Where the world comes to study the Bible

บทที่ 24: โอกาสครั้งที่สอง (1 ซามูเอล 26:1-25)

คำนำ

มาถึงบทนี้ นักวิชาการบางคนมักให้เหตุผลทำนองว่า "เหตุการณ์ในบทที่ 26 นี้เหมือน กับบทที่ 24 มาก ความเหมือนนี้สามารถอธิบายสรุปได้ว่า เป็นเรื่องใหม่ในสถานการณ์ เดิม"123 http://www.bible.org/docs/ot/books/1sa/deffin/ คงยากที่สรุปเช่นนี้โดยไม่ทำให้เกิดความรู้สึกว่าเนื้อหาในพระคัมภีร์นั้นสับสน และผิดพลาด เป็นความจริงว่าทั้งสองบทมีส่วนคล้ายกัน ตัวอย่างเช่น ในทั้งสองบท ชาวศิฟเป็นผู้ไปแจ้งเบาะแสของดาวิดให้แก่ซาอูล แต่ที่ยากคือเราแค่มองเห็นว่าชาว ศิฟพยายามทำซ้ำสองอีกเมื่อครั้งแรกไม่ประสบความสำเร็จหรือเปล่า ?

ผมคิดว่านักเรียนพระคัมภีร์ทำถูกต้องที่สังเกตเห็นความเหมือนกันนี้ แต่ยังผิดในความ เห็นของผม พวกเขาอธิบายถึงความเหมือนกันนี้โดยถือตามข้อสรุปว่า พระคัมภีร์ทั้ง สองตอนหรือตอนใดตอนหนึ่งมีช่องโหว่ ซึ่งฟังดูง่าย (หรือดี) กว่า แต่เมื่อเราเริ่มต้น ว่าพระคัมภีร์เป็นพระวจนะคำของพระเจ้าที่ไม่มีข้อผิดพลาด ผมจึงอยากให้เราสรุปว่า ความเหมือนกันเรื่องการเผชิญหน้าของซาอูลและดาิวิดในทั้งสองบทนี้เป็นพระประสงค์ ในแบบของพระเจ้า ให้คิดว่าผู้เขียนตั้งใจให้เราเห็นว่าทั้งสองบทมีทั้งความเหมือนและ ความต่าง เพื่อเราจะได้คำนึงถึงข้อเหมือนและข้อแตกต่าง และผมอยากให้เราสรุปต่อ ไปด้วยว่าผู้เขียนต้องการให้เราพิจารณาดูทั้งสองข้อนี้ให้ดี เพราะสองข้อนี้อาจเป็น กุญแจสำคัญใขไปสู่ความเข้าใจเรื่องราวทั้งสองตอนได้

ขอยกตัวอย่างในสิ่งที่ผมพยายามอธิบาย ในพระธรรมปฐมกาล เราพบว่าพวกพี่ชาย ของโยเซฟขายท่านไปเป็นทาสในอียิปต์ ที่ทำเช่นนั้นเพราะความอิจฉาและเกลียดชัง เหตุเพราะท่านเป็นลูกคนโปรดของยาโคบ พวกเขาไม่สนใจว่าการขายโยเซฟไปนั้นจะ ทำให้หัวใจของผู้เป็นบิดาแหลกสลาย แต่เมื่อโยเซฟได้ขึ้นเป็นถึงตำแหน่งรองจาก ฟาโรห์ พวกพี่ชายต้องเดินทางมาขอซื้อข้าวถึงในอียิปต์ โดยหารู้ไม่ว่าต้องมาขอซื้อ จากน้องชายของตนเอง โยเซฟจึงสร้างสถานการณ์ที่บังคับให้พวกพี่ๆพาน้องชายคน เล็กเบนยามินมาด้วยในครั้งหน้าที่กลับมาอียิปต์ และโยเซฟได้สร้างเหตุการณ์ที่ทำให้ เบนยามินดูเหมือนขโมยของไป โยเซฟให้โอกาสพี่ชายที่จะทรยศต่อเบนยามินผู้เป็น น้องอีกครั้ง เพื่อน้องจะได้ถูกกักตัวไว้เป็นทาสในอียิปต์ และพี่ชายสามารถเดินทาง กลับบ้านได้โดยปลอดภัย พูดอย่างสั้นๆก็คือ โยเซฟให้โอกาสพวกพี่ชายที่จะรื้อฟื้นสิ่ง ที่พวกเขากระทำแก่ท่านเมื่อ 20 ปีที่แล้ว จุดเด่นในสถานการณ์ที่ "คล้าย" กันในอียิปต์นี้ คือการกระทำของพี่ชาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง - การตอบสนองของยูดาห์ ความสงสารที่ พวกเขามีต่อยาโคบและความเป็นห่วงในเบนยามินแสดงให้โยเซฟเห็นว่าพวกเขาสำนึกผิดอย่างจริงใจ สถานการณ์นี้คล้ายกับสถานการณ์ที่โยเซฟเคยผ่านมาก่อน และใน แบบของพระเจ้า พระองค์ต้องการแสดงให้เห็นชัดเจนว่าการกลับใจของพี่ชายนั้นเป็น ข้อแตกต่างจากเหตุการณ์ซึ่ง "เหมือนกัน" ในครั้งแรกอย่างสิ้นเชิง

สิ่งนี้น่าจะเป็นสิ่งเดียวกับที่ผู้เขียนพระธรรม 1 ซามูเอลต้องการแสดงให้เห็นในบทที่ 26 ในบทที่ 24 ดาวิดถูกจิตสำนึกของตนเองโจมตีเพราะท่านแอบไปตัดชายเสื้อคลุมของ ซาอูล ขณะที่ดาวิดทำในสิ่งที่ถูกต้องหลายอย่างต่อซาอูลในบทที่ 24 แต่ท่านกลับผิด พลาดที่จะทำในหลักเดียวกันกับนาบาลในบทที่ 25 แต่เมื่อหลังจากถูกนางอาบิกายิล ตำหนิอย่างอ่อนสุภาพ ดาวิดจึงละการแก้แค้นทั้งสิ้นไว้ที่พระเจ้าและล้มเลิกแผนการฆ่า นาบาลหมดสิ้น ในบทที่ 26 เราพบว่าดาวิดต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่คล้ายคลึงกับใน บทที่ 24 ผมเชื่อว่าพระเจ้ากำลังให้โอกาสครั้งที่สองกับท่าน ให้โอกาสทำในสิ่งที่ "ถูก ต้อง" และท่านก็ได้ทำอย่างที่เราจะเห็นกันต่อไป ความคล้ายคลึงกันระหว่างบทที่ 24 และ 26 นี้ทำให้เรารู้ว่าดาวิดได้รับโอกาสแก้ตัวอีกครั้ง ที่แตกต่างคือเราจะเห็นว่าดาวิด ทำได้อย่างไรในครั้งที่สองนี้

รำลึกถึงความหลัง
(26:1-5)

1 ชาวศิฟมาหาซาอูลที่เมืองกิเบอาห์ทูลว่า "ดาวิดซ่อนตัวอยู่บนเขา ฮาคีลาห์ ซึ่งอยู่ทางตะวันออกของเยชิโมนมิใช่หรือ" 2 ซาอูลจึงทรง ลุกขึ้นลงไปที่ถิ่นทุรกันดารศิฟ พร้อมกับชายอิสราเอลที่คัดเลือกแล้ว สามพันคน เพื่อแสวงดาวิดในถิ่นทุรกันดารศิฟ 3 และซาอูลทรงตั้ง ค่ายอยู่ที่เขาฮาคีลาห์ซึ่งอยู่ข้างถนนทางทิศตะวันออกของเยชิโมน แต่ดาวิดยังคงอยู่ในถิ่นทุรกันดาร และเมื่อท่านเห็นว่าซาอูลเสด็จมา หาท่านที่ในถิ่นทุรกันดาร 4 ดาวิดก็ส่งผู้สอดแนมออกไป จึงทราบว่า ซาอูลทรงยกมาแน่แล้ว 5 แล้วดาวิดก็ลุกขึ้นมายังที่ซึ่งซาอูลทรงตั้ง ค่ายอยู่ และดาวิดก็เห็นที่ที่ซาอูลบรรทมพร้อมกับอับเนอร์บุตร เนอร์ แม่ทัพ ซาอูลบรรทมอยู่กลางเขตค่าย ฝ่ายกองทัพก็ตั้งค่ายอยู่รอบ พระองค์

เราเคยรู้จักชาวศิฟมาก่อน บทที่ 23 กล่าวว่าชาวศิฟมาพบซาอูลที่บ้านในกิเบอาห์ เพื่อจะบอกที่ซ่อนตัวของดาวิด และสัญญาจะนำตัวมามอบให้ (23:19-20) ซาอูลต้อง การให้มั่นใจว่าดาวิดจะไม่หลุดรอดไปได้ ท่านจึงสั่งให้พวกศิฟกลับบ้านไปก่อนพร้อม สั่งให้คอยจับตาดูดาวิดไว้ เพื่อว่าเมื่อออกตามล่าจะได้หนีไม่พ้น (23:21-23) พวกเขา จึงกลับไป และซาอูลก็รีบเร่งออกไปตามล่าดาวิดในทันที เมื่อดาวิดรู้ว่าซาอูลกำลังมา ท่านหนีลงใต้และเกือบถูกซาอูลจับได้ที่บนภูเขาในถิ่นทุรกันดารมาโอน ถ้าไม่เป็นเพราะ มีผู้มาส่งข่าวเรื่องฟิลิสเตียยกทัพมาโจมตีอิสราเอล ซาอูลคงจะจับดาวิดได้สำเร็จ (23:24-29)

เมื่อซาอูลกลับจากการรบกับฟิลิสเตีย ท่านออกมาตามล่าดาวิดอีกครั้ง ในระหว่างทาง ท่านเข้าไปในถ้ำที่ดาวิดและพรรคพวกหลบซ่อนอยู่ ขณะที่ซาอูลอยู่ในถ้ำ ดาวิดแอบ ตัดชายเสื้อคลุมของท่านไว้ แต่ไม่อนุญาตให้ใครทำอันตรายท่าน หลังจากนั้นดาวิด แสดงตัวแก่ซาอูล เพื่อแจ้งว่าท่านมีใจบริสุทธิ์และไม่เคยคิดทำร้ายถึงแม้โอกาสจะ อำนวย ซาอูลรู้สึก "สำนึก" ผิดในขณะนั้น แล้วทั้งสองก็จากกันด้วยดี (บทที่ 24) ตรง นี้เป็นสิ่งที่ดาวิดแสดงให้ทุกคนเห็นว่าท่าน (หรือคนอื่นๆ) จะเป็นฝ่ายผิดถ้าคิดกำจัด ซาอูลออกจากบัลลังก์ด้วยการทำร้าย เพราะเท่ากับเป็นการต่อต้านผู้ที่พระเจ้าเจิมไว้ ดาวิดจะไม่ทำอันตรายกษัตริย์ ; ท่านต้องการทำแต่สิ่งดีเท่านั้น

พอบทที่ 25 เราเห็นว่าดาวิดไม่ยินยอมผ่อนปรนกับนาบาลในแบบเดียวกับที่ทำต่อ ซาอูล ดาวิดส่งลูกน้อง 10 คนไปพบนาบาลเพื่อขอปันอาหารจากงานฉลองหลังตัด ขนแกะ นาบาลปฏิเสธอย่างหยาบคาย นอกจากไม่ให้อาหารแล้วยังพูดจาเยาะเย้ย ดาวิดและพรรคพวกอย่างเจ็บแสบ ดาวิดโกรธจัดมุ่งออกไปหมายจะฆ่านาบาลและู้ชาย ในครัวเรือนทั้งสิ้น ด้วยการใช้สติปัญญาแก้ปัญหาของนางอาบิกายิลภรรยาของนาบาล นาบาลจึงรอดชีวิต และดาวิดไม่ได้พลาดพลั้งทำสิ่งโง่เขลาลงไป เมื่อนางวิงวอนต่อ ดาวิด นางเตือนสติทำให้ท่านระลึกถึงวิธีการที่ท่านเคยปฏิบัติมาก่อนแล้วในบทที่ 24

