Where the world comes to study the Bible

บทที่ 13-15: ดาวิดผู้ฆ่ายักษ์์ (1 ซามูเอล 17:1-58)

คำนำ

พอต้องมาพูดเรื่อง "ดาวิดกับโกลิอัท" ผมมีความรู้สึกเหมือนเป็นตัวตลกที่ต้องมาพูดใน งานชุมนุมสังสรรค์ระหว่างตัวตลกด้วยกัน พอต้องขึ้นไปยืนบนเวที มีคนยื่นรายชื่อเรื่อง ตลกที่ใครๆก็เคยได้ยินสิบเรื่อง -- พร้อมกับสั่งว่าให้ลองเล่าใหม่ในแบบที่ทำให้คนฟัง หัวเราะได้

ปัญหาเรื่องเล่าต่างๆในพระคัมภีร์เดิมเช่นเรื่องนี้และเรื่องอื่นๆ อย่าง "ดาเนียลในถ้ำสิงห์" และ "โยนาห์ในท้องปลา" เป็นที่คุ้นเคยกันดีสำหรับทุกคน ผมไม่ได้หมายความว่าเรา รู้เรื่องนี้ดีมาก เพราะจริงๆแล้วเราไม่ค่อยรู้ลึกเท่าไร แต่เราชอบคิดว่าเรารู้จักเรื่องนี้ดีพอ ผลก็คือ เรามีความคิดและแง่มุมมองต่างๆอยู่ในใจเรียบร้อยแล้ว ดังนั้น เมื่อเราเริ่มต้น เรียนพระธรรมตอนนี้ ขอให้เราพยายามแสวงหาสิ่งดีที่สุด โดยให้พระวิญญาณทรงนำ ให้เราเอาความคิดเดิมๆไปวางไว้บนหิ้งก่อน เพื่อจะได้เรียนพระธรรมตอนนี้ด้วยมุมมอง ที่สดใหม่ไปจากเดิม

ข้อสังเกตุเบื้องต้น

เราควรจะต้องนำข้อสังเกตุบางประการมาพิจารณาก่อนเริ่มต้นเรียนพระธรรม 1 ซามูเอล บทที่ 17 เรื่องของดาวิดและโกลิอัท

ประการแรก พระคัมภีร์ฉบับเซพตัวจินท์ (แปลจากต้นฉบับพระคัมภีร์เดิมไปเป็น ภาษากรีก เมื่อประมานปี คศ.200) ตัดข้อพระคำของบทนี้ทิ้งไปหลายข้อ โดย เฉพาะข้อ 12-31, 41, 50, 55-58 ต้นฉบับเดิมในภาษาฮีบรูหรือที่เรียกว่าฉบับมาโซเร ติค มีข้อพระคำนี้อยู่ครบถ้วน เนื่องจากฉบับมาโซเรติคเป็นฉบับดั้งเดิม และฉบับเซพตัว จินท์เป็นแค่ฉบับแปล (ซึ่งบางครั้งแปลตกๆหล่นๆ) เราจึงขอสรุปว่าผู้แปลฉบับ เซพตัวจินท์ตัดข้อพระคำซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของฉบับเดิมทิ้งไปด้วยความตั้งใจ

ประการที่สอง ดูเหมือนมีข้อขัดแย้งบางประการระหว่างบทที่ 16 ที่พูดว่าซาอูลรู้ จักและรักดาวิด และบทที่ 17 ที่ดูเหมือนซาอูลไม่รู้จักดาวิด มีการเสนอข้อสรุป หลายประการ แน่นอนผู้เขียน (หรือผู้เรียบเรียง) คงไม่ปล่อยให้เนื้อหาในสองบทนี้ขัด แย้งกันเอง เป็นไปได้ว่านับจากบทที่ 16 เป็นต้นมา ดาวิดเติบโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้น และ ความจำของซาอูลเริ่มเสื่อมลงไปทุกขณะ (อาจเป็นเพราะท่านต้องเจอผู้คนมากมาย และอาจมีอาการของโรคทีทำให้ความคิดไม่แจ่มใสเท่าที่ควร) สิ่งนี้น่าจะเป็นคำอธิบาย ที่ดีได้ ให้สังเกตุข้อพระคำ 17:15 ซึ่งน่าจะเป็นตัวเชื่อมบทที่ 17 และ 16 เข้าด้วยกัน อย่าลืมว่าซาอูลไม่เคยถามว่าดาวิดเป็นใคร แต่ท่านถามว่าบิดาเป็นใคร และท่านยัง สัญญาด้วยว่า ครอบครัวบิดาของดาวิดไม่ต้องจ่ายค่าภาษี (ดู 17:25) ถ้าเจสซีอายุมาก แล้วในขณะที่ซาอูลปกครองอยู่ (17:12) ซาอูลคงไม่เคยพบท่าน เพราะท่านคงชรา มากจนเดินทางมาเข้าเฝ้าไม่ไหว เป็นเพราะหตุนี้ด้วยหรือเปล่าที่ท่านส่งดาวิดให้ไป เยี่ยมเยียนพี่ชายที่สนามรบ (ดู 17:17-19)? แล้วทำไมเราจึงด่วนสรุปว่าซาอูล จำบิดาของดาวิดได้ ?

ประการที่สาม บทที่ 17 เป็นตัวสนับสนุนบทที่ 16 เป็นอย่างดี เพราะมีข้อมูลที่ ขาดหายไปในบทที่แล้ว ในบทที่ 16 มีรายละเอียดของการแต่งตั้ง (เจิม) ดาวิดขึ้น เป็นกษัตริย์องค์ต่อไปของอิสราเอล แต่ไม่มีการพูดถึงปฏิกิริยาหรือคำพูดของดาวิดเลย แต่ในบทที่ 17 เราเห็นภาพและรู้จักบุคคลิกลักษณะของดาวิดชัดเจนขึ้นจากการกระทำ และคำพูดของท่าน ในบทที่ 16 พระเจ้าทรงเลือกดาวิดให้เป็นกษัตริย์ของพระองค์ เพราะท่านเป็น "บุรุษที่ทำตามน้ำพระทัย" (ดู 13:14; 16:7) ในบทที่ 17 เราจะเห็น ภาพของการเป็น "บุรุษที่ทำตามน้ำพระทัย" ว่าเป็นเช่นไร ใครก็ตามที่พยายามชี้ให้ เห็นว่าเนื้อหาของสองบทนี้ขัดแย้งกัน ก็มองพลาดจุดสำคัญของความต่อเนื่องกลม กลืนของทั้งสองบทนี้

