Where the world comes to study the Bible

บทที่ 9: ดาวิด และ อุรียาห์ (2 ซามูเอล 11:5-27)

คำนำ

ยี่สิบปีที่แล้ว พนักงานโรงแรมผู้หนึ่งเห็นประตูบันใดหนีไฟเปิดอ้าอยู่ มีเจ้าหน้าที่ตำรวจสามนายพบคน แปลกหน้าถึงห้าคนเดินอยู่ในสำนักงานใหญ่ของคณะกรรมการประชาธิปไตยแห่งชาติ มีพวกโจรแอบเข้า ไปปรับเปลี่ยนระบบป้องกันการโจรกรรมก่อนหน้านี้ เอกสารสำคัญของคณะกรรมการถูกขโมยถ่ายภาพไป

ไม่มีใครสามารถอธิบายได้ว่า พวกโจรได้อะไรจากการโจรกรรมในครั้งนั้น ไม่ว่าเป็นเพราะอะไรก็ตาม ถ้ามี การสารภาพอย่างจริงใจถึงสาเหตุที่กระทำ อาจเป็นเพียงความผิดเล็กน้อย เรื่องความขัดแย้งในทางการ เมือง แต่การพยายามปกปิดความผิด อาจเป็นตัวนำไปสู่ผลกระทบที่รุนแรงมหาศาล ริชาร์ด นิกสัน ปธน. ของสหรัฐอเมริกา ถูกบังคับให้ต้องลาออกจากตำแหน่งในระหว่างที่ถูกกล่าวโทษ คนใกล้ชิดถูกฟ้องร้อง และถูกดำเนินคดีไปหลายคน

ตลอดมาในประวัติศาสตร์ มีการพยายามปกปิดความสูญเสีย ความผิดทางศีลธรรม แม้กระทั่งการกระทำทาง อาชญากรรม ในพระคัมภีร์เอง เรื่องการพยายามปกปิดนี้มีมาตั้งแต่ครั้งปฐมกาล อาดัมและเอวาพยายาม ปกปิดกายที่เปลือยอยู่ และซ่อนตัวเสียจากพระเจ้า โดยไม่ตระหนักเลยว่ายิ่งพยายามเท่าไร ยิ่งแสดงให้ เห็นถึงความผิดบาปของตนเอง บทเรียนในพระธรรม 2 ซามูเอล บทที่ 11 เป็นเรื่องความพยายามปกปิด ที่โด่งดังที่สุด และเช่นเดียวกับอีกหลายๆคน มันล้มเหลวอย่างน่าเศร้าทีเดียว

ในบทเรียนที่แล้ว มีการอธิบายถึงความบาปที่ดาวิดทำกับนางบัทเชบา โดยชี้ให้เห็นว่าความบาปทั้งสิ้น ตกอยู่ที่ดาวิดเพียงผู้เดียว นางบัทเชบาไม่มีส่วนผิดด้วย ดาวิดไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่นั้น ทุกสิ่งที่ท่านทำ ไม่ได้เพราะถูกล่อลวง หรือถูกนางบัทเชบายั่วยวนแต่ประการใด แต่เกิดจากความผยอง ตัณหา และความ โลภของดาวิดเอง ดาวิดไม่เคยอยากได้นางบัทเชบามาเป็นภรรยา หรือสานต่อเรื่องการล่วงประเวณีกับ นางอีก ท่านเพียงแสวงหาความสุขชั่วครั้งชั่วคราว และส่งนางกลับไป ดูเหมือนเรื่องมันน่าจะจบแค่นั้น แต่แล้วดาวิดกลับได้ยินว่า เพียงชั่วคืนเดียว นางก็ตั้งครรภ์ เราจะมาเริ่มเรียนต่อถึงการที่ดาวิดพยายาม ปกปิดความบาปที่ทำไว้กับนางบัทเชบา และอย่างที่เรารู้ นอกจากจะไม่สำเร็จแล้ว ยังทำให้เรื่องนี้เลว ร้ายลงไปอีก

เรื่องของดาวิดและอุรียาห์ทำให้ผมนึกถึงเรื่อง "หมอผีกับลูกน้องมือใหม่" นานมาแล้วหมือนกัน แต่ยังพอ จำได้ (รู้สึกจะเป็นตอนที่วอลท์ ดิสนีย์นำมาสร้างใหม่) หมอผีไม่อยู่ ทิ้งให้ลูกน้องมือใหม่เฝ้าสำนักตามลำพัง ลูกน้องเกิดหัวใสขึ้นมา คิดว่าจะทำงานง่ายกว่า ถ้านำคาถาบางตัวของลูกพี่มาใช้ จะได้ไม่ต้องเหนื่อยแรง ปัญหาก็คือลูกน้องนำมาใช้เป็น แต่หยุดไม่เป็น ในที่สุดต้องมีคนยื่นมือเข้ามาช่วยหลายคน ในขณะที่ลูกน้อง มือใหม่พยายามแก้คาถากลับคืน

มาถึงตอนนี้ ชีวิตของดาวิดเป็นเหมือนชีวิตทั่วไป ท่านเริ่มทำบาปใหม่เพื่อปกปิดบาปเดิม ด้วยคิดว่าบาปใหม่ จะลบบาปเก่าไปได้ แต่ทว่า นอกจากลบไม่ได้แล้ว ยังทวีคูณเข้าไปอีก หลายคนเริ่มรู้เรื่องความบาปของ ท่าน เริ่มปิดไม่มิด มีบทเรียนมากมายที่เราเรียนรู้ได้จากโศกนาฏรรมครั้งนี้ของดาวิด ถ้าใส่ใจให้ดี เราจะไม่ พลัดหลงดิ่งไปในทางเดียวกัน ขอองค์พระวิญญาณเปิดหู เปิดใจเรา ให้ฟังและเรียนจากการที่ดาวิด พยายามปกปิดบาปที่ท่านทำไว้กับนางบัทเชบา

ทบทวน

ในบทเรียนที่แล้ว เราใช้เวลาไปที่สี่ข้อแรกของบทที่ 11 ซึ่งอธิบายเรื่องความบาปของดาวิดกับบัทเชบา ผมได้แสดงให้เห็นว่าความผิดบาปทั้งหมดตกอยู่ที่ดาวิดเพียงคนเดียว ผู้เขียนชี้นิ้วไปที่ดาวิด ไม่ใช่นาง บัทเชบา นางบัทเชบาไม่ได้อาบน้ำอย่างไม่เหมาะสม (ตามที่ผมอ่านจากพระคัมภีร์) นางเพียงแต่ทำตามที่ ธรรมบัญญัติกำหนดไว้เกี่ยวกับการชำระตัวให้พ้นมลทิน ดาวิดต่างหาก ที่มีพระราชวังอยู่สูง มองเห็นได้มาก กว่าคนอื่นๆ ท่านมองบัทเชบาอย่างไม่เหมาะสม ฝ่าฝืนสิทธิส่วนบุคคล ผมพยายามชี้ให้เห็นว่าความบาป ของดาวิดต่อนางบัทเชบาเป็นผลสืบเนื่องมาจากการตัดสินใจผิดและทัศนคติของดาวิดเอง ในอีกแง่หนึ่ง การมุ่งไปสู่จุดหมายของดาวิด (การล่วงประเวณี หรือทำนองเดียวกัน) เป็นเรื่องไม่เกินความคาดหมาย บาปแห่งการละเลยของท่าน ในที่สุดก็เกิดดอกออกผลจนเต็มขนาด

มุมมองหนึ่งในโศกนาฏกรรมครั้งนี้คือผลต่อเนื่องที่เกิดจากความบาปในชีวิตของดาวิด เรื่องไม่ได้จบลงแค่ ที่ท่านได้ล่วงประเวณีกับบัทเชบาเท่านั้น แต่มันนำไปสู่แผนชั่วที่จะให้อุรียาห์เป็นพ่อบุตรของท่านกับนาง บัทเชบาแทน ในที่สุดนำไปสู่การฆาตรกรรมอุรียาห์ ทำให้ที่สุดแล้วท่านต้องแต่งงานกับนางบัทเชบา เมื่อ เราเริ่มเรียนต่อ การมีข้อมูลเบื้องหลังไว้บ้าง จะทำให้เรามีความเข้าใจในบทเรียนมากยิ่งขึ้น

(1) ดูเหมือนว่าดาวิดและอุรียาห์ไม่ได้เป็นคนแปลกหน้าต่อกัน คงรู้จักกันดี อย่างน้อยก็ในระดับ หนึ่ง อุรียาห์ได้ชื่อว่าเป็นนักรบที่เก่งกล้าของดาวิด (2 ซามูเอล 23:39; 1 พงศาวดาร 11:41) ในตอนต้นๆ มีพวก "คนกล้า" หลายคนมาเข้าพวกกับดาวิดในขณะอยู่ที่ในถ้ำอดุลลัม (1 ซามูเอล22:1-2) และเราคิดว่า หนึ่งในนั้นคือ โยอาบ อาบีชัย และอาสาเฮล พี่น้องที่เป็นคนกล้า (ดู 2 ซามูเอล 23:18, 24; 1 พงศาวดาร 11:26).39 ที่เหลือมาสมทบที่ศิกลาก (1 พงศาวดาร 12:1) และยังมีมาสบทบเรื่อยๆอีกที่เฮโบรน (1 พง- ศาวดาร 12:38-40).40 เราไม่รู้ว่าอุรียาห์มาเข้าพวกกับดาวิดที่ใหนและเมื่อไร แต่เมื่อหน้าที่ทางทหาร ของเขาจบลงใน 2 ซามูเอล 12 เขาต้องมีเกียรติประวัติของความสำเร็จทางทหารมาก่อน จึงเป็นไปได้ที่ ดาวิดและอุรียาห์ต้องรู้จักกัน ; เป็นไปได้ด้วยว่าทั้งคู่ต้องเคยร่วมรบด้วยกันมาก่อน และอาจเป็นได้ว่า รู้จัก ตั้งแต่เมื่อครั้งหลบหนีซาอูล