แล้วเราก็เห็นชาวศิฟมาแจ้งเบาะแสเรื่องดาวิดกับซาอูลอีกครั้ง เมื่อพวกศิฟมาหาซาอูล ซาอูลไม่ได้อยู่ในถิ่นทุรกันดารศีฟเพื่อสร้างอิทธิพลกดดันแก่ชาวศิฟที่ไม่ยอมให้ความ ร่วมมือ ท่านอยู่ที่บ้านในกิเบอาห์และล้มเลิกการออกตามล่าดาวิดไปแล้ว อย่างน้อยก็ ในชั่วขณะนั้น แต่เมื่อมีผู้มาแจ้งเบาะแส ซาอูลก็ออกตามล่าดาวิดอีกในทันที124 http://www.bible.org/docs/ot/books/1sa/deffin/ ชาวศิฟเหล่านี้เป็นลูกหลานของคาเลบและเป็นคนยูดาห์ ซึ่งก็คือเป็นพี่น้องในเผ่ายูดาห์ เช่นเดียวกับดาวิด แต่พวกเขากลับทรยศต่อกษัตริย์องค์ต่อไปโดยนำข้อมูลไปให้กับคน ต่างเผ่าเบนยามินอย่างซาอูล

ซาอูลกลับไปยังถิ่นทุรกันดารศีฟโดยมีทหารฝีมือดีตามไปถึง 3,000 คน ครั้งนี้ท่านจะ ไม่มีวันปล่อยให้ดาวิดหลุดมือไปได้ ซาอูลไปตั้งค่ายอยู่ที่เขาฮาคีลาห์ติดกับถนน ส่วน ดาวิดยังอยู่ลึกเข้าไปในถิ่นทุรกันดาร ครั้งนี้แตกต่างไปจากครั้งที่แล้วที่ทั้งสองเผชิญ หน้ากัน ครั้งแรกดาวิดพยายามหนีในขณะที่ซาอูลไล่ตามไปติดๆ ครั้งนี้ทหารของซาอูล ตั้งค่ายอยู่ในขณะที่ดาวิดรุก คนของดาวิดไปสอดแนมและกลับมารายงาน ท่านออกไป ดูเองพร้อมกับลูกน้อง เมื่อมองลงไปที่ค่ายเห็นซาอูลนอนอยู่กลางค่าย คงจะสังเกตเห็น ได้ง่ายเพราะท่านสูงใหญ่ใส่เสื้อเกราะครบชุดและมีหอกอยู่ด้วย ที่นอนอยู่ใกล้ๆกันคือผู้ เป็นทั้งลุงและแม่ทัพของท่าน อับเนอร์ ล้อมรอบด้วยทหาร 3,000 คน ซึ่งดูคล้ายวง แหวนที่กระจายออกเมื่อโยนก้อนหินลงน้ำ

ชักชวนและอาสาสมัคร
(26:6-12)

6 แล้วดาวิดก็พูดกับอาหิเมเลคคนฮิตไทต์ และกับอาบีชัยบุตรของนาง เศรุยาห์ น้องชายของโยอาบว่า "ผู้ใดจะลงไปในค่ายของซาอูลกับเราบ้าง" อาบีชัยตอบว่า "ข้าพเจ้าจะลงไปกับท่าน" 7 ดาวิดและอาบีชัยจึงลงไปที่ กองทัพในเวลากลางคืน และดูเถิด ซาอูลบรรทมอยู่กลางเขตค่าย มีหอก ปักอยู่ที่ที่ดินตรงศีรษะ อับเนอร์กับพวกพลก็นอนล้อมพระองค์อยู่ 8 อาบีชัย พูดกับดาวิดว่า "ในวันนี้พระเจ้าทรงมอบศัตรูของท่านไว้ในมือของท่านแล้ว บัดนี้ขอให้ข้าพเจ้าแทงเขาด้วยหอกให้ติดดินครั้งเดียวก็พอ และข้าพเจ้าไม่ ต้องแทงเขาครั้งที่สอง" 9 แต่ดาวิดบอกอาบีชัยว่า "ขออย่าทำลายพระองค์ เลย เพราะผู้ใดเล่าจะเหยียดมือออกต่อสู้ผู้ซึ่งพระเจ้าทรงเจิมไว้ และจะไม่ มีความผิด" 10 และดาวิดกล่าวว่า "พระเจ้าทรงพระชนม์อยู่แน่ฉันใด พระเจ้า จะทรงฆ่าพระองค์ท่านเอง หรือจะถึงวันกำหนดที่พระองค์ต้องสิ้นพระชนม์ หรือพระองค์จะเสด็จเข้าสงครามและพินาศเสีย 11 ขอพระเจ้าทรงห้ามปราม ข้าพเจ้าไม่ให้เหยียดมือออกต่อสู้ผู้ที่พระองค์ทรงเจิมไว้ บัดนี้จงเอาหอกที่ อยู่ตรงพระเศียรกับเหยือกน้ำ และให้เราไปกันเถิด" 12 ดาวิดจึงเอาหอกและ เหยือกน้ำจากที่พระเศียรของซาอูล และเขาทั้งสองก็ออกไป ไม่มีใครเห็น ไม่มีใครทราบ และไม่มีคนใดตื่นเพราะเขาหลับสนิททุกคน เพราะพระเจ้าทรง บันดาลให้เขาหลับสนิท

เมื่อดาวิดรู้ตำแหน่งที่ตั้งของค่ายจากสายสืบ ท่านพร้อมด้วยผู้ติดตามอีกสองคนลง ไปดูที่นั่น125 สองคนที่ไปด้วยคืออาหิเมเลคคนฮิตไทต์ (คนละคนกับปุโรหิตที่ถูก ซาอูลฆ่าตาย) และอาบีชัยบุตรเศรุยาห์ผู้เป็นน้องของโยอาบและพี่ของอาสาเฮล (2 ซามูเอล 2:18) ดาวิดถามสองคนนี้ว่าใครจะอาสาลงไปที่ค่ายของซาอูลกับท่านบ้าง อาหิเมเลคนิ่งเฉยขณะที่อาบีชัยอาสาลงไป

ลองจินตนาการดูว่าถ้าคุณเป็นอาบีชัย แล้วซาอูลนอนอยู่ข้างในสุดของวงล้อมทหาร อับเนอร์แม่ทัพผู้กล้าหาญและองครักษ์ของซาอูลนอนอยู่ติดกัน คุณต้องย่องผ่านบรรดา ทหารที่นอนเรียงรายอยู่อย่างระมัดระวัง อาจมีคนตื่นขึ้น เพราะมันดูเหลือเชื่อว่าทหาร ทั้ง 3,000 คนนี้ไม่มีใครตื่นอยู่ยามเลย คุณต้องได้ยินเสียงกรนดังจนนึกอยากจับนอน ตะแคงให้หมดถ้าไม่กลัวว่าจะตื่น คุณอาจสะดุดเศษไม้หน้าคะมำ -- หัวใจแทบหยุดเต้น คุณคงไม่อยากเชื่อว่าคุณและดาวิดจะทำสำเร็จเมื่อมาถึงและยืนดูซาอูลนอนหลับสนิท พร้อมด้วยอับเนอร์แม่ทัพ เหนือศีรษะของซาอูลมีหอกปักอยู่ และมีเหยือกน้ำวางอยู่ ด้วย126

ถ้าคุณเป็นอาบีชัย คงไม่ต้องคิดนานหรอกว่าอะไรจะเกิดตามมา เพราะจากเหตุการณ์ ในถ้ำ และท่าทีที่ดาวิดอิดออดไม่ยอมฆ่าซาอูล อาบีชัยจึงกระซิบให้เหตุผลกับดาวิดว่า "พระเจ้าได้มอบซาอูลไว้ในมือของท่านแล้ว ขอให้ผมลงมือจัดการฆ่าท่านเสียด้วยหอก นี้แหละ แค่แทงเพียงครั้งเดียว ผมมั่นใจว่าไม่รอดแน่" อาบีชัยอาจคิดในใจว่า "จริงอยู่ ดาวิดปฏิเสธไม่ยอมฆ่าซาอูลที่ในถ้ำ แต่ตอนนี้ท่านน่าจะได้รับบทเรียนแล้ว เพราะถ้า ท่านยังขืนรีรออยู่อีก เราน่าจะเป็นผู้ลงมือทำให้เอง ที่แน่ๆดาวิดคงไม่ได้อาสาหาคน เสี่ยงตายลงมาด้วยเพื่อมายืนดูกษัตริย์เฉยๆแล้วกลับขึ้นไป" นับเป็นเรื่องชวนท้าทาย ทั้งดาวิดและอาบีชัยมาก เพราะทั้งคู่ความเห็นไม่ลงรอยกัน แถมยังต้องคอยระวังไม่ทำ ให้ทั้งกองทัพและซาอูลตื่นขึ้นมาด้วย

ดาวิดสั่งไม่ให้อาบีชัยฆ่าซาอูลด้วยเหตุผลสำคัญอย่างที่ท่านเคยพูดไว้ในถ้ำในบทที่ 24 ไม่มีผู้ใดสามารถเหยียดมือขึ้นต่อสู้กับผู้ที่พระเจ้าเจิมไว้โดยไร้ความผิดก็หามิได้ 127 http://www.bible.org/docs/ot/books/1sa/deffin/ ใน ข้อ 10 ดาวิดพูดมากกว่าที่ท่านเคยพูดไว้ "พระเจ้าทรงพระชนม์อยู่แน่ฉันใด พระเจ้า จะทรงฆ่าพระองค์ท่านเอง" ดาวิดให้ความมั่นใจกับอาบีชัย ถึงแม้ท่านจะไม่รู้ว่าด้วยวิธี การใด แต่จากประสบการณ์เรื่องนาบาลและอาบีกายิล ท่านรู้ดีว่าพระเจ้าจะทำพระประ สงค์ของพระองค์ให้สำเร็จได้ด้วยหลากหลายวิธี พระองค์อาจบันดาลให้ซาอูลตายลง ด้วยสาเหตุตามธรรมชาติ หรืออาจตายในสนามรบ นี่อาจเป็นหนึ่งในหลายๆวิธีที่พระเจ้า ปลดซาอูลลง แต่ไม่ว่ากรณีใดก็ตาม ต้องไม่ใช่ด้วยน้ำมือของดาวิดหรือของผู้ติดตาม

ดาวิดตั้งใจมาเพื่อเอาหอกและเหยือกน้ำของซาอูลไปเท่านั้น ท่านจึงดึงหอกและหยิบ เหยือกน้ำกลับไป พร้อมทั้งสั่งให้อาบีชัยตามกลับไปด้วย ผมพอจะเห็นภาพอาบีชัยเดิน ส่ายหัวตามหลังด้วยความเซ็งผ่านร่างระเกะระกะที่นอนอยู่บนพื้นกลับไป และหายลับไป ในความมืด นับเป็นภาระกิจที่เสี่ยงตาย! เพียงเพื่อไปเอาหอกและเหยือกน้ำกลับมาแค่ นั้น ไม่ว่าพวกเขาจะรู้หรือไม่ ผู้เขียนต้องการสื่อให้เห็นว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของโชค หรือยุทธวิธีทางทหารที่เก่งกาจ พระเจ้าได้บันดาลให้ทหารทั้ง 3,000 คนหลับสนิท อย่างอัศจรรย์ ถึงแม้ว่าดาวิดกับอาบีชัยจะเถียงกันเสียงดังลั่น (เป็นไปได้ไหมครับ ?) ก็ไม่มีสักคนตื่นขึ้นมา อาบีชัยอาจเดินสะดุดใครต่อใครต่อมาบ้างก็ได้ แต่ก็ยังปลอดภัย ผมสงสัยว่าในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา มีวีรบุรุษกี่คนที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่เสี่ยง ตาย หรือได้รับมอบหมายภาระกิจที่สำคัญยิ่งโดยไม่รู้เลยว่าเบื้องหลังความสำเร็จทั้งสิ้น คือพระหัตถ์ของพระเจ้า

ปลุกอย่างไม่เกรงใจ
(26:13-16)

13 และดาวิดก็ข้ามไปอีกฟากหนึ่ง ไปยืนอยู่บนยอดเขาไกลออกไป มีที่ว่างกว้างใหญ่ระหว่างทั้งสองฝ่าย 14 ดาวิดก็ตะโกนเรียกพวกพล และเรียกอับเนอร์บุตรเนอร์ว่า "อับเนอร์เอ๋ย ท่านไม่ตอบหรือ" แล้ว อับเนอร์ตอบว่า "ใครนั่นที่มาร้องเรียกพระราชา" 15 และดาวิดตอบ อับเนอร์ว่า "ท่านไม่ใช่ผู้ชายดอกหรือ ในอิสราเอลมีใครเหมือนท่านบ้าง ทำไมท่านไม่เฝ้าพระราชาเจ้านายของท่านไว้ให้ดี เพราะมีคนหนึ่งเข้า ไปจะทำลายพระราชาเจ้านายของท่าน 16 ที่ท่านกระทำเช่นนี้ไม่ดีแน่ พระเจ้าทรงพระชนม์อยู่แน่ฉันใด ท่านควรตายเพราะท่านมิได้เฝ้าเจ้า นายของท่านไว้ให้ดี ผู้ที่พระเจ้าทรงเจิมไว้ บัดนี้ตรวจดูทีว่าหอกของ พระราชาอยู่ที่ไหน และเหยือกน้ำที่ตรงพระเศียรนั้นอยู่ที่ไหน"