ประการที่สี่ สงครามที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น ถ้าไม่เป็นเพราะความโง่เขลาของซาอูล ในบทที่ 14 เป็นเพราะโยนาธานบุตรของซาอูล หุนหันไปทำสงครามกับพวกฟิลิส เตียที่ครอบครองดินแดนอิสราเอลอยู่ (บทที่ 13) ซาอูลเห็นกองทหารของท่านกำลัง ละลายไปต่อหน้าต่อตา จึงฝ่าฝืนคำสั่งพระเจ้าโดยไม่รอให้ซามูเอลมาทำการถวายบูชา (13:8-14) โยนาธานเริ่มโจมตีฟิลิสเตียก่อนในบทที่ 14 มีผลทำให้พระเจ้าเข้ามาช่วย บันดาลให้เกิดแผ่นดินไหว สงครามครั้งนั้นอิสราเอลน่าจะปราบฟิลิสเตียลงให้ราบคาบ แต่เป็นเพราะคำสั่งอันโง่เขลาของซาอูล ที่ประกาศห้ามผู้ใดกินอาหารก่อนเวลาค่ำ ทำ ให้โยนาธานเกือบต้องตาย และทำให้พวกทหารต้องทำบาปด้วยการกินเลือดพร้อมเนื้อ เพราะความหิว ความเหนื่อยล้าหิวโหยทำให้ทหารอิสราเอลหมดแรงสู้รบต่อไป แถมยัง ต้องมาเสียเวลาเตรียมอาหารให้ถูกต้องตามพิธีอีก อิสราเอลจึงสูญเสียโอกาสที่จะปราบ ฟิลิสเตียลงให้จบสิ้น สงครามกับพวกฟิลิสเตียในบทที่ 17 นี้เป็นผลมาจากความเขลา ของซาอูลในบทที่ 14 นับเป็นสงครามที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น ถ้าไม่ใช่เพราะคำสั่งโง่ๆของ ซาอูล

ประการที่ห้า มีเพียงเศษเสี้ยวของทั้ง 58 ข้อ ในบทที่ 17 ที่พูดถึงการต่อสู้ระ หว่างดาวิดกับโกลิอัท เพียงข้อ 40-51เท่านั้นที่เป็นเรื่องการต่อสู้ของดาวิดกับยักษ์ ฟิลิสเตีย อย่าลืมว่าเนื้อหาถึง 80% ของบทนี้เตรียมเราเข้าสู่ความขัดแย้งในครั้งนี้ และ ตามด้วยชัยชนะเหนือโกลิอัท ในขณะที่เพียง 20% เท่านั้นพูดถึงการเผชิญหน้าของทั้ง สอง ถ้าเรามัวแต่ไปเพ่งเล็งเรื่อง "ดาวิดและโกลิอัท" เราจะพลาดส่วนสำคัญอื่นๆที่มีอยู่ ในพระธรรมตอนนี้ไป

ภาพรวม

ให้เรามาดูบทที่ 17 ในภาพใหญ่ของพระคัมภีร์เดิมตั้งแต่ต้นจนถึงประวัติศาสตร์ตอนนี้ ของอิสราเอล ถ้ามองให้ดีจะเห็นพระธรรมตอนนี้แยกออกไป เรื่องดาวิดและโกลิอัทนั้น ดูแตกต่างไปจากเรื่องราวอื่นๆในพระคัมภีร์เดิมที่เกิดก่อนหน้า (ปฐมกาลถึง 1 ซามูเอล 16)

ให้เรามาเริ่มจากปฐมกาล 12:3 หรือที่เราเรียกว่า "พันธสัญญาของอับราฮัม" พระเจ้า ตรัสกับอับรามว่า

3 "เราจะอำนวยพรแก่คนที่อวยพรเจ้า เราจะสาปคน ที่แช่งเจ้า บรรดาเผ่าพันธุ์ทั่วโลกจะได้พรเพราะเจ้า"
(ปฐมกาล 12:3)

ถ้าเป็นจริงที่โกลิอัทนั้นสาปแช่งทั้งคนอิสราเอลและพระเจ้า และถ้าพระเจ้าทรงสัตย์ซื่อ ต่อพันธสัญญาของพระองค์ เราคงคาดได้ว่าโกลิอัทจะต้องถูกสาปแช่งแน่ๆ ถ้าพูดกัน แบบพระคัมภีร์ เราจะเห็นเมฆดำทะมึนลอยอยู่บนหัวของโกลิอัทแล้ว เพราะคนฟิลิส เตียคนนี้กำลังพูดดูหมิ่นพระเจ้า

ให้เราข้ามมาดูบัญญัติของโมเสส ไปที่กันดารวิถี โดยเฉพาะบทที่ 13 และ 14 ที่พูดถึง ความกลัวที่คนอิสราเอลมีต่อคนคานาอัน และทำให้เกิดการฝ่าฝืนพระเจ้าที่เมืองคาเดช บาเนีย พระเจ้าช่วยกู้อิสราเอลออกจากเงื้อมมือของฟาโรห์ โดยให้กองทัพอียิปต์จมน้ำ ตายที่ทะเลแดง แต่พออิสราเอลมาถึงเมืองคาเดชบาเนีย พวกเขาส่งสายสืบไปยังดิน แดนคานาอัน เพื่อจะหาลู่ทางเข้าไปยังดินแดนแห่งพันธสัญญา พื้นดินและพืชผลของ แผ่นดินนั้นดีอย่างน่าอัศจรรย์ ติดอยู่ที่ปัญหาเดียวคือ ขนาดของคนที่นั่นหนึ่งคนเท่ากับ สายสืบอิสราเอลสิบคน :

27 เขาทั้งหลายเล่าให้โมเสสฟังว่า "ข้าพเจ้าทั้งหลายได้ไปถึงแผ่นดินซึ่งท่านใช้ไป มีน้ำนมและน้ำผึ้งไหลบริบูรณ์ที่นั่นจริง และนี่เป็นผลไม้ของเมืองนั้น 28 แต่คนที่อยู่ในเมืองนั้นมีกำลังมาก และเมืองของเขาก็ใหญ่โตมีกำแพงล้อมรอบ นอก จากนั้นข้าพเจ้าทั้งหลายยังเห็นคนอานาคที่นั่นด้วย29 คนอามาเลขอยู่ในแผ่นดินเนเกบ คนฮิตไทต์ คนเยบุส และคนอาโมไรต์อยู่บนภูเขา คนคานาอันอาศัยอยู่ที่ริมทะเล และตามฝั่งแม่น้ำจอร์แดน"30 แต่คาเลบได้ให้คนทั้งปวงเงียบต่อหน้าโมเสสกล่าวว่า "ให้เราขึ้นไปทันทีและยึดเมืองนั้น เพราะพวกเรามีกำลังสามารถที่จะเอาชัยชนะได้" 31 ฝ่าย คนทั้งปวงที่ขึ้นไปสอดแนมด้วยกันกล่าวว่า "เราไม่สามารถสู้คนเหล่านั้นได้ เพราะเขามีกำลังมากกว่าเรา"32 และเขาได้กล่าวร้ายเรื่องแผ่นดินที่เขาได้ไปสอดแนมมาเล่าให้คนอิสราเอลฟังว่า "แผ่นดินที่เราได้ไปสืบดูตลอดแล้วนั้น เป็นแผ่นดินที่กินคนซึ่งอยู่ในนั้น ชาวเมืองที่เราเห็นเป็นคนรูปร่างใหญ่โต 33 ที่นั่น เราเห็นคนเนฟิล (คนอานาคผู้มาจากคนเนฟิล) ในสายตาของเรา เราเหมือนเป็นตั๊กแตนโมในสายตาของเขาก็เหมือนกัน"
(กันดารวิถี 13:27-33)

