MENU

Where the world comes to study the Bible

Report Inappropriate Ad

บทที่ 17: ดาวิดกลับสู่เยรูซาเล็ม (2 ซามูเอล 19:9--20:26)

คำนำ

พระธรรมตอนนี้ทำให้ผมนึกถึงถนนไปค่ายฝึกมิชชันนารี่ที่ประเทศอินเดีย หนทางเลี้ยวลดหักมุมจนผมนึกว่า จะไปไม่รอดเสียแล้ว ดาวิดทำบาปล่วงประเวณีกับนางบัทเชบา และฆ่าสามีนางทิ้ง (โดยฝีมือของโยอาบ เจ้าเก่า ซึ่งเป็นตัวเอกของพระธรรมตอนนี้) พระเจ้าพิพากษาลงโทษดาวิดผ่านนาธันผู้เผยพระวจนะ ดาวิด สำนึกในบาปและกลับใจ ถึงกระนั้นผลของมันก็ตามติดไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เริ่มด้วยลูกสาวของท่าน ทามาร์ถูกข่มขืน โดยพี่ชายต่างมารดา อัมโนน อััมโนนเองก็ถูกพี่ชายต่างมารดาคืออับซาโลมฆ่าตาย อับซาโลมหนีไปซ่อนตัวที่เมืองเกชูร์ ซึ่งปู่ของเขา ทัลมาอีเป็นผู้ปกครองอยู่ ด้วยการวางแผน เข้าแทรก แซงของโยอาบ ดาวิดจำยอม อนุญาติให้อับซาโลมกลับสู่เยรูซาเล็ม หลังจากนั้นไม่นาน อับซาโลมก็เริ่ม เลื่อยขาราชบัลลังก์ ทำดาวิดเสื่อมเสียชื่อเสียง จนที่สุดก่อการกบฎ ดาวิดต้องอพยพลูกเมียหนีออกจาก เยรูซาเล็ม เข้าไปในถิ่นทุรกันดาร พระเจ้าทรงไว้ชีวิตท่าน ประทานชัยชนะให้แก่กองทัพของท่าน และให้ โยอาบเป็นผู้กำจัดอับซาโลม ทั้งๆที่ดาวิดเองออกคำสั่งห้ามไม่ให้ผู้ใดแตะต้อง

บัดนี้ดาวิดพร้อมแล้ว ที่จะกลับคืนสู่เยรูซาเล็ม กลับไปปกครองประเทศอิสราเอลอีกครั้งหนึ่ง ไปกอบกู้ชื่อ เสียงกลับคืน (ไปเอาหนามออกจากเนื้อ) ดาวิดปลดโยอาบออกจากผู้บัญชาการรบ ตั้งอามาสาขึ้นแทน ดูเหมือนอนาคตทางทหารของโยอาบดับวูบไปแล้ว แต่ทว่าตอนจบบท กลับกลายเป็นว่าอามาสาต่างหาก ที่ดับวูบ โดยฝีมือของโยอาบ แล้วโยอาบก็ได้กลับมานั่งในตำแหน่งเดิมอีกครั้ง ใครเล่าจะไปคาดคิด?

เรื่องไม่ได้จบลงอย่างง่ายๆ เมื่อดาวิดถูกบังคับให้หนีออกจากเยรูซาเล็มเพราะอับซาโลมก่อกบฎ อับซาโลม ไม่สามารถแย่งชิงบัลลังก์ไปได้ เขาทำตัวเป็นกษัตริย์ได้เพียงสองสามวัน ก็พ่ายแพ้ไปในสงคราม ถูกโยอาบ ฆ่าตาย ดาวิดถูกเชิญให้กลับเยรูซาเล็ม เพื่อไปปกครองประเทศอิสราเอลอีกครั้ง แต่ระหว่างทางจากแม่น้ำ จอร์แดนสู่เยรูซาเล็ม เกิดการปะทะกันขึ้น ระหว่างชนเผ่ายูดาห์ (เผ่าของดาวิด) และเผ่าที่เหลือของอิสราเอล เชบาเป็นผู้เริ่มปลุกปั่น ทำให้คนอิสราเอลที่เหลือต่างละทิ้งดาวิด กลับไปยังบ้านเรือนของตน เหมือนโชค ชะตาหักเห (ภาษาชาวโลกครับ) เชบาถูกไล่ล่า ไปจนมุมที่เมืองป้อมแห่งหนึ่ง หญิงมีสติปัญญาที่อาศัย อยู่ในเมืองนั้น เข้ามาช่วยจัดการ ให้เชบาถูกสังหาร และเมืองนั้นก็รอดปลอดภัย อิสราเอลกลับมาคืนดี กันอีกครั้ง เราสามารถสรุปเหตุการณ์ทั้งหมดได้ดังต่อไปนี้ : (1) ดาวิดเป็นกษัตริย์ ; (2) ดาวิดไม่ได้เป็น กษัตริย์ ; (3) ดาวิดถูกเชิญให้กลับมาเป็นกษัตริย์อีก; (4) อาณาจักรของดาวิดแตกแยก; (5) อาณาจักรของ ดาวิดมารวมกันอีกครั้งหนึ่ง

เหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นอย่างชนิดเลือดท่วมจอนี้ ถ้าเป็นในปัจจุบัน กบว.คงจัดอันดับเรท "อาร์" ให้โยอาบ ที่ใช้มีดแทงอามาสาอย่างโหดเหี้ยม ใส้ทะลักลงมากองบนพื้นถนน ; ทหารในกองทัพของดาวิดหยุดดูศพ ที่ นอนจมกองเลือดอยู่ แลัวมาจบลงที่หัวของเชบาถูกตัดขาด ขว้างข้ามกำแพงเมืองมา เพื่อให้โยอาบและทหาร ที่ติดตามได้เห็น

เรื่องแบบนี้เหมาะจะเอาไปทำหนังนะครับ ไม่ใช่แค่ทำหนังอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องที่เราต้องอ่านอย่างรอบคอบ ด้วย เป็นเรื่องประวัติศาสตร์ของศาสนา ; เป็นประวัติศาสตร์ที่ผู้เผยพระวจนะท่านหนึ่ง ต้องจับปากกามาบันทึก เอาไว้ เป็นเรื่องราวที่ถูกถ่ายทอดมาให้เรารับรู้และพยายามหลีกเลี่ยง ขอให้เราเข้าสู่บทเรียนด้วยใจที่คาดหวัง รับฟัง และปฏิบัติตาม ในสิ่งที่พระเจ้าทรงถ่ายทอดมาถึงเราแต่ละคน ผ่านพระธรรมตอนนี้

กล่าวหากันไปมาในอิสราเอล
(19:9-10)

9 ประชาชนทั้งสิ้นก็หมางใจกันไปทั่วอิสราเอลทุกเผ่า กล่าวว่า "พระราชาเคยทรง
ช่วยกู้เรา ให้พ้นจากมือศัตรูของเรา และทรงช่วยเราให้พ้นจากมือคนฟีลิสเตีย บัดนี้ พระองค์ทรงหนีอับซาโลมออกจากแผ่นดิน 10 แต่อับซาโลมผู้ที่เราเจิมตั้งไว้เหนือเรา นั้นก็สิ้นชีวิตเสียแล้วในสงคราม ทำไมเจ้าไม่พูดอะไรบ้างเลยในเรื่องที่จะเชิญพระราชา ให้เสด็จกลับ"

เป็นเรื่องยากที่พวกเราซึ่งอยู่ในประเทศประชาธิปไตย จะเิข้าใจถึงสถานการณ์ที่ชาวอิสราเอลในยุคนั้นกำลัง เผชิญ ตอนที่ปธน. ยอห์น เอฟ เคเนดี้ถูกยิง ปธน. ลินดอน ยอห์นสันต้องเข้าพิธีสาบานตนขึ้นเป็นประธานา ธิบดีในทันที เพื่อรับผิดชอบงานต่อ ระบอบประชาธิปไตยของเรา เขียนขั้นตอนในการปฏิบัติไว้อย่างชัดเจน แต่เมื่อกษัตริย์จบสิ้นชีวิตลง ประชาชนจะทำอย่างไร? คงมีการวิวาทถกเถียง ชี้หน้ากล่าวหากันไปมาใน อิสราเอล ต่างฝ่ายต่างก็สาดโคลนใส่กัน และเกี่ยงกันว่าใครควรจะรับผิดชอบจัดการ ดาวิดเป็นกษัตริย์มาก่อน เมื่อท่านหนีออกจากบ้านเมืองไป ประชาชนมาเจิมตั้งอับซาโลมขึ้นแทน แต่ตอนนี้ อับซาโลมตายไปแล้ว มีการคาดเดาและสรุปกันว่า ดาิวิดน่าจะกลับมาปกครองใหม่ แต่ว่าจะทำได้อย่างไร? ด้วยวิธีใด? เริ่มอย่าง ไร? และใครควรจะเป็นคนทำ? มีการถกเถียงกันอย่างมากมายในเรื่องนี้

มีข้อเท็จจริงอีกข้อที่ต้องนำมาพิจารณา สำหรับปัญหาที่กำลังเกิดขึ้น -- คนกลุ่มเดียวกันนี้ คือคนที่ให้การสนับ สนุนอับซาโลม กลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วย จนต้องมาถกเถียงกัน คือประชาชนอิสราเอลที่เหลืออยู่ในแผ่นดิน พวก เขาไม่ได้ให้การสนับสนุน หรือช่วยเหลือดาวิดเมื่อท่านหนีเข้าไปในถิ่นทุรกันดาร คนพวกนี้ไม่ต้องการให้ ดาวิดเป็นกษัตริย์ แต่ดูเหมือนเป็นเรื่องเลี่ยงไม่ได้ ที่ดาวิดจะกลับมาปกครองอีก ใครอยากจะยื่นมือไปช่วย คนที่ตนเองปฏิเสธล่ะ? คนที่ตัวเองเคยหักหลังมาก่อน ดูเหมือนอิสราเอลกำลังมีปัญหาเรื่องผู้นำครับ

ดาวิดทำให้ง่ายขึ้นด้วยการยื่นมือออกไปก่อน
(19:11-18ก)