ดาิวิดถูกเลี้ยงมาให้ฉลาด ท่านรอจนข้ามบริเวณที่เป็นหุบเขาไป ไกลขึ้นไปบนยอดเขา จนซาอูลไม่อาจทำอันตรายได้ จึงตะโกนออกไปให้ทุกคนได้ยิน โดยเจาะจงไปที่ อับเนอร์ เวลานั้นอาจจะยังมืดอยู่หรือเป็นเวลาย่ำรุ่ง ทหารของซาอูลคงตื่นขึ้นมา เพราะเสียงของดาวิด โดยไม่เห็นตัวคนเรียก อับเนอร์จำเสียงดาวิดไม่ได้

ดาวิดมีเหตุผลที่ต้องการให้ทุกคนได้ยินโดยเฉพาะอับเนอร์ ดาวิดชี้ให้ทั้งกองพลเห็น ว่าไร้ความสามารถในการปกป้องกษัตริย์ และดาวิดกล่าวว่าความบกพร่องเช่นนี้มีโทษ ถึงตาย เมื่อเราได้อ่านถ้อยคำที่ดาวิดพูดกับอับเนอร์และกองทัพ เราเริ่่มเห็นถึงเหตุผล ที่ดาวิดบุกเข้าไปในค่ายของซาอูล ท่านไม่ได้ทำเพื่อความสนุกสนาน เพื่อความสะใจ ชั่วครู่ ท่านมีแผน และเป็นแผนที่ประสพความสำเร็จด้วย เมื่อดาวิดเรียกหาอาสาสมัคร อาบีชัยก้าวออกมา ตามที่ดาวิดคาดไว้ เรารู้ว่าอาบีชัยเป็นนักรบผู้กล้าหาญตามที่พูดถึง อยู่ในพระธรรม 2 ซามูเอล 23:18-19:

18 ฝ่ายอาบีชัยน้องชายของโยอาบบุตรนางเศรุยาห์ เป็นหัวหน้าของ ทั้งสามสิบคนนั้น ท่านได้ยกหอกต่อสู้ทหารสามร้อยคน และฆ่าตายสิ้น และได้รับชื่อเสียงดังวีรบุรุษสามคนนั้น 19 ท่านเป็นผู้ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ที่สุดในสามสิบคนนั้น ฉะนั้นได้เป็นผู้บังคับบัญชาของเขา แต่ท่านไม่มี ยศเท่ากับสามคนนั้น

อาบีชัยเป็นทหารที่มีใจกล้า เป็นคนที่สามารถฆ่าคนได้โดยไม่สะทกสะท้าน ดาวิดให้ อาบีชัยติดตามมาด้วยโดยรู้อยู่เต็มอกว่าเขาต้องการจะฆ่าซาอูลทันทีที่เข้าถึงตัวได้

คนที่ดาิวิดตะโกนเรียกล้วนแล้วแต่เป็นทหาร ที่มาเพื่อจะจับดาวิด บางคนคิดว่าดาวิด เป็นบุคคลอันตรายที่ต้องการล้มราชบัลลังก์ ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง (ซึ่งความจริงไม่ใช่) พวกเขาเป็นองครักษ์ส่วนตัว แต่ดาวิดกลับบอกว่าเห็นข้อบกพร่องในหน้าที่ของพวก เขา -- หน้าที่ปกป้องซาอูล ดาวิดกล่าวว่าผู้ทีคิดจะ "ฆ่า" ซาอูลได้ฝ่าด่านป้องกันแข็ง ขันเข้าไปจนถึงตัวกษัตริย์เพื่อตั้งใจไปฆ่าแต่ก็ไม่ได้ทำอันตรายใดๆ เพราะท่านยับยั้งไว้ (เช่นอาบีชัย) กษัตริย์ยังมีลมหายใจอยู่หรือเปล่า ? ดาวิดพูดถูก! ท่านไม่ได้บุกเข้าไป เพื่อจะไปฆ่าซาอูล ในขณะที่อาบีชัยต้องการ สาเหตุเดียวที่อาบีชัยทำไม่สำเร็จเพราะ ดาวิดห้ามไว้ ถ้าไม่เชื่อให้ลองหาหอกและเหยือกน้ำของซาอูลดู ผมพอมองเห็นภาพ ความโกลาหลที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับอับเนอร์เมื่อมองไปที่ซาอูลนอนและเห็น แต่รูที่เคยมีหอกปักอยู่และเหยือกน้ำหายไป อาจมีรอยเท้าคนเดินไปมาในบริเวณนั้น ด้วย ดาวิดร้องเรียกให้กองพลส่งทหารขึ้นมาเอาของกลับคืนไป เพื่อพิสูจน์ว่าหอกอยู่ กับท่านจริง

ที่จริง ดาวิดเองเป็นผู้ที่ปกป้องชีวิตกษัตริย์ไว้ ส่วนอับเนอร์ในฐานะแม่ทัพ มีหน้าที่โดย ตรงในการดูแลความปลอดภัยทุกประการให้กับซาอูล อับเนอร์เป็นผู้รับผิดชอบเต็มตัว มีหน้าที่ต้องคอยเฝ้าดูอยู่ตลอดเวลา อาจกล่าวได้ว่าในขณะที่ซาอูลตกอยู่ในอันตราย เขากำลังอยู่ในหน้าที่ และตัวอับเนอร์เองก็นอนอยู่ใกล้กับกษัตริย์พอที่จะจัดการกับผู้ที่ บุกรุกเข้ามาได้ อับเนอร์เป็นนายทหารที่มีชื่อเสียงในกองทัพของซาอูล เหตุการณ์ครั้ง นี้ทำให้อับเนอร์เสียหน้ายิ่งนัก ! ที่ร้ายแรงที่สุดของการบกพร่องในหน้าที่รักษาความ ปลอดภัยให้กับกษัตริย์คือโทษประหาร ในกรณีนี้ไม่เพียงแต่อับเนอร์เท่านั้นที่สมควร ต้องโทษ ทหารทั้ง 3,000 คนก็มีความผิดในสถานเดียวกัน

บางคนเล่าเรื่องที่ได้ยินมาจากวิทยุให้ผมฟังว่า มีคนปองร้ายลูกชายของซัดดัม ฮุสเซน ลูกของซัดดัมปลอดภัยดี คนร้ายทำอะไรไม่ได้ แต่ข้อหาบกพร่องในหน้าที่รักษาความ ปลอดภัย บอร์ดี้้การ์ดทุกคนถูกฆ่าตายหมด ดาวิดไม่ได้พูดเล่น ทหารทุกคนที่อยู่ใน ที่นั้นคงหวั่นใจว่ากษัตริย์จะตอบโต้อย่างไร

ดาวิดพูดกับซาอูล (26:17-20)

17 ซาอูลทรงจำสำเนียงดาวิดได้จึงตรัสว่า "ดาวิดบุตรของข้าเอ๋ย นี่เป็นเสียงของเจ้าหรือ" และดาวิดทูลว่า "ข้าแต่พระราชาเจ้านาย ของข้าพระบาท เป็นเสียงข้าพระบาทพ่ะย่ะค่ะ" 18 และท่านทูลต่อ ไปว่า "ไฉนเจ้านายของข้าพระบาทจึงไล่ตามผู้รับใช้ของพระองค์ ข้าพระบาทได้กระทำอะไรไป มือข้าพระบาทผิดอย่างไรเล่า 19 เพราะฉะนั้นบัดนี้ขอพระราชาเจ้านายของข้าพระบาท ทรงฟังเสียง ผู้รับใช้ของฝ่าพระบาท ถ้าพระเจ้าทรงปลุกปั่นฝ่าพระบาทให้ต่อ สู้ข้าพระบาท ขอพระเจ้าให้ได้รับเครื่องถวาย ถ้าเป็นคนยุ ก็ขอให้ คนนั้นเป็นที่สาปแช่งต่อพระพักตร์พระเจ้า เพราะเขาได้ขับไล่ข้า พระบาทออกไปในวันนี้มิให้ได้ส่วนมรดกของพระเจ้า โดยกล่าวว่า 'จงไปปรนนิบัติพระอื่น' 20 เพราะฉะนั้นบัดนี้ ขออย่าให้โลหิตของ ข้าพระบาทตกถึงดินไกลจากพระพักตร์ พระเจ้า เพราะพระราชา แห่งอิสราเอลได้ออกมาหาชีวิตหมัดตัวเดียว ดังผู้หนึ่งไล่ตามนก กระทาอยู่บนภูเขา"

ซาอูลค่อยตั้งสติได้ ถึงแม้จะยังสลึมสลือ ท่านคงได้ยินเสียงโต้ตอบของดาวิดและ อับเนอร์ ซาอูลจำเสียงได้ ; ไม่ใช่เสียงใครอื่นนอกจากดาวิด ท่านคงได้ยินมากพอที่ จะทำให้ใจอ่อนลง "ดาวิดบุตรของข้าเอ๋ย นี่เป็นเสียงของเจ้าหรือ"128 ดาวิดจึง โต้ตอบและทูลถามซาอูลว่าทำไมจึงมาไล่ล่าท่านอีก ท่านถามว่าท่านได้ทำผิดสิ่งใด ต่อซาอูลจึงทำให้ซาอูลทำการเช่นนี้ และแน่นอนไม่มีคำตอบที่ดีพอ

คำพูดที่ตามมายิ่งน่าทึ่งเข้าไปใหญ่ ดาวิดขอร้องให้ซาอูลฟังคำของท่านและพิจารณา ดู การที่ซาอูลแสวงจะฆ่าดาวิดนั้นเป็นสิ่งที่ผิด เพราะดาวิดไม่ได้ทำผิดประการใดต่อ ซาอูล อันที่จริงท่านกลับเป็นคนที่ช่วยชีวิตซาอูลไว้ด้วยซ้ำ เมื่อชี้แจงไปแล้วดาวิดเสริม ต่อไปในเชิงหลักศาสนศาสตร์ในข้อ 19 และ 20 ว่าพระเจ้านั้นใหญ่ยิ่ง และพระองค์จะ ตอบแทนต่อซาอูลเองในการที่ท่านออกตามไล่ล่าดาวิด

ดูเหมือนซาอูลจะเชื่อว่าดาวิดทำผิดบางประการต่อท่าน ท่านจึงต้องออกมาล่าและจัด การให้จบสิ้น ดาวิดแสดงให้เห็นว่าซาอูลคิดเช่นนั้นได้เพราะสาเหตุสองประการ คือด้าน หนึ่งเป็นไปได้ว่าดาวิดทำผิดจริง และพระเจ้าเป็นผู้เร้าให้ซาอูลมาจัดการกับความบาป ของดาวิดเสีย ถ้าเป็นเช่นนี้ ก็ขอให้ซาอูลแจ้งความบาปนั้นให้ดาวิดทราบ และดาวิดจะ ไปจัดการถวายเครื่องบูชาลบบาป เพื่อพระเจ้าจะทรงพอพระทัย และถ้าเป็นตามนี้จึงไม่ มีสาเหตุใดที่ซาอูลจะออกมาล่าและลงโทษดาวิดอีกต่อไป เพราะพระเจ้าจะเป็นผู้ยก บาปให้เอง

และความเป็นไปได้อีกประการหนึ่ง ถ้าดาวิดเป็นผู้บริสุทธิ์ จึงเป็นไปได้ว่ามีคนกล่าว หาดาวิดอย่างผิดๆให้ซาอูลฟัง และทำให้ซาอูลเห็นว่าดาวิดเป็นบุคคลอันตรายที่ต้อง รีบกำจัดเสีย ถ้าการนี้เป็นจริง คนที่ใส่ความเท็จนี้จะถูกพระเจ้าลงโทษสาปแช่งเอง และไม่ใช่ดาวิดที่สมควรต้องโทษ แต่กลับเ็ป็นผู้ที่พูดเท็จต่างหาก

15 บุคคลที่ปล่อยผู้กระทำผิดและบุคคลที่ลงโทษคน ชอบธรรม ทั้งสองก็เป็นที่น่าเกลียดน่าชังแก่พระเจ้า
(สุภาษิต 17:15).