อะไรเป็นสาเหตุทำให้คนอิสราเอลกลัวความใหญ่โต (และกำลังทางทหาร) ของบรรดา "ยักษ์" ที่อาศัยอยู่ในแผ่นดินคานาอัน "เราไม่สามารถสู้คนเหล่านั้นได้" พวกเขาร้องโวย "มีแต่ยักษ์ทั้งนั้น!" เป็นเพราะความกลัวและไม่ยอมวางใจในพระเจ้าผู้สามารถทำให้ ชนะได้ คนอิสราเอลรุ่นนั้นจึงตายเสียสิ้นในถิ่นทุรกันดาร เมื่อลูกหลานของพวกเขา – คนรุ่นที่สองของอิสราเอล – พร้อมที่จะเข้ายึดครองดินแดน พระเจ้าตรัสสั่งไว้อย่างชัด เจนถึงการที่พวกเขาต้องจัดการกับบรรดาศัตรูที่ต้องเผขิญเมื่อเข้าไปยึดครองดินแดน :

21 "ดูเถิด พระเยโฮวาห์พระเจ้าของพวกท่าน ได้ทรงตั้งแผ่นดินนั้นไว้ตรงหน้าท่านแล้ว จงขึ้นไปยึดแผ่นดินนั้น ดังที่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของ บรรพบุรุษของพวกท่านได้ตรัสสั่งไว้ อย่ากลัวหรืออย่าตกใจไปเลย'"
(เฉลยธรรมบัญญัติ 1:21)

7 ""พระเจ้าจะทรงกระทำให้ศัตรูผู้ลุกขึ้นต่อสู้ท่าน พ่ายแพ้แก่ท่าน เขาจะออกมาต่อสู้ท่านทางหนึ่ง และหนีจากท่านเจ็ดทาง
(เฉลยธรรมบัญญัติ 28:7)

1 1 โมเสสยังกล่าวถ้อยคำเหล่านี้แก่คนอิสราเอล2 และท่านกล่าวแก่เขาว่า "วันนี้ข้าพเจ้ามีอายุหนึ่งร้อยยี่สิบปีแล้ว ข้าพเจ้าจะออกไปและเข้ามาอีกไม่ไหวแล้ว พระเจ้าตรัสกับข้าพเจ้าว่า 'เจ้าจะไม่ได้ข้ามแม่น้ำจอร์แดนนี้' 3 พระเยโฮวาห์พระเจ้า ของท่านจะข้ามไปข้างหน้าท่านเอง พระองค์จะทรง ทำลายประชาชาติเหล่านี้ให้พ้นหน้าท่าน เพื่อว่าท่านจะได้ขับไล่เขาไป โยชูวาจะนำหน้าท่านทั้งหลายดังที่พระเจ้าตรัสไว้แล้ว 4 พระเจ้าได้ทรง กระทำแก่เขาอย่างที่พระองค์จะทรงกระทำแก่สิโหนและโอกกษัตริย์ของคนอาโมไรต์ และแก่แผ่นดินของเขา ผู้ที่พระองค์ทรงทำลายเขา5 แล้วพระเจ้าจะทรงมอบเขาไว้แก่ท่าน และท่านทั้งหลายจะกระทำแก่เขาตามบัญญัติทั้ง สิ้นซึ่งข้าพเจ้าได้บัญชาท่านไว้แล้ว 6 จงเข้มแข็งและกล้าหาญเถิด อย่ากลัวหรืออย่าครั่นคร้ามเขาเลย เพราะว่าผู้ที่ไปกับท่านคือพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน พระองค์จะไม่ทรงปล่อยท่านให้ล้มเหลวหรือทอดทิ้งท่านเสีย" 7 แล้วโมเสสเรียกโยชูวาเข้ามา และกล่าวแก่ท่านต่อหน้าคนอิสราเอลว่า "จงเข้มแข็งและกล้าหาญเถิด เพราะท่านจะต้องไปกับชนชาตินี้ เข้าไปในแผ่นดินซึ่งพระเจ้าทรงปฏิญาณแก่บรรพบุรุษว่าจะประทานแกเขา ท่านจงให้เขาได้เข้ายึดครองแผ่นดินนั้น8 ผู้ที่ไปข้างหน้าคือพระเจ้า พระองค์ทรงสถิตอยู่ด้วย พระองค์จะไม่ทรงปล่อยท่านให้ล้มเหลว หรือทอดทิ้งท่านเสีย อย่ากลัวและอย่าขยาดเลย"
(เฉลยธรรม บัญญัติ 31:1-8 ดูโยชูวา1:9; 8:1; 10:25 ด้วย)

พระธรรมโยชูวาบันทึกเรื่องความพ่ายแพ้ของบรรดาศัตรูอิสราเอล ไม่ใช่เป็นเพราะกำลัง ทหารที่เข้มแข็งหรือใหญ่โต แต่เป็นเพราะพระเจ้าทรงสถิตอยู่ด้วยในทุกการรบ ในพระ ธรรมผู้วินิจฉัย เราอ่านเรื่องคนที่พระเจ้าตั้งขึ้นมาให้ช่วยประชากรของพระองค์จากเงื้อม มือของศัตรู ในบางกรณี เพียงคนคนเดียว (เช่นแซมสัน; ดูบทที่ 13-16) ฆ่าศัตรูอิสรา เอลตายไปมากมาย และในกรณีอื่นๆ คนเพียงกลุ่มน้อย (เช่นกิเดโอนและคน 300 คน ดูบทที่ 6-8) เอาชนะคนจำนวนมากได้โดยง่ายดาย

เมื่อกลับมาที่ 1 ซามูเอล เราเห็นการเตรียมการมากมายเพื่อให้ดาวิดได้ออกไปสู้กับ โกลิอัท นับจากตอนต้นมาจนถึงบทที่ 16 ลองมาฟังบทเพลงสรรเสริญของนางฮันนาห์ ที่บันทึกอยู่ในบทที่ 2 :

3 "อย่าพูดโอหังอีกต่อไปเลย อย่าให้ความจองหอง ออกมาจากปากของเจ้าเลย เพราะพระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าของความรู้ การกระทำทั้งหลายพระองค์ทรงเป็นผู้ชั่งตรวจ 4 คันธนูของผู้มีกำลังก็หัก แต่ผู้ที่ซวนเซก็ได้กำลังมาคาดเอว" … . 9 "พระองค์จะทรงดูแลย่างเท้าของธรรมิกชนของพระองค์ แต่คน อธรรมจะต้องนิ่งอยู่ในความมืด เพราะว่ามนุษย์จะชนะด้วยกำลังของตนก็หาไม่ 10 ศัตรูของพระเจ้า จะแตกเป็นชิ้นๆ พระองค์จะทรงเอาฟ้าร้องในสวรรค์ต่อสู้เขา พระเจ้าจะทรงพิพากษาที่สุดปลายพิภพ พระองค์จะทรงประทานกำลังแก่พระราชาของพระองค์ และจะทรงเสริมอำนาจของผู้ที่พระองค์ทรงเจิมไว้"
(1 ซามูเอล 2:3-4, 9-10)