11 กษัตริย์ดาวิดทรงใช้คนไปหาศาโดกและ อาบียาธาร์ปุโรหิต รับสั่งว่า "ขอบอกพวกผู้ใหญ่ของคนยูดาห์ว่า 'ทำไมท่านทั้งหลายจึงเป็นคนสุดท้าย ที่จะเชิญพระราชากลับพระราชวังของพระองค์ เมื่อถ้อยคำเหล่านี้มาจาก
อิสราเอลถึงพระราชา ที่จะเชิญพระองค์ให้กลับพระราชวังของพระองค์
12 ท่านทั้งหลายเป็นญาติของเรา เป็นกระดูกและ เนื้อหนังของเรา ทำไม ท่านจึงจะเป็นคนสุดท้ายที่จะเชิญพระราชากลับ' 13 และจงบอกอามาสาว่า 'ท่านมิได้เป็นกระดูกและเนื้อหนังของเราหรือ ถ้าท่านมิได้เป็นผู้บังคับบัญชา
กองทัพแทน โยอาบสืบต่อไป ขอพระเจ้าทรงลงโทษเรา และยิ่งหนักกว่า
นั้นอีก'" 14 ท่านก็ได้ชักจูงจิตใจของ บรรดาคนยูดาห์ดังกับเป็นจิตใจของ
ชายคนเดียว เขาจึงส่งคนไปทูลพระราชาว่า "ขอฝ่าพระบาทเสด็จกลับพร้อม
กับบรรดาข้าราชการ ทั้งหลายด้วย" 15 พระราชาก็เสด็จกลับ และมายัง
แม่น้ำจอร์แดน และยูดาห์ก็พากันมาที่กิลกาลเพื่อรับเสด็จพระราชา และนำ
เสด็จข้ามแม่น้ำจอร์แดน 16 ชิเมอี บุตรเก-รา คนเบนยามินผู้มาจากบาฮูริม รีบลงมาพร้อมกับคนยูดาห์เพื่อจะรับเสด็จกษัตริย์ดาวิด 17 มีคนจากเผ่า เบนยามินพร้อมกับท่านหนึ่งพันคน และศิบามหาดเล็กในราชวงศ์ของซาอูล พร้อมกับบุตรสิบห้าคนกับคนใช้อีกยี่สิบ ก็รีบมายังแม่น้ำจอร์แดนต่อพระพักตร์
พระราชา 18 เขาทั้งหลายได้ข้ามท่าข้ามไปรับราชวงศ์ของพระราชา และคอย
ปฏิบัติให้ชอบพระทัย

เรื่องนี้รู้ไปถึงหูของดาวิด ขณะที่ท่านยังอยู่ในมาหะนาอิม ท่านทรงทำให้ง่ายขึ้น สำหรับชาวอิสราเอล ที่จะ ต้อนรับท่านกลับ ดาวิดติดต่อไปยังศาโดกและอาบียาร์ธาร์ (ปุโรหิตที่เป็นคนของท่านในเยรูซาเล็ม) สั่งให้ ทั้งสอง ไปพูดกับพวกผู้ใหญ่ของยูดาห์ คนพวกนี้เป็นคนในเผ่าเดียวกับดาวิด เป็นพวกแรกที่มาเจิมตั้งท่าน ขึ้นเป็นกษัตริย์ที่เมืองเฮโบรน นับเป็นญาติสนิท คนพวกนี้เหมาะที่สุด ที่ต้องเป็นตัวตั้งตัวตี ในการนำท่านคืน สู่เยรูซาเล็ม ดาวิดทำให้ง่ายขึ้นสำหรับคนยูดาห์ ด้วยการปลดโยอาบออกจากตำแหน่งผู้คุมกองทัพ และตั้ง อามาสาขึ้นแทน การกระทำเช่นนี้ ใช้ได้ผลครับ มีเสียงมาจากพวกผู้ใหญ่ของยูดาห์ เชิญท่านกลับ ดาวิดและผู้ติดตามทั้งหมด จึงออกจากมาหะนาอิมมายังชายฝั่งแม่น้ำจอร์แดน คนยูดาห์มารวมตัวกันที่กิล กาล เพื่อช่วยดาวิดและผู้ติดตามข้ามแม่น้ำ และต้อนรับท่านกลับ ในฐานะกษัตริย์ของอิสราเอล นอกจากคน ในเผ่ายูดาห์แล้ว ยังมีประชาชนอิสราเอลมาเป็นตัวแทนจากเผ่าอื่นๆด้วย ในท่ามกลางคนเหล่านี้ มีเมฟี โบเชท ศิบา (ผู้รับใช้ และครอบครัวของเขา) และชิเมอี รวมทั้งคนในเผ่าเบนยามินอีกนับพันด้วย

ชิเมอีสำนึกผิด และได้รับการอภัย
(18b-23)

ชิเมอีบุตรเก-รา ได้กราบลงต่อพระพักตร์ พระราชาขณะที่พระองค์จะเสด็จข้าม
แม่น้ำจอร์แดน 19 กราบทูลพระราชาว่า "ขอเจ้านายของข้าพระบาทอย่าทรงถือ
โทษข้าพระบาท และทรงจดจำความผิดที่ข้าพระบาทได้กระทำในวัน ที่พระราชา เจ้านายของข้าพระบาทสละกรุงเยรูซาเล็ม ขอพระราชาอย่าทรงจดจำไว้ในพระทัย
20 ด้วยข้าพระบาทได้ทราบแล้วว่าได้กระทำบาป เพราะฉะนั้น ดูเถิด ในวันนี้ ข้าพระบาทได้มาเป็นคนแรกในพงศ์พันธุ์โยเซฟ ที่ลงมารับเสด็จพระราชาเจ้านาย
ของข้าพระบาท" 21 อาบีชัยบุตรนางเศรุยาห์จึงตอบว่า "ที่ชิเมอีกระทำเช่นนี้ ไม่ควรจะถึงที่ตายดอกหรือ เพราะเขาได้ด่าผู้ที่เจิมตั้งของพระเจ้า" 22 แต่ดาวิด
ตรัสว่า "บุตรทั้งสองของนางเศรุยาห์เอ๋ย เรามีธุระอะไรกับท่าน ซึ่งในวันนี้ท่าน จะมาเป็นปฏิปักษ์กับเรา ในวันนี้น่ะควรที่จะให้ใครมีโทษถึงตาย หรือในวันนี้เรา
ไม่ทราบดอกหรือว่า เราเป็นกษัตริย์ครอบครองอิสราเอล" 23 และพระราชาตรัส
กับชิเมอีว่า "เจ้าจะไม่ถึงตาย" แล้วพระราชาก็ประทานคำปฏิญาณแก่เขา

ทั้งดาวิดและพวกเรารู้จักชิเมอีดี เป็นพวกลูกหลานของซาอูล เป็นผู้ที่มาด่าทอสาปแช่งดาวิด ขณะที่ท่านเดิน ทางหนีออกจากเยรูซาเล็ม (2 ซามูเอล 16:5) เขาเอาหิ้นขว้างใส่ดาวิด เอาโคลนปาและพูดจาหยาบคายต่อ ท่าน อาบีชัยคิดจะจัดการกับชายคนนี้ตั้งแต่ตอนนั้น แต่ดาวิดยับยั้งไว้ เพราะท่านเข้าใจว่า สิ่งนี้เป็นมาจาก พระเจ้า ที่ต้องการตำหนิท่านผ่านชายคนนี้ บัดนี้เมื่อเดินทางกลับ ดาวิดต้องผ่านที่บาฮูริมอีกครั้ง เมืองที่ ชิเมอีอาศัยอยู่ ชิเมอีรู้ดีว่าตัวเองกำลังเดือดร้อนหนัก ดาวิดกลับมาเป็นกษัตริย์อิสราเอลอีกครั้ง และท่านอาจ เห็นว่าชิเมอีคือศัตรูตัวฉกาจ ที่สมควรถูกกำจัด

ชิเมอีมาเข้าเฝ้า ยอมรับในความเขลาและความผิดที่ก่อเอาไว้ สำนึกผิดและต้องการได้รับการอภัย เขานำคน เบนยามินมาด้วย 1,000 คน มาแสดงความสามิภักดิ์ต่อดาวิดในฐานะกษัตริย์ ชิเมอีไม่อ้อมค้อม เขาสารภาพ ความผิด ความโง่เขลาของเขา และขอการอภัยจากดาวิด อีกครั้ง อาบีชัยขอจัดการกับชายคนนี้ ไม่ให้มาก่อ กวนได้อีกต่อไป ดาวิดปฏิเสธอาบีชัยอีกครั้ง ตักเตือนเขาและโยอาบผู้เป็นพี่ด้วย (คงเป็นตัวการยุยงอยู่เบื้อง หลัง -- สังเกตุดู "บุตรทั้งสอง (พหูพจน์) ของนางเศรุยาห์เอ๋ย" ในข้อ 22) วันนี้เป็นวันแห่งการคืนดีกัน จะไม่มีใครตาย ถึงแม้ชิเมอีจะสมควรถูกประหาร เพราะบังอาจไปสาปแช่ง ผู้ปกครองประชากร (ดูอพยพ 22:28) ดาวิดบอกกับชิเมอีว่า "เจ้าจะไม่ถึงตาย" (ข้อ 23) 88

ดาวิดจัดการกับเมฟีโบเชทและศิบา
(19:24-30)

24 เมฟีโบเชท โอรสซาอูลก็ลงมารับเสด็จ โดยมิได้แต่งเท้าหรือขลิบเครา หรือซักเสื้อผ้าของตนตั้งแต่วันที่พระราชาเสด็จจาก ไปจนวันที่เสด็จกลับมา
โดยสวัสดิภาพ 25 เมื่อเมฟีโบเชทมายังกรุงเยรูซาเล็ม เพื่อจะรับเสด็จพระ
ราชาตรัสถามว่า "เมฟีโบเชททำไมท่านมิได้ไปกับเรา" 26 ท่านทูลตอบว่า "ข้าแต่พระราชาเจ้านายของข้าพระบาท มหาดเล็กของข้าพระบาทหลอกลวง
ข้าพระบาท เพราะข้าพระบาทบอกเขาว่า 'ข้าจะผูกอานลาตัวหนึ่ง เพื่อข้า จะได้ขี่ไปตามเสด็จพระราชา' เพราะว่าข้าพระบาทเป็นง่อย 27 เขากลับไป ทูลพระราชาเจ้านายของข้าพระบาท ใส่ร้ายข้าพระบาท แต่พระราชาเจ้านาย ของข้าพระบาทเหมือนทูตของพระเจ้า เมื่อฝ่าพระบาททรงเห็นสมควร จะกระ
ทำ แก่ข้าพระบาท ประการใด ก็ขอทรงกระทำเถิดพ่ะย่ะค่ะ 28 เพราะว่าเชื้อ
วงศ์ ราชบิดาของข้าพระบาทก็สมควรถึงตาย ต่อพระพักตร์พระราชาเจ้านาย
ของข้าพระบาท แต่ฝ่าพระบาทก็ทรงแต่งตั้งข้าพระบาทไว้ใน หมู่ผู้ที่รับ
ประทาน ร่วมโต๊ะเสวยของฝ่าพระบาท ข้าพระบาทจะมีสิทธิประการใดเล่า
ที่จะร้องทูล อีกต่อพระราชา" 29 พระราชาจึงตรัสกับท่านว่า "ท่านจะพูด
เรื่องธุรกิจของท่าน ต่อไปทำไม เราตัดสินใจว่า ท่านกับศิบาจงแบ่งที่ดิน
กัน" 30 เมฟีโบเชทกราบ ทูลพระราชาว่า "เมื่อพระราชาเจ้านายของข้า
พระบาท ได้เสด็จกลับสู่พระราชสำนัก โดยสวัสดิภาพเช่นนี้แล้ว ก็ให้ศิบา รับไปหมดเถิดพ่ะย่ะค่ะ"