20 วิบัติแก่คนเหล่านั้นที่เรียกความชั่วร้ายว่าความดี และ ความดีว่าความชั่วร้าย ผู้ถือเอาว่าความมืดเป็นความสว่าง และความสว่างเป็นความมืด ผู้ถือเอาว่าความขมเป็นความ หวาน และความหวานเป็นความขม
(อิสยาห์ 5:20)

ความบาปของคนประเภทนี้มีมากกว่ากล่าวหาดาวิดด้วยความเท็จ และรุกเร้าให้ซาอูล มาตามฆ่าดาวิด แต่พวกเขาได้บังคับให้คนบริสุทธิืต้องหนีออกจากประเทศ พวกเขา เองพร้อมด้วยการสนับสนุนของซาอูลช่วยกันขับไล่ดาวิดให้ต้องออกจากอิสราเอล ความหมายเบื้องหลังในเรื่องนี้ถือว่าใหญ่ การต้องออกจากประเทศไปอย่างที่ดาวิดทำ ก็เท่ากับ "มิให้ได้ส่วนมรดกของพระเจ้า" (ข้อ 19) การบังคับให้เชื้อสายอิสราเอล แท้ต้องจากแผ่นดินเกิดไปก็เท่ากับเป็นการสั่งให้ "จงไปปรนนิบัติพระอื่น" (ข้อ 19)

จุดนี้เป็นจุดสำคัญมาก สำหรับเราอาจเข้าใจได้ยากกว่าในสมัยของดาวิดในพระคัมภีร์ เดิม ผมขอลองอธิบายดู เมื่อพระเจ้าทรงสร้างโลกและมนุษยชาติ พระองค์ให้อาดัม และเอวาอาศัยอยู่ในสถานที่พิเศษ สวนเอเด็น เป็นสถานที่ที่พระองค์มีสามัคคีธรรมกับ มนุษย์ แต่เมื่อทั้งสองทำบาป พวกเขาถูกขับออกจากสถานที่แห่งการสามัคคีธรรมและ พระพร เมื่อพระเจ้าเลือกสรรอับราฮัม พระองค์แยกผู้ที่เลือกสรรไว้ให้รับพระพร และลูก หลานของท่านจะได้รับพระพรเช่นกัน แต่พระองค์จัดเตรียมสถานที่แห่งพระพรไว้ให้ เป็นสถานที่ซึ่งอับราฮัมได้รับคำสั่งให้เดินทางไป โดยละทิ้งแผ่นดินเกิดและครอบครัว ไว้เบื้องหลัง พระเจ้าทรงเลือกสรรแผ่นดินอิสราเอลไว้ให้เป็นที่ที่พระองค์จะสถิตอยู่ด้วย ในแบบที่พิเศษ

เมื่อยาโคบโกงเอซาวพี่ชาย เขาเองก็ต้องจากแผ่นดินอิสราเอลนี้ไป ในขณะที่กำลัง ออกจากคานาอัน (ซึ่งภายหลังคือประเทศอิสราเอล) มุ่งหน้าไปยังปัดดานอาราม พระ เจ้าบันดาลให้ยาโคบฝัน :

12 เขาฝันว่ามีบันไดอันหนึ่งตั้งขึ้นบนแผ่นดินโลก ยอดถึงฟ้าสวรรค์ ทูตทั้งหลายของพระเจ้ากำลังขึ้นลงอยู่บนนั้น 13 พระเจ้าประทับยืน อยู่เหนือบันไดและตรัสว่า "เราคือเยโฮวาห์พระเจ้าของอับราฮัมบิดา ของเจ้า และพระเจ้าของอิสอัค แผ่นดินซึ่งเจ้านอนอยู่นั้นเราจะให้แก่ เจ้าและเชื้อสายของเจ้า 14 เชื้อสายของเจ้าจะเป็นเหมือนผงคลีบน แผ่นดิน เจ้าจะแผ่กว้างออกไปทิศตะวันตกและทิศตะวันออก ทางทิศ เหนือและทิศใต้ บรรดาพงศ์พันธุ์ของมนุษย์โลกจะได้รับพรเพราะเจ้า และเพราะเชื้อสายของเจ้า 15 เราอยู่กับเจ้า และจะพิทักษ์รักษาเจ้า ทุกแห่งหนที่เจ้าไป และจะนำเจ้ากลับมายังดินแดนนี้ เพราะเราจะไม่ ทอดทิ้งเจ้า จนกว่าเราจะได้ทำสิ่งซึ่งเราพูดกับเจ้าไว้นั้นแล้ว"16 ยาโคบ ตื่นขึ้นและพูดว่า "พระเจ้าทรงสถิตณที่นี้แน่ทีเดียว แต่ข้าหารู้ไม่" 17 เขากลัวและพูดว่า "สถานที่นี้ศักดิ์สิทธิ์นัก สถานที่นี้มิใช่อื่นไกล เป็นที่ประทับของพระเจ้า และประตูฟ้าสวรรค์" 18 ยาโคบจึงลุกขึ้น แต่เช้ามืด เอาก้อนหินซึ่งใช้หนุนศีรษะตั้งขึ้นเป็นเสาศักดิ์สิทธิ์ และเทน้ำ มันบนยอดเสานั้น 19 เขาเรียกสถานที่นั้นว่าเบธเอล แต่ก่อนเมืองนั้น ชื่อลูส 20 แล้วยาโคบปฏิญาณว่า "ถ้าพระเจ้าทรงอยู่กับข้าพระองค์ ทรงพิทักษ์รักษาในทางที่ข้าพระองค์ไป ประทานอาหารให้ข้าพระองค์ รับประทาน และเสื้อผ้าให้ข้าพระองค์สวม 21 จนข้าพระองค์กลับมา บ้านบิดาของข้าพระองค์โดยสวัสดิภาพแล้ว พระเยโฮวาห์จะทรงเป็น พระเจ้าของข้าพระองค์ 22 และก้อนหินซึ่งข้าพระองค์ตั้งไว้เป็นเสา ศักดิ์สิทธิ์ จะเป็นที่ประทับของพระเจ้า และทุกสิ่งที่พระองค์ทรงประ ทานแก่ข้าพระองค์ ข้าพระองค์จะถวายหนึ่งในสิบแก่พระองค์"
(ปฐมกาล 28:12-22)

ในฝันนี้ พระเจ้าสื่อกับยาโคบด้วยเรื่องที่สำคัญมาก นั่นคือเรื่องแผ่นดินคานาอัน สถานที่ที่่พิเศษยิ่ง ; เป็นสถานที่ที่เชื่อมต่อกันระหว่างฟ้าสวรรค์และโลกมนุษย์ เป็น สถานที่ที่พระเจ้าทรงสถิตอยู่อย่างพิเศษ เป็นเรื่องทีเร้าใจให้ยาโคบออกจากปัดดาน อารามและกลับมา เช่นเดียวกับที่พระเจ้าเลือกเฉพาะบางคนที่พระองค์จะสถิตอยู่ด้วย พระองค์ก็ทรงเลือกที่บางแห่งสำหรับพระองค์จะสถิตอยู่ด้วยเช่นกัน ด้วยเหตุนี้ร่างของ ยาโคบจึงถูกฝังอยู่ในแผ่นดินแห่งพันธสัญญา ถึงแม้ท่านจะตายในอียิปต์ก็ตาม (ปฐมกาล 47:27-31; 49:29-33) โยเซฟก็เช่นกัน สั่งว่าให้นำกระดูกของท่านกลับ คืนสู่บ้านเกิดเมื่อชนชาติอิสราเอลคืนสู่ประเทศ (ปฐมกาล 50:22-26; อพยพ 13:19)

เมื่อชาวอิสราเอลพร้อมที่จะเข้าไปยังดินแดนแห่งพันธสัญญา พระเจ้าสั่งอย่างชัดเจนให้ นมัสการพระองค์ในสถานที่ที่พระองค์เตรียมไว้เท่านั้นในแผ่นดินแห่งพันธสัญญา :

5 ท่านจงแสวงหาสถานที่จากเขตแดนของบรรดาเผ่าของท่าน ซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทั้งหลายจะทรงเลือกเพื่อสถาป นาพระนามของพระองค์ไว้ คือให้เป็นที่ประทับของพระองค์ ท่าน ทั้งหลายจงไปเฝ้าพระองค์ที่นั่น 6 และท่านทั้งหลายจงนำเครื่อง เผาบูชาและเครื่องสัตวบูชาของท่านไปที่นั่น ทั้งทศางค์และเครื่อง บูชาที่จะยื่นถวายทั้งเครื่องบูชาแก้บน เครื่องบูชาตามใจสมัคร และ ผลรุ่นแรก ที่ได้จากฝูงวัวและฝูงแพะแกะ 7 ท่านทั้งหลายจงรับ ประทานที่นั่นต่อพระพักตร์พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ทั้งท่าน และครอบครัวของท่านจงปีติร่าเริงในบรรดากิจการ ซึ่งท่านได้กระ ทำนั้น ซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านอวยพระพรแก่ท่านทั้งหลาย 8 ท่านทั้งหลายอย่ากระทำตามอย่างที่เรากระทำอยู่ที่นี่ ทุกวันนี้คือ ทุกคนทำตามความเห็นดีเห็นชอบในสายตาของตนเอง 9 เพราะว่า ท่านทั้งหลายยังไปไม่ถึงที่หยุดพัก และถึงมรดกซึ่งพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของท่านประทานแก่ท่าน 10 แต่เมื่อท่านข้ามแม่น้ำจอร์แดน ไปแล้ว และอาศัยอยู่ในแผ่นดินซึ่งพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของท่าน ทั้งหลายประทานเป็นมรดกแก่ท่าน และเมื่อพระองค์โปรดให้ท่าน พักพ้นศัตรูรอบข้างของ ท่านทั้งสิ้นท่านจึงอยู่อย่างปลอดภัย 11 แล้ว จงไปยังสถานที่ซึ่งพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของท่านจะทรงเลือกไว้ให้ พระนามของพระองค์ประทับที่นั่น จงนำบรรดาสิ่งต่างๆไปด้วยซึ่งข้าพเจ้า ได้บัญชาท่านทั้งหลาย คือเครื่องเผาบูชาและเครื่องสัตวบูชาของท่าน ทั้งทศางค์และเครื่องบูชาที่จะยื่นถวาย ทั้งเครื่องบูชาแก้บนซึ่งท่าน ได้บนไว้ต่อพระเจ้า 12 และท่านทั้งหลายจงปีติร่าเริงต่อพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของท่าน ทั้งตัวท่านทั้งหลายและบุตรชายบุตรหญิงของท่าน ทั้งทาสชายหญิงของท่านและคนเลวีซึ่งอยู่ในเมืองของท่าน เพราะเขา ไม่มีส่วนแบ่งหรือส่วนมรดกกับท่าน 13 ท่านทั้งหลายจงระวังให้ดีอย่า ถวายเครื่องบูชาตามที่ทุกแห่งซึ่งท่านเห็นชอบ 14 แต่จงถวายในสถาน ที่ซึ่งพระเจ้าจะทรงเลือกในท่ามกลางเผ่าหนึ่งของท่าน ท่านจงถวายเครื่อง เผาบูชาของท่านที่นั่น และที่นั่นท่านจงกระทำทุกสิ่งที่ข้าพเจ้าได้บัญชา ท่านไว้
(เฉลยธรรมบัญญัติ 12:5-14)

การบังคับดาวิดให้ต้องหลบหนีออกจากอิสราเอล ก็เท่ากับเป็นการบังคับให้ออกจาก สถานที่ที่พระเจ้าสถิตอยู่ ; บังคับให้ออกจากสถานที่ที่ทรงจัดเตรียมไว้ให้ประชากร นมัสการพระองค์ ดังนั้นถ้าบังคับผู้ใดให้ออกไปจากอิสราเอลก็เท่ากับบอกให้ "จง ไปปรนนิบัติพระอื่น" คุณยังจำนางรูธได้หรือเปล่า ? ในพระธรรมนางรูธ นาโอมีและ สามีออกจากอิสราเอลไปยังแผ่นดินโมอับในช่วงขาดแคลนอาหาร เมื่อสามีและบุตรทั้ง สองของนางเสียชีวิต นาโอมีตัดสินใจเดินทางกลับอิสราเอล ลูกสะใภ้ทั้งสองเป็นชาว โมอับซึ่งนางนาโอมีคิดจะให้อยู่ต่อไปในโมอับ และนางจะเดินทางกลับมาตามลำพัง ให้ดูว่านาโอมีพูดกับลูกสะใภ้แบบใด และรูธตอบว่าอย่างไร :