(2) ไม่น่าเป็นไปได้ที่อุรียาห์จะไม่รู้ว่าดาวิดได้ทำอะไรลงไป และพยายามจะทำสิ่งใดในการที่เรียก เขากลับมาบ้านที่เยรูซาเล็ม ต้องมีข่าวลือหนาหูไปทั่วกรุงเยรูซาเล็มเรื่องดาวิดกับนางบัทเชบา และคง ลือไปใกลถึงกองทัพอิสราเอลที่ล้อมเมืองรับบาห์อยู่ อุรียาห์นอกจากไม่ยอมกลับไปบ้านเพื่อนอนกับภรรยา แล้ว ยังนอนเสียที่ประตูพระราชวังกับพวกข้าราชการของดาวิด เขาอาจจะอยากพิสูจน์ให้เห็นว่าเด็กในท้อง ภรรยาไม่ใช่ลูกของเขา ดูเหมือนอุรียาห์จะเข้าใจแจ่มแจ้งว่าดาวิดต้องการจะทำอะไร (ให้ไปนอนกับภรรยา) เขาจึงปฏิเสธ ถึงแม้เป็นคำสั่งของกษัตริย์ก็ตาม เราคงอธิบายได้ยาก ว่าอุรียาห์จะไม่รู้เรื่องของดาวิดและ บัทเชบา อย่างน้อยอุรียาห์ต้องรู้ว่าดาวิดต้องการให้เขาทำสิ่งใดในการเรียกตัวกลับมาเยรูซาเล็ม เราจะมา ลงลึกในรายละเอียดของเรื่องนี้อีกทีหลัง

(3) ไม่มีการกล่าวว่าบัทเชบามีส่วนรู้เห็นในแผนการหลอกลวงอุรียาห์สามีของนางจนถึงแก่ชีวิต นางไม่รู้สักนิดว่าดาวิดคิดจะทำอะไร เมื่อนางส่งคนไปบอกดาวิดว่าตั้งครรภ์ ดาวิดตัดสินใจทำบางอย่าง แต่ไม่มีที่ใดที่กล่าวว่านางมีส่วนรู้เห็นในแผนการนี้ ข้อ 26 กล่าวว่านางรู้เรื่องการตายของอุรียาห์ทีหลัง ตาม ขั้นตอนทั่วไป แน่นอน ดาวิดจะให้นางรู้หรือว่ากำลังวางแผนคิดจะฆ่าสามีของนาง? ดาวิดทำการครั้งนี้ โดยที่บัทเชบาไม่มีส่วนรู้เห็นด้วย

ปัญหาเรื่องการตั้งครรภ์
(11:5)

ดูเหมือนดาวิดไม่ได้คิดถึงนางบัทเชบาอีกหลังจากที่พบกันในข้อ 1-4 แน่นอน ดาวิดไม่ได้ต้องการสานต่อ สัมพันธภาพนี้ ไม่ต้องการพบนางอีก และไม่ได้ต้องการจะแต่งงานกับนาง ดาวิดปัดเรื่องความบาปนี้ออกไป จากความคิด จนกระทั่งบัทเชบาส่งคนมาบอกว่า ผลจากคืนนั้นทำให้นางตั้งครรภ์ บัทเชบาบอกดาวิดว่านาง กำลังจะมีลูก ไม่ได้บอกว่าสงสัยจะตั้งครรภ์ ซึ่งก็แปลว่านางต้องขาดประจำเดือนไปแล้วอย่างน้อยหนึ่งเดือน หรือมากกว่านั้น ฉะนั้นอีกไม่นานคนก็ต้องเห็็นว่านางตั้งครรภ์ นี่เป็นความบาปและความรับผิดชอบของดาวิด นางจึงต้องบอกกับท่าน

แผน A: ให้อุรียาห์มาทำให้เหมือนเป็นเรื่องธรรมชาติ
(11:6-9)

แผนการของดาวิดดูทำให้เป็นเรื่องธรรมดา อย่างน้อยก็ในความคิดของท่าน ซึ่งไม่ฉลาดนัก พูดง่ายๆก็คือ ดาวิดต้องการให้อุรียาห์หลงไปตามแผนและทำในสิ่งที่ท่านได้ทำลงไป ดาวิดไม่อยากจะทนกับความลำบาก ในสงครามที่รับบาห์ ท่านจึงอยู่ในกรุงเยรูซาเล็ม อยู่ที่บ้าน และอยู่บนเตียง ท่านอยากทำตามใจตนเอง ไป นำภรรยาคนอื่นมานอนด้วย ดาวิดต้องการให้อุรียาห์มีโอกาสเช่นกัน เพียงแต่ว่าเป็นภรรยาของเขาเองที่เขา ต้องนอนด้วย หลังจากที่อุรียาห์นอนกับบัทเชบาแล้ว ทุกคนจะได้รู้ว่าเขาเป็นพ่อของเด็กในท้องที่เกิดจาก ความบาปของดาวิด มีสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นกับแผนของท่าน : ท่านคิดไปเองว่าอุรียาห์จะเป็นเหมือนท่าน คือ ปล่อยตัวตามสบาย แทนที่จะทำตัวเหมือนกับว่ายังอยู่ในสนามรบ

ดาวิดสั่งไปที่โยอาบ ให้ส่งอุรียาห์กลับบ้านที่กรุงเยรูซาเล็ม จากพระธรรมตอนนี้ผมเข้าใจว่าอุรียาห์ถูกส่ง กลับมาเพื่อรายงานเหตุการณ์ในสนามรบให้ดาวิดทราบ ผมสงสัยว่าดาวิดต้องการให้อุรียาห์รู้หรือเปล่าว่า ท่านสั่งให้โยอาบทำ ผมค่อนข้างแน่ใจว่า ดาวิดไม่ต้องการให้อุรียาห์รู้สาเหตุที่แท้จริงในการเดินทางกลับ มาครั้งนี้ ดาวิดจัดฉากการกลับมาครั้งนี้ให้ดูเหมือนว่ากลับมาเพื่อจุดประสงค์เดียว แต่ที่จริงเพื่อจุดประสงค์ จะปกปิดบาปของท่าน มาถึงขนาดนี้แล้ว คำสั่งให้อุรียาห์กลับมาบ้านเริ่มมีกลิ่นไม่สู้ดี เราคงจำกันได้ว่า เมื่อบิดาของดาวิดต้องการรู้เรื่องความเป็นไปของสงครามกับพวกฟิลิสเตีย (บุตรชายของท่านสามคนร่วม รบอยู่ด้วย) ท่านส่งดาวิด บุตรชายคนเล็กไป เพื่อไปส่งเสบียงและกลับมารายงานเรื่องสงคราม (1 ซามูเอล 17:17-19) คงไม่มีใครใช้ทหารกล้ามาเพื่อส่งข่าวหรอกครับ (ดูไม่เข้าท่า)

ผมควรต้องบอกว่าโยอาบถูกดึงให้มามีส่วนสมรู้ร่วมคิดด้วย โยอาบทำตามคำสั่ง ส่งอุรียาห์กลับมา ผมเดา ว่าโยอาบคงพอรู้เลาๆ เขาอาจเคยได้ยินข่าวลือเรื่องดาวิดเป็นชู้กับนางบัทเชบา เมื่อต้องส่งตัวอุรียาห์กลับ จึงต้องมอบหมายหน้าที่บางอย่างให้รับผิดชอบ โยอาบและอุรียาห์น่าจะรู้สึกว่างานนี้คงไม่ใช่ "ปฏิการเหนือ ความคาดหมาย" (ที่มอบให้นักรบชั้นแนวหน้าทำ) แต่กลับเป็น "ปฏิบัติการเหลือเชื่อ" แทน ไม่ว่าจะอย่างไร ก็ตาม หยากเยื่อแห่งการคดโกงกำลังถูกทักทอขึ้น มีการดึงเอาคนหลายคนเข้ามาติดบ่วงด้วย