เมื่อดาวิดขึ้นเป็นกษัตริย์อิสราเอล ท่านปรารถนาจะทำตามพันธสัญญาที่มีต่อโยนาธาน ท่านจึงออกค้นหา ลูกหลานที่หลงเหลืออยู่ของซาอูลและโยนาธาน มีคนบอกท่านเรื่องศิบา ผู้เคยเป็นมหาดเล็กของซาอูล ดาวิด เรียกศิบามาพบ จึงรู้ว่ายังมีบุตรรอดชีวิตอยู่คนนหนึ่ง ชื่อเมฟีโทเชท เป็นง่อยตั้งแต่เด็ก ดาวิดให้คนไปรับเมฟี โบเชทมา ประทานทรัพย์สมบัติส่วนของซาอูลให้ รวมทั้งให้ศิบาและครอบครัวของเขาเป็นผู้ดูแล นอกจากนี้ ดาวิดยังให้เมฟีโบเชทมานั่งร่วมโต๊ะเสวยเช่นดียวกับลูกๆของท่าน เมื่อดาวิดหนีออกจากเยรูซาเล็ม ศิบามา พบท่านที่กลางทาง พร้อมด้วยเสบียงอาหาร เมื่อดาวิดถามถึงเมฟีโบเชท ศิบาบอกว่าเขาเลือกที่จะอยู่ต่อใน เยรูซาเล็ม ด้วยความหวังที่จะได้ราชบัลลังก์ของปู่กลับคืนมา ในตอนนั้น ดาวิดมอบส่วนมรดกทั้งสิ้นของโยนา ธานที่เคยให้เมฟีโบเชท มามอบให้กับศิบาแทน

บัดนี้ดาวิดกลับมาสู่เยรูซาเล็มและคืนสู่ราชบัลลังก์แล้ว ศิบาและครอบครัวของเขา รวมทั้งเมฟีโบเชทด้วย มา ให้การต้อนรับ มาช่วยอำนวยความสะดวกในระหว่างข้ามแม่น้ำจอร์แดน ในขณะที่ศิบาวุ่นเรื่องอื่นอยู่ ดาวิด มีโอกาสพูดคุยกับเมฟีโบเชท ดูเหมือนเขาเป็นผู้ละทิ้งดาวิด แต่เมฟีโบเชทคิดว่าตนเองอยู่ในสถานะมั่นคง ดาวิดถามว่า ทำไมจึงไม่ตามท่านไป ตอนหนีอออกจากเยรูซาเล็ม

พวกคุณคงพอจำได้ว่าผมเคยเป็นครูมาก่อน ผมสอนอยู่หลายปี ในตอนนั้นผมได้ยินได้ฟังข้อแก้ตัวหลายแบบ ล้วนแล้วแต่ไม่เอาไหน (ผมและภรรยามีลูกสาวห้าคน แล้วเราบางทีก็เป็นไปด้วย) ผมว่าผมพยายามทำความ เข้าใจกับคำพูดของเมฟีโบเชท แต่ก็ยังดูไม่สมเหตุสมผล เขาไม่ได้ยอมรับว่าตนเองทำผิด แต่พยายามปก ป้องตนเองด้วยการบอกกับดาวิดว่า เขาถูกหลอก เพราะเขาพูดว่าจะผูกอานลาเอง แล้วทำไมถึงไม่ทำ? ถ้า ไม่ถูกศิบาขัดขวาง ทำไมเมฟีโบเชทไม่ทำอย่างที่ตัวเองพูด? ผมไม่เข้าใจ แล้วเมฟีโบเชทยังกล่าวหาว่าถูก ศิบาใส่ความกับดาวิด ว่าที่อยู่ในเยรูซาเล็มนั้น เพราะหวังว่าจะได้ราชบัลลังก์คืน

ผมมีความสงสัยเป็นส่วนตัว ว่าจะเอาเรื่องทั้งสองนี้มาผูกกันได้อย่างไร ทำไมเมฟีโบเชทจึงหายตัวไป ตอนที่ ดาวิดกำลังหนีออกจากเมือง ดูเหมือนดาวิดก็นึกไม่ออกเหมือนกัน เพราะท่านไม่รู้ว่าใครพูดจริงพูดโกหก แต่ ท่านกลับนำที่ดินส่วนของเมฟีโบเชท (ที่ดาวิดเคยมอบให้ และต่อมาได้ยกให้ศิบาไป) มาแบ่งเป็นสองส่วน เท่าๆกันให้กับเมฟีโบเชทและกับศิบา อย่าลืมว่า วันนี้เป็นวันแห่งการคืนดีและเฉลิมฉลอง ดาวิดยกประโยชน์ ให้จำเลยทั้งคู่ไป เพื่อการคืนดีและเป็นการตัดปัญหา

แน่นอนเมฟีโบเชทไม่ได้ขอสิ่งใดจากกษัตริย์ เขาสำนึกในบุญคุณที่ดาวิดเคยมีต่อเขา และเขาเองไม่สมควร จะได้รับสิ่งใดจากกษัตริย์ เขาทำทีว่าจะสละสิทธิ์ในสิ่งที่ดาวิดมอบให้ ต้องการเซ็นโอนให้กับศิบาไป (ซึ่งที่ จริงกำลังครอบครองอยู่) เขาจะทำตามปากพูดหรือไม่ก็ตาม สิ่งที่เขาพูดกับดาวิด คือพยายามสร้างภาพให้ ท่านรู้สึกว่า แค่อยู่ใกลท่านเขาก็มีความสุขพอแล้ว ไม่ต้องการลาภยศหรือทรัพย์สินใดๆอีก

อวยพรบารซิลลัย
(19:31-39)

31 ฝ่ายบารซิลลัย ชาวกิเลอาดได้ลงมาจากโรเกลิม และไปกับพระราชาถึง
แม่น้ำจอร์แดน เพื่อส่งพระองค์ข้ามแม่น้ำจอร์แดนไป 32 บารซิลลัยเป็นคน
ชรามากแล้ว อายุแปดสิบปี ท่านได้นำเสบียงอาหารมาถวายพระราชาขณะ พระองค์ประทับที่มาหะนาอิมเพราะท่านเป็นคนมั่งมีมาก 33 พระราชาจึงตรัส
กับบารซิลลัยว่า "ข้ามมาอยู่กับเราเสียเถิด เราจะชุบเลี้ยงท่านให้อยู่กับเรา
ที่กรุงเยรูซาเล็ม" 34 แต่บารซิลลัยทูลพระราชาว่า "ข้าพระบาทจะอยู่ต่อไป
ได้อีกกี่ปี ที่ข้าพระบาทจะไปอยู่กับพระราชาที่กรุงเยรูซาเล็ม
35 วันนี้ข้าพระบาทมีอายุแปดสิบปีแล้ว ข้าพระบาทจะสังเกตว่าอะไรเป็นที่
พอใจและไม่พอใจได้หรือ ข้าพระบาทจะลิ้มรสอร่อยของสิ่งที่กินและดื่มได้หรือ ข้าพระบาทจะฟังเสียงชายหญิงร้องเพลงได้หรือ ทำไมจะให้ข้าพระบาทเป็น
ภาระเพิ่มแก่พระราชา เจ้านายของข้าพระบาทอีกเล่า 36 ข้าพระบาทจะตาม เสด็จพระราชาข้ามแม่น้ำ จอร์แดนไปเท่านั้น ไฉนพระราชาจะพระราชทาน
รางวัลเช่นนี้เล่า 37 ขอให้ข้าพระบาทกลับเพื่อไปตายที่ในเมืองของข้าพระบาท ใกล้ที่ฝังศพของบิดามารดาของข้าพระบาท ขอทรงโปรดให้คิมฮามข้าของ
ฝ่าพระบาท ตามเสด็จพระราชาเจ้านายของข้าพระบาทไป ฝ่าพระบาทจะโปรด เขาประการใดก็แล้วแต่ทรงเห็นควร" 38 พระราชาตรัสตอบว่า "คิมฮามจงข้ามไป
กับเรา เราจะกระทำคุณแก่เขาตามที่ท่านเห็นควร สิ่งใดที่ท่านปรารถนาให้เรา
กระทำแก่ท่าน เรายินดีกระทำตาม" 39 แล้วประชาชนทั้งสิ้นก็ข้ามแม่น้ำจอร์แดน พระราชาเสด็จข้ามไป พระราชาทรงจุบบารซิลลัย และทรงอวยพระพรแก่ท่าน ท่านก็กลับไปยังบ้านช่องของตน

บารซิลลัยเป็นคนโปรดของผมในพระธรรมตอนนี้ ท่านเป็นคนชรา อายุ 80 ปี เป็นคนมั่งคั่ง ท่านพักอาศัย อยู่ใกล้กับมาหะนาอิม และเป็นผู้คอยจัดส่งเสบียง ไปให้ดาวิดและผู้ติดตามในขณะหลบหนี บัดนี้ ดาวิดกำลัง เดินทางกลับเยรูซาเล็ม บารซิลลัยก็ยังแสดงความมีน้ำใจ ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับขบวนผู้ติดตาม ของดาวิด จากมาหะนาอิมมาที่แม่น้ำจอร์แดน น่าจะประมาณ 20 ถึง 25 ไมลส์ (เราไม่รู้แน่ชัดว่ามาหะนาอิม ตั้งอยู่ตรงไหน) และเมื่อข้ามฝั่งมาแล้ว ต้องเดินทางต่อเข้าเยรูซาเล็มอีกประมาณ 20 ถึง 25 ไมลส์เช่นกัน ชายชราท่านนี้มาส่งดาวิดถึงที่ริมแม่น้ำ ข้ามไปยังฝั่งกิลกาล (ซึ่งไม่ไกลไปจากเมืองเยริโคในสมัยโบราณ) และกำลังกล่าวอำลาดาวิด

ดาวิดต้องการตอบแทนบุญคุณเพื่อสูงวัยท่านนี้ จึงเชิญท่านให้ไปที่เยรูซาเล็มด้วยกัน และสัญญาจะเลี้ยงดู เป็นอย่างดี บารซิลลัยปฏิเสธด้วยใจที่ขอบคุณ ท่านยอมรับว่าแก่เกินกว่าที่จะฝักใฝ่ในลาภยศทางโลก ท่าน ไม่ปรารถนาในการปรนนิบัติปรนเปรอด้วยอาหารหรู หรือสิ่งบันเทิงเริงใจใดๆอีกต่อไป อีกอย่าง ท่านมีเวลา เหลืออีกไม่มากนัก ท่านอยากอยู่อย่างสงบที่บ้านเกิด ใกล้กับที่ฝังศพของบิดามารดา และอีกไม่นาน ท่าน ก็จะตามไปอยู่ด้วย 89

บารซิลลัยไม่ต้องการแสวงหาผลประโยชน์จากความเอื้อเฟื้อของดาวิด แต่ท่านมีข้อเสนอ ท่านแนะนำชาย หนุ่มคนหนึ่งชื่อคิมฮาม ให้กับกษัตริย์ ขอให้กษัตริย์ช่วยดูแลหนุ่มคนนี้แทน จากใน 1 พกษ. 2:7 เราเห็น ว่าดาวิดไม่ได้แค่รักษาสัญญา ที่มีกับบารซิลลัยในขณะมีชีวิตอยู่เท่านั้น แต่หลังจากท่านตายไปแล้วด้วย ดาวิดสั่งซาโลมอนให้เลี้ยงดูบุตรทั้งหลายของบารซิลลัยต่อไป(มากกว่าหนึ่งคน) ผมจึงคิดว่าคิมฮาม น่าจะ เป็นหนึ่งในบรรดาบุตรของบารซิลลัย และพี่น้องของเขาอาจมาสมทบด้วยในตอนนั้น หรือหลังจากนั้นก็เป็นได้ ดาวิดแสดงความปราณีอย่างล้นเหลือต่อหนุ่มๆเหล่านี้ เหมือนกับที่บารซิลลัยบิดาของพวกเขาเคยปราณีต่อ ท่าน