12 ลูกของแม่เอ๋ย กลับไปเสียเถอะ กลับไปตามทางของเจ้า แม่แก่เกินที่จะมีสามีแล้ว หากแม่จะว่าแม่ยังมีความหวังอยู่ ถ้าแม่จะมีสามีคืนวันนี้และมีบุตรชาย 13 แล้วเจ้าจะรออยู่จน บุตรชายนั้นเติบโตได้หรือ เจ้าจะอดใจไม่แต่งงานหรือ อย่าเลย ลูกของแม่เอ๋ย แม่มีความขมขื่นมากเพราะเห็นแก่เจ้า ที่พระ หัตถ์ของพระเจ้าได้กระทำแก่แม่ถึงเพียงนี้" 14 แล้วต่างก็ส่ง เสียงร้องไห้อีก โอรปาห์ก็จุบลาแม่ผัว แต่รูธยังเกาะแม่ผัวอยู่ 15 นาโอมีจึงว่า "ดูซิ พี่สะใภ้ของเจ้ากลับไปหาชนชาติของ เขาและหาพระของเขาแล้ว จงกลับไปตามพี่สะใภ้ของเจ้าเถิด" 16 แต่รูธตอบว่า "ขอแม่อย่าวิงวอนให้ฉันจากแม่หรือเลิกติดตาม แม่ไปเลย เพราะแม่จะไปไหนฉันจะไปด้วย และแม่จะอาศัยอยู่ ที่ไหนฉันก็จะอยู่ที่นั่นด้วย ญาติของแม่จะเป็นญาติของฉัน และ พระเจ้าของแม่ก็จะเป็นพระเจ้าของฉัน 17 แม่ตายที่ไหนฉันจะ ตายที่นั่น และจะขอให้ฝังฉันไว้ที่นั่นด้วย ถ้ามีอะไรมาพรากฉัน จากแม่นอกจากความตาย ก็ขอพระเจ้าทรงลงโทษฉัน และ ให้หนักยิ่ง"
(นางรูธ 1:12-17)

ที่จริงการที่ชักจูงลูกสะใภ้ให้อยู่ต่อในแผ่นดินโมอับ และไม่ให้ติดตามกลับมาที่ อิสราเอล ก็เท่ากับชักจูงให้ไปปรนนิบัติพระอื่น การออกจากอิสราเอลเท่ากับการ ออกจากสถานที่ที่นมัสการพระเจ้า (เพราะพระองค์สถิตอยู่ ณ ที่นั้น โดยเฉพาะมี หีบแห่งพันธสัญญาและพลับพลาด้วย)

ใน 2 พงศ์กษัตริย์ พูดถึงเรื่องการรักษาและการกลับใจของนาอามานชาวซีเรีย เมื่อ นาอามานจะเดินทางกลับ ท่านขอบางสิ่งที่ดูจะแปลก จากผู้เผยพระวจนะเอลีชาห์ :

17 แล้วนาอามานจึงกล่าวว่า "มิฉะนั้นขอท่านได้โปรด ให้เอาล่อสองตัวบรรทุกดินแก่ผู้รับใช้ของท่านเถิด เพราะตั้งแต่นี้ไป ผู้รับใช้ของท่านจะไม่ถวายเครื่อง เผาบูชาหรือเครื่อง สัตวบูชาแด่พระอื่น แต่จะถวาย แด่พระเยโฮวาห์เท่านั้น
(2 พกษ. 5:17)

นาอามานตระหนักแล้วว่าพระเจ้าของอิสราเอลเป็นพระเจ้าเที่ยงแท้เพียงพระองค์เดียว และท่านรู้ดีว่าพระองค์ทรงสถิตอย่างเป็นพิเศษในอิสราเอล และต้องนมัสการพระองค์ ที่นั่น แล้วนาอามานจะทำอย่างไร ? ท่านขอนำดินจากแผ่นดินอิสราเอลกลับไปซีเรีย ด้วย เพื่อจะได้นมัสการพระเจ้าแห่งอิสราเอลบนดินของอิสราเอล129 http://www.bible.org/docs/ot/books/1sa/deffin/

หลังจากนั้นตามประวัติศาสตร์ของอิสราเอล พระเจ้าอนุญาตให้ประชากรของพระองค์ ตกไปเป็นเชลยห่างไกลจากแผ่นดินเกิด นับเป็นการกระทบที่รุนแรงที่สุดต่อคนอิสรา เอล เราสามารถสัมผัสความรู้สึกนี้ได้จากพระธรรมสดุดีบางตอนที่เขียนขึ้นในช่วงเวลา ที่ชาวยิวตกเป็นเชลยในบาบิโลน :

1 ณ ริมฝั่งลำน้ำแห่งบาบิโลนเรานั่งลง เมื่อได้ระลึก ถึงศิโยนเราก็ร่ำไห้ 2 เราแขวนพิณเขาคู่ของเราไว้ที่ ต้นไค้ 3 เพราะที่นั่นผู้ที่นำไปเป็นเชลยต้องการให้เรา ร้องเพลง และผู้ที่มัดพาเราต้องการให้สนุกสนาน เขา ว่า "จงร้องเพลงศิโยนสักบทหนึ่งให้เราฟัง" 4 เราจะ ร้องเพลงของพระเจ้าได้อย่างไร ที่ในแผ่นดินต่างด้าว 5 เยรูซาเล็มเอ๋ย ถ้าข้าพเจ้าลืมเธอ ก็ขอให้มือขวาของ ข้าพเจ้าลืมฝีมือเสีย 6 ขอให้ลิ้นของข้าพเจ้าเกาะติดเพ ดานปากของข้าพเจ้า ถ้าว่าข้าพเจ้าไม่ระลึกถึงเธอ ถ้าว่า ข้าพเจ้ามิได้ตั้งเยรูซาเล็มไว้เหนือความชื่นบานอันสูงที่ สุดของข้าพเจ้า
(สดุดี 137:1-6)

ดาวิดเคยหนีไปที่เมืองกัทในฟิลิสเตีย (21:10-15) และไปโมอับ (22:3-4) ผมเชื่อว่า ดาวิดอยู่นอกแผ่นดินอิสราเอลเมื่อผู้เผยพระวจนะกาดมาหาท่าน สั่งให้ท่านออกจากที่ กำบังเข้มแข็งกลับเข้าไปในแผ่นดินยูดาห์ (22:5) ไม่มีคำอธิบายอื่นใดในพระธรรมตอน นั้น และผมเชื่อว่าดาวิดเองก็ยังไม่ทราบว่าทำไม แต่เมื่อถึงเวลานี้ผมว่าท่านคงพอนึก ออก ท่านได้พบความจริงสำคัญบางประการ – ว่าอิสราเอลเป็นสถานที่พิเศษที่พระเจ้า เลือกที่ประทับอยู่อย่างพิเศษ และเป็นที่ๆพระองค์จะได้รับการนมัสการ เป็นที่ๆ สวรรค์ และโลกมาบรรจบกัน ตามความฝันของยาโคบ ดาวิดเริ่มเห็นความจริงจากการที่ซาอูล ตามล่าท่าน บีบบังคับให้ท่านต้องออกไปจากแผ่นดิน บรรดาผู้ที่ยุยงซาอูลให้ต่อสู้และ ขับไล่ดาวิดออกไปจากประเทศ ได้ปฏิบัติต่อท่านเหมือนคำกล่าวที่ว่า "จงไปปรนนิบัติ พระอื่น" ความผิดนี้ต้องโทษถึงตาย :

6 "ถ้าพี่ชายน้องชายของท่านมารดาเดียวกันกับท่าน หรือบุตรชาย บุตรหญิงของท่าน หรือภรรยาที่อยู่ในอ้อมอกของท่าน หรือมิตร สหายร่วมใจของท่าน ชักชวนท่านอย่างลับๆว่า 'ให้เราไปปรนนิบัติ พระอื่นกันเถิด' ซึ่งเป็นพระที่ท่านเองหรือบรรพบุรุษของท่านไม่รู้จัก 7 เป็นพระบางองค์ของชนชาติทั้งหลาย ซึ่งอยู่รอบท่าน ไม่ว่าใกล้หรือ ไกลจากสุดปลายแผ่นดินโลกข้างนี้ถึงที่สุดปลายโลกข้างโน้น 8 ท่าน อย่ายอมตามหรือเชื่อฟังเขา อย่าให้นัยน์ตาของท่านเมตตาปรานีเขา ท่านอย่าไว้ชีวิตเขา หรืออย่าซ่อนเขาไว้เลย 9 ท่านจงประหารชีวิตเขา เสีย ท่านควรลงมือก่อนในการทำโทษเขาถึงตาย และต่อไปให้คนอื่น ร่วมมือด้วย 10 ท่านจงเอาหินขว้างเขาให้ตาย เพราะเขาแสวงหาช่อง ที่จะพาท่านไปจากพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ผู้ทรงพาท่านออก จากแผ่นดินอียิปต์ออกจากแดนทาส 11 และคนอิสราเอลทั้งปวงจะฟัง และยำเกรง ไม่กระทำความชั่วเช่นนี้ท่ามกลางท่านทั้งหลายอีกเลย
(เฉลยธรรมบัญญัติ 13:6-11; ดูข้อ 12-18 ด้วย)

การตามล่าแสวงชีวิตดาวิดนั้นเป็นเรื่องร้ายแรงมาก เป็นความผิดเพราะดาวิดเป็นผู้ บริสุทธิ์ ผู้ที่ตามล่าดาวิดกำลังนำตนเองให้ตกอยู่ในสถาวะที่อันตรายมาก คนพวกนี้ คิดว่าพระเจ้าอยู่ฝ่ายใดกัน ? ดาวิดสามารถบุกเข้าไปได้ถึงกลางค่าย สามารถไปถึงตัว ของซาอูลและหยิบหอกมาอย่างง่ายดาย และถ้าท่านเลือกที่จะทำ ท่านคงฆ่าซาอูล ไปแล้ว แต่ท่านกลับเลือกที่จะปกป้องชีวิตของซาอูล ทำหน้าที่แทนกองพลของกษัตริย์ ที่ล้มเหลวในหน้าที่รับผิดชอบ ! พวกนี้ต่างหากสมควรตาย ไม่ใช่ดาวิด และเนื่องจาก บรรดาทหารของซาอูลไม่สามารถปกป้องกษัตริย์ของตนเองได้ พวกเขามีความผิด สถานหนัก สมควรตาย คนเหล่านี้ไม่เพียงแต่ต้องถูกซาอูลลงโทษเท่านั้น แต่สมควรถูก โทษโดยพระหัตถ์ของพระเจ้าด้วย การที่พวกเขากล่าวหาดาวิดและบีบบังคับให้หลบหนี ออกนอกประเทศ พวกเขากำลังสนับสนุนให้มีการปรนนิบัติพระอื่นในทางอ้อม คนพวก นี้สมควรถูกทั้งกษัตริย์ของตนเองและพระเจ้าสาปแช่งให้ไปสู่ความพินาศ เหตุการณ์นี้ แสดงให้เห็นว่าไม่ใช่ดาวิดที่ชีวิตกำลังตกอยู่ในอันตรายเท่านั้น แต่ชีวิตของบรรดาคนที่ ตามล่าและยุยงกษัตริย์ให้ตามล่าด้วย ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ในคืนนั้นมีความผิด ไม่ ใช่หอกของซาอูลหรอกที่ทิ่มแทงพวกเขา แต่เป็นคำพูดของดาวิดต่างหากที่แทงเข้าไป ในใจของทุกคน

ในข้อ20 ดาวิดขอร้องซาอูลอย่าให้โลหิตของท่านต้องตกที่ในต่างแดนห่างจาก พระพักตร์ของพระเจ้าเลย ซาอูลไม่มีความจำเป็นใดที่มาแสวงชีวิตท่านอย่างดุเดือด เช่นนี้ การตามล่าดาวิดนั้นเท่ากับตามหาตัวหมัดเพียงตัวเดียว เท่ากับตามล่านกกระทา อยู่บนภูเขา เป็นงานใหญ่ที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อันใด เป็นภาระกิจที่อันตรายแต่ไร้ ประโยชน์ ขอให้กษัตริย์ล้มเลิกการตามล่าเสีย และเลิกฟังคำยุยงปลุกปั่นจากผู้ที่ต้อง การต่อต้านดาวิดด้วย

เมื่อซาอูลพูด
(26:21-25)