เมื่ออุรียาห์มาถึงเยรูซาเล็ม ก็เข้ามารายงานตัวต่อดาวิดผู้ซึ่งกำลังทำทุกอย่างให้คืบไปตามแผน ท่านถาม อุรียาห์ถึง "ความเป็นไปของโยอาบและคนอื่นๆ" และถามถึง "สถานการณ์ของสงคราม" ผมว่าถ้า ดาวิดไปที่สนามรบเสียเอง คงไม่ต้องใช้ให้ใครมารายงานหรอกครับ ที่แย่ไปกว่านั้น ดาวิดไม่ได้เป็นห่วง เป็นใยโยอาบหรือพวกทหารหรือเรื่องสงครามสักเท่าไร ท่านหมกมุ่นแต่เรื่องพยายามจะปกปิดบาป พยายาม ให้อุรียาห์กลับบ้านไปนอนกับภรรยา เพื่อท่านจะได้รอดตัว เป็นเรื่องน่าเศร้านะครับที่เห็นดาวิดกลายเป็นคน หลอกลวงไป กษัตริย์ผู้เคยมีเมตตาต่อบุตรพิการของโยนาธาน บัดนี้หามีเมตตาต่อทั้งกองทัพไม่ โดยเฉพาะ อย่างยิ่งต่อนางบัทเชบาและอุรียาห์สามีของนาง

ดาวิดทำตัวเหมือนปกติกับอุรียาห์ ท่านรับฟังเรื่องรายงาน และอนุญาติให้อุรียาห์กลับไปพักผ่อน ไป "ล้าง เท้า" ที่บ้าน ดาวิดไม่ได้เป็นห่วงเรื่องสุขภาพอนามัยของทหารหรอกครับ แต่เป็นห่วงเรื่องชื่อเสียงของตน ต่างหาก ปกติเมื่อคนกลับบ้าน ส่วนมากจะถอดรองเท้าและล้างเท้า เพื่อเตรียมรับประทานอาหารและขึ้นนอน ดาวิดกำลังค่อยๆกล่อมให้ชายคนนี้ กลับบ้านเพื่อไปนอนกับภรรยา อุรียาห์รู้ทัน ; ผู้เขียนรู้ทัน ; และพวกเรา ก็รู้ทันด้วย

เมื่ออุรียาห์กลับออกมาจากการเข้าเฝ้า ดาวิดลูบหลังแถมท้ายด้วยการให้คนนำ "ของประทานจากพระ ราชา" ตามไปด้วย เราคงอยากรู้ว่า "ของประทาน" ที่ว่านี้คืออะไร เป็นห้องพักโรงแรมชายทะเลสองคืน? หรืออาหารค่ำหรูใต้แสงเทียน? ผมว่าเราน่าจะสรุปได้ดังนี้ : (1) ไม่มีใครบอกว่าของประทานคืออะไร (2) เราไม่สมควรรู้ หรือไม่มีการบันทึกไว้ให้เรารู้ (3) ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม คงจะถูกจัดเตรียมอย่างดี เพื่อทำ ให้แผนของดาวิดที่จะให้อุรียาห์กับไปนอนบ้านได้โดยสะดวกและรวดเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

อุรียาห์คงพอเข้าใจได้ว่ากษัตริย์กำลังพยายามทำอะไร ใครบ้างเล่าจะไม่อยากกับบ้านไปมีความสุขกับภรรยา หลังจากต้องตรากตรำมานานอยู่ในสนามรบ? แต่เท่าที่รู้ อุรียาห์ไม่ได้ออกไปจากพระราชวังเลย เขานอนอยู่ที่ ประตูวังท่ามกลางบรรดาขุนนาง ตามความเข้าใจของผม อย่างน้อยขุนนางบางคน ถึงจะไม่ ใช่ทั้งหมด คงต้อง เป็นทหารองครักษ์ของดาวิด (เปรียบเทียบกับ 1 พกษ. 14:27-28) อุรียาห์เป็นทหาร ถูกเรียกให้มาเข้าเฝ้า ต้องออกจากสนามรบมา แต่ในฐานะผู้รับใช้ของกษัตริย์ เขาคงไม่ละหน้าที่รับผิดชอบไปมีความสุขกับภรรยา ; แต่กลับไปอยู่กับองครักษ์ที่คอยพิทักษ์ชีวิตกษัตริย์แทน เพราะนี่เป็นหนึ่งในงานรับใช้กษัตริย์ที่ในเยรูซาเล็ม เขาจึงเลือกทำสิ่งนี้แทนที่จะกลับไปบ้าน เรื่องมันชักจะไปกันใหญ่ ทหารที่สัตย์ซื่อของกษัตริย์อยู่เฝ้าเวรยาม เพื่อพิทักษ์กษัตริย์ในยามค่ำคืน กษัตริย์ที่เอาภรรยาของเขามานอนด้วย และอีกไม่นานจะมาเอาชีวิตเขาไป

แผน B: ต้องหนักแน่นและเอาจริงมากขึ้นกับอุรียาห์
(11:10-11)

ดาวิดส่งคนไปคอยสอดแนมอุรียาห์ดังกับว่าเป็นฝ่ายศัตรู พวกเขารู้ดีว่าดาวิดต้องการอะไร ; ดาวิดต้องการ ให้อุรียาห์กลับบ้านเพื่อไปนอนกับภรรยา ถ้าพวกเขาไม่รู้เบื้องหน้าเบื้องหลังว่าดาวิดทำอย่างไรไว้กับบัทเชบา (ซึ่งไม่น่าเป็นไปได้) และดาวิดต้องการอะไรในการเรียกอุรียาห์กลับมาครั้งนี้ อย่างน้อยพวกเขาก็ต้องรู้ว่าเรื่อง มันชักไม่ธรรมดา ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ดาวิดกำลังทำให้สายสืบของท่านตกเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดด้วย

สายสืบของดาวิดกลับมาในตอนเช้าพร้อมกับรายงานที่น่าทึ่ง : "เขาไม่ได้ทำพะย่ะค่ะ เขาไม่ได้กลับไปบ้าน ด้วยซ้ำไป!" ดาวิดจึงตักเตือนอุรียาห์อย่างนุ่มๆ คำพูดและการกระทำของดาวิดหลอกลวงจนรับแทบไม่ได้ ท่านเล่นบทเจ้านายที่เต็มไปด้วยความกรุณา อุรียาห์ คนของท่าน "พึ่งเดินทางกลับมาถึง" (ข้อ 10) ทำไม ไม่ไปพักผ่อนหาความสำราญใส่ตัว? ทำไมไม่กลับไปหาภรรยาที่บ้าน? ทำไมอุรียาห์จึงปล่อยปละละเลย ไม่ ไปใส่ใจดูแลภรรยา? "ทำไมทำตัวน่าละอายเช่นนี้ อุรียาห์!" อุรียาห์มีคำอธิบายครับ รู้สึกจะมากเกินพอสำหรับ ดาวิดด้วยซ้ำไป

เขามีคำอธิบาย; คำพูดที่อุรียาห์ตอบผู้บังคับบัญชาเป็นคำตำหนิที่รุนแรงพอๆกับที่ดาวิดจะได้ยินจากนาธัน ในบทต่อไป อุรียาห์เข้าใจดีว่าดาวิดต้องการให้เขาทำสิ่งใด (ให้ไปนอนกับภรรยา) แต่ตอนนี้ท่านเริ่มผลักดัน หนักขึ้น — ขู่แกมบังคับ — ให้ต้องทำ อุรียาห์ปฏิเสธอย่างนุ่มนวลแต่หนักแน่น :

11 อุรีอาห์ทูลตอบดาวิดว่า "หีบพันธสัญญาและอิสราเอลกับยูดาห์อยู่ในทับ
อาศัย โยอาบเจ้านายของข้าพระบาทกับบรรดาข้าราชการ ของฝ่าพระบาท
ตั้งค่ายอยู่ที่พื้นทุ่ง ส่วนข้าพระบาทจะไปบ้าน ไปกิน ไปดื่ม และนอนกับ ภรรยาของข้าพระบาทเช่นนั้นหรือพ่ะย่ะค่ะ พระองค์ทรงพระชนม์อยู่และ
วิญญาณจิตของพระองค์ มีชีวิตอยู่แน่ฉันใด ข้าพระบาทจะไม่กระทำอย่าง
นี้เลย" (2 ซามูเอล 11:11)

ข้อแรกอุรียาห์ชี้ให้เห็นว่าเขาไม่ได้อยู่ในที่ๆควรอยู่ ดาวิดพูดถึงอุรียาห์ว่าพึ่งกลับมาจากการเดินทาง (ข้อ 10) ที่จริงคืออุรียาห์ถูกเรียกตัวมาจากสนามรบ เขาไม่ได้เป็นพนักงานขายเดินสายที่กำลังกลับบ้าน ; เขา เป็นทหาร ไม่ได้อยู่ในที่ประจำการ ทั้งใจและวิญญาณของอุรียาห์อยู่กับเพื่อนทหารนักรบ เขาอยากกลับไป สนามรบ ไม่ใช่มาอยู่ที่เยรูซาเล็ม เขาพร้อมที่จะกลับไปทันทีที่ดาวิดอนุญาติ (ข้อ 12) แต่กว่าจะถึงเวลานั้น เขาจะปฏิบัติตนดังเช่นทหารให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ จะกินอยู่เหมือนเพื่อนทหารในสนามรบ ที่กองทัพ อิสราเอลนำโดยโยอาบยังล้อมเมืองรับบาห์อยู่ พวกเขาและหีบของพระเจ้าอยู่ในทับอาศัยในทุ่งโล่ง อุรียาห์ เองไม่สามารถ และจะไม่ทำด้วย คืออยู่อย่างหรูหราในขณะที่คนอื่นกำลังเสียสละเพื่อชาติ เขาจะไม่กลับไป นอนกับภรรยาจนกว่าคนอื่นๆจะมีโอกาสเช่นกัน