ในบทที่ 4 ของพระธรรม 1 ซามูเอล เป็นการรบครั้งแรกกับฟิลิสเตีย เมื่ออิสราเอล กำลังจะพ่ายแพ้ พวกเขาไปนำเอาหีบพระบัญญัติมาที่สนามรบ เพื่อให้มั่นใจว่าจะเกิด ปาฏิหารทำให้รบชนะ แต่แล้วอิสราเอลก็พ่ายแพ้ บุตรของเอลี โฮฟนีและ ฟีเนหัส ถูกฆ่าตาย เอลีเองก็ตายตามไปด้วยเมื่อได้ยินข่าว ชาวฟิลิสเตียจึงยึดเอาหีบแห่งพระ เจ้าไปด้วยเป็นรางวัลแห่งชัยชนะอันน่าภาคภูมิใจ เป็นสัญลักษณ์แห่งความมีชัยเหนือ "อิสราเอลและพระเจ้าของเขา" โดยไม่ต้องยืมมือใคร พระเจ้าได้ทำให้พระดาโกน พระของชาวฟิลิสเตีย และประชาชนในเมืองใหญ่ของฟิลิสเตียต้องอับอายขายหน้า (บทที่ 5-6)

ในบทที่ 7 ชาวอิสราเอลกลับใจจากความบาปโดยไปชุมนุมกันที่มิสปาห์ เพื่อให้ซามู เอลวินิจฉัย และเพื่อไปนมัสการพระเจ้า เมื่อชาวฟิลิสเตียรู้เรื่องการชุมนุมนี้ พวกเขา คิดว่าอิสราเอลกำลังก่อการกบฎ จึงยกกำลังมาล้อมตรงที่อิสราเอลชุมนุมกันอยู่ คน อิสราเอลไม่ได้พร้อมรบ ซามูเอลได้ยื่นมือเข้าช่วย และในขณะที่ท่านกำลังทำการถวาย บูชานั้น พระเจ้าให้เกิดมีเสียงฟ้าร้องดังขึ้น ซึ่งทำให้คนฟิลิสเตียสับสนอลหม่านฆ่าฟัน กันเองและหนีแตกกระเจิงไป

ในบทที่ 8 ชาวอิสราเอลเรียกร้องให้มีกษัตริย์เพื่อมาวินิจฉัยและปกครองพวกเขา ส่วนดี คือพวกเขาต้องการให้มีคนนำหน้าเป็นแม่ทัพไปออกรบ (ดู 8:5, 20) ซาอูลได้รับเลือก ท่านเป็นชายที่สูงเด่นเป็นสง่ากว่าชาวอิสราเอลทั้งปวง (9:2) ชายผู้นี้เป็นผู้ที่จะมาช่วย กู้ประชากรของพระเจ้าออกจากชาวฟิลิสเตีย :

15พระเจ้าทรงสำแดงแก่ซามูเอล แล้วในวันก่อนวันที่ซาอูลมาถึงว่า 16 "พรุ่งนี้เวลาประมาณเท่านี้ เราจะ ส่งชายผู้หนึ่งซึ่งมาจากดินแดนเบนยามิน เจ้าจงเจิมเขาให้เป็นเจ้าเหนืออิสราเอลประชากรของเรา เขาจะ ช่วยประชากรของเราให้พ้นจากมือคนฟีลิสเตีย เพราะ เราได้มองดูความทุกข์ใจแห่งประชากรของเราแล้ว ด้วยเสียงร้องทุกข์ของเขามาถึงเรา"
(1 ซามูเอล 9:15-16)

สงครามครั้งแรกของซาอูลและพวกฟิลิสเตียเกิดหลังจากชัยชนะเหนือคนอัมโมน ที่มา ล้อมเมืองยาเบชกิเลอาด (บทที่ 11) และการรบนี้ซาอูลไม่ได้เป็นคนเริ่ม แต่บุตรของ ท่าน โยนาธาน ไปโจมตีกองกำลังฟิลิสเตียที่อยู่ในอิสราเอล (13:1-4) ซาอูลตกใจกลัว เมื่อเห็นขนาดของกองทัพฟิลิสเตีย กำลังพลของท่านเริ่มละลายหายลงไปเรื่อยๆ ท่าน จึงฝ่าฝืนคำสั่งของพระเจ้า ทำพิธีถวายสัตวบูชาโดยไม่รอซามูเอล (13:8-14) นับเป็น การเริ่มต้นจุดจบของซาอูล

สถานการณ์ระหว่างทหารอิสราเอลและฟิลิสเตียเริ่มเข้าสู่มุมอับ ซาอูลเลือกที่จะนิ่งเฉย แทนที่จะเสี่ยงใช้ความรุนแรง โยนาธานทำในสิ่งที่คล้ายดาวิดทำ โดยไม่บอกผู้ใด (โดยเฉพาะอย่างยิ่งบิดา) ท่านชวนผู้ถือเครื่องอาวุธขึ้นไปบุกฟิลิสเตีย โดยพูดด้วย ความเชื่อด้วยถ้อยคำต่อไปนี้ :

6 โยนาธานกล่าวกับคนหนุ่มที่ถือเครื่องอาวุธของ ท่านว่า "มาเถิด ให้เราข้ามไปยังกองทหารรักษา การของคนเหล่านั้นที่มิได้เข้าสุหนัต บางทีพระเจ้า จะทรงประกอบกิจเพื่อเรา เพราะว่าไม่มีสิ่งใดที่ขัด ขวางพระเจ้าได้ในการที่พระองค์จะทรงช่วยกู้ ไม่ว่า โดยคนมากหรือน้อย"
(1 ซามูเอล 14:6)

เมื่อเรามาดูภาพการเผชิญหน้ากันระหว่างอิสราเอลและฟิลิสเตีย และการเผชิญหน้าระ หว่างดาวิดและโกลิอัท ด้วยมุมมองของเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในพระคัมภีร์ก่อนหน้านี้ เราจะเห็นในมุมที่ต่างออกไป คนอิสราเอลเหล่านี้ รวมทั้งซาอูลด้วย กลัวโกลิอัทหรือ ไม่ ? (ดู 17: 11, 24, 32) ที่จริงแล้วไม่น่า เพราะถ้ากลัวก็แสดงนอกจากขาดความ เชื่อแล้ว ยังขาดการเชื่อฟังพระบัญญัติอีก (ดู เฉลยธรรมบัญญัติ 1:21; 31:8, ฯลฯ) พวกเขากลัวยักษ์ตนนี้หรือเปล่า? พวกเขาน่าจะพูดว่า"โธ่เอ๋ย ก็แค่ยักษ์ตัวเดียวเอง. .?" นี่เป็นสาเหตุที่ทำให้รีรออยู่ ไม่ไปโจมตีหรือเปล่า ? พวกเขาน่าจะนำทฤษฎีและการ ปฏิบัติของโยนาธานมาพิจารณาดู เพราะท่านเชื่อว่าพระเจ้าไม่ได้ถูกจำกัดอยู่ที่จำนวน คนเพียงน้อยนิดที่ต่อสู้เพื่อพระนามของพระองค์ เป็นเพราะความใหญ่และคำพูดอวด เบ่งของโกลิอัท ทีทำให้ เราสงสัยว่าประชากรของพระเจ้ากำลังขาดความเชื่อและมี ความกลัว สถานการณ์เช่นนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่พึ่งเกิดขึ้น และไม่ได้เลวร้ายกว่าที่เคย เกิดขึ้นมาก่อน คนอิสราเอลเพียงแต่ขาดความเชื่อ ขาดผู้นำในแบบพระเจ้า