ทะเลาะกันเรื่องกษัตริย์
(19:40-43)

40 พระราชาเสด็จไปยังกิลกาล และคิมฮามก็ข้ามตามเสด็จไปด้วย ประชาชน ยูดาห์ทั้งหมดกับประชาชน อิสราเอลครึ่งหนึ่งได้นำพระราชาข้ามมา 41 แล้วคน อิสราเอลทั้งหมดมาเฝ้าพระราชา กราบทูลพระราชาว่า "ไฉนคนยูดาห์ พี่น้อง ของเราจึงได้ลักพาฝ่าพระบาทไปเสีย พาพระราชาและราชวงศ์ข้ามแม่น้ำจอร์
แดนไปพร้อม กับคนของดาวิดด้วย" 42 ประชาชนยูดาห์จึงตอบประชาชนอิสรา
เอลว่า "เพราะพระราชาเป็นญาติสนิทกับเรา ท่านทั้งหลายจะโกรธด้วยเรื่องนี้
ทำไมเล่า เราได้อยู่กินสิ้นเปลืองพระราชทรัพย์ของพระราชาหรือ พระองค์ได้ ให้รางวัลอะไรแก่เราหรือ" 43 คนอิสราเอลก็ตอบคนยูดาห์ว่า "เรามีส่วนในพระ
ราชา สิบส่วนและในดาวิดเราก็ มีมากกว่าท่าน ทำไมท่านจึงดูถูกเราเช่นนี้เล่า
เราไม่ได้เป็น พวกแรกที่พูดเรื่องการนำพระราชากลับดอกหรือ" แต่ถ้อยคำของ คนยูดาห์รุนแรงกว่าถ้อยคำของคนอิสราเอล

เท้ายังไม่ทันจะแห้งดี หลังข้ามแม่น้ำจอร์แดนมา คนอิสราเอลเริ่มบ่นใส่กัน คนยูดาห์ทั้งหมดมารับดาวิด และครึ่งหนึ่งของคนอิสราเอลมาด้วย เหตุการณ์นี้ทำให้ผมนึกถึงเวลาขับรถ แล้วพวกเด็กๆที่นั่งมาด้วยเริ่ม ทะเลาะกัน อิสราเอลบางพวกชินกับข้อเท็จจริงว่า คนยูดาห์นอกจากจะเป็นตัวตั้งตัวตีในการเสนอให้พระ ราชากลับมาแล้ว ยังเป็นผู้ลงมือทำให้เกิดขึ้นด้วย (ทุกคนคงลืมไปว่า ไม่กี่วันก่อนหน้านี้ คนพวกนี้ยังเถียง กันอยู่ว่าใครควรทำ -- แต่ก็ไม่มีใครทำ จนกระทั่งพวกผู้ใหญ่ของยูดาห์ลุกขึ้นมาลงมือทำ) มีการอิจฉา แก่งแย่ง ชิงดีกันเกิดขึ้น จนกลายเป็นการทุ่มเถียงกัน : "ทำไมพวกยูดาห์ต้องมาบอกให้เราทำโน่นทำนี่? ใครตั้งพวกเขาขึ้นมา ให้มาจัดขบวนแห่นำพระราชากลับ?"

คนยูดาห์ตอบกลับอย่างเผ็ดร้อนว่า : "เรากำลังนำพระราชากลับเยรูซาเล็ม เพราะเราเป็นญาติสนิทของดาวิด" ผมพอนึกภาพออกครับ ว่ามันคงออกมาแนวนี้ : "เราเป็นพวกเดียวกัน พวกคุณหุบปากได้แล้ว!" คนยูดาห์ พยายามปกป้องตนเอง พูดต่อไปว่า ถึงแม้พวกเขาจะเป็นญาติกับกษัตริย์ ก็ไม่ได้แสวงหาผลประโยชน์ เอารัดเอาเปรียบจากท่าน คนอิสราเอลไม่ยอมแพ้ง่ายๆ ด้วยคำพูดของคนยูดาห์ ญาติๆของดาวิดคิดหรือ ว่าการเป็นญาติกับกษัตริย์จะมีสิทธิเหนือคนอื่น? พวกเขามีมุมมองกันคนและแบบ พวกเขาเป็นตัวแทนของ สิบเผ่าที่เหลือ ในขณะที่ยูดาห์เป็นเพียงเผ่าเดียว พวกเขาเสียอีกน่าจะมีสิทธิมากกว่าถึงสิบเท่า

การโต้เถียงกันไม่จบลงเพียงแค่นั้น แต่กลับทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงไปอีก ผู้เขียนคิดว่า เป็นการดีกว่าที่ จะจบเรื่องนี้ลงเพียงแค่นี้ โดยเขียนสรุปท้ายว่าคำพูดของคนยูดาห์ว่ารุนแรงกว่า ("ดุเดือดกว่า" KJV, NKJV; "ร้ายกาจกว่า" Y LT) ของคนอิสราเอล (ข้อ 43) ผมเข้าใจว่าผู้เขียนไม่ต้องการบันทึกคำพูดโง่เขลา ขาด สติ จนเลยเถิดเหล่านี้ไว้ เพราะผู้อ่านคงเข้าใจสถานการณ์ได้ ความริษยาและพูดเพื่อเอาชนะกัน ทำให้คน อิสราเอลทั้งสิบเผ่าหมางใจกับเผ่ายูดาห์ ความตึงเครียดทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ถ้ามีใครสักคนจุดชนวน ก็ พร้อมจะระเบิดได้ในทันที

    ความแตกแยก
    (20:1-2)

1 เผอิญที่นั่นมีคนอันธพาลอยู่ คนหนึ่งชื่อเชบาบุตรบิครีคนเบนยามิน เขาได้เป่าเขา
สัตว์ขึ้นกล่าวว่า "เราไม่มีส่วนในดาวิด เราไม่มีมรดกในบุตรของเจสซี โอ อิสราเอล
เอ๋ย ให้ต่างคนต่างกลับไปเต็นท์ของตนเถิด" 2 ดังนั้นพวกคนอิสราเอลทั้งหมดจึงถอน
ตัวจากดาวิด และไปตามเชบาบุตรบิครี แต่พวกคนยูดาห์ได้ติดตาม พระราชาของเขา อย่างมั่นคงจากแม่น้ำจอร์แดน ไปถึงกรุงเยรูซาเล็ม

มีเรื่องเกิดขึ้นในทันที มีชายคนหนึ่งในท่ามกลางคนอิสราเอลชื่อเชบา ผู้เขียนบอกว่าเขาเป็น "คนอันธพาล" (หรือ "บุตรของความชั่ว") เชบาเป็นคนชั่ว ซึ่งในสถานการณ์ปกติก็ไม่เป็นไร แต่พอการถกเถียงเริ่มรุน แรงขึ้น เขาโมโหจัด (หรืออาจเห็นทางตั้งตนขึ้นเป็นผู้นำก็ได้) ระเบิดอารมณ์ออกมา "เราไม่มีส่วนในดาวิด เราไม่มีมรดกในบุตรของเจสซี ; โอ อิสราเอลเอ๋ย ให้ต่างคนต่างกลับไปเต็นท์ของตนเถิด" แค่นี้ก็ เพียงพอให้อิสราเอลทั้งหมด หันกลับไปพร้อมกับเขา ดังนั้นงานที่ควรฉลองด้วยความชื่นชมยินดี กลับกลาย เป็นการท้าทายกัน และนำไปถึงการแตกแยกครั้งใหญ่ ชาวอิสราเอลกำลังได้ดาวิดกลับมาเป็นผู้นำ อยู่ดีๆ กลายเป็นว่าได้เชบา คนอันธพาลเป็นผู้นำแทน ดาวิดยังไม่ถึงเยรูซาเล็มด้วยซ้ำไป อาณาจักรก็แตกแยกเสีย แล้ว ดูเหมือนท่านกลับไปที่จุดเริ่มต้นใหม่ ในฐานะกษัตริย์ของเผ่ายูดาห์

กลับไปประจำการที่เยรูซาเล็ม
(20:3-10a)

3 ดาวิดเสด็จกลับพระนิเวศที่กรุงเยรูซาเล็ม พระราชาก็รับสั่งให้นำนางสนมทั้งสิบ คน ที่พระองค์ทรงละไว้ให้เฝ้าพระราชวัง นั้นไปรวมกักอยู่ในบ้านหลังหนึ่ง ทรง ชุบเลี้ยงไว้แต่มิได้ทรงสมสู่อยู่ด้วย นางเหล่านั้นก็ต้องถูกกักให้มีชีวิตอยู่อย่างแม่ ม่ายจนวันตาย
4 พระราชาตรัสสั่งอามาสาว่า "จงระดมพลยูดาห์ให้มาพร้อมกันที่นี่ภายในสามวัน
ตัวท่านจงมาด้วย" 5 อามาสาก็ออกไประดมคนยูดาห์ แต่เขาก็ทำงานล่าช้าเกิน
กำหนดที่พระองค์รับสั่งไว้ 6 ดาวิดตรัสกับอาบีชัยว่า "บัดนี้เชบาบุตรบิครีคงทำ
อันตราย แก่เรายิ่งกว่าอับซาโลม จงนำข้าราชการทหารของเจ้านายของท่านไป
ติดตาม เกรงว่าเขาจะหาเมืองที่มีป้อมได้ และหนีพ้นสายตาเรา" 7 มีคนของโยอาบ ตามเขาไปและคนเคเรธีกับคน เปเลทกับทหารที่แข็งกล้าทั้งหมด และเขาทั้งหลาย ยกออกไปจากกรุงเยรูซาเล็มเพื่อไล่ ตามเชบาบุตรบิครี 8 เมื่อเขาทั้งหลายมาถึงศิลา
ใหญ่ ที่อยู่ในเมืองกิเบโอน อามาสาก็มาพบกับเขาทั้งหลาย ฝ่ายโยอาบสวมเครื่อง
แต่งกาย ทหารมีเข็มขัดติดดาบที่อยู่ในฝักคาดอยู่ที่บั้นเอว เมื่อท่านเดินไปดาบก็ตก
ลง 9 โยอาบจึงถามอามาสาว่า "พี่ชายเอ๋ย สบายดีหรือ" และโยอาบก็เอามือขวา จับเคราอามาสาจะจุบเขา 10 แต่อามาสาไม่ได้สังเกตเห็นดาบซึ่งอยู่ใน มือของโย
อาบ โยอาบจึงเอาดาบแทงท้องอามาสาไส้ทะลักถึงดิน ไม่ต้องแทงครั้งที่สอง90
เขาก็ตายเสียแล้ว

สิ่งแรกที่ดาวิดทำทันทีที่ไปถึงเยรูซาเล็มคือ จัดการกับเรื่องภรรยา (นางสนม) ทั้งสิบ ที่ถูกทิ้งให้อยู่ในเยรูซา เล็ม อับซาโลมได้เข้าหานางทั้งสิบนี้ในที่สาธารณะ ดาวิดไม่มีทางปล่อยให้เหมือนเิดิมได้อีกต่อไป ท่านไป ร่วมหลับนอนกับสนมพวกนี้ไม่ได้อีกแล้ว ท่านจึงจัดหาที่อยู่ใหม่ ให้ได้อยู่อาศัยอย่างสุขสบาย (ผมค่อนข้าง แน่ใจ) แต่ท่านไม่อาจกลับไปร่วมหลับนอนได้อีก เพราะการกระทำของอับซาโลม