ด้วยความเคารพอย่างสูง อุรียาห์ขอปฏิเสธ — แปลว่าไม่ยอมทำ — ในสิ่งที่ขัดกับวินัยทหาร ไม่ต้องพูดถึง วีรบุรุษสงคราม ผมว่าถ้าดูให้ดี ไม่เห็นมีคำสั่งใดเจาะจงที่ทำให้อุรียาห์ต้องฝ่าฝืน เท่าที่รู้ ผมยังไม่เคยเห็น ว่าที่ใดในธรรมบัญญัติของโมเสสที่กำหนดห้ามไม่ให้ทหารมีสัมพันธ์กับภรรยาในระหว่างเวลาสงคราม (ถ้า เรื่องนี้เป็นจริง ในยุคแรกของประวัติศาสตร์อิสราเอล ชนชาติอิสราเอลคงไม่เหลือหลอ เพราะอิสราเอล มีแต่ทำสงครามกับเพื่อนบ้านอยู่ตลอดเวลา) นี่เท่ากับเป็นการลงโทษอุรียาห์ในฐานะทหาร เขาไม่ขอทำลาย จิตสำนึกของตนเอง แม้จะเป็นคำสั่งของกษัตริย์ก็ตาม

เพื่อจะเข้าใจคำพูดของอุรียาห์ให้ชัดเจนขึ้น ให้เราพลิกกลับไปดูเล็กน้อย เพื่อจะนำคำพูดที่ดาวิดเคยพูดกับ ปุโรหิตอาหิเมเลขมาทบทวนดู เพราะเป็นเรื่องเดียวกับที่อุรียาห์กำลังเผชิญ :

1 แล้วดาวิดก็มาหาอาหิเมเลคปุโรหิตเมืองโนบ และอาหิเมเลคออกมา หาดาวิดตัวสั่นอยู่พูดกับท่านว่า "ทำไมท่านจึงมาคนเดียว และไม่มีผู้ใด
มากับท่าน" 2 ดาวิดจึงพูดกับอาหิเมเลคปุโรหิตว่า "พระราชาทรงบัญชา
ข้าพเจ้าให้ทำเรื่องหนึ่ง รับสั่งแก่ข้าพเจ้าว่า 'อย่าบอกเรื่องซึ่งเราใช้เจ้า
ไป กระทำนั้นแก่ผู้ใดให้รู้เลย และด้วยเรื่องซึ่งเรามอบหมายแก่เจ้านั้น' ข้าพเจ้าได้นัดหมายไว้กับพวกคนหนุ่ม ณ ที่แห่งหนึ่ง 3 ท่านมีอะไร
ติดมืออยู่บ้างเล่า ขอขนมปังข้าพเจ้าสักห้าก้อน หรืออะไรๆที่มีที่นี่ก็ได้"
4 ปุโรหิตนั้นตอบดาวิดว่า "ข้าพเจ้าไม่มีขนมปังธรรมดาเลย แต่มีขนมปัง
บริสุทธิ์ ขอแต่คนหนุ่มได้อยู่ห่างจากผู้หญิงมาแล้วก็แล้วกัน" 5 และดาวิด
ก็ตอบท่านปุโรหิตว่า "ที่จริงเมื่อเราทั้งหลายออกไปปฏิบัติงาน ผู้หญิงก็
ถูกกัน ให้ห่างจากเราอย่างทุกครั้ง การเดินทางธรรมดากายของคนหนุ่ม
ก็บริสุทธิ์อยู่แล้ว ยิ่งวันนี้กายของเราก็ยิ่งบริสุทธิ์กว่า" (1 ซามูเอล 21:1-5)

เราคงจำกันได้เมื่อดาวิดหลบหนีซาอูลครั้งแรก ท่านหนีไปหาปุโรหิตอาหิเมเลข เพื่อขอปันอาหาร และขอ ดาบ ปุโรหิตไม่มีอาหารเก็บไว้ยกเว้นแต่ขนมปังบริสุทธิ์ ซึ่งท่านยินยอมให้ดาวิดและพรรคพวกรับประทาน ถ้าพวกเขา "ได้อยู่ห่างจากผู้หญิงมา" (ข้อ 4) ปุโรหิตคงคิดว่าพวกเขาอาจไปทำอะไรมาก่อนหน้านั้น คำตอบของดาวิด โดยเฉพาะน้ำเสียงนั้นเข้ากับเหตุการณ์ของบทนี้เป็นอย่างยิ่ง ท่านให้ความมั่นใจกับ ปุโรหิตว่า ท่านและผู้ติดตามไม่ได้ข้องเกี่ยวกับผู้หญิงมา ด้วยเกรงว่าปุโรหิตจะคิดเป็นอื่น เหตุผลที่ดาวิดให้ คือท่านและคนของท่านกำลังปฏิบัติงานให้กษัตริย์ มาในหน้าที่ราชการทหาร (หรือมาอย่างเป็นทางการ)

ที่น่าทึ่งที่สุดคือ หลายปีก่อนหน้านี้ ดาวิดเองยืนกรานว่า คนที่กำลังปฏิบัติงานในหน้าที่ราชการอยู่ ไม่ควรมี สัมพันธภาพทางเพศกับผู้หญิง แต่หลายปีหลังจากนั้น ดาวิดกลับประหลาดใจว่าทหารในระหว่างปฏิบัติงาน ให้กษัตริย์ยินดีที่จะสละความสุขที่มีกับภรรยาเสีย แย่ไปกว่านั้น ดาวิดพยายามชักจูง — จนเกือบบังคับ — ให้อุรียาห์ทำ ถึงแม้จะขัดต่อจิตสำนึกของเขาเองก็ตาม นี่ไม่ใช่เป็นการ "ทำให้พี่น้องผู้อ่อนแอสะดุด" แต่นี่ เป็นการตัดขาของพี่น้องที่แข็งแกร่งทิ้งเลย อุรียาห์เป็นแบบอย่างที่ดี ที่สมควรคาดหวังได้จากทหาร โดย เฉพาะอย่างยิ่งจากดาวิด — หรืออย่างน้อยดาวิดในอดีต อุรียาห์กลับทำตัวเหมือนดาิวิดที่เราเคยรู้จัก อุรียาห์ คือ "ดาวิด" อย่างที่ดาวิดควรเป็น

คำพูดของอุรียาห์ทำให้ดาวิดถึงกับช็อคไปด้วยตระหนักถึงความบาปของตนเอง ผู้เขียนใช้คำพูดเล่าในเชิง เหน็บแนม อุรียาห์พึ่งบอกกับดาวิดว่าจะไม่กลับไปบ้าน จะไม่ไปดื่มและนอนกับภรรยา 41 เขาให้ความสำคัญ กับเรื่องนี้มาก : "พระองค์ทรงพระชนม์อยู่และวิญญาณจิตของพระองค์ มีชีวิตอยู่แน่ฉันใด ข้าพระ บาทจะไม่กระทำอย่างนี้เลย" (ข้อ 11) ในข้อต่อไปดาวิดบังคับอุรียาห์ให้ "กินและดื่ม" กับท่าน ด้วยหวัง ว่าเขาจะเมาและอยากกลับไปหาภรรยา แต่เมื่ออุรียาห์สาบานต่อชีวิตของกษัตริย์ ว่าเขาจะไม่มีวันทำเช่นนั้น กษัตริย์จึงจำต้องปลิดชีวิตเขาแทน เป็นเรื่องน่าเศร้านะครับ! เป็นโศกนาฏกรรม!

แผน C: มอมเหล้าอุรียาห์เพื่อจะทำในสิ่งที่ถ้ามีสติจะไม่ทำเป็นอันขาด
(11:12-13)

ดาวิดเริ่มแย่ นึกไม่ถึงว่าอุรียาห์จะกล้าปฏิเสธข้อเสนอของท่าน อุรียาห์พูดอย่างเด็ดเดี่ยว และดาวิดรู้ดีว่า เขาจะไม่มีทางฝ่าฝืนหน้าที่ในฐานะทหาร ถ้ายังมีสติสัมปชัญญะดีอยู่ ดาวิดจึงลองพยายามปรับเปลี่ยนแผน เดิมอีกครั้ง — มอมเหล้าอุรียาห์ให้เมาจะได้อยากกลับไปหาภรรยา เพราะว่าคนเราถ้าเมา มักจะทำในสิ่งที่ ยามสติดีๆจะไม่ทำเป็นอันขาด ดาวิดคิดว่าแผนนี้น่าจะได้ผล