สภาพพื้นที่
(17:1-3)

11 ฝ่ายคนฟีลิสเตียก็รวบรวมกองทัพเพื่อจะทำสงคราม เขามาชุมนุมกันอยู่ที่ตำบลโสโคห์ ซึ่งเป็นเขตยูดาห์ และ ตั้งค่ายอยู่ระหว่างตำบลโสโคห์กับตำบลอาเซคาห์ที่เอเฟส ดัมมิม 2 และซาอูลกับคนอิสราเอลก็ชุมนุมกัน และตั้งค่าย อยู่ที่หุบเขาเอลาห์และวางแนวไว้ต่อสู้กับคนฟีลิสเตีย 3 คน ฟีลิสเตียยืนอยู่ที่ภูเขาข้างหนึ่งและคนอิสราเอล ยืนอยู่ที่ภูเขาอีกข้างหนึ่ง มีหุบเขาคั่นกลาง

ซาอูลไม่เคยคิดจะเป็นผู้เริ่มต่อสู้กับพวกฟิลิสเตีย ครั้งนี้ก็เช่นกัน หลังจากพวกฟิลิสเตีย ถูกอิสราเอลโจมตีจนต้องถอยกลับไปตั้งหลักด้วยความอับอายในบทที่ 14 แล้ว พวก ฟิลิสเตียครั้งนี้นอกจากจะมาแก้แค้นเอาอิสราเอลกลับคืน ยังต้องการกอบกู้ศักดิ์ศรีคืน มาด้วย (ดู 4:9) กองทัพทั้งสองฝ่ายกระจายกำลังออกไปในพื้นที่ประมาน 25 ตาราง กิโลเมตร ไปทางตะวันตกเฉียงใต้ของเยรูซาเล็ม61 ต่างฝ่ายต่างตั้งมั่นอยู่บนภูเขาคนละ ฟากของหุบเขาเอลาห์ ตรงบริเวณที่ลาดภูเขาที่ลาดลงสู่สายน้ำในหุบเขาเบื้องล่าง (ดู 17:40)

เราคงสงสัยเหมือนกันว่าทำไมการเผชิญหน้ากันครั้งนี้ถึงใช้เวลา มีแต่การแกล้งตะโกน เสียงดังเยาะเย้ยกันไปมา แต่ไม่มีการปะทะหรือรบกันเป็นจริงเป็นจัง ซาอูลและกองทัพ ของท่านที่จริงแล้วไม่อยากรบ พวกฟิลิสเตียก็ด้วย สาเหตุที่พวกฟิลิสเตียรีรออยู่น่าจะ เห็นได้ชัด ถึงแม้พวกเขาจะมีอาวุธที่ทำด้วยเหล็กครบมือ ยังมีรถม้าอีก (ดู 13:5) แต่สิ่ง เหล่านี้มีไว้ใช้บนพื้นราบ ไม่ใช่ที่ลาดเชิงเขา -- ไม่ใช่พาหนะที่ "ใช้ได้ในทุกสภาพภูมิ ประเทศ" และสำหรับทหารร่างยักษ์อย่างโกลิอัทด้วยแล้ว คงไม่ง่ายที่จะเคลื่อนไหวไป มาบนพื้นที่ลาดชันทั้งชุดเกราะนักรบ อันตรายในการสู้รบในสภาพภูมิประเทศเช่นนี้มี กล่าวไว้ใน 2 ซามูเอล เมื่อบรรดาผู้ที่จงรักภักดีต่อดาวิดออกไปสู้กับกองกำลังของ อับซาโลม พวกกบฎล้มตายไปมากกว่าฝ่ายดาวิดเพราะไม่ชินกับสภาพภูมิประเทศ :

8 การสงครามกระจายไปทั่วแผ่นดิน ในวันนั้น ป่ากินคนเสียมากกว่าดาบกิน
(2 ซามูเอล 18:8)

ถึงแม้ฟิลิสเตียจะมีกำลังคนและอาวุธมากกว่าอิสราเอล แต่ภูมิประเทศเช่นนี้เป็นอุปสรรค ต่อการสู้รบเป็นอย่างยิ่ง เหมือนกับอากาศหนาวที่เป็นอุปสรรคในยุโรปสมัยสงครามโลก ไม่มีฝ่ายใดกล้าเสี่ยงตายออกมารบ ดังนั้นคำพูดอวดเบ่งท้าทายของโกลิอัทจึงดูกวน ประสาทอยู่ไม่น้อย ถ้าเพียงมีใครสักคนกล้าออกไปสู้ด้วย

พระเอกกับผู้ร้าย
(17:4-16)

4 มีผู้หนึ่งชื่อโกลิอัทเป็นยอดทหาร ได้ออกมาจากค่ายคนฟีลิสเตียเป็นชาวเมืองกัท สูงหกศอกคืบ 5 เขาสวมหมวกทองสัมฤทธิ์ไว้ที่ศีรษะ และสวมเสื้อเกราะ เสื้อเกราะนั้นหนักห้าพันเชเขลเป็นทองสัมฤทธิ์6 และสวมสนับแข้งทองสัมฤทธิ์ และมีหอกทองสัมฤทธิ์แขวนอยู่ที่บ่า7 ด้ามหอกนั้นเหมือนไม้กระพั่นทอผ้า ตัวหอกหนักหกร้อยเชเขลเป็นเหล็ก ทหารถือโล่ของเขาเดินออกหน้า 8 เขาออกมายืนตะโกนไปทางแนวอิสราเอลว่า "เจ้าทั้งหลายออกมาทำศึกทำไมเล่า ข้าเป็นคนฟีลิสเตียไม่ใช่หรือ เจ้าก็เป็นข้าของซาอูลไม่ใช่หรือ จงเลือกคนแทน พวกเจ้าให้เขาลงมาหาข้านี่ 9 ถ้าเขาสามารถสู้รบและฆ่าตัวข้าได้ พวกเราจะยอมเป็นข้าของพวกเจ้า แต่ถ้าข้าชนะเขาและฆ่าเขาตาย แล้วพวกเจ้าต้องเป็นข้าของพวกเรา และรับใช้เรา" 10 และคนฟีลิสเตีย คนนั้นกล่าวว่า "วันนี้ข้าขอท้ากองทัพอิสราเอล จงส่งคนมาสู้กันเถิด"11 เมื่อซาอูลและคนอิสราเอลทั้งสิ้นได้ยินถ้อยคำของคนฟีลิสเตียคนนั้น เขาทั้งหลายก็ท้อใจและกลัวมาก 12 ฝ่ายดาวิดเป็นบุตรของชาวเอฟราธาห์ คนหนึ่งแห่งเมืองเบธเลเฮมในยูดาห์ ชื่อเจสซี ผู้มีบุตรแปดคน ในรัชกาลของซาอูล ชายคนนี้เป็นคนแก่แล้วเป็นคนอายุมาก 13 บุตรชายใหญ่สาม คนของเจสซีก็ตามซาอูลไปทำศึกแล้ว ชื่อของบุตรชายสามคนที่ไปทำศึกนั้นคือ บุตรหัวปีเอลีอับ คนถัดมาอาบีนาดับ และคนที่สามชัมมาห์ 14 ดาวิด เป็นบุตรสุดท้อง พี่ชายทั้งสามคนก็ตามซาอูลไปแล้ว 15 แต่ดาวิดไปๆมาๆ อยู่ระหว่างซาอูลกับการที่เลี้ยงแกะของบิดาที่เบธเลเฮม 16 คนฟีลิสเตีย คนนั้นได้ออกมายืนท้าอยู่ทั้งเช้าและเย็นตั้งสี่สิบวัน

