่งพยายามเอาตัวเองออกมาจากบาปแห่งราคะของโลก เขาจึงไปปลีกวิเวกอยู่ในถ้ำ จำไม่ได้ว่านอนบนเตียงตะปูหรือเปล่า แต่สาวเต้นระบำหน้าท้องก็ยังอยู่ในความคิด ไม่สามารถสลัดออกไปได้ ดังนั้นจะควักลูกตา หรือว่าจะตัดมือทิ้งก็จะห้ามอะไรไม่ได้ แล้วพระเยซูทรงหมายความอย่างไร?

ผมคิดว่าพระเจ้าไม่ได้เลือกอวัยวะสองอย่างนี้โดยไม่มีจุดมุ่งหมาย – มองดู และ แตะต้อง – ตาและมือของเรา – เห็นด้วยหรือไม่ เป็นองค์ประกอบใหญ่ในขอบเขตของความชั่ว ในขอบเขตของการล่วงประเวณี? ดังนั้นที่พระองค์ตรัสไม่ใช่ให้หยุดมองโดยควักตาทิ้ง หรือไม่แตะต้องโดยตัดมือทิ้ง แต่เราต้องหยุดไม่ว่าจะเสียอะไรก็ตาม เราต้องหยุดมองแบบนั้น เราต้องบังคับตนเองอย่างรุนแรงในการทำเช่นนั้น เราต้องกล้าที่จะไม่มองต่อ ในวัฒนธรรมของเรา คงแทบจะต้องใส่ผ้าปิดตา เพราะทั้งตัวเป็นๆ ในนิตยสาร ป้ายโฆษณา ไม่ว่าหันไปทางไหน มันจะกระโจนมาจับคุณ เทคโนโลยีความใคร่ได้รับการพัฒนาไปอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

ความชั่วนั้นน่าทึ่ง เป็นสิ่งที่เหลือเชื่อ เวลาผมเดินทางไปแถวเอเซีย ผู้หญิงบางคนแต่งตัวมิดชิด แต่ในทุกวัฒนธรรมมันมีหนทางที่ออกมาเรียกร้องและล่อลวงได้ เพราะความเป็นจริงคือเราควรต้องปิดปาก ปิดหู และปิดความรู้สึกในทุกมิติ แต่เรายังมีสิ่งที่เกิดในใจและในความคิด มีหนทางที่ผู้ชายหาโอกาสทำในสิ่งที่ชั่วร้ายได้ แต่พระคริสต์กำลังบอกเราในบทเรียนนี้ว่า ถ้าความจริงคือเราทำผิดจริง เราต้องมองให้ออกว่าบาปนั้นจะนำเราไปที่ไหน ถ้าเราคิดว่าพระเยซูใจอ่อนต่อบาป เราคงต้องมองดีๆอีกที

เมื่อพระเยซูตรัสกับหญิงที่ถูกจับได้ขณะล่วงประเวณี “จงไปเถิดและอย่าทำผิดอีก” เป็น บาปที่สมควรตาย เราต้องเข้าใจว่าเมื่อพระเยซูตรัสว่าเสียอวัยวะหนึ่งดีกว่าทั้งตัวต้องลงนรก พระองค์พูดถึงความพินาศนิรันดร์ ล่วงประเวณีจะทำให้คุณรู้สึกผิดบาปแน่ และต้องลงนรกl! คุณจึงต้องตระหนักถึงความร้ายแรงของมัน และทำทุกสิ่งเพื่อแก้ไข จำที่ อ เปาโลพูดไว้ในโรม 6 ได้หรือไม่เรื่องการใช้อวัยวะให้เป็นเครื่องชอบธรรม เรากลับไปแสวงหาความเพลิดเพลินจากมัน แต่ที่จริงสิ่งที่เรากำลังปรนนิบัติคือสิ่งเดียวกับสิ่งที่เราต้องทำให้มัน ตาย เพื่อจะได้ชีวิตนิรันดร์ในแผ่นดินของพระเจ้า พระองค์ไม่ได้บอกว่าอย่าปล่อยไปตามเนื้อหนังอย่างที่คนชอบทำ พระองค์กำลังบอกว่าหยุดยั้งมันเสีย และอย่างเด็ดขาดด้วย ให้มองว่าบาปนี้อันตรายถึงตาย