เป็นที่เข้าใจได้ว่าอุรียาห์กินและดื่มกับกษัตริย์ดาวิดในคืนที่อยู่ในเยรูซาเล็ม ดาวิดเริ่มชักชวนให้อุรียาห์ กิน และดื่ม ห้ามปฏิเสธคำเชิญของกษัตริย์ ในที่สุด ดาวิดคิดว่าเกิดผล เพราะแน่ใจว่าอุรียาห์รับแอลกอฮอล เข้าไปในสายเลือดจนเมา และเมื่อเมาได้ขนาดนี้ ดาวิดจะส่งอุรียาห์กลับบ้านเพื่อ "ไปนอน" กับภรรยา ให้จบๆไปเสียที ถึงแม้จะเมา อุรียาห์ก็ยังไม่ยอมฝ่าฝืนจิตสำนึกเป็นอันขาด!42 อีกครั้งแล้ว ที่อุรียาห์นอน ค้างที่ประตูวังของดาวิด ท่ามกลางพวกมหาดเล็ก เขาไม่ได้กลับไปบ้าน ไม่ได้กลับไปนอนกับภรรยา ดาวิด กำลังตกที่นั่งลำบาก

แผน C: ดาวิดต้องฆ่าอุรียาห์เพราะตกที่นั่งลำบาก
(11:14-17)

ดาวิดต้องลงมือทำบางสิ่งที่จะมีผลย้อนกลับ ท่านต้องการให้อุรียาห์อยู่ในฐานะที่ดูเหมือนว่าเป็นพ่อของเด็ก ในท้องของนางบัทเชบา แต่การกระทำของอุรียาห์แสดงให้ทุกคนเห็นว่าเขาเป็นคนสัตย์ซื่อต่อตำแหน่งหน้า ที่ในฐานะทหาร ทำให้ผู้อื่นเห็นชัดว่าเขาไม่ใช่พ่อของเด็กในท้องนางบัทเชบาแน่ๆ เรื่องยิ่งแย่ไปกว่าเมื่อ ตอนที่ดาวิดเรียกอุรียาห์ให้กลับมาที่เยรูซาเล็ม ดาวิดจึงสรุป — อย่างผิดๆ — ว่าทางออกที่เหลืออยู่ทางเดียว คือต้องให้อุรียาห์ตายในสงคราม ผมไม่ทราบว่าดาวิดคิดยังไง จะตบตาคนทั้งเยรูซาเล็มได้หรือ เรื่องลูกใน ท้องของนางบัทเชบา? ท่านทำได้อย่างไร ในเมื่อทุกคนรู้ดีว่าอุรียาห์ไม่ได้อยู่กับภรรยาเลย ดูเหมือนว่า ดาวิดดิ้นรนจะทำให้บาปของท่านถูกกฎหมาย โดยทำให้อุรียาห์ตกเป็นเหยื่อสงคราม และภรรยาต้องเป็นม่าย เพื่อท่านจะแต่งงานกับนาง และเลี้ยงดูบุตรให้เป็นของตนได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ท่านทำ

คงเป็นคืนที่ทรมาณแสนสาหัสสำหรับดาิวิด ที่เห็นว่าแม้แต่คนเมายังมีจิตสำนึกที่ดีกว่า ดังนั้น ในตอนเช้า ดาวิดจึงลงมือ ท่านเขียนจดหมายถึงโยอาบ ซึ่งก็คือหมายประหารสำหรับอุรียาห์ ในจดหมาย ดาวิดสั่ง โยอาบอย่างชัดเจน ให้ฆ่าอุรียาห์แทนท่าน ท่านบอกถึงวิธีการ และการปกปิดไม้ให้ความจริงรั่วไหล ถ้าทำ สำเร็จ ดาวิดจะยกย่องให้โยอาบเป็นวีรบุรุษสงคราม และตัวท่านเองจะแสดงความใจกว้างด้วยการรับเอา ภรรยาม่ายของอุรียาห์มาแต่งงานด้วย เพื่อเด็กที่เกิดมาจะได้ไม่กำพร้าพ่อ โยอาบต้องจัดการให้อุรียาห์ ออกไปอยู่แนวหน้า ในสงคราม ในที่ๆการรบดุเดือดที่สุด ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาของนายทหารกล้าที่มีฝีมือ โยอาบจะทำเป็นถอยทัพออกมา ทิ้งให้อุรียาห์ตกเป็นเป้าให้พวกอัมโมนฆ่า เพื่อให้แน่ใจว่าเขาต้องตาย ดาวิดสั่งโยอาบเรื่องอุรียาห์เช่นนั้นจริงๆ : ท่านต้องการให้อุรียาห์ถูกฆ่าตายในสนามรบ โยอาบทำตาม คำสั่งของดาวิดทุกประการ อุรียาห์จึงถูกกำจัดออกไป ไม่เป็นอุปสรรคต่อแผนการของดาวิดอีก เมื่อดาวิด สั่งโยอาบให้ทำ ก็เท่ากับดึงโยอาบให้เข้ามาเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดด้วย ให้เขามามีส่วนทำให้อุรียาห์โลหิตตก บาปของดาวิดขยายอาณาเขตออกไปเรื่อยๆ ครอบคลุมคนมากขึ้น ทำให้บาปยิ่งใหญ่หลวงเข้าทุกที

น่าแปลกไหมครับ ที่เห็นดาวิด นักรบผู้กล้าหาญ (1 ซามูเอล 16:18) จัดการกับอุรียาห์ นักรบที่กล้าหาญ เช่นกัน เหมือนกับว่าเป็นศัตรู อุรียาห์ผู้นี้ ยินดีสละชีวิตตนเองเพื่อปกป้องกษัตริย์ และดาวิด ผู้ที่จะเอาชีวิต อุรียาห์มาปกปิดบาปของตนเอง ซึ่งเรารู้ว่าไม่มีทาง ที่แปลกคือ ดาวิดดึงเอาโยอาบมามีส่วนร่วมในการ ฆาตรกรรมครั้งนี้ ทั้งๆที่ก่อนหน้านั้น โยอาบเองเป็นผู้ฆ่าอับเนอร์ :

26 เมื่อโยอาบออกมาจากการเข้าเฝ้าดาวิด จึงส่งผู้สื่อสารไปตามอับเนอร์ เขาทั้งหลายก็นำท่านกลับมาจากที่ขังน้ำชื่อสีราห์ แต่ดาวิดหาทรงทราบ
เรื่องไม่ 27 และเมื่ออับเนอร์กลับมาถึงเฮโบรนแล้ว โยอาบก็พาท่านหลบ เข้าไปที่กลางประตูเมืองเพื่อจะพูดกับท่านเป็นการลับ และโยอาบแทง
ท้องของท่านเสียที่นั่น ท่านก็สิ้นชีวิต โยอาบแก้แค้นโลหิตของอาสาเฮล
น้องชายของตน 28 ภายหลังเมื่อดาวิดทรงทราบเรื่องนี้ พระองค์ตรัสว่า "ตัวเราและราชอาณาจักรของเรา ปราศจากความผิดสืบไปเป็นนิตย์ต่อเบื้อง พระพักตร์พระเจ้าด้วยเรื่องโลหิตของอับเนอร์บุตรเนอร์ 29 ขอให้โทษนั้นตก
เหนือศีรษะของโยอาบ และเหนือพงศ์พันธุ์บิดาของเขาทั้งสิ้น ขออย่าให้คน
ที่มีสิ่งไหลออก คนที่เป็นโรคเรื้อน คนที่ถือไม้เท้า คนที่ถูกประหารด้วยดาบ
หรือคนขาดขนมปัง ขาดจากพงศ์พันธุ์ของโยอาบ" 30 นี่แหละโยอาบ กับ อาบีชัยน้องชายของเขาได้ฆ่าอับเนอร์ เพราะอับเนอร์ได้ฆ่าอาสาเฮลน้องชาย
ของเขาเมื่อรบกันที่กิเบโอน (2 ซามูเอล 3:26-30)

ดาวิดประณามการกระทำของโยอาบ และทำการสาปแช่ง เพราะเขาได้ทำให้โลหิตไร้ความผิดของอับเนอร์ ตก แต่บัดนี้ ดาวิดคนเดียวกันนี้เอง (ถึงจะไม่ใช่ดาวิดคนเดิม) กลับใช้ให้โยอาบฆ่าอุรียาห์ เพื่อตนเองจะได้ หลุดจากข้อหา ศัตรูของดาวิด (โยอาบ) ได้กลายมาเป็นเพื่อน อย่างน้อยก็เป็นพันธมิตร ศัตรูของดาวิด (พวกอัมโมน) ก็กลายมาเป็นพันธมิตรกับดาวิดด้วย (เพราะมีส่วนช่วยฆ่าอุรียาห์) ส่วนผู้รับใช้ที่ซื่อสัตย์อย่าง อุรียาห์ต้องถูกฆ่าตายเหมือนเป็นฝ่ายศัตรู ไม่เพียงแต่อุรียาห์ถูกฆ่าตายเท่านั้น มีทหารอิสราเอลอีกหลาย คนต้องตายไปด้วย พวกเขาต้องสละชีวิตเพื่อปกปิดแผนฆาตรกรรมอุรียาห์ การตายของอุรียาห์ต้องเรียกว่า เป็นการตายหมู่ ไม่ใช่ตายแค่คนเดียว ไม่ต้องสงสัยอีกแล้ว ศีลธรรมและจิตวิญญาณของดาวิดคงต้องตกต่ำ จนถึงก้นบึ้งจริงๆ