เรื่องต่อไปที่ดาวิดต้องจัดการคือการกบฎที่กำลังก่อตัวขึ้น นำโดยเชบา ดาวิดรู้ดีว่าเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วน ท่านไม่ปล่อยให้เชบามีเวลาพอจะรวบรวมผู้คน จัดตั้งเป็นกองทัพ และหาเมืองป้อมสำหรับใช้ต่อสู้ได้ ถ้าคน ของดาวิดจัดการกับเชบาได้เร็วเท่าไร ยิ่งเป็นการดีเท่านั้น ดาวิดจึงเรียกผู้คุมคนใหม่ อามาสา91 และสั่งให้ เขาไปรวบรวมกำลังพลของยูดาห์ เพื่อออกติดตามปราบปรามเชบาลง ให้ราบคาบโดยเร็วที่สุด

ด้วยเหตุผลบางประการ อามาสาไม่สามารถรวบรวมคนยูดาห์ได้ตามเวลาสามวันที่ดาวิดสั่งไว้ เราคงพอเข้า ใจความรู้สึกกระสับกระส่ายของดาวิดได้ ตราบใดที่เชบายังเป็นอิสระอยู่ ราชบัลลังก์ของท่านก็ไม่ปลอดภัย ในที่สุดดาวิดทนรออามาสาไม่ได้อีกต่อไป จึงเรียกอาบีชัย พี่ชายของโยอาบ ที่ดาวิดไม่ค่อยชอบหน้านัก มาหา (ดู 1 ซามูเอล 26:6-11; 2 ซามูเอล 16:9-12; 19:21-22) ดาวิดไม่ได้เรียกหาโยอาบ เพราะจะเท่า กับเป็นการยอมรับว่าท่านทำผิดที่ปลดโยอาบออกไป และเลือกอามาสาขึ้นมาแทน และเมื่ออาบีชัยออกจาก เยรูซาเล็มไป ในฐานะผู้นำกองกำลังนักรบที่ดาวิดเลือกสรรไว้ (เป็นเหมือนพวกหน่วยปฏิบัติการพิเศษในสมัย นี้) ไปตามล่าเชบา เขามีโยอาบเป็นผู้ติดตามไปด้วย

โยอาบและคนของเขาตามหน่วยรบพิเศษของดาวิดไปด้วย ประกอบด้วยคนเคเรธี คนเปเลท และ "ทหาร ที่แข็งกล้าทั้งหมด" เมื่อพวกเขาไปถึงศิลาใหญ่ที่เมืองกิเบโอน อามาสาออกไปพบพวกเขา ผมคิดว่า ครั้งนี้อาบีชัยน่าจะเป็นผู้นำ หรืออาจเป็นได้ว่ากองกำลังทั้งหมดที่ออกจากเยรูซาเล็ม แบ่งออกเป็นกลุ่มเล็กๆ เพื่อแยกย้ายกันออกไปตามหาเชบา ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ พระธรรมตอนนี้มีการเอ่ยชื่ออาบีชัย แต่จริงๆ แล้วโยอาบเป็นตัวสำคัญที่สุด อาจเป็นได้เหมือนกันที่โยอาบนำกองกำลังของตนออกไปเอง และเจอกับ อามาสา หรือจงใจไปตามหาอามาสาเพื่อจัดการให้หมดอุปสรรคก่อน ทำไมอามาสาถึงพลาด ทำงานไม่ สำเร็จ? หรือว่าขี้ขลาดไม่กล้าทำ? เราไม่อาจรู้ได้ แต่การกระทำของเขาดูน่าสงสัย ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม สิ่งที่เขาทำ เป็นเหตุให้เกิดเรื่องร้ายขึ้นกับตัวเอง

โยอาบกับอามาสาเผชิญหน้ากัน โยอาบทักทายอามาสาด้วยท่าทีที่อบอุ่น ("พี่ชายเอ๋ย" ข้อ 9) อามาสา จึงไม่ทันระวังตัว โยอาบใส่เครื่องแบบทหารเต็มยศ ซึ่งประกอบด้วย เข็มขัดติดดาบที่อยู่ในฝัก คาดอยู่ที่เอว (ซึ่งดูไม่น่าเป็นอันตราย) ขณะที่โยอาบโน้มตัวไปหา ดาบก็หลุดออกจากฝัก เขาจึงก้มลงเก็บด้วยมือซ้าย อามาสาไม่ทันสังเกตุเห็นดาบในมือของโยอาบ โอกาสตกเป็นของโยอาบ เขาสามารถฆ่าอามาสาได้อย่าง ง่ายดาย จึงตัดสินในลงมือ มันเกิดขึ้นในชั่วพริบตา โยอาบเอามือรวบเคราอามาสาไว้ ซึ่งดูเป็นเรื่องปกติ ในธรรมเนียมจุบทักทาย ขณะที่มือขวารวบหนวดอามาสา เขาใช้มือซ้าย อาจจะเบี่ยงตัวนิดหน่อย แทง ไปที่ท้องของอามาสาทันที อาจจะทะลวงท้องด้วยดาบ ทำให้ใส้ทะลักออกมา

แล้วโยอาบก็เดินจากไปอย่างไม่แยแส เพื่อไปสบทบกับอาบีชัยพี่ชาย ออกตามล่าเชบาต่อ จากพระคัมภีร์ ตอนนี้ ผมไม่แน่ใจว่าโยอาบต้องการทำสิ่งอื่นใดอีก เว้นแต่ฆ่าอามาสา ไม่มีการบันทึกว่าโยอาบต้องการไป คุมกองทหารของดาวิด ; เพียงแต่พูดว่าเขาออกตามล่าเชบาต่อ

โยอาบเข้าควบคุม
(20:10ข-13)

แล้วโยอาบกับอาบีชัยน้องชายก็ไล่ตามเชบาบุตรบิครีไป 11 ทหารหนุ่มคนหนึ่ง ของโยอาบมายืนอยู่ใกล้อามาสาพูดว่า "ผู้ใดเห็นชอบฝ่ายโยอาบและผู้ใดอยู่
ฝ่ายดาวิดให้ผู้นั้น ติดตามโยอาบไป" 12 อามาสาก็นอนเกลือกโลหิตของตัว
อยู่ที่ในทางหลวง เมื่อชายคนนั้นเห็นประชาชนทั้งสิ้นมาหยุดอยู่ เขาก็นำศพ อามาสาไปทิ้งในทุ่งนาและเอาเสื้อผ้าปิดไว้ เพราะเมื่อใครมาก็เข้าไปดูและหยุด
อยู่ 13 เมื่อเอาศพอามาสาออกจากทางหลวงแล้ว ประชาชนทั้งปวงก็ตามโยอาบ เพื่อติดตามเชบาบุตรบิครี

โยอาบไม่ได้สั่งการอะไร มีทหารคนหนึ่งตัดสินใจเข้ามาจัดการกับสถานการณ์ ในพระคัมภีร์กล่าวว่า "ทหาร หนุ่มคนหนึ่งของโยอาบ" เราจึงเดาได้ว่า ทหารคนนี้คงต้องอยู่ฝ่ายเดียวกับโยอาบ เมื่อเห็นอามาสาตายแล้ว เขารู้ว่ากองทัพต้องมีผู้นำคนใหม่ และระหว่างรอ ต้องมีคนเข้าไปช่วยจัดการ ตามสายงานแล้ว อาบีชัยต้องรับ หน้าที่แทน เพราะเป็นบุตรคนโต (1 พษด 2:16) และที่สำคัญที่สุด เขาเป็นผู้ที่ดาวิดส่งไปติดตามเชบา เพราะ อามาสามาไม่ทันกำหนด แต่ถึงกระนั้น ทหารหนุ่มคนนี้ กลับชักจูงให้ที่เหลือยอมรับโยอาบ เป็นผู้นำคนใหม่ เมื่อเป็นเช่นนี้ และไม่มีผู้ใดคิดจะคัดค้าน โยอาบจึงได้กลับมาเป็นผู้นำกองกำลังอีกครั้ง

พวกทหารรีๆรอๆ ไม่ใช่เป็นเพราะโยอาบมารับหน้าที่แทน แต่เป็นเพราะสภาพศพอันไม่น่าดูของอามาสา ที่ นอนจมกองเลือดอยู่กลางถนน ทุกคนหยุดดูและรู้สึกคลื่นใส้ เหมือนกับไทยมุงเวลาเกิดอุบัติหตุบนถนน ทหารหนุ่มคนเดิม เมื่อรู้สาเหตุที่พวกทหารรีรออยู่ แทนที่จะติดตามโยอาบไปไล่ล่าเชบา จึงย้ายศพออกไป จากถนน ไปที่ทุ่งนา และเอาเสื้อผ้าปิดไว้ ทำให้พวกทหารเลิกหยุดดู และกลับไปปฏิบัติงานต่อ

การตามล่าเชบา
(20:14-22)

14 เชบาก็ผ่านคนอิสราเอลทุกเผ่าไปจนถึงตำบลอาเบล และเมืองเบธมาอาคาห์ และคนตระกูลเบเคอร์คนเหล่านั้น ก็มารวมกันและติดตามเขาไป 15 ประชาชนที่
อยู่กับโยอาบก็ มาถึงและล้อมเขาไว้ในตำบลอาเบล แขวงเมืองเบธมาอาคาห์ เขาทำเชิงเทินขึ้นที่ริมกำแพงเมือง เขาก็ทะลวงกำแพงเพื่อจะให้พัง 16 มีหญิง ฉลาดคนหนึ่งร้องออกมาจากในเมืองว่า "ขอฟังหน่อย ขอฟังหน่อย ขอบอก
โยอาบให้มาที่นี่ ฉันอยากจะพูดด้วย" 17 โยอาบก็เข้ามาใกล้หญิงนั้น นางนั้น
ก็พูดว่า "ท่านคือโยอาบหรือ" เขาตอบว่า "ใช่แล้ว" นางจึงเรียนท่านว่า "ขอ ท่านฟังถ้อยคำของสาวใช้ของท่านสักหน่อย" ท่านก็ตอบว่า "ฉันกำลังฟังอยู่แล้ว"
18 นางก็พูดว่า "สมัยโบราณเขาพูดกันว่า 'ให้เขาขอคำปรึกษาที่อาเบลเถิด' แล้ว
เขาก็ตกลงกันได้ 19 ฉันเป็นคนหนึ่งที่รักสงบและสัตย์ซื่อในอิสราเอล ท่านหาช่อง
ที่จะทำลายเมือง อันเป็นเมืองแม่ในอิสราเอล ทำไมท่านจึงจะกลืนมรดกของพระ
เจ้าเสีย" 20 โยอาบจึงตอบว่า "ซึ่งฉันจะกลืนหรือทำลายนั้น ขอให้ห่างไกลจากฉัน ขอให้ห่างไกลทีเดียว 21 เรื่องนี้ไม่เป็นความจริง แต่มีชายคนหนึ่งจากแดนเทือก
เขาเอฟราอิม ชื่อเชบาบุตรบิครี ได้ยกมือของเขาขึ้นต่อสู้กษัตริย์ คือต่อสู้ดาวิด จงมอบเขามาแต่คนเดียว ฉันจะถอยทัพกลับจากเมืองนี้" หญิงนั้นจึงตอบโยอาบว่า
"ดูเถิด เราจะโยนศีรษะของเขาข้ามกำแพงมาให้ท่าน" 22 แล้วหญิงนั้นก็ไปหาประ
ชาชน ด้วยปัญญาของนาง เขาทั้งหลายได้ตัดศีรษะของเชบาบุตรบิครีโยนออก
มาให้โยอาบ โยอาบก็เป่าเขาสัตว์ ต่างก็แยกกันไปจากนครนั้นกลับไปยังบ้าน
เรือนของตน โยอาบก็กลับไปเฝ้าพระราชาที่กรุงเยรูซาเล็ม