21 แล้วซาอูลตรัสว่า "ข้าได้กระทำผิดแล้ว ดาวิดบุตรของเราเอ๋ย จงกลับเถิด เราจะไม่ทำร้ายเจ้าอีกต่อไป เพราะในวันนี้ชีวิตของเรา ก็ประเสริฐในสายตาของเจ้า ดูเถิด เราสำแดงตัวเป็นคนเขลาและ ได้กระทำผิดมาก" 22 และดาวิดทูลว่า "ข้าแต่พระราชา หอกนั้นอยู่ ที่นี่ ขอรับสั่งให้คนหนุ่มคนหนึ่งมารับไปจากที่นี่ 23 พระเจ้าทรงประ ทานรางวัลแก่ทุกคนตามความชอบธรรมและความสัตย์ซื่อของเขา เพราะในวันนี้พระเจ้าทรงมอบฝ่าพระบาทไว้ในมือของข้าพระบาทแล้ว แต่ข้าพระบาทมิได้เหยียดมือออกต่อสู้ผู้ที่พระเจ้าทรงเจิมไว้ 24 ดูเถิด ในสายตาของข้าพระบาท ชีวิตของฝ่าพระบาทนั้นประเสริฐ จึงขอให้ ชีวิตของข้าพระบาทประเสริฐในสายพระเนตรของพระเจ้า และขอ พระองค์ทรงช่วยกู้ข้าพระบาทให้พ้นจากบรรดาความทุกข์ยากลำบาก" 25 แล้วซาอูลจึงตรัสกับดาวิดว่า "ดาวิดบุตรของเราเอ๋ย ขอพระเจ้า ทรงอวยพรเจ้า เจ้าจะกระทำหลายสิ่งหลายอย่างและจะสำเร็จแน่" ดาวิด จึงไปตามทางของท่านและซาอูลก็เสด็จกลับสู่ราชสำนักของพระองค์

ดาวิดไม่ได้ใช้หอกของซาอูลต่อต้านท่าน ซาอูลเริ่มตระหนัก ท่านเริ่มตระหนักในบาป ของตนเองที่แสวงชีวิตดาวิด แต่คำสำคัญที่สุดคือ "จงกลับเถิด" ซาอูลมีส่วนในบาป ที่บีบบังคับดาวิดให้ต้องออกจากประเทศไปหรือเปล่า มีส่วนในการสนับสนุนให้ดาวิด ไปปรนนิบัติพระอื่นหรือไม่ ? ท่านต้องสารภาพบาปและล้มเลิกการตามล่าดาวิด เพื่อ ดาวิดจะสามารถ "กลับ" คืนสู่สถานนมัสการได้อย่างปลอดภัย การที่ดาวิดเห็นว่าชีวิต ซาอูลนั้นมีค่า ซาอูลก็เห็นเช่นกันว่าชีวิตของดาวิดนั้นประเสริฐ ซาอูลสารภาพบาปของ ท่าน สารภาพว่าสิ่งที่ท่านกระทำนั้นมีความผิดมากอย่างที่ดาวิดกล่าวทุกประการ

ดาวิดตอบสนองการสารภาพและขอคืนดีของซาอูลโดยร้องว่า "ข้าแต่พระราชา หอก นั้นอยู่ที่นี่ ขอรับสั่งให้คนหนุ่มคนหนึ่งมารับไปจากที่นี่" ดูเหมือนบางคนตั้งข้อสัง เกตุว่าหอกนั้นเป็นสัญญลักษณ์ของสิทธิอำนาจในสมัยโบราณ 130 http://www.bible.org/docs/ot/books/1sa/deffin/ ดาวิดไม่ต้องการ เก็บสัญลักษณ์ของสิทธิอำนาจของซาอูลไว้กับตนเอง ท่านจึงเรียกให้ส่งคนของซาอูล ให้มารับคืนไป

ยังมีใครกล่าวหาดาวิดว่าเป็นคนบาป เป็นคนทรยศหักหลัง เป็นศัตรูของซาอูลได้อีก หรือ? ดาวิดสรุปคำร้องโดยพูดถึงความชอบธรรมของท่านในข้อ 23 และ 24 ท่าน เตือนว่า พระเจ้าจะทรงเป็นผู้ประทานรางวัลแห่งความชอบธรรมและสัตย์ซื่อให้ทุกคน พระองค์จะประทานให้ "แต่ละคน" ถึงแม้พระองค์ทรงมอบซาอูลให้อยู่ในมือของดาวิด ดาวิดก็มิได้ทำอันตรายใดต่อท่าน เพราะท่านเป็นผู้ที่พระเจ้าเจิมไว้ ดาวิดจึงมองไปที่ พระเจ้าเพื่อบำเหน็จในการกระทำของท่านครั้งนี้

ขณะที่ซาอูลและคนของท่านทำตัวเสี่ยงต่อความพินาศด้วยการกล่าวหาและไล่ล่าดาวิด ด้วยข้อหาทำความผิดและเป็นอาชญากรนั้น ดาวิดกลับมั่นใจว่าชีวิตของท่านปลอดภัย อยู่ในพระหัตถ์พระเจ้า เมื่อดาวิดเห็นว่าชีวิตของซาอูลนั้นประเสริฐ ท่านรู้ดีว่าพระเจ้า ทรงเห็นว่าชีวิตของท่านเองนั้นก็ประเสริฐในสายพระเนตร และท่านแน่ใจว่าพระเจ้าจะ ทรงกู้ท่านให้พ้นจากความทุกข์ยากทั้งมวล (ข้อ 24)

ประโยคสุดท้ายที่ซาอูลกล่าวนั้นเป็นการขอพระพรจากพระเจ้าให้ดาวิด และแสดงความ มั่นใจว่าดาวิดจะทำหลายสิ่งหลายอย่างสำเร็จแน่ในที่สุด (ข้อ 25) หลังจากนั้นทั้งสอง ก็แยกจากกันเป็นครั้งสุดท้าย ทั้งสองจะมีโอกาสพบกันอีกเมื่อชีวิตของซาอูลใกล้จะสิ้น ลง ซาอูลกลับไปบ้าน ส่วนดาวิดก็ไปตามทางของท่าน แต่ดาวิดรู้ดีว่าการกลับใจของ ซาอูลนั้นคงไม่ยั่งยืน

บทสรุป

ความจริงบางประการถูกส่งไปยังบุคคลเช่นซาอูลและกองพลของท่าน ส่งถึงคนที่ กล่าวหาดาวิดอย่างผิดๆ พระเจ้าทรงปกป้องคนของพระองค์ จะไม่มีการปลดคนที่ พระองค์เจิมไว้จนกว่าเวลาของพระองค์มาถึง สิ่งนี้เป็นจริงสำหรับซาอูล ; และเป็นจริง สำหรับดาวิดด้วย พระเจ้าปกป้องผู้บริสุทธิ์ และจะนำการพิพากษามาสู่ผู้ทำผิด ชั่วระยะ เวลาเพียงสั้นๆ พระเจ้าทรงพลิกสถานการณ์ของฝ่ายศัตรู ดาวิดไม่ใช่เป็นผู้ที่ตกอยู่ใน อันตรายอีกต่อไป แต่เป็นฝ่ายที่ต่อต้านท่านต่างหาก ขอให้บรรดาผู้เลือกเป็นศัตรูของ พระเจ้าระวังให้ดี และขอให้คนที่พระองค์เลือกสรรไว้มีความกล้าหาญยิ่งขึ้น

สำหรับดาวิดเหตุการณ์ในบทนี้เป็นขีดสูงสุดที่ทำให้ท่านตระหนักถึงความจริงของพระ เจ้า และได้นำมาใช้ในชีวิต ดาวิดยืนขึ้นอย่างกล้าหาญที่ปากถ้ำในบทที่ 24 แต่ท่าน ยืนอย่างกล้าหาญยิ่งขึ้นในบทที่ 26 ท่านมั่นใจในการปกป้องและการดูแลของพระเจ้า พระองค์จะทรงประทานบำเหน็จตามความชอบธรรมแก่ท่าน และจะทรงพิพากษาผู้ที่ กล่าวหาท่าน ในบทที่ 24 เราเห็นว่าดาวิดทรงตักเตือนกษัตริย์อย่างนุ่มๆ แต่ในบทที่ 26 ท่านประนามผู้ที่ยุยงปลุกปั่นกษัตริย์ให้มาต่อสู้ท่าน ดาวิดรู้แล้วว่าท่านหลุดพ้นจาก การติดค้างกับศัตรูแล้วในแง่ของจิตวิญญาณ

ดาวิดเติบโตขึ้นฝ่ายวิญญาณหลังจากเหตุการณ์ในบทที่ 24 ซึ่งเราเห็นได้ี้อย่างชัดเจน ในบทที่ 26 เราคงสรุปได้ว่านางอาบิกายิลมีส่วนสำคัญมากในเหตุการณ์นี้ สิ่งที่ยืนยัน ถึงข้อเท็จจริงในบทที่ 26 คือสิ่งเดียวกับที่เคยอาบีกายิลรับรองกับท่าน ถ้าดาวิดยังข้อง ใจในการขึ้นครองเป็นกษัตริย์องค์ต่อไป อาบีกายิลรับรองกับท่านว่าท่านจะได้ปกครอง เหนืออิสราเอล (25:30) ถึงแม้ดาวิดอยากแก้แค้นต่อศัตรู (อย่างนาบาล) แต่อาบีกายิล กลับเตือนท่านให้ละการแก้แค้นไว้ที่พระเจ้า ถ้าท่านยอม ท่านจะไม่มีวันเสียใจในภาย หลัง (25:31) ดาวิดกลัวตายหรือ? อาบีกายิลกลับบอกว่าชีวิตของท่านอยู่ในหัตถ์ของ พระเจ้า (25:29) มีคำกล่าวว่าเบื้องหลังผู้ยิ่งใหญ่หลายคน มีสตรีหนุนหลังอยู่ และนี่ เป็นจริงในกรณีของดาวิดและอาบีกายิล

นักวิชาการบางคนไม่แน่ใจว่าบทที่ 26 นั้นเหมือนบทที่ 24 หรือเปล่า ? คงเหมือนฉาย หนังซ้ำ แต่เมื่อพระเจ้าต้องการสอนบทเรียนบางอย่างกับเรา ถ้าเราไม่ได้เรียนรู้บทเรียน นั้นจากประสบการณ์แรก พระเจ้าจะให้เราทดสอบในประสบการณ์เดิมซ้ำอีก ผมคิดว่า เหตุผลเบื้องหลังที่บทที่ 26 เหมือนกับบทที่ 24 คือพระเจ้าต้องการให้ดาวิดผ่านการ ทดสอบเรื่องในเดิมอีก เพื่อครั้งนี้ท่านจะทำคะแนนได้ดีกว่า

หลายปีมาแล้ว ผมจำได้ว่ามีโอกาสพูดคุยกับเพื่อนคนหนึ่งถึงปัญหาที่เขากำลังเผชิญ อยู่ ในขณะที่พูดคุยกันเขาเล่าว่านอกจากปัญหานี้แล้วเขาเคยประสพปัญหาในทำนอง เดียวกันนี้มาหลายครั้งก่อนหน้า เมื่อผมถามลึกลงไป ทำให้รู้ว่าแต่ละปัญหาที่เกิดขึ้น นั้นคล้ายคลึงกัน ผมจึงถามว่า "คุณเคยนึกไหมว่าพระเจ้านำปัญหาเดิมมาให้กับคุณ เพราะคุณไม่ได้จัดการกับมันอย่างที่ควรเป็น ?" เขายอมรับว่าน่าจะใช่ ผมคิดว่าเช่น เดียวกับดาวิด และอาจจะเช่นเดียวกับเรา คือเมื่อเราไม่จัดการกับปัญหาอย่างถูกต้อง พระเจ้าจะนำมันย้อนกลับมาเพื่อให้โอกาสเราแก้ใขจนกว่าจะถูกต้อง