โยอาบช่วยสรุปข่าว
(11:18-25)

พระธรรมแปดข้อนี้ พูดเรื่องรายงานการตายของอุรียาห์ ซึ่งยาวกว่าเรื่องบาปของดาวิดที่ทำกับนางบัทเชบา ถึงสองเท่า และยาวพอๆกับเรื่องดาวิดพยายามจัดการกับอุรียาห์ เริ่มจากคำสั่งที่โยอาบสั่งอย่างละเอียดให้ กับผู้ส่งข่าวจากสนามรบ คนที่ต้องนำข่าวการตายของอุรียาห์มาแจ้งแก่ดาวิด และจบลงที่รายงานเหตุการณ์ ที่เกิดขึ้น และการตอบสนองของดาวิด ทำไมผู้เขียนจึงใส่ใจเรื่องรายงานความตายของอุรียาห์เป็นพิเศษ? ให้เรามาค้นหา คำตอบด้วยการทบทวนข้อพระคำเหล่านี้ด้วยกัน

ภาระกิจสำเร็จลง : อุรียาห์ตาย โยอาบทำตามคำสั่งของดาวิดอย่างครบถ้วน ตอนนี้ต้องส่งข่าวให้ดาวิดทราบ โดยไม่ให้ใครรู้ว่าเป็นการสมรู้ร่วมคิด โยอาบจัดหาคนไปส่งข่าวให้ดาวิด เขาสั่งอย่างละเีอียดและชัดเจน ต้องรายงานเหตุการณ์ในสนามรบก่อน สรุปผลการโจมตีเมืองของศัตรู รวมทั้งเรื่องการตายของอุรียาห์และ ทหารคนอื่นๆ เหตุใดการรายงานของคนส่งข่าวนี้จึงถือเป็นเรื่องสำคัญมาก?

คำตอบนั้นแสนธรรมดา เห็นได้จากการที่โยอาบเอาใจใส่เป็นพิเศษ เพราะนับว่าเป็นภาระกิจที่ล้มเหลว ทหารอิสราเอลล้อมเมืองรับบาห์อยู่ แปลว่าพวกเขาต้องกระจายกำลังอยู่รอบเมือง เพื่อกันไม่ให้คนข้างใน ออกมา ที่อิสราเอลต้องทำคือรอจนกว่าคนในเมืองจะอดตาย ไม่จำเป็นต้องเข้าไปโจมตี ฉะนั้นภาระกิจนี้ จึงเป็นภาระกิจแบบฆ่าตัวตาย ไม่จำเป็นต้องให้ผู้ฉลาดล้ำที่ไหนมาตีความ โยอาบรวบรวมเอาบรรดาทหาร กล้า รวมทั้งอุรียาห์ด้วย เพื่อบุกเข้าไปโจมตี แทนที่จะไปโจมตีในที่ๆอ่อนกำลังที่สุดของศัตรู ตามที่เรา คาดไว้ กลับไปโจมตีในที่ๆแกร่งที่สุด ทำให้เกิดการต่อสู้ตัวต่อตัวระหว่างอุรียาห์กับพรรคพวก และพวก อัมโมน เมื่อกองกำลังอิสราเอลถอยออกมา ทำให้ที่เหลือไม่สามารถป้องกันตนเองได้ จึงถูกฆ่าตาย แล้ว การรายงานนี้จะทำอย่างไรจึงจะไม่ทำให้โยอาบดูเหมือนเป็นคนโง่ (เกินไป) หรือ (ร้ายกว่านั้น) เป็น ฆาตรกร?

นี่เป็นเหตุที่โยอาบต้องใส่ใจเรื่องรายงานเป็นพิเศษ ผู้ส่งข่าวต้องรายงานเรื่องการโจมตีเมืองรับบาห์ให้ดาิวิด ทราบก่อน และรายงานเรื่องความสูญเสียของอิสราเอล และสาเหตุของความสูญเสีย โยอาบรู้ดีว่าดาวิดจะ ตอบสนองอย่างไร (บางทีท่านอาจแกล้งทำ) ต่อรายงานเรื่องการโจมตีนี้ และตอนนี้แหละ ที่โยอาบสั่งผู้ ส่งข่าวให้รายงานดาวิดว่าอุรียาห์ตายแล้ว ซึ่งจะทำให้หยุดข่าวลือหรือการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องดาวิดลงเสียที

ข้อ 22-25 เล่าถึงว่าเมื่อผู้ส่งข่าวมาถึงและรายงานต่อดาวิด และการตอบสนองของท่าน ผมต้องขอชี้ให้เห็น ว่าจากที่ผมอ่าน ผู้ส่งข่าวไม่ได้ทำตามคำสั่ง เขาเข้าพบดาวิดและเล่าว่ากษัตริย์อัมโมนมีชัยได้อย่างไร พวก อัมโมนออกมารบกับอิสราเอล ไล่ไปจนถึงที่กลางทุ่ง แต่อิสราเอลก็ไล่พวกเขากลับไป จนถึงที่ประตูเมือง เป็นที่ๆ อุรียาห์และทหารคนอื่นๆต่อสู้อยู่ เนื่องด้วยอยู่ใกล้เกินไป จึงถูกธนูของฝ่ายศัตรู ยิงจนเสียชีวิตไป หลายคน และผู้ส่งข่าวรีบแถมท้ายว่า " และอุรียาห์คนฮิทไทต์ข้าราชการของพระองค์สิ้นชีวิตด้วย" (ข้อ 14)

ทำไมผู้ส่งข่าวคนนี้ไม่รอให้ดาวิดแสดงอาการโกรธก่อนหมือนกับที่โยอาบสั่งไว้? ทำไมรีบไปแจ้งแก่ดาวิดว่า อุรียาห์ตายแล้ว ก่อนที่ท่านจะมีโอกาสพูดติเตียนหรือแสดงความคิดเห็น? ผมเข้าใจว่าที่ผู้ส่งข่าวรายงานเช่นนี้ เพราะคงรู้ดีว่าอะไรเป็นอะไร เขาอาจรู้เรื่องของดาวิดและบัทเชบา อาจรู้มากถึงขนาดว่านางกำลังตั้งครรภ์ ก็เป็นได้ เขาคงรู้ดีว่าอุรียาห์ถูกเรียกตัวเข้าเยรูซาเล็ม และอาจจะคะเนได้ว่าดาวิดคิดกำจัดอุรียา์ห์ โดยโยอาบ ทำให้สำเร็จลงด้วยการถูกศัตรูฆ่าตาย ผมคิดว่าผู้ส่งข่าวอาจรู้ด้วยซ้ำไป ว่าดาวิดรู้ว่าอุรียาห์ตายแล้ว ท่านไม่ จำเป็นต้องแสดงความไม่พอใจ เขาจึงรีบรายงายเสียก่อนที่จะเห็นดาวิดทำทีเป็นโกรธและไม่พอใจ ในเหตุ การณ์นี้ เขารีบตัดบทและรายงานเรื่องนี้ก่อน เพื่อจะได้ไม่ต้องเห็นการตอบสนองใดจากดาวิด

ผู้ส่งข่าวคนนี้คาดถูกครับ ตามที่บันทึกอยู่ในข้อ 25 :

25 ดาวิดก็รับสั่งผู้สื่อสารนั้นว่า "เจ้าจงบอกโยอาบดังนี้ว่า 'อย่าให้เรื่องนี้ทำให้ท่าน ลำบากใจ เพราะดาบย่อมสังหาร ไม่เลือกว่าคนนั้นหรือคนนี้ จงสู้รบหนักเข้าไป และ ตีเอาเมืองนั้นเสียให้ได้' เจ้าจงหนุนน้ำใจท่านด้วย" (2 ซามูเอล 11:25)

คำพูดของดาวิดเหมือนครีมแต่งหน้าเค้ก ดูดีและเข้าอกเข้าใจ เต็มไปด้วยความเห็นใจ ดาวิดคงจะกล่าว ทำนองว่า "อย่ากังวลใจไปเลย มันก็ต้องมีได้บ้างเสียบ้างเป็นธรรมดา เราต้องทำใจ" อุรียาห์เป็นคนกล้า และเป็นคนชอบธรรมที่ต้องตายลง ดาวิดดูจะไม่โศกเศร้าจนนิดเดียว ไม่ได้แสดงว่าเสียใจ หรือยกย่องการ เสียสละของเขา อุรียาห์ตายลงทั้งคน ดาวิดไม่ได้รู้สึกรู้สมอย่างไร ลองเปรียบเทียบการตอบสนองของดาวิด ที่มีต่อการตายของอุรียาห์ กับการตายของซาอูลและโยนาธาน (2 ซามูเอล 1:11-27) แม้กระทั่งอับเนอร์ (2 ซามูเอล 3:28-39) นี่เป็นคนละคนกับดาวิดเมื่อสองสามบทที่แล้ว นี่เป็นดาวิดที่ใจแข็งกระด้าง ใจดำเพราะ ความบาปของตนเอง

บทสรุป

บทเรียนตอนนี้มีคำสอนที่เรานำมาใช้ได้ในยุคปัจจุบัน ผมขอแนะนำบางข้อก่อนที่จะจบบทเรียนในวันนี้