เป็นไปได้ว่าโกลิอัทอาจเป็นผู้บัญชาการกองกำลัง แต่ยังไม่เห็นข้อเท็จจริงข้อใดสนับ สนุน ไม่มีการเอ่ยนามในสามข้อแรกของบทที่ 17 แล้วอยู่ดีๆก็โผล่ขึ้นมาหลังจากที่ สองฝ่ายประจันหน้ากันมานาน เมื่อแนะนำตัว ไม่มีการพูดว่าเป็นผู้ใด ดำรงตำแหน่งใด แต่กลับพูดว่าเป็น "ยอดทหาร"62 ผมคิดไปในทำนองว่า ระหว่างที่ทั้งสองฝ่ายรอกัน ไปรอกันมา โกลิอัทถือโอกาสนี้ออกมาขย่มขวัญคู่ต่อสู้ โดยก้าวล้ำหน้าออกมาในที่โล่ง ท้าทายใครก็ตามที่จะสามารถมา "โค่นล้ม" เขาให้ได้

โกลิอัทดูเหมือนจะพูดแทนกองทัพฟิลิสเตีย เมื่อเขาท้าทายเสนอทางออกให้กับการ ประจันหน้าระหว่างทั้งสองกองทัพ เขาคงรู้สึกสนุกที่ได้ออกมาพูดจาเยาะเย้ย (ดูเหมือน จะเป็นคนชอบประลองกำลัง และคงไม่เคยแพ้ใครมาก่อน) และถ้าเกิดชนะขึ้นมาจริงๆ ฟิลิสเตียก็ย่อมได้เปรียบ ในขณะที่การท้าทายดำเนินอยู่ ถ้ามีใครสักคนฝ่ายอิสราเอล รับคำท้าและเอาชนะได้ กองทัพฟิลิสเตียก็คงจะยอมอ่อนข้อให้ ถ้าเป็นวิธีนี้ จะมีผู้เสีย ชีวิตเพียงคนเดียว เพื่อจะตัดสินว่าฝ่ายใดชนะ

เป็นเวลากว่าสี่สิบวัน ที่คนอิสราเอลมีความกลัวเพิ่มขึ้น ไม่กล้าทำตามคำท้าของ โกลิอัท ยิ่งเวลาผ่านไปโกลิอัทยิ่งกำแหง ทุกวัน เช้า-เย็น โกลิอัทจะออกมายืนท้าที่ แนวหน้าให้คนอิสราเอลออกไปสู้ ผมนึกภาพพอออกว่า เมื่อเวลาผ่านไป โกลิอัทยิ่ง ผยองและก้าวเข้ามาใกล้อิสราเอลมากขึ้นทุกที (โดยที่คนอิสราเอลวิ่งฮือแตกกระจาย หนีไป – ดู 17:24) ข้อเสนอของเขาตอนแรกเป็นการท้าทาย แล้วก็กลายเป็นเยาะเย้ย ถากถาง เขาพยายามยั่วยุให้คนอิสราเอลทำอะไรบางอย่าง

การท้าทายนี้ดูจะง่ายสำหรับโกลิอัท เพราะอย่าลืมว่าเขาสูงเหมือนยักษ์ สูงถึง "หก ศอกคืบ" (ข้อ 4) ซึ่งน่าจะอยู่ประมานเกือบสิบฟุต!63 ถ้าเป็นนักกีฬาบาสเก็ตบอลคง ได้ฉายาว่า "นักยัดห่วง" โดยไม่ต้องเขย่งแม้สักนิด! ถ้าความสูงอย่างเดียวยังไม่ทำให้ คนอิสราเอลกลัว เสื้อเกราะที่สวมใส่อยู่คงทำให้ขนหัวลุก ผมเคยได้ยินหนังที่มีชื่อเรื่อง ว่า "แต่งตัวไปฆ่า" แต่สำหรับโกลิอัทแค่ชุดที่ใส่อยู่ก็เกินพอ เขาสวมหมวกทองสัมฤทธิ์ และเสื้อเกราะหนักประมาน 125 ปอนด์ สวมสนับแข้งทอง และมีหอกทองสัมฤทธิ์แขวน ไว้ที่บ่า หอกนี้คงจะหนักขนาดคนเดียวยกขึ้นพาดบ่าไม่ไหว หัวหอกหนักประมาน 15 ปอนด์ แต่บางคนคิดว่ามากกว่า นอกจากเสื้อเกราะและอาวุธที่โกลิอัทมี เขายังมีคนถือ โล่เดินนำหน้าไปด้วย

คนอิสราเอลถือว่าเรื่องโกลิอัทไม่ใช่เป็นเรื่องเล็กๆ ทั้งกษัตริย์และประชาชนต่างก็กลัว ยักษ์ฟิลิสเตียตนนี้ พวกเขากลัวถึงขนาดไม่มีใครกล้าไปรับคำท้า ไม่มีใครกล้าไปปราบ ยักษ์ตนนี้ลง ทั้งเช้าทั้งเย็นเป็นเวลาถึง 40 วัน64 ที่โกลิอัทยั่วยุให้มีคนกล้ามารับคำท้าสู้ แต่เมื่อไม่มีใครเขาก็ข่มขู่เยาะเย้ยว่าเป็นพวกขี้ขลาด

โกลิอัท ยอดทหารชาวฟิลิสเตียตามที่อธิบายไว้ในข้อ 4-11 มีรูปร่างสูงใหญ่โตเหมือน หอคอย มีทั้งเสื้อเกราะและเครื่องอาวุธป้องกันตัวครบครัน ส่วนดาวิด คู่ต่อสู้ในอนาคต ของโกลิอัทถูกกล่าวถึงอยู่ในข้อ 12-15 แตกต่างโดยสิ้นเชิง ไม่มีการพูดถึงรูปร่างของ ดาวิด ความแข็งแรง หรืออาวุธที่ใช้ บอกแต่เพียงว่าเป็นบุตรคนสุดท้องในจำนวนบุตร ทั้งแปดของเจสซี คนเอฟราธาห์ เมืองเบธเลเฮมในยูดาห์ เรารู้ต่อมาว่าเจสซีนั้นชรามาก มีชีวิตในรัชสมัยของซาอูล (ข้อ 12) และพี่ชายสามคนโตของดาวิด (มีชื่อบันทึกอยู่ใน 16:6-9) ไปออกร่วมรบกับซาอูล ดาวิดจึงต้องอยู่บ้านคอยดูแลฝูงแกะ ยกเว้นแต่เวลา ถูกเรียกเข้าวังเพื่อไปเล่นพิณขับกล่อมถวายซาอูล (ดู 16:14-23).