นี่คือหลักการเดียวกับการลงวินัยของคริสตจักรหรือไม่? (ดูจาก 1โครินธ์ 5) พระกายของพระคริสต์ประกอบด้วยอวัยวะหลายส่วน จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อหนึ่งในอวัยวะเหมือนใน 1โครินธ์ 5 พูด คือบางคนไปนอนกับภรรยาของพ่อ? คริสตจักรต้องทำอย่างไรเมื่อชายคนนั้นถูกกล่าวตักเตือนในความบาปของเขา แต่ไม่ยอมสำนึกผิด? คุณจำเป็นต้อง “ตัด” คนที่กระทำผิดออกไป ใช่ มันรุนแรง แต่หลักการที่นำมาใช้กับบุคคลก็ต้องนำมาใช้กับคริสตจักรด้วย คุณต้องตัดอวัยวะหรือสิ่งที่ทำให้เกิดบาปและนำมาซึ่งความเสียหายที่ร้ายแรง

ในภาคปฏิบัติ พระเยซูไม่ได้ต่อต้านความสุขในชีวิตสมรส ไม่ได้ต่อต้านความสุขทางเพศ ฮีบรู 13:4 กล่าวว่าให้เตียงสมรสปราศจากความชั่วช้า พระเจ้าทรงมอบของประทานนี้เพื่อความสุขของเรา เป็นความสุขที่กรอบต้องห้าม จงตระหนักถึงความร้ายแรงของบาป ตอบสนองอย่างจริงจัง ตามประสบการณ์ของผม เมื่อต้องรับมือกับปัญหาความผิดบาปทางเพศในคริสตจักร ในแทบทุกกรณีเท่าที่จำได้ แต่ละคนที่เกี่ยวข้องต่างก็พูดว่า “ผมรู้ว่ามันเป็นบาป รู้ว่าพระเจ้าตรัสไว้อย่างไร และรู้ว่าควรต้องทำอย่างไรด้วย” ปัญหาคือเขาไม่เคยทำในสิ่งที่บอกว่ารู้! บทเรียนนี้แรงครับ เพราะพูดถึงตัดทิ้ง ควักทิ้ง ตัดสินใจแน่วแน่ และจัดการในทันทีในสิ่งที่ทำอันตรายคุณถึงตายได้” ผมไม่ทราบว่าจะพูดให้คุณเห็นความร้ายแรงได้ชัดไปกว่าสิ่งที่พระเยซูคริสต์ ตรัสไว้

เรื่องหนึ่งที่เข้ามาในใจผมอย่างที่ผมไม่เคยคิดมาก่อน คุณจำพระคำในยากอบ 2 ได้หรือไม่?

10 เพราะว่าผู้ใดรักษาธรรมบัญญัติได้ทั้งหมด แต่ผิดอยู่ข้อเดียว ผู้นั้นก็เป็นผู้ผิดธรรมบัญญัติทั้งหมด 11 ด้วยว่าพระองค์ผู้ได้ตรัสว่า เจ้าอย่าล่วงประเวณีผัวเมียเขา ก็ได้ตรัสไว้ด้วยว่า เจ้าอย่าฆ่าคน แม้ท่านไม่ได้ล่วงประเวณีแต่ได้ฆ่าคน ท่านก็เป็นผู้ละเมิดธรรมบัญญัติ (ยากอบ 2)

ต้องขอสารภาพ ผมคิดเสมอว่าตัวเองเป็นแบบนี้ คือคิดเหมือนพวกฟาริสี ผมมองไปที่คำสั่งต่างๆในพระคัมภีร์แล้วบอกตัวเองว่า “ผ่านใสๆ สะอาดแน่ แต่มีบางคำสั่งที่ผมยังไม่ผ่าน” มันทำให้รู้สึกดี รู้สึกผยอง พูดกับตัวเองว่า “ก็อาจมีพลาดไปบ้างนิดๆหน่อยๆ ไม่ใช่เรื่องใหญ่” แต่สิ่งที่ยากอบพูด ถ้าผมละเมิดบัญญัติข้อเล็กๆข้อใด ก็เท่ากับผมผิดธรรมบัญญัติทั้งหมด!”