ข้อแรก "คริสเตียนล้มลงได้ไหม?" ได้ครับ บุคคลบางคนในพระคัมภีร์ทำให้เราเกิดความสงสัยว่า พวก เขามีความเชื่อในพระเจ้าจริงหรือ? เช่นคนอย่างบาลาอัม แซมสัน หรือซาอูล แต่เราไม่เคยสงสัยในดาวิด ท่านไม่เพียงแต่เป็นผู้เชื่อเท่านั้น แต่เป็นแบบอย่างที่ดีของผู้เชื่อด้วย ในพระคัมภีร์ ดาวิดเป็นแบบอย่างที่ดี เพราะท่านเป็น ผู้ที่ทำตามพระทัยพระเจ้าอย่างสุดใจ ถึงกระนั้นก็ตาม ดาวิดคนนี้ ถึงแม้จะมีความวางใจใน พระเจ้า ถึงแม้ท่านจะใช้เวลาอย่างเหมาะสมในการนมัสการพระเจ้า เขียนบทสดุดีที่ซาบซึ้งใจ กลับจมลึก ลงไปในบาป ถ้าคนอย่างดาวิดล้มเหลวได้ เราเองก็เช่นกัน ซึ่งเป็นสิ่งเดียวกับที่ อ.เปาโลได้เตือนไว้ :

11 เหตุการณ์เหล่านี้ได้บังเกิดแก่เขาเพื่อเป็นตัวอย่าง และได้บันทึกไว้ เพื่อเตือนสติเราทั้งหลาย ซึ่งกำลังประสบวาระสุดท้ายแห่งบรรดายุคเก่า
12 เหตุฉะนั้นคนที่คิดว่าตัวเองมั่นคงดีแล้ว ก็จงระวังให้ดี กลัวว่าจะล้มลง
(1 โครินธ์ 10:11-12)

ข้อสอง "คริสเตียนล้มลงได้มากขนาดไหน?" มากพอๆกับดาวิดครับ ดาวิดไม่ได้แค่ทำบาปล่วง ประเวณีกับนางบัทเชบาเท่านั้น ท่านทำการฆาตรกรรมด้วย ผมว่าเราอาจพูดได้ว่า ไม่มีบาปใดที่คริสเตียน จะทำไม่ได้ ผมเคยได้ยินคนพูดว่า "ไม่เข้าใจเลยว่าคนที่ทำ _______ อย่างนี้จะเป็นคริสเตียน" มันมีเวลา ของมันครับ — เหมือนเวลาของดาวิด — ที่คนอื่นๆไม่อยากจะเชื่อว่า คนอย่างเราจะได้รับความรอด เพราะ การกระทำ ของเรา

ข้อสาม "คริสเตียนล้มลงได้เร็วขนาดไหน?" เร็วมากครับ มันน่าทึ่งนะครับที่เห็นดาวิดจมลึกลงไปใน ความบาปภายในแค่บทเดียว ถ้าไม่โดยพระคุณพระเจ้าแล้ว เราจะจมลึกลงไป อย่างรวดเร็วและไม่มีสิ้นสุด ขอให้ประสบการณ์โศกนาฏกรรมของดาวิดเป็นบทเรียนที่มีค่าสำหรับเรา

ข้อสี่ บาป-ดินพอกหางหมู ความบาปไม่อยู่นิ่งนะครับ ; มันเคลื่อนไหวได้ บาปเจริญเติบโตงอกงาม ตาม ขั้นตอนที่เราเห็นในบทเรียน ความบาปของดาวิดเริ่มเมื่อท่านไม่ไปทำหน้าที่ทหาร กลับเลือกที่จะนอนตื่น สาย จากบาปล่วงประเวณีไปเป็นการฆาตรกร เริ่มจากทำในที่ลับ แต่เมื่อเวลาผ่านไป คนเริ่มรู้มากขึ้นเรื่่อยๆ ที่แย่คือเริ่มดึงเอาคนอื่นมาเกี่ยวข้องด้วย ความบาปของท่านเริ่มจากไปแย่งภรรยาผู้อื่นมา และฆ่าสามีทิ้ง รวมทั้งทำให้ทหารคนอื่นๆต้องตายตามไปด้วย เพื่อทำให้น่าเชื่อถือ ความบาปของดาวิดเบ่งบานขึ้น จนทำ ให้มิตรแท้ที่จงรักภักดี (อย่างอุรียาห์) กลายเป็นศัตรู และศัตรูแท้จริง (อย่างพวกอัมโมน หรืออาจโยอาบ ด้วย) กลับกลายเป็นพันธมิตร

ข้อห้า เมื่อเราพยายามปกปิดบาป มีแต่ทำให้แย่ลง ดังนั้น หนทางที่ดีที่สุดคือต้องสารภาพบาป และละทิ้งอย่างเด็ดขาด

13 บุคคลที่ซ่อนการละเมิดของตนจะไม่จำเริญ แต่บุคคลที่สารภาพ และทิ้งความชั่วเสียจะได้ความกรุณา (สุภาษิต 28:13)

มันจะดีเพียงใหน ถ้าดาวิดสารภาพบาปที่ทำไว้กับนางบัทเชบาเสีย และทูลขอการอภัย แต่ท่านกลับไปปกปิด มันเสีย ทำให้เรื่องยิ่งเลวร้ายลงไปอีก

มนุษย์พยายามปกปิดบาปของตนตั้งแต่ครั้งปฐมกาลที่ในสวนเอเด็น อาดัมกับเอวาคิดว่าจะปกปิดบาปของ ตนได้ด้วยการพยายามปกปิดร่างกายที่เปลือยอยู่ แล้วยังไปหลบซ่อนตัวเสียจากพระเจ้า แต่พระเจ้ายังไปตาม หาพวกเขาด้วยความรัก ไม่ใช่เพื่อจะไปดุว่าและสาปแช่ง แต่เพื่อไปประทานพระสัญญาแห่งการอภัยให้ พระ เจ้าเองเป็นผู้จัดเตรียมชดใช้ความบาปให้ ด้วยความตายเพื่อเป็นเครื่องบูชา ถูกฝังไว้ และการฟื้นคืนพระชนม์ ขององค์พระเยซูคริสต์ เพื่อไถ่เราทั้งหลายออกจากความบาป คุณเคยมีประสบการณ์นี้หรือยัง? ถ้ายังเหตุใด ไม่สารภาพเสีย และรับของประทานแห่่งการให้อภัยจากพระเจ้า ในองค์พระบุตร คือพระเยซูคริสต์ที่ตายแทน ความบาปของเราบนไม้กางเขนที่เนินหัวกระโหลกนั้น?

ข้อหก บทเรียนตอนนี้ทำให้อุรียาห์เป็นวีรบุรุษ และเป็นแบบอย่าง ไม่ใช่เป็นพวกมุทะลุและอ่อนหัด มีบางคนสรุปเอาว่าถ้าอุรียาห์เป็นลิฟท์ "คงขึ้นไปไม่ถึงชั้นบนสุด" (เพื่อนบ้านผมเขาชอบว่าพวกที่ไม่ฉลาด นักในสายตาของเขา) อุรียาห์เซ่อหรือเปล่าครับ? เขาไม่รู้เชียวหรือว่าดาวิดพยายามทำอะไร? ผมว่าไม่นะครับ นี่เป็นสิ่งที่ทำให้ความจงรักภักดีที่มีต่อดาวิด และต่อธรรมบัญญัติของพระเจ้าดูโดดเด่นขึ้นมา ผมอยากจะพูด ว่า อุรียาห์นั้นเหมือนกับดาวิดในสมัยแรกๆ ในการที่ท่านปฏิบัติต่อซาอูล ในขณะที่ซาอูลแสวงชีวิตดาวิดอย่าง ไม่ชอบธรรม เพราะอิจฉาในความสำเร็จของท่าน และดาวิดยอมจำนนอย่างซื่อสัตย์ในการปรนนิบัติซาอูล ผู้เป็นนาย ท่านมอบอนาคตและความปลอดภัยของท่านไว้ในพระหัตถ์ของพระเจ้า และพระองค์ไม่เคยทำให้ ท่านผิดหวัง

ข้อเจ็ด อุรียาห์เป็นเครื่องเตือนใจเราว่าพระเจ้าไม่ได้ช่วยกู้คนชอบธรรม จากเงื้อมมือของคนอธรรม ในทันทีเสมอไป หรือแม้กระทั่งในชั่วชีวิต เพื่อนสนิททั้งสามของดาเนียล บอกกับกษัตริย์ไปว่าพระเจ้า สามารถช่วยกู้พวกเขาให้รอดได้ พวกเขาไม่ได้ทึกทักเอาว่าพระเจ้าจะช่วย หรือว่าพระองค์ต้องช่วย แต่พระ องค์ก็ทรงช่วยพวกเขา ผมคิดว่าคริสเตียนมองไปที่การช่วยกู้ว่าเป็นกฎตายตัว มากกว่าเป็นข้อยกเว้น แต่เมื่อ อุรียาห์รับใช้กษัตริย์ของเขา (ดาวิด) อย่างสัตย์ซื่อ เขากลับต้องสูญเสียชีวิต พระเจ้าไม่ได้มีหน้าที่ "ช่วยเรา ให้รอดจากปัญหา" หรือกันไม่ให้เราถูกการทดลองหรือผ่านความทุกข์ยาก เพียงเพราะเราวางใจในพระองค์ บางครั้งเป็นพระประสงค์ของพระเจ้าให้เราวางใจในพระองค์อย่างเต็มเปี่ยม ยอมกับระบอบการปกครองของ มนุษย์ และทนต่อการถูกข่มเหง โดยพระองค์ไม่ช่วยกู้เรา ความเข้มแข็งฝ่ายวิญญาณไม่ได้เป็นเครื่องประกัน ว่าเราจะไม่ต้องเผชิญความทุกข์ยากในชีวิตนี้ ที่จริงความสนิทสนมกับพระเจ้าเกิดขึ้นได้เพราะการต้องเผชิญ กับความทุกข์ของเรา (ดูมัทธิว 5)