เหตุใดเรื่องราวของดาวิดจึงเน้นหนักไปที่เรื่อง "ครอบครัว" แต่โกลิอัทกลับเน้นหนักไป ที่เรื่องรูปร่างน่าเกรงขาม อาวุธที่ใช้และความก้าวร้าวรุนแรง ? มีเหตุผลหลายประการ สำหรับเรื่องนี้ ประการแรก พระเจ้าไม่ได้เลือกดาวิดที่รูปร่างหน้าตา แต่ทรงเลือกที่จิต ใจ เลือกที่บุคคลิก ประการที่สอง เพื่อให้ดาวิดเป็นที่จดจำในฐานะต้นตระกูลของพระ เมสซิยาห์ ท่านต้องเกิดในเผ่ายูดาห์ (ดู ปฐมกาล 49:8-12) และต้องเกิดที่หมู่บ้านเบธ เลเฮม (ดู มีคาห์ 5:2) เพราะเกิดเป็นลูกคนสุดท้อง จึงพออธิบายได้ว่าทำไมต้องถูกให้ ไปเลี้ยงแกะ และทำไมบิดาจึงใช้ให้ไปส่งอาหารและถามไถ่ถึงข่าวคราวของพี่ๆที่อยู่ใน สนามรบ สิ่งนี้นับเป็นตัวอย่างที่เราเห็นได้ว่าพระเจ้าไม่ได้คิดในแบบมนุษย์ ซึ่งก็คือคง ต้องเลือกเอาบุตรคนโตของเจสซีมาเป็นกษัตริย์ คงไม่เลือกเอาบุตรคนสุดท้องแน่ๆ65

ดาวิดไปเยี่ยมพี่ชายที่แนวหน้า
(17:17-25)

17 เจสซีสั่งดาวิดบุตรของตนว่า "ข้าวคั่วนี้เอฟาห์หนึ่ง และขนมปังสิบก้อนนี้ อันจัดไว้ให้พวกพี่ชายของเจ้า จงเอาไปให้ พี่ชายของเจ้าที่ค่ายเร็วๆ 18 และจงนำเนยแข็งสิบชิ้นนี้ไปให้ แก่ผู้บังคับกองพันของเขาด้วย ดูว่าพี่ชายของเจ้าทุกข์สุขอย่างไร แล้วรับของฝากมาจากเขาบ้าง" 19 ฝ่ายซาอูลกับเขาทั้งหลายและคนอิสราเอลทั้งปวง อยู่ที่หุบเขาเอลาห์สู้รบกับคนฟีลิสเตียอยู่ 20 ดาวิดจึงลุกขึ้นแต่เช้ามืด และทิ้งแกะไว้กับผู้ดูแล นำเสบียงอาหารเดินทางไปตามที่เจสซีได้บัญชาแก่เขา และเขาก็มาถึงเขตค่าย ขณะเมื่อกองทัพกำลังยกออกไปสู่แนวรบ พลางร้องกราวศึก 21 คนอิสราเอลกับคนฟีลิสเตียก็ยกมาจะปะทะกัน กองทัพปะทะกองทัพ 22 ดาวิดก็มอบสัมภาระไว้กับ ผู้ดูแลกองสัมภาระ และวิ่งไปที่แนวรบไปทักทายพี่ชายของตน23 เมื่อเขากำลังพูดกันอยู่ ดูเถิด คนฟีลิสเตียชาวเมืองกัท ยอด ทหารที่ชื่อโกลิอัทออกมาจากแนวรบ ฟีลิสเตียกล่าวท้าอย่างแต่ก่อน และดาวิดก็ได้ยิน 24 เมื่อคนอิสราเอลเห็นชายคนนั้นก็วิ่ง หนีเขาไป กลัวเขามาก 25 คนอิสราเอลพูดว่า "เจ้าเคยเห็นคน ที่ออกมานั้นหรือ เขาออกมาท้าทายอิสราเอลแท้ๆ ถ้าใครฆ่าเขาได้ พระราชาจะพระราชทานทรัพย์ให้เขามากมาย และจะมอบ ราชธิดาให้ด้วยและกระทำให้ครอบครัว ของบิดา ของเขาเป็นคนยกเว้นการเกณฑ์ในอิสราเอล"

ในข้อ 4- 30 เราเห็นข้อแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างวิธีการที่โกลิอัทเข้าสู่สนามรบ เพื่อ ต่อสู้กับดาวิด และการที่ดาวิดเผชิญหน้ากับโกลิอัท เราพอจะเดาออกว่าโกลิอัทนั้นมีตำ แหน่งหน้าที่ต้องทำสิ่งใด เขาเป็นทหารที่ได้รับการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี เป็นนักรบที่ อวดดี (อาจจะไม่กล้าหาญ) เป็นยอดทหารที่ทำหน้าที่นำหน้ากองทัพในแนวรบปะทะ กับศัตรู ส่วนดาวิดเข้ามาในสนามรบนี้ด้วยวิธีการที่แตกต่างเป็นอย่างยิ่ง เราคงคาดไม่ ถึง หรือบางทีแม้แต่ดาวิดเองก็คงคาดไม่ถึงเหมือนกัน ดาวิดไม่ได้ประจำการอยู่ในกอง ทัพ มีแต่พี่ชายคนโตทั้งสามเท่านั้น และยังมีพี่ๆที่อยู่คั่นกลางอีกถึงสี่คนที่ไม่ได้อยู่ใน กองทัพด้วย ดาวิดเป็นลูกคนสุดท้องจากทั้งแปดคน หน้าที่ของท่านคือเล่นพิณขับ กล่อมกษัตริย์ซาอูล และช่วยบิดาดูแลฝูงแกะ ใครจะไปคิดว่าในที่สุดแล้วดาวิดจะเป็น คนเดียว ที่ไปรับคำท้าของโกลิอัท ?