พระวจนะตอนนี้ในมัทธิว พระเยซูตรัสว่าเมื่อผมทำบาป ผมไม่ได้ละเมิดธรรมบัญญัติข้อนี้ข้อเดียว ละเมิดทั้งหมดครับ ลองคิดดู พวกธรรมาจารย์และฟาริสีพูดว่า “ฆ่าคนและล่วงประเวณีหรือ เรื่องพวกนี้เราสะอาดใสๆ ของกล้วยๆ” แต่ก่อนพระเยซูจะจบ พวกเขาทุกคนผิดหมด นี่คือสิ่งเลวร้ายทั้งหมดครับพี่น้อง ถ้าคุณมองความบาปในมุมมองของพระเยซู และเข้าไปจนถึงแก่นของมัน ไม่มีบาปใดเลยที่คุณและผมไม่ผิด ผมผิดในทุกข้อเลยครับ ไม่ใช่พลาดไปข้อใดข้อหนึ่ง แต่พลาดไปทั้งหมดทุกข้อ เป็นความสิ้นหวัง พระเยซูตรัสถึงความมืดมิดของบาปและผลที่จะตามมา

สิ่งที่พระเยซูตรัสเป็นสิ่งที่ต้องประกาศออกไป สิ่งที่พระองค์ตรัสเป็นสิ่งเดียวกับที่ อ เปาโลพูดไว้ จุดมุ่งหมายของธรรมบัญญัติไม่ใช่ทำให้เราเพียบพร้อมไร้ตำหนิเพื่อจะได้ไป สวรรค์เพราะปฏิบัติตามได้ จุดมุ่งหมายของธรรมบัญญัติคือแสดงให้เราเห็นถึงหัวใจและมือของเราว่าไม่ สะอาด ไม่มีสิ่งใดเลยที่จะทำให้เราไปเข้าเฝ้าพระเจ้าได้ เหตุผลที่พระเยซูทรงมีเมตตากับหญิงที่ล่วงประเวณี เพราะพระองค์ไม่ได้เด็จมาแค่แสดงให้เห็นว่าเราเป็นคนบาป แต่เสด็จมาเพื่อรับผลโทษบาปที่เราทำ ใช่ครับ นี่คือพระราชกิจของพระองค์ – ยอมตายเพื่อรับโทษบาปของคนบาป – โทษที่สมควรตกแก่เรา – พระองค์รับแทนไปแล้ว – และเสนอหนทางหลุดพ้นให้ด้วย ให้คุณได้รับความรอดจากบาป – นี่คือเหตุผลที่พระองค์มีพระทัยที่อ่อนลง เพราะปรารถนาจะช่วยให้ทุกคนรอดจากกรรมที่ตนเองทำ ทรงเสนอหนทางรอดให้ผ่านสิ่งที่พระองค์ทำบนกางเขน

คำเตือนที่แรงสำหรับพวกเรา – ไม่ว่าคุณจะทำอะไร อย่าทำแล้วบอกกับตัวเองว่า “ไหนๆก็ผิดเรื่องล่วงประเวณีในใจแล้ว ทำไมไม่เดินหน้าทำจริงๆเลยล่ะ” อย่าเสี่ยงนะครับ อย่าก้าวเท้าไป คุณผิดเรื่องล่วงประเวณีในใจ แต่ล่วงประเวณีจริงๆคุณไม่ได้ผิดคนเดียว คุณดึงเอาอีกคนลงมาผิดด้วย อาจไม่มีใครรู้ อาจไม่มีการตั้งครรภ์ คุณอาจไม่ได้ทำผิดข้ออื่นๆเลย แต่อย่างที่ยากอบพูด “ถ้าคุณเลี้ยงดูความใคร่ไว้ มันก็จะโตขึ้นจนพาคุณไปถึงตอนจบได้ – หยุดเลยครับ” ประเด็นคือ “ตัดทิ้ง ควักออก หยุด อย่าเดินหน้าต่อครับ!

หนังสือสุภาษิตพูดเรื่องนี้ความสัมพันธ์ทางเพศและการล่วงประเวณีไว้ค่อน ข้างมาก มีข้อหนึ่งที่พูดว่า – อย่าทำตัวให้ยั่วยวน – ผมไม่ได้พูดถึงการแต่งตัวของผู้หญิง ผู้หญิงที่ชอบยั่วยวนในหนังสือสุภาษิต คือผู้หญิงที่ใช้คำพูด กิริยา และสายตาเวลาพูดกับคุณ มีวิธีกว่าร้อยเล่มเกวียนที่เธอนำมาใช้ และการแต่งกายก็เป็นหนึ่งในนั้น คุณสุภาพสตรีครับ อย่าเป็นหญิงที่มีอาการเช่นนี้นะครับ สำหรับผมผู้หญิงก็มีสิทธิผิดในเรื่องนี้ได้พอๆกับผู้ชาย เพียงแต่ชนวนจุดอาจต่าง กลไกอาจต่าง แต่ผมคิดว่ามันเป็นไปได้ที่ผู้หญิงถูกล่อลวงจากคำพูด ความอบอุ่น อ่อนโยน สุภาพ และสัมผัสได้ถึงความเสน่หา และต่อมาก็สัมผัสทางกาย ความจริงคือทุกคนล้วนทำผิดครับ