ในพระคัมภีร์เดิม และในพระคัมภีร์ใหม่ บ่อยครั้งที่พระเจ้าช่วยกู้ประชากรของพระองค์ให้พ้นจากคนอธรรม และบ่อยครั้งที่พระองค์ไม่ได้ช่วยกู้ การ "ช่วยกู้" ของพวกเขามาพร้อมกับพระเมสซิยาห์ องค์พระเยซูคริสต์ อุรียาห์เป็นเหมือนกับธรรมิกชนอีกหลายคนในยุคพระคัมภีร์เดิม ตายโดยไม่ได้รับบำเหน็จใดๆบนโลกนี้ ที่เป็น เช่นนี้เพราะพระเจ้ามีพระประสงค์ให้พวกเขารอคอย อุรียาห์และธรรมิกชนในสมัยโบราณ ไม่ได้รับการช่วยกู้ จากความอธรรม ตามที่พระธรรมฮีบรูกล่าวเอาไว้ :

13 คนเหล่านั้นได้ตายไปขณะที่มีความเชื่อเต็มที่ และไม่ได้รับสิ่งที่
ได้ทรงสัญญาไว้ แต่เขาก็ได้เห็นและได้เตรียมรับไว้ตั้งแต่ไกล และ รู้ดีว่าเขาเป็นคนแปลกถิ่นที่ท่องเที่ยวไปในโลก 14 เพราะคนที่พูด อย่างนี้ก็แสดงให้เห็นชัดแล้วว่า เขากำลังแสวงหาเมืองที่จะได้เป็น
ของเขา 15 ถ้าเขาคิดถึงบ้านเมืองที่เขาจากมานั้น เขาก็คงจะมีโอกาส
กลับไปได้16 แต่ความจริงเขาปรารถนาที่จะอยู่ในเมืองที่ประเสริฐกว่า
นั้น คือเมืองสวรรค์ เหตุฉะนั้นพระเจ้าจึงมิได้ทรงละอาย เมื่อเขาเรียก
พระองค์ ว่า เป็นพระเจ้าของเขา เพราะพระองค์ได้ทรงจัดเตรียมเมือง
หนึ่งไว้สำหรับ เขาแล้ว… . 32 และข้าพเจ้าจะกล่าวอะไรต่อไปอีกเล่า
เพราะไม่มีเวลาพอที่จะกล่าวถึง กิเดโอน บาราค แซมสัน เยฟธาห์
ดาวิด และซามูเอล และผู้เผยพระวจนะทั้งหลาย 33 เพราะความเชื่อ ท่านเหล่านั้นจึงได้มีชัย เหนือดินแดนต่างๆ ได้ตั้งระบบความยุติธรรม ได้รับผลของพระสัญญา ได้ปิดปากสิงห์ 34 ได้ดับไฟที่ไหม้อย่างรุน
แรง ได้พ้นจากคมดาบ ความอ่อนแอของท่านก็กลับเป็นความเข้มแข็ง มีกำลังความสามารถในการทำสงคราม ได้ตีกองทัพประเทศอื่นๆ แตก
พ่ายไป 35 พวกผู้หญิงก็ได้รับคนพวกของนางที่กลับฟื้นคืนชีวิตขึ้นมาอีก บางคนก็ถูกทรมาน แต่ก็ไม่ยอมรับการปลดปล่อย เพื่อเขาจะได้กลับมี
ชีวิตที่ดีกว่านั้นอีก 36 บางคนต้อง ทนต่อคำเยาะเย้ยและการถูกโบยตี และยังถูกล่ามโซ่และถูกขังคุกด้วย 37 บางคนก็ถูกขว้างด้วยก้อนหิน บางคนก็ถูกเลื่อยเป็นท่อนๆ บางคนก็ถูกฆ่าด้วยคมดาบ บางคนก็นุ่งห่ม หนังแกะหนังแพะพเนจรไป สิ้นเนื้อประดาตัว ตกระกำลำบากและถูก
เคี่ยวเข็ญ 38 (แผ่นดินโลกไม่สมกับคนเช่นนั้นเลย) เขาพเนจรไปในถิ่น
ทุรกันดาร และตามภูเขาและอยู่ตามถ้ำและตามโพรง 39 คนเหล่านั้น ทุกคนมีชื่อเสียงดีเพราะความเชื่อของเขา แต่เขาก็ยังไม่ได้ รับสิ่งที่ทรง
สัญญาไว้ 40 เพราะพระเจ้าทรงจัดเตรียม สิ่งซึ่งประเสริฐยิ่งกว่านั้น
ไว้สำหรับเขา เพื่อเขาทั้งหลายจะได้รับความสมบูรณ์ด้วยกันกับเรา
เท่านั้น (ฮีบรู 11:13-16, 32-40).

อุรียาห์ไม่ควรถูกมองอย่างดูหมิ่น หรือถูกวิพากษ์วิจารณ์เพราะความจงรักภักดีที่ยอมให้กับดาวิด เขาสมควร ได้รับการยกย่อง ที่จริงมีคนให้คำแนะนำที่ดีสำหรับผมว่า : "ถ้าสมมุิตอุรียาห์ได้อยู่ในรายชื่อของวีรบุรุษ สงคราม เพราะความจงรักภักดีและความกล้าหาญในการสู้รบจนเสียชีวิตล่ะ? เป็นไปได้ไหมที่จะคิดว่า อุรียาห์เป็นเพียงคนต่างชาติที่กลับใจ ความเชื่อและการเชื่อฟังของเขาทำให้อิสราเอลหลายคนต้องอับอาย เสียหน้า เขาเป็นคนหนึ่งในท่ามกลางผู้ที่เชื่อและวางใจในพระเจ้า และยังไม่ได้รับสมกับความยุติธรรม ในโลกนี้ แต่จะได้รับเมื่ออาณาจักรของพระองค์มาถึง คริสเตียนหลายคนในทุกวันนี้ ต้องการรับพระพร "เดี๋ยวนี้" ไม่ต้องการทนทุกข์เพื่อรอรับบำเหน็จในภายหลัง ขอให้คิดดูให้ดี โดยมองจากแบบอย่างของ อุรียาห์ สำหรับชีวิตเราในปัจจุบัน


39 เรารู้ว่าในขณะที่ดาวิดอาศัยอยู่ในถ้ำอดุลลัม พี่น้องและครัวเรือนของบิดาท่าน รวมทั้งคนที่ไม่ชอบหน้า ซาอูลมาหาท่านเพราะกลัวการรังควาญของซาอูล (1 ซามูเอล 22:1-2) โยอาบ อาบีชัย และอาสาเฮลเป็น บุตรของเศรุยาห์ น้องสาวของดาวิด (1 พงศาวดาร 2:16) ผมขอสรุปว่าทั้งสามพี่น้องนี้น่าจะมาเข้าพวกกับ ดาวิดเวลาเดียกับที่ครอบครัวของท่านมา

40 สังเกตุดูว่ามีการเลี้ยงฉลองกันสามวันระหว่างดาวิดและบรรดาคนที่มาสมทบกับท่าน น่าจะเป็นเวลาเดียว กับที่ท่านทำความรู้จักกับคนพวกนี้

41

41 บังเอิญหรือเปล่าว่าหมายถึง "ของประทานจากพระราชา" ที่ดาวิดมอบให้อุรียาห์ในข้อ 8 ? ของประทาน นี้คือ "อาหารและเครื่องดื่ม" ใช่หรือไม่? ผมว่าน่าเป็นได้

42 การกระทำของอุรียาห์ทำให้เกิดคำถามขึ้นมาสำหรับคนขี้เมาทั้งหลาย ดูเหมือนพระธรรมตอนนนี้จะแสดง ให้เราเห็นว่า ถึงจะเมา ก็ไม่สามารถถูกบังคับให้ทำในสิ่งที่ขัดต่อจิตสำนึกได้ นอกจากเจ้าตัวอยากทำเอง ทำให้ผมสงสัยว่ามีกี่คนกันที่ทำเป็นเมา เพื่อจะได้ทำในสิ่งที่อยากทำ และคิดว่าจะโทษไปที่แอลกอฮอลได้ ในสิ่งที่ทำลงไป? ฟังดูคล้ายๆกับเรื่อง "ถูกซาตานบังคับให้ทำ" นะครับ

Related Topics: Bibliology (The Written Word)