โยอาบพร้อมด้วยกองทหาร ลุยหาเชบาไปทั่วแผ่นดินอิสราเอล ผู้เขียนเล่าว่า "เขาผ่านคนอิสราเอลทุกเผ่า ไปจนถึงตำบลอาเบล …" (ข้อ 14) ซึ่งก็แปลว่า ทั่วทั้งอิสราเอลรู้ดีว่าดาวิดกำลังตามหาเชบา เป็นแรงกดดัน มหาศาสต่อบรรดาคนที่เลือกติดตามเชบาแทนที่จะกลับบ้านไป คนอิสราเอลโกรธใช่มั้ย ที่คนยูดาห์เป็นผู้ริเริ่ม เชิญดาวิดกลับสู่เยรูซาเล็ม? แต่ครั้งนี้หนักกว่า เพราะยูดาห์อีกที่เป็นผู้ริเริ่มออกไล่ล่า ตามหาเชบาไปทั่วแผ่นดิน โดยนำกองทัพ ออกตามล่าอย่างไม่หวั่นเกรงใดๆทั้งสิ้น

ในที่สุดโยอาบและกองทัพ ก็ตามเชบามาจนเจอที่ตำบลอาเบล เมืองเบธมาอาคาห์ เชบาหลบซ่อนตัวอยู่ที่เชิง เทินริมกำแพงเมือง จึงล้อมเมืองไว้ ผู้คนในเมืองเริ่มหวั่นวิตก ไม่เข้าใจว่าทำไมเมืองจะถูกโจมตี 92 เขากลัวว่า โยอาบและกองทหารจะรื้อกำแพงเมืองออกเป็นชิ้นๆ และอีกไม่นานก็ทะลวงเข้ามาได้ ถ้ารอให้ถึงตอนนั้น นอก จากทั้งเมืองจะถูกทำลายแล้ว จะมีการเสียเลือดเสียเนื้อเกิดขึ้นแน่ ถ้าต้องปะทะกัน

หญิงเจ้าปัญญาผู้หนึ่ง ประเมิณสถานการณ์ออก จึงยื่นมาเข้ามา หวังช่วยแก้ใข นางไปที่กำแพงเมือง ร้องตะโกน ลงไปหาโยอาบ นางบอกกับโยอาบว่า เมืองของนางนั้นเป็นเมืองที่ได้ชื่อว่า "เป็นผู้ให้คำปรึกษาแห่งอาเบล" เป็นเมืองที่รักสงบ และใช้สติปัญญาในการแก้ปัญหา แล้วเหตุใดโยอาบจึงต้องการจะทำลายเมืองเช่นนี้เสีย? นางบอกโยอาบต่อไปว่า นางเองก็เป็นผู้หนึ่ง ที่รักสันติและสัตย์ซื่อต่ออิสราเอล และชาวเมืองนี้ก็ไม่ได้ทำสิ่ง ร้ายอันใด ถึงขั้นที่โยอาบต้องมาบุกทำลาย เพราะที่นี่เป็น "เมืองแห่งมรดกของพระเจ้า" โยอาบอยากเป็น ผู้ที่ได้ชื่อว่า เป็นผู้ทำลายเมืองนี้หรือ?

โยอาบบอกกับหญิงนั้นว่า เขาไม่ได้ประสงค์จะทำลายเมือง แต่ที่ต้องล้อมเมืองเอาไว้ เพราะกำลังตามหาบุคคล คนหนึ่ง ชื่อเชบาบุตรบิครี ผู้คิดการกบฎต่อต้านกษัตริย์ดาวิด ถ้าหญิงผู้นี้ สามารถส่งเชบามาให้ได้ พวกเขาก็จะ จากไปอย่างสันติ หญิงนั้นจึงบอกโยอาบว่า นางจะจัดการโยนศีรษะของเชบาข้ามกำแพงเมืองไปให้ นางจึงไป เจรจาขอให้ชาวเมืองกำจัดเชบาเสีย เพื่อนำหัวไปโยนให้โยอาบและกองทัพ เมื่อเป็นตามนั้น โยอาบจึงเป่าเขา สัตว์ เพื่อเป็นการประกาศจบสิ้นการตามล่า ทั้งหมดจึงกลับคืนสู่เยรูซาเล็ม ไปเข้าเฝ้ากษัตริย์ดาวิด

สายงานการปกครอง
(20:23-26)

23 โยอาบเป็นผู้บังคับบัญชากองทัพ ทั้งหมดในอิสราเอล และเบไนยาห์ บุตรเยโฮยาดาเป็นผู้บังคับบัญชา กองคนเคเรธีและคนเปเลท 24 และอา
โดรัม ดูแลคนงานโยธา เยโฮชาฟัทบุตรอาหิลูดเป็นเจ้ากรมสารบรรณ 25
เชวาเป็นราชเลขา ศาโดกกับอาบียาธาร์ปุโรหิต 26 อิราตระกูลยาอีร์เป็น
ปุโรหิตของดาวิดด้วย

ผมแน่ใจว่า แต่ละคนที่กล่าวนามไปนี้ มีเรื่องน่าพูดถึง แต่ต้องขอข้ามไปครับ ขออนุญาติพูดถึงเฉพาะคนๆเดียว ในตอนนี้ โยอาบ น่าขันนะครับ! ชายคนนี้มีกลิ่นตุๆ ที่ไม่สามารถกำจัดไปได้ คิดดูดีๆ โยอาบมาเข้าพวกกับดาิวิด เมื่อครั้งท่านหลบหนีซาอูล (ดู 1 ซมอ 22:1-2; 26:6) และโยอาบผู้นี้ กับอับเนอร์เป็นผู้ออกมาท้าทายความ เป็นลูกผู้ชายกัน จนทำให้เกิดมีการต่อสู้กันถึงตาย รวมทั้งน้องชายคนเล็กของโยอาบ อาสาเฮลต้องตายไปด้วย (2 ซมอ 2) เพื่อเป็นการแก้แค้นแทนน้องชาย ที่ถูกอับเนอร์ฆ่าตายในระหว่างการสู้รบ โยอาบฆ่าอับเนอร์ตาย อย่างผิดกติกา และถูกดาวิดตำหนิอย่างรุนแรง (2 ซมอ 3) เป็นเรื่องน่าสงสัย ว่าดาวิดยังจะเลือกให้โยอาบทำ หน้าที่ผู้นำกองทัพอีกหรือ? แต่ดาวิดเสนอตำแหน่ง ให้กับใครก็ตาม ที่สามารถโจมตีเมืองเยบุสได้เป็นคนแรก และโยอาบทำสำเร็จ (1 พศด 11:4-6) โยอาบยังเป็นผู้ทำเล่ห์กล หลอกให้ดาวิดยอมอนุญาติให้อับซาโลมกลับ คืนสู่อิสราเอล และต่อมาได้อิสรภาพคืน (2 ซมอ 14) แต่แล้วโยอาบกลับเป็นคนฆ่าอับซาโลมเสียเอง ถึงแม้ ดาวิดขอร้องให้ยั้งมือไว้ (2 ซมอ 18) เราคงสงสัยว่าทำไมดาวิดจึงยังคงตั้งโยอาบขึ้นมาแทนอามาสา ที่น่าสง สัยที่สุด คือทั้งๆที่โยอาบเป็นคนลงมือฆ่าอามาสาเอง แล้วยังได้ตำแหน่งเดิมคืนกลับมา เราคงอยากให้บทที่ 20 จบลงในทำนองเดียวกับที่บท 19 เริ่มต้น (19:13)

บทสรุป

ในส่วนของกษัตริย์ดาวิด เราคงรู้สึกโล่งใจ ที่ดาวิดได้กลับคืนสู่เยรูซาเล็มอีกครั้ง กลับมาปกครองในฐานะ กษัตริย์ของอิสราเอล ดาวิดเคยต่อสู้ดิ้นรนอย่างหนัก และรอคอยเวลา กว่าที่พระเจ้าจะทำตามพระสัญญา ที่จะ ให้ท่านได้ขึ้นครองอิสราเอลแทนที่ซาอูล ดาวิดต้องหลบซ่อนตัวจากซาอูลผู้แสวงชีวิตท่านอยู่หลายปี และ เมื่อท่านได้ขึ้นครองแล้ว ท่านอยู่อย่างสงบสุขและได้รับแต่ความสำเร็จเป็นเวลาหลายปี จนทำให้ท่านเกิด ชะล่าใจ ทำผิดพลาด จมดิ่งลงไปจนถึงที่สุด ขณะจมดิ่งลง ท่านต้องเผชิญกับความทุกข์มากมาย ที่ร้ายสุดๆ คือการก่อกบฎของอับซาโลม บุตรของท่านเอง ทำให้ท่านต้องทิ้งเยรูซาเล็ม หลบหนีเอาชีวิตรอด บัดนี้ อับซาโลมสิ้นชีวิตลงแล้ว การกบฎถูกปราบลงอย่างราบคาบ และดาวิดได้กลับคืนสู่เยรูซาเล็ม น่าโล่งใจ นะครับ!