แล้วสาวน้อย กับพวกคนโสดล่ะครับ? รู้สึกปลอดภัยดีเหมือนพวกธรรมาจารย์และฟาริสีหรือเปล่า? ระวังนะครับ อย่ารู้สึกปลอดภัยจนพูดกับตัวเองว่า “ฉันยังเด็ก ยังโสด คิดว่าคงไม่แต่งงาน เรื่องนี้คงไม่เป็นปัญหา” ไม่ใช่ตามที่หนังสือสุภาษิตบอก เวลาอ่านหนังสือสุภาษิต อ่านไปเรื่อยๆคุณก็คิด เหมือนที่ผมคิด ผมทึ่งที่มีเปอร์เซ็นต์สูงที่พูดถึงคนอายุน้อย คนที่ยังไม่แต่งงานเกี่ยวกับเรื่องล่วงประเวณี! ถ้ามีสักเวลาใดในชีวิตที่คุณจะปรับความคิดไปสู่การเชื่อฟังและความบริสุทธิ์ ต้องเป็นตอนนี้ เดี๋ยวนี้ ไม่ใช่รอก่อนก็ได้ แต่เดี๋ยวนี้ นั่นคือสิ่งที่หนังสือสุภาษิตสอนไว้

ประเด็นสุดท้ายที่ผมจะพูดในบทเรียนเรื่องการล่วงประเวณี และคนที่แต่งงานแล้ว ผมไม่รู้จำนวนคนที่เข้ามาอ่าน มาฟังในสิ่งที่ผมพูด แต่บาปเป็นเรื่องจริง แต่มีการเยียวยา บำบัด และการให้อภัย แต่คุณต้องละทิ้งบาปนั้นในทันที ต้องจัดการอย่างรุนแรงและเด็ดขาด ที่ผมกลัวคือ บางคนกำลังตกอยู่ในหลุมแห่งการล่วงประเวณี มันไม่ได้เกิดขึ้นในทันที มันค่อยเป็นค่อยไป ผมมีทฤษฎีว่ามีความเกี่ยวข้องกันระหว่างความโกรธและการล่วงประเวณี ผมคิดว่าความโกรธอาจเป็นส่วนหนึ่งที่ผลักดันให้มีการล่วงประเวณี อ เปาโลพูดกับพวกสามีทั้งหลาย “…และอย่ามีใจขมขื่นต่อนาง (ภรรยา)” (โคโลสี 3:9) ผมไม่ได้บอกว่าความโกรธเป็นตัวการเดียว แต่กำลังพูดว่าเป็นปัจจัยได้ ผมคิดว่าสองสิ่งนี้ข้องเกี่ยวกัน และอยากบอกว่าถ้าชีวิตแต่งงานของคุณไม่ค่อยราบรื่น คุณก็กำลังเดินไปสู่ปัญหา ถ้ามีบางสิ่งขาดหายไปในการเดินกับพระเจ้า ถ้ามีบางสิ่งผิดปกติในใจ คุณก็กำลังเดินไปเส้นทางนั้น และพระเยซูตรัสไว้ในตอนนี้ว่า “หยุด หยุดเลย” ตระหนักในบาปที่คุณกำลังทำ ตระหนักว่าคุณกำลังอ่อนแอ จงมาหาพระเยซูเพื่อพระคุณ การให้อภัย เพราะพระองค์สามารถช่วยคุณได้ครับ

โดย : Robert L (Bob) Deffinbaugh

ได้รับอนุญาตและเป็นลิขสิทธิของ https://bible.org/

แปล : อรอวล ระงับภัย (Church of Joy)


1 179 ตามปกติงานของ อ บ็อบ เดฟฟินบาวจะถูกจัดทำขึ้นหลังคำเทศนา แต่น่าเสียดายบางผลงานทำได้ไม่ครบถ้วน บทเรียนนี้นำมาจากบันทึกคำเทศนาของท่านซึ่งอาจจะไม่ครบถ้วน

2 180 พระวจนะในภาษาอังกฤษอ้างมาจากฉบับแปล The New American Standard Bible. Copyright 1960, 1962, 1963, 1968, 1971, 1972, 1973 by Foundation Press Publications: La Habra, California.

Related Topics: Christian Home, Marriage