สุดท้ายนี้ ผมเชื่อว่ามีบางสิ่งสำหรับคริสเตียนในทุกวันนี้ที่จะเรียนรู้ถึง "สถานที่แห่งพระ พร"สำหรับธรรมิกชนในยุคพระคัมภีร์เดิมอย่างที่เรียนไป การได้อยู่ในแผ่นดินอิสราเอล เป็นสิทธิพิเศษและเป็นแหล่งของพระพร ที่นั่นทุกคนสามารถถวายบูชาและนมัสการ พระเจ้าได้อย่างอิสระและเต็มที่ ในที่อื่นๆอาจนมัสการและปรนนิบัติพระเจ้าได้แต่ต้อง ตามกำหนดกฎเกณฑ์ และแน่นอนอาจมีบางคนอาศัยอยู่ในแผ่นดินนี้แต่ห่างไกลจาก พระเจ้าเพราะขาดความเชื่อและไม่ต้องการเชื่อฟัง แต่บางคนอาศัยอยู่ห่างไกลออกไป แต่สามารถดำเนินกับพระเจ้าอย่างใกล้ชิด แต่ที่เป็นเลิศคือการได้อาศัยอยู่ในแผ่นดิน อิสราเอล แผ่นดินที่พระเจ้าสถิตอยู่และเป็นแหล่งแห่งพระพร

สิ่งนี้มีความหมายอย่างไรต่อคริสเตียนในยุคพระคัมภีร์ใหม่เช่นพวกเรา ที่อาศัยอยู่ห่าง ไกลจากดินแดนแห่งพันธสัญญา ? คำตอบนั้นมีอยู่อย่างชัดเจนในพระคัมภีร์ใหม่ในพระ กิตติคุณยอห์นบทที่ 1 พระเยซูสำแดงพระองค์ว่าเป็นพระเมสซิยาห์ของอิสราเอล พระองค์ ทรงเรียกฟิลิปให้ตามพระองค์ไป ฟิลิปไปบอกกับนาธานาเอลถึงการเสด็จมาของพระ เมสซิยาห์ตามที่มีสัญญาไว้ คือองค์พระเยซูคริสต์ชาวนาซาเร็ธ (ยอห์น 1:43-44) เมื่อนาธานาเอลมาพบพระเยซู พระองค์ตรัสกับเขาว่า "ก่อนที่ฟีลิปจะเรียกท่าน เมื่อ ท่านอยู่ที่ใต้ต้นมะเดื่อนั้น เราเห็นท่าน" (1:48) นาธานาเอลกล่าวกับพระองค์ด้วยความ มั่นใจว่า "รับบี พระองค์ทรงเป็นพระบุตรของพระเจ้า พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์ของ ชนชาติอิสราเอล" (1:49) คำตอบที่พระองค์ตรัสกับนาธานาเอลนั้นมหัศจรรย์ยิ่ง :

50 พระเยซูตรัสตอบเขาว่า "เพราะเราบอกท่านว่า เราเห็นท่านอยู่ใต้ต้นมะเดื่อนั้นท่านจึงเชื่อหรือ ท่าน จะได้เห็นเหตุการณ์ใหญ่กว่านั้นอีก" 51 และพระองค์ ตรัสกับเขาว่า "เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ท่านจะได้เห็นท้องฟ้าเบิกออก และบรรดาทูตสวรรค์ ของพระเจ้าขึ้นและลงอยู่เหนือบุตรมนุษย์"
(ยอห์น 1:50-51)

ด้วยคำตอบนี้พระเยซูทรงนำนาธานาเอลและเราทั้งหลายย้อนกลับไปยังความฝันของ ยาโคบในปฐมกาลบทที่ 28 ในความฝันนั้น ยาโคบเห็นทูตสวรรค์ขึ้นลงอยู่บนบันไดที่ เชื่อมอยู่ระหว่างสวรรค์และโลก ยาโคบประทับใจในสถานที่ที่บันใดนั้นตั้งอยู่ – คือใน อิสราเอล – และความพิเศษของสถานที่แห่งนี้เป็นเพราะพระเจ้าสถิตอยู่ พระเยซูย้อน ให้เห็นถึงภาพนี้ขณะที่พระองค์ตรัสกับนาธานาเอล นาธานาเอลพึ่งจะพูดถึงพระเยซู ตามความคิดของเขา โดยตั้งสมมติฐานจากที่ๆพระองค์มา – เมืองนาซาเร็ธ (ยอห์น 1:46) พระเยซูทรงบอกกับนาธานาเอลว่า ขณะที่เขาติดอยู่กับภาพสถานที่ที่ตั้งของ บันใด พระองค์เองทรงเป็นบันใดนั้น! สถานที่นั้นสำคัญ แต่องค์พระเยซูคริสต์สำคัญกว่า องค์พระเยซูคริสต์เป็นผู้ที่พระเจ้าเลือกสรรให้เป็นดังหนทางที่เชื่อมสวรรค์และโลก เพื่อ มนุษย์จะสามารถเข้าสู่แผ่นดินสวรรค์ได้ ไม่ใช่อิสราเอลในแง่ของสถานที่ แต่เป็นอิสรา เอลในพระบุคคล ผู้จะมาช่วยกู้ให้มนุษย์พ้นจากบาปและนำไปสู่สวรรค์

ในพระกิตติคุณมัทธิว เราอ่านถึงกำเนิดของพระเยซูคริสต์ และการที่ครอบครัวของ พระองค์ต้องหนีไปยังอียิปต์ ต่อเมื่อเฮโรดตายแล้ว โยเซฟจึงค่อยนำครอบครัวกลับ สู่แผ่นดินอิสราเอล ตามที่มัทธิวบันทึกไว้

14 ในเวลากลางคืนโยเซฟจึงลุกขึ้น พากุมารกับมารดา ไปยังประเทศอียิปต์ 15 และได้อยู่ที่นั่นจนเฮโรดสิ้นพระ ชนม์ ทั้งนี้เกิดขึ้นเพื่อจะให้สำเร็จตามพระวจนะของพระ เป็นเจ้า ซึ่งได้ตรัสไว้โดยผู้เผยพระวจนะว่า เราได้เรียก บุตรของเราให้ออกมาจากอียิปต์
(มัทธิว 2:14-15)

คำว่า "เราได้เรียก บุตรของเราให้ออกมาจากอียิปต์" อยู่ในโฮเชยา 11:1 ซึ่งเป็น ความจริงที่พระเจ้าได้นำอิสราเอล "บุตร" ของพระองค์ (ดูปฐมกาล 4:22-23) ออกมา จากประเทศอียิปต์ ด้วยการดลใจมัทธิวจึงใช้พระวจนะนี้กับพระกุมารเยซู อิสราเอลคือ "บุตร" ที่พระเจ้านำออกมาจากอียิปต์ พระกุมารเยซูเป็น "พระบุตร" ของพระเจ้าซึ่งถูก นำกลับมาจากอียิปต์ ในพระองค์เดียวคือองค์พระเยซูคริสต์ พระเจ้าได้รวบรวมทั้งสิ้น ของอิสราเอลไว้ ความหวังทั้งหมดของอิสราเอล อิสราเอลเป็นสถานที่ที่พระเจ้าเสด็จมา เยี่ยมเยียนประชากรของพระองค์ แต่พระเยซูคริสต์เป็น "บุตร" ในพระบุคคลที่พระเจ้า ประทานให้ช่วยกู้มนุษย์ อิสราเอลเป็นสถานที่ที่พระเมสซิยาห์เองเสด็จลงมา และเมื่อ พระองค์เสด็จมาแล้ว พระองค์ทรงเป็นผู้สำคัญที่สุด หาใช่สถานที่ไม่

เมื่อพระเยซูพบกับหญิงชาวสะมาเรีย มีการพูดถึง "สถานที่" นมัสการพระเจ้า ผมอยาก ให้เราตั้งใจฟังในสิ่งที่หญิงนั้นทูลพระเยซู และในถ้อยคำที่พระเยซูตรัสตอบนาง :

19 นางทูลพระองค์ว่า "ท่านเจ้าคะ ดิฉันเห็นจริงแล้วว่าท่านเป็น ผู้เผยพระวจนะ 20 บรรพบุรุษของพวกเรานมัสการที่ภูเขานี้ แต่ พวกท่านว่าตำบลที่ควรนมัสการนั้นคือเยรูซาเล็ม" 21 พระเยซู ตรัสกับนางว่า "หญิงเอ๋ย เชื่อเราเถิด คงมีวันหนึ่งที่พวกเจ้าจะมิ ได้ไหว้นมัสการพระบิดาเฉพาะที่ภูเขานี้หรือที่เยรูซาเล็ม 22 ซึ่ง เจ้านมัสการนั้นเจ้าไม่รู้จัก ซึ่งพวกเรานมัสการเรารู้จัก เพราะความ รอดนั้นมาจากพวกยิว 23 แต่วาระนั้นใกล้เข้ามาแล้ว และบัดนี้ก็ถึง แล้ว คือเมื่อผู้ที่นมัสการอย่างถูกต้องจะนมัสการพระบิดาด้วยจิต วิญญาณและความจริง เพราะว่าพระบิดาทรงแสวงหาคนเช่นนั้น นมัสการพระองค์ 24 พระเจ้าทรงเป็นพระวิญญาณ และผู้ที่นมัสการ พระองค์ ต้องนมัสการด้วยจิตวิญญาณและความจริง" 25 นางทูล พระองค์ว่า "ดิฉันทราบว่าพระเมสสิยาห์ (ที่เรียกว่าพระคริสต์) จะเสด็จมา เมื่อพระองค์เสด็จมา พระองค์จะทรงชี้แจงทุกสิ่งแก่เรา" 26 พระเยซูตรัสกับนางว่า "เราที่พูดกับเจ้าคือท่านผู้นั้น"
(ยอห์น 4:19-26).

หญิงผู้นี้รู้ดีถึงข้อแตกต่างระหว่างชาวสะมาเรียและชาวยิวในเรื่องสถานที่นมัสการ นางจึงพูดเรื่องนี้กับพระเยซู แต่พระเยซูไม่ได้ตรัสกับนางถึงเรื่อง "สถานที่" เลย พระองค์บอกกับนางว่า บัดนี้ศูนย์รวมของการนมัสการนั้นอยู่ที่บุคคล ไม่ใช่สถานที่ ทุกคนที่นมัสการพระเจ้าจะนมัสการด้วย "จิตวิญญาณและความจริง" และต้อง นมัสการโดยทางองค์พระเมสซิยาห์ที่เสด็จมา หญิงสะมาเรียเห็นด้วย แต่นางเข้าใจ ผิดว่าพระองค์ท่านนั้นยังไม่เสด็จมา พระองค์จึงตรัสกับนางว่า "เรา . . . คือท่าน ผู้นั้น" ทุกคนที่นมัสการพระเจ้า ต้องนมัสการโดยทางองค์พระเยซูคริสต์เท่านั้น ดังนั้น การนมัสการไม่ได้ติดอยู่กับสถานที่อีกต่อไป แต่การนมัสการขึ้นอยู่กับพระบุคคล

เมื่อพระเยซูคริสต์ พระเมสซิยาห์ของชาวยิวเสด็จมา การนมัสการพระเจ้าไม่ใช่เป็นเรื่อง ของสถานที่อีกต่อไป แต่เป็นเรื่องของพระบุคคลที่ถูกต้อง ในพระกิตติคุณยอห์นบทที่ 15 พระเยซูตรัสกับเหล่าสาวกถึงการเข้าติดสนิทกับพระองค์ โดยเปรียบกับแขนงที่ต้อง ยึดติดกับเถาองุ่น ในบทที่ 14 และ 16 พระเยซูตรัสกับสาวกถึงพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่ จะเสด็จมา และโดยทางพระวิญญาณนี้พระเยซูสัญญาจะเข้าสนิทกับผู้เชื่อแท้จริงทุกคน และในจดหมายฝากต่างๆ เราเห็นถึงความรอด ได้รับการชำระ และพระพรฝ่ายวิญญาณ ที่เป็นผลจากการดำเนิน "อยู่ในพระคริสต์"

23 เพราะว่าทุกคนทำบาป และเสื่อมจากพระสิริของ พระเจ้า 24 แต่พระเจ้าทรงพระกรุณาให้เขาเป็นผู้ชอบ ธรรมโดยไม่คิดมูลค่า โดยที่พระเยซูคริสต์ทรงไถ่เขา ให้พ้นบาปแล้ว
(โรม 3:23-24)

11 เหมือนกันเช่นนั้นแหละ ท่านทั้งหลายจงถือว่าท่าน ได้ตายต่อบาป และมีชีวิตสนิทกับพระเจ้าในพระเยซคริสต์
(โรม 6:11)

23 เพราะว่าค่าจ้างของความบาปคือความตาย แต่ ของ ประทานจากพระเจ้าคือชีวิตนิรันดร์ในพระเยซู คริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา
(โรม 6:23)

11 เหตุฉะนั้นการลงโทษจึงไม่มีแก่คนทั้งหลายที่อยู่ ในพระเยซูคริสต์
(โรม 8:1)