แต่ชีวิตของดาวิดไม่ใช่นวนิยาย ท่านไม่ได้มีชิวิตแบบ "แฮปปี้เอ็นดิ้ง" ท่านต้องเผชิญความลำบากมากมาย เมื่อก้าวพลาดไป และแต่ละครั้งท่านเป็นทุกข์สาหัส ขอให้เราทั้งหลาย เรียนรู้จากประสบการณ์เหล่านี้ และ สำหรับคนที่ชอบพูดว่า "ดูสิ ดาวิดยังทำบาปเลย" แต่อยากหมายความว่า: "ดาวิดทำบาป แล้วกลับใจ และ ได้กลับคืนสู่สภาพดีเหมือนเดิม" ผมขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริง ใช่! ดาวิดทำบาป และกลับใจ แต่ท่านไม่มี วันเหมือนเดิม สงบสุขเหมือนอย่างที่เคยเป็น ขออย่าให้มีผู้หนึ่งผู้ใด เห็นผลของบาปในชีวิตของดาวิด เป็น เรื่องเล็กน้อย ความบาปไม่เคยคุ้มครับ ดังที่เราเห็นตัวอย่างได้ จากชีวิตจริงของดาวิด

ขอให้เราตระหนักว่า ความยากลำบากทั้งหลายที่เกิดขึ้น ก็เพื่อดาวิดจะได้ดี เพื่อประชากรทั้งหลายของ พระเจ้าจะได้ดี ความลำบากที่ดาวิดเผชิญ เป็นบทเรียนอย่างดี ที่สอนเราว่าความบาปนั้นไม่เคยคุ้มค่าจ้าง ในทางกลับกัน ความยากลำบากทำให้ดาวิดถ่อมลง และเข้าพึ่งพิงพระเจ้ามากขึ้น ลองสังเกตุดู จะเห็นว่า ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นในชีวิตท่าน ทำให้ท่านถ่อมลง และเต็มด้วยความกรุณา อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ท่าน ให้อภัยชิเมอีต่อสิ่งที่เขากระทำกับท่านด้วยความปราณี สิ่งนี้เกิดจากส่วนหนึ่ง ที่ท่านเองได้รับการอภัยจาก พระเจ้าหรือไม่? เช่นเดียวกับที่ท่านปฏิบัติต่่อเมฟีโบเชท ดาวิดเรียนรู้เรื่องการรับ พอๆกับการให้ จากเพื่อน ที่น่ารักอย่างบาร์ซิลลัย

เหตุการณ์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นในพระธรรม 2 ซามูเอลทั้งสองบทนี้ เทียบไม่ได้กับการจัดเตรียมของพระเจ้า หลายครั้งพระเจ้าเข้ามาแทรกแซงชีวิตมนุษย์โดยตรง พระองค์ทรงสำแดงพระองค์เองให้ชาวอียิปต์เห็น ในระหว่างอพยพ หลายครั้งพระเจ้าทรงกระทำการผ่านทางความเชื่อ และการเชื่อฟังของบรรดาธรรมิกชน ของพระองค์ ตัวอย่างเช่น ดาวิดแสดงให้เห็นชัดเจนว่า ที่ท่านเอาชนะโกลิอัทได้ เป็นการกระทำของพระเจ้า ทั้งสิ้น ซึ่งก็เป็นความจริง มีหลายต่อหลายครั้ง เรามองไม่เห็นพระหัตถ์ของพระเจ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ ไม่มี "สายตาแห่งความเชื่อ" พระเจ้าทรงสัญญากับดาวิดว่า ท่านจะได้ขึ้นครองเป็นกษัตริย์ และอาณาจักรนี้ จะเป็นอาณาจักรนิรันดร์ โดยทางผู้เผยพระวจนะนาธัน พระเจ้าประทานความมั่นใจให้กับดาวิดว่าท่านจะไม่ ถึงตายเพราะบาปของท่าน บ่อยครั้ง โอกาสรอดของดาวิดแขวนอยู่บนเส้นด้าย แต่พระเจ้าทรงรักษาพระ สัญญาเสมอ ด้วยสถานการณ์หรือโดยคนที่นึกไม่ถึงอยู่หลายครั้ง พระองค์ใช้คนต่างชาติ (กษัตริย์ต่างชาติ ที่ดาวิดเคยสู้รบด้วย -- ดู 17:27) รวมทั้งชาวยิว พระองค์ทรงใช้การกระทำที่ต้องอาศัยความเชื่อ และพึ่งใน พระเมตตาของพระองค์ รวมทั้งจากบรรดามนุษย์เนื้อหนัง (เช่นโยอาบเมื่อเขาขัดคำสั่งดาวิด ฆ่าอับซาโลม รวมทั้งฆ่าอามาสา โดยไม่มีเหตุผลอันควร) ไม่ว่าสถานการณ์จะ "คับขัน" ควบคุมไม่ได้เพียงใด แต่พระเจ้า ทรงควบคุมอยู่ พระองค์ทรงใช้วิธีการที่เรานึกไม่ถึง เพื่อให้พระประสงค์และพระสัญญาของพระองค์สำเร็จลง อย่างบริบูรณ์

ลองนึกถึงจุดที่หักเหบางจุดของพระธรรมตอนนี้ ดาวิดแต่งตั้งอามาสาขึ้นแทนโยอาบ ทำให้ชาวยูดาห์พอใจ แต่อามาสาก็ทำงานล่าช้า รวบรวมกองกำลังเข้ามาเยรูซาเล็มไม่ทัน ทำให้ดาวิดต้องส่งอาบีชัย พี่ชายของ โยอาบออกไปตาม เพราะดาบหลุดจากฝัก และอามาสาไม่ทันระวังตัว โยอาบถือโอกาสกำจัดอามาสาทิ้ง และขึ้นควบคุมแทน ชายทั้งสอง เชบาและทหารหนุ่มนิรนาม เป็นผู้ผลักดันให้พวกทหารทำการบางอย่าง พวกเขายอมทำตาม หญิงเจ้าปัญญานางหนึ่งพูดให้โยอาบ เลิกล้มความตั้งใจที่จะสู้รบกับเชบา และโยอาบ ก็ยินยอมทำตาม พระธรรมตอนนี้ทำให้ตาเราสว่างขึ้น เพื่อจะ "มองเห็น" พระหัตถ์ของพระเจ้าที่ไม่ปรากฎ แต่ทรงกระทำการผ่านชีวิตประชากรของพระองค์

ในพระธรรมตอนนี้ มีตัวอย่างของการจัดเตรียมของพระเจ้าให้เราเห็น และการจัดเตรียมเพื่ออนาคตของชาว อิสราเอลที่จะต้องแตกแยกกัน ลองสังเกตุคำพูดของเชบาดู :

"เราไม่มีส่วนในดาวิด เราไม่มีมรดกในบุตรของเจสซี โอ อิสราเอลเอ๋ย ให้ต่างคนต่างกลับไปเต็นท์ของตนเถิด" (2 ซามูเอล 20:1ข)

ให้ลองเปรียบเทียบคำพูดของเชบาในพระธรรมตอนนี้ กับคำพูดของคนอิสราเอลหลังจากที่ซาโลมอนตายลง

16 และเมื่ออิสราเอลทั้งปวงเห็นว่า พระราชามิได้ทรงฟังเขาทั้งหลาย ประชาชนก็ทูลตอบพระราชาว่า "ข้าพระบาททั้งหลายมีส่วนอะไรในดาวิด ข้าพระบาททั้งหลายไม่มีส่วนมรดกในบุตรชายของเจสซี โอ อิสราเอลเอ๋ย กลับไปเต็นท์ของตนเถิด ข้าแต่ดาวิด จงดูแลราชวงศ์ของพระองค์เองเถิด" อิสราเอลจึงจากไปยังบ้านเรือนของเขาทั้งหลาย (1 พกษ 12:16)

ดูเหมือนคำพูดของเชบา กลายเป็นคติพจน์ประจำใจของบรรดาผู้กบฎในอิสราเอล รากฐานของความแตก แยกระหว่างยูดาห์และเผ่าที่เหลือของอิสราเอลฝังรากลึกอยู่ในประวัติศาสตร์ของชาติ เราเห็นได้ชัดตั้งแต่เมื่อ ครั้งที่มีการแตกแยกกันระยะสั้นๆในรัชสมัยของดาวิด การแตกแยกนี้ไม่เคยสมานกันสนิท อาจจะหลบซ่อนอยู่ ในสมัยของซาโลมอน แต่เมื่อซาโลมอนตายลง มันก็เผยโฉมออกมา ในทั้งหมดนี้ พระเจ้าทรงจัดเตรียมชน ชาตินี้ไว้เพื่อการแตกแยกตามพระประสงค์ เมื่อการแตกแยกเกิดขึ้นเป็นครั้งที่สอง มันจะมารวมกันไม่ได้อีก อาณาจักรทางเหนือจะตกอยู่ภายใต้การปกครองของอัสซีเรีย เพื่อเป็นบทเรียนให้กับชาวยูดาห์ ซึ่งไม่เคยใส่ ใจเรียนรู้ จนในที่สุดอาณาจักรทางใต้ก็ล่มสลายตามไปด้วย ไปเป็นเมืองขึ้นของบาบิโลน พระเจ้าทรงเตรียม การให้ชนชาติอิสราเอลเกิดการแตกแยก โดยผ่านเหตุการณ์ต่างๆในพระธรรมที่เรากำลังศึกษาอยู่นี้

พระธรรมตอนนี้ทำให้เราเห็นสภาพจิตวิญญาณของชนชาตินี้ในช่วงเวลานั้นในประวัติศาสตร์ เราเห็นถึงความ บาปของคนอิสราเอล ในเรื่องที่พระเจ้าเลือกสรรดาวิดขึ้นมาเป็นผู้นำปกครองประเทศ ประชาชนเรียกร้อง อยากมีกษัตริย์ และพระเจ้าประทานให้ตามที่ขอ เมื่อพระองค์เจิมตั้งดาวิดแทนที่ซาอูล และโดยทางดาวิด ราชวงศ์ดาวิดได้ถูกก่อตั้งขึ้น ดาวิดปฏิเสธไม่ขอยกมือขึ้นทำร้ายผู้ที่พระเจ้าเจิมไว้ แต่แล้วชนเผ่าของ อิสราเอลเอง กลับไปเชื่อฟังเชบา ละทิ้งดาวิดกษัตริย์ของตนเอง พวกเขาประกาศไม่ยอมรับว่าดาวิดเป็น กษัตริย์ ทั้งๆที่รู้ว่าพระเจ้าเป็นผู้เจิมตั้ง พวกเขานึกถึงกษัตริย์ในแง่เป็นจ้าวเข้าจ้าวของ เป็นผู้ที่ยอมทำตาม ที่พวกเขาต้องการ ไม่ว่าจะเป็นเมื่อใด และถ้าท่านไม่ยอม พวกเขาก็รู้สึกว่า ไม่เอาก็ได้ และทิ้งท่านไป การที่ อิสราเอลกบฎต่อดาวิด ก็คือกบฎต่อพระเจ้าด้วย

แต่ขออย่าให้เราพลาด คิดเอาเองว่าเป็นเพราะอิสราเอลทำบาป กบฎต่อดาวิด ยูดาห์จะเป็นฝ่ายที่สัตย์ซื่อ ต่อพระเจ้า เพราะยังจงรักภักดีต่อดาวิดอยู่ เมื่อตอนที่คนยูดาห์ทะเลาะกับคนอิสราเอล คนอิสราเอลเถียงว่า พวกเขานั้นมีสิบเผ่า พวกเขาจึงมีสิทธิในดาวิดสิบเท่า พูดง่ายๆก็คือ ดาวิดมีหน้าที่ต้องทำตามพวกเขามากกว่า ยูดาห์สิบเท่า แต่เมื่อคนยูดาห์พูดถึงสัมพันธภาพที่มีต่อดาวิด พวกเขาอ้างว่าเป็นญาติสนิท สืบเชื้อสายกันมา ไม่มีฝ่ายใดเลย ไม่ว่าจะอิสราเอลหรือยูดาห์ จะพูดว่าดาวิดเป็นกษัตริย์ที่พระเจ้าเจิมไว้ ทั้งสองฝ่ายยื้อดาวิดไว้ ก็เพื่อสนองความต้องการของตนเอง ดังนั้นยูดาห์ก็ไม่ดีไปกว่าการที่อิสราเอลทิ้งท่านไป