38 เพราะข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่า แม้ความตาย หรือชีวิต หรือบรรดาทูตสวรรค์ หรือเทพเจ้า หรือสิ่งซึ่งมีอยู่ ในปัจจุบันนี้ หรือสิ่งซึ่งจะมีในภายหน้า หรือฤทธิ์เดช ทั้งหลาย 39 หรือซึ่งสูง หรือซึ่งลึก หรือสิ่งใดๆอื่นที่ ได้ทรงสร้างแล้วนั้น จะไม่สามารถกระทำให้เราทั้ง หลายขาดจากความรักของพระเจ้า ซึ่งมีอยู่ในพระ เยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราได้
(โรม 8:38-39)

2 เรียนคริสตจักรของพระเจ้า ที่เมืองโครินธ์ ผู้ได้รับ การทรงชำระให้บริสุทธิ์ในพระเยซูคริสต์ ซึ่งพระองค์ ได้ทรงเรียกให้เป็นธรรมิกชนด้วยกันกับคนทั้งปวง ใน ทุกตำบลที่ออกพระนามพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็น เจ้าของเราและของเขา
(1 โครินธ์ 1:2)

4 ข้าพเจ้าขอบพระคุณพระเจ้าในเรื่องท่านทั้งหลายเสมอ เพราะพระคุณของพระเจ้าซึ่งทรงประทานแก่ท่านทั้งหลาย ในพระเยซูคริสต์
(1 โครินธ์ 1:4)

30 โดยพระองค์ ท่านจึงอยู่ในพระเยซูคริสต์ เพราะพระเจ้า ทรงตั้งพระองค์ให้เป็นปัญญาและความชอบธรรมของเรา และ เป็นผู้ทรงชำระเราให้บริสุทธิ์ และทรงเป็นผู้ไถ่เราไว้ให้พ้นบาป
(1โครินธ์ 1:30)

22 เพราะว่าคนทั้งปวงต้องตายเกี่ยวเนื่องกับอาดัม ฉันใด คนทั้งปวงก็จะกลับได้ชีวิตเกี่ยวเนื่องกับพระ คริสต์ฉันนั้น
(1 โครินธ์ 15:22)

14 แต่ขอบพระคุณพระเจ้า ผู้ทรงนำเราเสมอมาโดย พระคริสต์ด้วยความมีชัย และทรงโปรดประทานกลิ่น หอมแห่งความรู้ของพระองค์ ให้ปรากฏด้วยตัวเราทุกแห่ง
(2 โครินธ์ 2:14)

17 เหตุฉะนั้นถ้าผู้ใดอยู่ในพระคริสต์ ผู้นั้นก็เป็นคน ที่ถูกสร้างใหม่แล้ว สิ่งสารพัดที่เก่าๆก็ล่วงไป นี่แน่ะ กลายเป็นสิ่งใหม่ทั้งนั้น
(2 โครินธ์ 5:17)

4 ตามคำแนะนำของพี่น้องจอมปลอม ที่ได้ลอบเข้ามา เพื่อจะสอดแนมดูเสรีภาพซึ่งเรามีเพราะพระเยซูคริสต์ พวกเขาหวังจะเอาเราไปเป็นทาส
(กาลาเทีย 2:4)

ผมขอจบบทเรียนตอนนี้ด้วยเรื่องเศร้าเคล้าความชื่นชม เพื่อนวัยเดียวกันกับผม ลี แครนเดล เสียชีวิตลงในระหว่างอาทิตย์หลังจากผมเทศนาเรื่องนี้ ผมจำคำพูดสุดท้าย ของเขาได้ดี ลีบอกว่าเขาชอบคำเทศนาตอนนี้มาก โดยเฉพาะการนำมาใช้ในชีวิต ผมรู้ว่าลีหมายถึงสิ่งใด ลีเป็นคนที่รักพระเยซูคริสต์มาก เขาชอบฟังและประกาศเรื่อง ราวของพระองค์ เขาเข้าใจความหมายของการ "อยู่ในพระคริสต์" เป็นอย่างดี ลี สิ้นชีวิตอย่างสงบสุขอยู่ "ในพระคริสต์" :

13 ดูก่อนพี่น้องทั้งหลาย เราไม่อยากให้ท่านไม่ทราบความจริง เรื่องคนที่ล่วงหลับไปแล้ว เพื่อท่านจะไม่เป็นทุกข์โศกเศร้าอย่าง คนอื่นๆที่ไม่มีความหวัง 14 เพราะในเมื่อเราเชื่อว่าพระเยซูทรงสิ้น พระชนม์ และทรงคืนพระชนม์แล้ว โดยพระเยซูนั้น พระเจ้าจะทรง นำบรรดาคนที่ล่วงหลับไปแล้วนั้นมากับพระองค์ 15 ในข้อนี้เราขอ บอกให้ท่านทราบตามพระวจนะขององค์พระผู้เป็นเจ้าว่า เราผู้ยัง เป็นอยู่และคอยองค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จมา จะล่วงหน้าไปก่อนคน เหล่านั้นที่ล่วงหลับไปแล้วก็หาไม่ 16 ด้วยว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าจะ เสด็จมาจากสวรรค์ด้วยพระดำรัสสั่ง ด้วยสำเนียงเรียกของเทพบดี และด้วยเสียงแตรของพระเจ้า และคนทั้งปวงในพระคริสต์ที่ตาย แล้วจะเป็นขึ้นมาก่อน 17 หลังจากนั้นเราทั้งหลายซึ่งยังเป็นอยู่ จะ ถูกรับขึ้นไปในเมฆพร้อมกับคนเหล่านั้น และจะได้พบองค์พระผู้เป็น เจ้าในฟ้าอากาศ อย่างนั้นแหละ เราก็จะอยู่กับองค์พระผู้เป็นเจ้า เป็นนิตย์ 18 เหตุฉะนั้นจงปลอบใจกันด้วยถ้อยคำเหล่านี้เถิด
(1 เธสะโลนิกา 4:13-18)

การอยู่ "ในพระคริสต์" คือการได้รับการยกโทษบาป การอยู่ "ในพระคริสต์" คือการ ถูกสร้างใหม่ คือการปล่อยให้สิ่งเก่าๆให้ล่วงไป และให้ทุกสิ่งเป็นสิ่งใหม่ การอยู่ "ใน พระคริสต์" คือการมีชีวิตนิรันดร์ การอยู่ "ในพระคริสต์" คือความมั่นใจว่าจะฟื้นคืน ชีวิตหลังความตาย และใช้ชีวิตชั่วนิรันดร์กับองค์พระเยซู ลีเพื่อนของผมเคยอยู่ "ใน พระ คริสต์" และถ้าเขายังมีชีวิตอยู่ เขาคงอยากถามคำถามสั้นๆว่า "วันนี้คุณอยู่ ‘ใน พระ คริสต์’หรือยัง?" การได้รับความรอดเพราะเป็นคริสเตียน การมีความมั่นใจว่าได้รับ การยกโทษบาปและมีส่วนในชีวิตนิรันดร์ ไม่ใช่เป็นเรื่องของสถานที่และเวลา แต่เป็น การเข้าสนิทอยู่ในผู้ที่ถูกต้อง การจะเข้าอยู่ "ในพระคริสต์" คือการยอมรับว่าเราเป็น คนบาปละเมิดต่อพระเจ้า และเข้ามาวางใจในองค์พระเยซูคริสต์ผู้เดียวเท่านั้นว่าเป็น หนทางที่พระเจ้าจัดเตรียมสำหรับความรอด ด้วยความเชื่อในพระองค์ ในการทนทุกข์ ทรมาณของพระองค์ที่ยอมรับสภาพเพื่อจ่ายเป็นค่าจ้างของความบาปของคุณ เพราะ ความชอบธรรมและการกลับเป็นขึ้นมาของพระองค์ คุณจะกลายเป็นคนชอบธรรมและ มีชีวิตใหม่ ถ้าคุณยังไม่เคยเชื่อวางใจในการสิ้นพระชนม์ การฝังพระศพ และการกลับ เป็นขึ้นมาขององค์พระเยซูคริสต์ ผมอยากหนุนใจให้คุณทำเดี๋ยวนี้ เพราะการที่ได้อยู่ "ในพระคริสต์" คือการได้อยู่ในแผ่นดินที่พระเจ้าเลือกสรรไว้สำหรับความรอดและพระ พรชั่วนิจนิรันดร์


123 ดูได้จากหนังสือของ Dale Ralph Davis, ชื่อ Looking on the Heart: Expositions of the Book of 1 Samuel (Grand Rapids: Baker Books, 1994), vol. 2, p. 127.

124 ให้เราลองคิดดูว่ากี่ครั้งที่ดาวิดพูดว่ามีคนพยายามยุยงให้ซาอูลคิดร้ายต่อท่าน

125 เราคงนึกไปว่าดาวิดและลูกน้องทั้งหมดลงไปที่ค่ายของซาอูลพร้อมกัน แต่ในเนื้อหาไม่ ได้กล่าวเช่นนั้น เพียงแต่บันทึกว่าท่านส่งผู้ไปสอดแนมหาที่ตั้งของค่าย (ข้อ 4) แล้วต่อมากล่าว ว่าท่านลุกขึ้นลงไปยังที่นั่นทันที (ข้อ 6) มีเพียงอาหิเมเลคคนฮิทไทต์ และอาบีชัยที่ไปกับท่าน สองคนนี้เป็น "ผู้สอดแนม" หรือเปล่า ? น่าจะมีเหตุผลเพียงพอที่ดาวิดไม่นำกำลังคนไปด้วย เพราะการไปประชิดซาอูลแบบไม่ให้รู้ตัวและหลบไปในความมืดเพียงสองสามคนน่าจะง่ายกว่า 600 คน และเมื่อดาวิดไม่ได้ตั้งใจไปต่อสู้หรือฆ่าซาอูลจึงไม่มีความจำเป็นที่จะนำคนหมู่มากไป ด้วย อีกอย่างท่านยังต้องห้ามปรามยับยั้งคนของท่านไม่ให้ทำอันตรายซาอูลด้วย (ดู 24:4-8)

126 เพื่อนผมคนหนึ่งเคยกล่าวเสริมว่าครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ซาอูลน่าจะพุ่งหอกได้แม่นยำที่สุด ถ้า เขาเป็นอับเนอร์เขาคงนอนนิ่งๆข้างซาอูลคอยดูฝีมือความแม่นของกษัตริย์

127 มีความล้ำลึกบางประการในคำตอบของดาวิดต่ออาบีชัย ท่านกล่าวว่า "ขอพระเจ้าทรง ห้ามปรามข้าพเจ้าไม่ให้เหยียดมือออกต่อสู้ผู้ที่พระองค์ทรงเจิมไว้ . . . ." ดูเหมือนอาบี ชัยคงจะพูดในทำนองว่า "ก็ได้ถ้าท่านไม่กล้าทำ ; ขอให้ผมลงมือเอง" คำตอบของดาวิดมีนัย บางประการให้อาบีชัย "ถึงแม้เจ้าจะฆ่าซาอูลได้ แต่เราก็ต้องรับผิดในการที่อนุญาติให้เจ้าทำ" ถ้าดาวิดเป็นผู้บัญชาการคน 600 คน อนุญาตให้คนใดคนหนึ่งฆ่าซาอูล แน่นอนในฐานะหัวหน้า ท่านจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบเต็มประตู

128 ไม่เหมือนเมื่อในสมัยก่อนที่เรียกว่า "บุตรของเจสซี"

129 เหตุนี้เองอับราฮัมจึงสร้างแท่นบูชาหลายแห่งในคานาอัน แต่ไม่เคยสร้างในแผ่นดินอียิปต์ หรือที่ใดที่อยู่นอกอิสราเอลเลย

130 "หอกเป็นสัญลักษณ์ของสิทธิอำนาจเช่นเดียวกับคฑา เหตุนี้ี่ซาอูลจึงถือหอกขณะอยู่ที่ ในวัง (1 ซมอ. 18:10; 19:9) สัญลักษณ์ของสิทธิอำนาจนี้ยังเป็นประเพณีปฏิบัติอยู่ในคน อาหรับชนเผ่าเร่ร่อนเบดูอินในปัจจุบัน หอกที่ปักอยู่ตรงทางเข้าเต็นท์แสดงว่าเป็นที่พักของชีค (ท่านหัวหน้า) อ้างอิงจากหนังสือของ John J. Davis & John C. Whitcomb, Israel: From Conquest to Exile (Winona Lake, Indiana, BMH Books, [combined paper edition], 1989, p. 244.

Related Topics: Introductions, Arguments, Outlines