เป็นจริงเช่นเดียวกันหรือไม่ สำหรับมวลมนุษยชาติ ทุกยุคทุกสมัย? เมื่อพระเจ้าสร้างอาดัมและเอวา พระองค์ ทำที่อาศัยให้ในสวนเอเด็น พระองค์อนุญาตให้พวกเขามีอิสระที่จะรับประทานผลไม้ทุกต้นในสวน ยกเว้นแต่ เพียงต้นเดียว ที่ต้องห้าม ซาตานมาทันที มันบอกพวกเขาว่าถ้าความต้องการของพวกเขาไม่ตรงกับพระเจ้า พวกเขาก็มีสิทธิทำตามอำเภอใจได้ ไม่จำเป็นต้องขึ้นตรงต่อพระองค์ พวกเขาจึงทำตาม จากนั้นเป็นต้นมา มนุษย์ได้กบฎต่อการเป็นผู้นำของพระเจ้า

เมื่อองค์พระเยซูคริสต์เสด็จมาบนโลกนี้ พระองค์เป็นพระเมสซิยาห์ของพระเจ้า เป็นผู้ที่พระเจ้าเจิมตั้งไว้ เป็น กษัตริย์ของพระเจ้า แรกๆ มีหลายคนติดตามพระองค์ ตื่นเต้นเกี่ยวกับราชอาณาจักรของพระองค์ แต่เมื่อพวก เขาพบว่า อาณาจักรของพระองค์ไม่ได้เป็นแบบที่พวกเขาคิดไว้ พวกเขาประกาศไม่ยอมรับพระองค์ กลับไป เลือกซีซาร์ให้เป็นกษัตริย์แทน

ทุกวันนี้ก็เหมือนกัน มีการพูดคุยถกเถียงกันมากมาย เกี่ยวกับการเป็นพระเจ้าของพระองค์ เป็นการยากที่จะ ปฏิเสธว่าพระเยซูไม่เพียงแต่ต้องการให้เราวางใจในพระองค์ เป็นพระผู้ช่วยให้รอดเท่านั้น แต่ให้ยอมเชื่อฟัง พระองค์ในฐานะเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าด้วย เราช้าและขาดความไวที่จะยอมรับเรื่องนี้มากแค่ไหน? แต่เราเร็ว มากที่จะละทิ้ง ไม่ยอมให้พระองค์มาเป็นพระผู้เป็นเจ้าในชีวิตของเรา พระคัมภีร์เขียนไว้อย่างชัดเจน สั่งให้เรา ทำบางสิ่ง และหลีกเลี่ยงบางเรื่อง แต่เผอิญคำสั่งนี้ไม่สอดคล้อง ตรงกับความต้องการของเรา เราหันหลัง กลับทันควัน ไม่ต้องการให้พระองค์มายุ่งกับเราอีกต่อไป ปัดคำสั่งของพระองค์ออกไปจากทางของเรา เพราะ เห็นว่าไม่น่าจะเกี่ยวกับเราตรงไหน (ความหมายเดียวกับการกบฎและไม่เชื่อฟัง) เมื่อผู้นำที่พระเจ้าแต่งตั้ง (ไม่ว่า จะเป็น สามี บิดามารดา ผู้นำบ้านเมือง หรือผู้นำคริสตจักร) ขอให้เราทำในสิ่งที่เสื่อมเกียรติสำหรับเรา เราไม่ยอมรับคนๆนั้น มองหาผู้นำคนใหม่ในทันที และต้องเป็นผู้นำแบบที่จะ "นำ" เราไปในทางที่เราชื่นชอบ เราปฏิเสธไม่ยอมรับการเป็นผู้นำของพระเจ้าไปกี่มากน้อยแล้ว?

ในที่สุดแล้ว "ผู้นำ" มีแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น ที่เราต้องทำตาม นั่นคือองค์พระเยซูคริสต์ พระผู้เป็นเจ้าของเรา:

13 พระองค์ได้ทรงช่วยเราให้พ้นจากอำนาจของความมืด และได้ทรงย้ายเรามา ตั้งไว้ในแผ่นดินแห่งพระบุตรที่รักของพระองค์ 14 ในพระบุตรนั้นเราจึงได้รับการไถ่ ซึ่งเป็นการทรงโปรดยกบาปทั้งหลายของเรา 15 พระองค์ทรงเป็นพระฉายของพระเจ้า ผู้ซึ่งไม่ประจักษ์แก่ตา ทรงเป็นบุตรหัวปีเหนือสรรพสิ่งทั้งปวง 16 เพราะว่าในพระองค์ สรรพสิ่งได้ถูกสร้างขึ้น ทั้งในท้องฟ้าและที่แผ่นดินโลก สิ่งซึ่งประจักษ์แก่ตาและ ซึ่งไม่ประจักษ์แก่ตา ไม่ว่าจะเป็นเทวบัลลังก์ หรือเป็นเทพอาณาจักร หรือเป็นเทพ ผู้ครองหรือศักดิเทพ สรรพสิ่งทั้งสิ้นถูกสร้างขึ้น โดยพระองค์และเพื่อพระองค์ 17
พระองค์ทรงดำรงอยู่ก่อนสรรพสิ่งทั้งปวง และสรรพสิ่งทั้งปวงเป็นระเบียบอยู่โดย
พระองค์ 18 พระองค์ทรงเป็นศีรษะของกาย คือคริสตจักร พระองค์ทรงเป็นปฐม เป็นผู้แรกที่ทรงเป็นขึ้นมาจากความตาย เพื่อพระองค์จะได้ทรงเป็นเอกในสรรพสิ่ง
ทั้งปวง 19 เพราะว่าพระเจ้าทรงพอพระทัย ที่จะให้ความบริบูรณ์ทั้งสิ้นธำรงในพระ
องค์ 20 และโดยพระองค์ ให้สิ่งสารพัดกลับคืนดีกับพระเจ้า ไม่ว่าสิ่งนั้นจะอยู่ใน แผ่นดินโลกหรือในสวรรค์ พระองค์ทรงทำให้มีสันติภาพด้วยพระโลหิตแห่งกางเขน
ของพระองค์ (โคโลสี 1:13-20)

คนที่ปฏิเสธพระองค์ ก็นำชีวิตตนเองเข้าสู่อันตราย และในวันหนึ่งข้างหน้า จะยอมรับว่าพระองค์เป็นจอม กษัตริย์ขององค์พระผู้เป็นเจ้า:

5 ท่านจงมีน้ำใจต่อกันเหมือนอย่างที่มีในพระเยซูคริสต์ 6 ผู้ทรงสภาพของพระเจ้า แต่มิได้ทรงถือว่าการเท่าเทียมกับพระเจ้านั้นเป็นสิ่งที่จะต้องยึดถือ 7 แต่ได้กลับทรง
สละ และทรงรับสภาพทาส ทรงถือกำเนิดเป็นมนุษย์ 8 และเมื่อทรงปรากฏพระองค์ ในสภาพมนุษย์แล้ว พระองค์ก็ทรงถ่อมพระองค์ลงยอมเชื่อฟังจนถึงความมรณา กระทั่งความมรณาที่กางเขน 9 เหตุฉะนั้นพระเจ้าจึงได้ทรงยกพระองค์ขึ้นอย่างสูง และได้ประทานพระนามเหนือนามทั้งปวงให้แก่พระองค์ 10 เพื่อเพราะพระนามนั้น
ทุกเข่า ในสวรรค์ ที่แผ่นดินโลก ใต้พื้นแผ่นดินโลก จะคุกลงกราบ พระเยซู 11
และเพื่อ ทุกลิ้นจะยอมรับ ว่าพระเยซูคริสต์ทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า อันเป็นการ ถวายพระเกียรติแด่พระบิดาเจ้า (ฟีลิปปี 2:5-11)

พระเจ้าประทานโอกาสให้กับมนุษย์ ที่จะยอมวางใจให้พระเยซูคริสต์เป็นองค์พระผู้ช่วยให้รอด เป็นผู้แบกบาป ของเรา และรับพระองค์ในฐานะกษัตริย์ของพระเจ้า ผู้ใดที่ยอมรับพระองค์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดและเป็นจอม กษัตริย์ จะได้รับการอภัยบาป และมีที่อยู่ในอาณาจักรของพระองค์ ผู้ที่ปฏิเสธพระองค์ ในวันหนึ่งข้างหน้า จะยอมรับพระองค์เป็นกษัตริย์ แต่จะถูกกำจัดออกจากอาณาจักรของพระองค์ตลอดไป ต้องทนทุกข์ทรมาณ ชั่วนิรันดร์เพราะการเป็นกบฎ ผู้ที่พระเจ้าแลือกไว้ให้เป็นกษัตริย์ปกครองเรา เป็นผู้เดียวกับที่พระเจ้าทรงส่งให้ มาเป็นผู้รับใช้ที่ทนทุกข์เพื่อพระองค์ เป็นผู้แบกรับการลงทัณฑ์แทนบาปของเรา เพื่อที่จะมอบชีวิตนิรันดร์ให้ เรา ขอให้เรายอมรับพระองค์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด และเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า ให้เราดำเนินชีวิตเป็นประชากร ที่สัตย์ซื่อของพระองค์ เพื่อพระสิริและเพื่อความสุขนิรันดร์ของเรา


88 ในต้นฉบับภาษาฮีบรู คำๆนี้เป็นคำพูดเดียวกับ ที่นาธันพูดกับดาวิดใน 2 ซามูเอล 12:13 พระคุณของ พระเจ้าที่มีต่อดาวิด บัดนี้ดาวิดมีต่อให้ชิเมอีด้วย

89 ผมต้องขอสารภาพครับ เมื่อตอนที่เราเรียนพระธรรมบทที่ 12 ผมพูดชัดว่า ดาวิดไม่ได้สนใจเรื่องว่าตนเอง ต้องถูกฝังใกล้กับบุตร เขาเพียงแต่พูดด้วยความหวังว่าจะไปพบกับบุตรในสวรรค์ ผมยังไม่ลืมครับ แต่ผมต้อง ชี้ให้เห็นว่าบารซิลลัย กลับรู้สึกสงบที่จะได้ถูกฝังอยู่ใกล้กับผู้เป็นที่รัก น่าจะเป็นความสบายใจที่ทำให้ดาวิด สงบลงได้ในบทที่ 12 ใครมีความเห็นอย่างไร พูดคุยกันได้ครับ

90 คุณคงจำอาบีชัยพี่ชายโยอาบได้ คนที่เคยขอลงมือฆ่าซาอูล และถ้าได้ลงมือ แค่เพียงครั้งเดียว เหยื่อจะ ตายทันที โดยไม่ต้องซ้ำสอง (1 ซามูเอล 26:8) พี่น้องสองคนนี้ รู้สึกภาคภูมิใจในฝีมือตนเองยิ่งนัก

91 อามาสาเป็นบุตรของพี่สาวดาวิด อาบิกายิล (2 ซามูเอล 17:25; 1 พงศาวดาร 2:17) ส่วยโยอาบเป็นบุตร ของพี่สาวอีกคน นางเศรุยาห์ ดังนั้นโยอาบและอามาสาจึงเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน

92 ชัดเจนตามคำบอกเล่าของหญิงผู้นั้น ในข้อ 19

Related Topics: Bibliology (The Written Word)

Report Inappropriate Ad