ดาวิดไปถึงสนามรบได้ไม่ใช่เป็นเพราะท่านอยากไป ดูเหมือนท่านเองก็มีงานอยู่เต็มมือ ทั้งปรนนิบัติซาอูลและดูแลฝูงแกะ (ข้อ 15) พี่ชายทั้งสามของดาวิดกำลังต่อสู้กับพวก ฟิลิสเตียไปประมาน 6-7 กิโลเมตรทางทิศตะวันตก และดูเหมือนเจสซีไม่ได้ยินข่าวบุตร มาระยะหนึ่งแล้ว เนื่องจากความชรา เจสซีไม่สามารถเดินทางไกลได้ ท่านจึงเรียกดาวิด มาและสั่งให้ไปที่ค่ายในกองทัพอิสราเอล ทำทีเป็นว่านำเสบียงอาหารไปให้พี่ชายและ ผู้บังคับบัญชา (ข้อ 17-18) แต่เราคงรู้สึกว่า จุดประสงค์จริงๆแล้วคือ ต้องการรู้ความ เป็นไปที่ถูกต้องและฟังข่าวคราวจากบรรดาบุตร

ผมเชื่อแน่ว่าเจสซีไม่ได้ต้องการให้บุตรคนเล็กไปเสี่ยงภัยอันตรายใดๆ ผมเชื่อว่าท่าน ต้องการให้ดาวิดไปพบพี่ๆที่ค่ายพักทหาร ไม่ใช่ที่แนวรบ ท่านเพียงแต่ต้องการให้ดาวิด เอาอาหารไปให้ และพูดคุยโดยตรงกับพี่ๆ และรีบนำข่าวคราวของพวกพี่กลับมาบ้าน โดยไม่ต้องไปสู้รบกับใคร แต่การไม่เป็นเช่นนั้น พระเจ้าทรงจัดเตรียมเหตุการณ์ต่างๆ ให้เกิดขึ้นเป็นเรื่องเป็นราวในไม่ช้า

หลังจากมอบหมายให้ผู้อื่นดูแลฝูงแกะแทนแล้ว ดาวิดออกเดินทางแต่เช้าตรู่ ไปทาง ทิศตะวันตกประมาน 20 กิโลเมตร เพื่อไปยังค่ายพักทหารของอิสราเอล ถ้าท่านไปถึง ก่อนสักสองสามนาที เหตุการณ์นี้คงจะไม่เกิดขึ้น ท่านคงไปทันพบพวกพี่ที่ค่าย ส่งอา หารให้ ถามถามข่าวคราวและรีบกลับบ้านก่อนที่พี่ชายจะออกไปยังแนวรบ

แต่ดาวิดไปถึงตอนที่พวกทหารกำลังรีบออกไปที่แนวรบ มีเสียงโห่ร้องดัง ในขณะยก ทัพออกไปปะทะ -- เข้าไปใกล้ แต่ไม่ได้ใกล้พวกฟิลิสเตียจนเกินไป ดาวิดไม่มีทาง เลือก ท่านต้องฝากอาหารไว้ที่คนดูแลสัมภาระ และไปตามหาพี่ชายที่ในแนวรบ เมื่อ ท่านพบและกำลังพูดคุยอยู่กับพวกเขา โกลิอัทก็ออกมาท้าทายเช่นที่เคย เป็นวันที่ 41 โกลิอัทพูดในสิ่งเดิมๆ แต่เป็นครั้งแรกที่ดาวิดได้ยิน ท่านตั้งใจฟังคำท้าและคำพูดดูถูก ชาวอิสราเอลและพระเจ้าจากโกลิอัท ท่านเห็นคนอิสราเอลตกใจกลัวถอยหนี (รวมทั้ง พี่ชายของท่านด้วย) ความกล้าหาญของคนพวกนี้สูญหายไปสิ้นเพียงแค่เห็นและได้ยิน คำข่มขู่ชองโกลิอัท

อย่างที่เตรียมการไว้ มีทหารบางคนพูดกับดาวิด หรือพูดกันเองแล้วดาวิดไปได้ยิน คำ พูดนี้ถึงกับทำให้ดาิวิดงงมาก มากถึงกับขนาดที่ท่านถามซ้ำๆกับคนอื่นเพื่อความแน่ใจ พวกเขาพูดเหมือนกันว่ากษัตริย์ซาอูลเรียกหาอาสาสมัครให้มาต่อสู้กัับโกลิอัท และมี การตบรางวัลให้อย่างงาม สำหรับคนที่กล้าเดินหน้าไปรับคำท้า ซาอูลสัญญาจะมอบ ทรัพย์สินเงินทองให้เป็นจำนวนมาก รวมทั้งยกลูกสาวคนหนึ่งให้เป็นภรรยา ท่านยัง สัญญาอีกด้วย ว่าครอบครัวของอาสาสมัครผู้นี้จะไม่ต้องจ่ายค่าภาษี

ขอยอมรับว่านี่เป็นการเดา ผมไม่คิดว่าซาอูลให้รางวัลสามต่อนี้ภายในครั้งเดียว ผมคิด ว่าค่อยๆไปทีละขั้น คุณเคยไปยืนคอยที่ประตูเครื่องบินเพื่อรอขึ้นเครื่องไหมครับ ? แล้วอยู่ดีๆเจ้าหน้าที่สายการบินก็ออกมาประกาศว่าที่นั่งเต็มจนล้น มีการให้คูปองราคา 100 เหรียญ สำหรับคนที่ยอมสละที่นั่งบนเครื่องบินในเที่ยวนี้ และถ้าที่นั่งยังไม่พอ ทางสายการบินก็เพิ่มให้อีก ตอนนี้ใครก็ตามที่ยอมสละที่นั่งจะได้เพิ่มเป็นสองเท่า 200 เหรียญ และในที่สุด ถ้ายังไม่พอ ทางสายการบินอาจให้เป็นตั๋วเครื่องบินไป-กลับ ไปยัง ที่ไหนก็ได้ภายในประเทศฟรี

ผมคิดว่าซาอูลทำเช่นเดียวกันนี้ ซาอูลผู้ไม่มีวันออกไปรบกับโกลิอัทเป็นอันขาด กำลัง ประกาศหาอาสาสมัคร ไม่มีผู้ใดสมัคร ท่านจึงเพิ่มเงินรางวัลขึ้นไปอีก (อาจเป็นที่ดิน หรือทรัพย์สินมีค่าอย่างอื่น) แต่ก็ยังไม่มีผู้ใดสมัคร สองสามวันหลังจากนั้น ซาอูลเริ่ม ยกลูกสาวให้ -- ก็ยังไม่มีผู้ใดสมัคร ในที่สุด ซาอูลต้องเพิ่มเติมเข้าไปอีก -- ท่านจะ อนุญาติให้ครอบครัวผู้อาสาสมัครไม่ต้องเสียภาษี และซาอูลคิดว่าข้อตกลงอันนี้ไม่น่า จะมีใครปฏิเสธ

ดาวิดก็คิดว่าไม่น่ามีใครปฏิเสธ เมื่อท่านได้ยินข้อเสนอของซาอูล มันเป็นเรื่องเหลือ เชื่อทีเดียว ท่านขอให้หลายๆคนยืนยันในเรื่องนี้ ในความคิดของผม ผมไม่คิดว่าเรื่อง รางวัลเป็นสาเหตุจูงใจดาวิด ท่านประหลาดใจที่ว่ารางวัลมหาศาลถึงขนาดนี้ ทหารแท้ คนไหนได้ยินก็ต้องรีบกระโดดใส่ – นับเป็นสิทธิอำนาจ – ในการที่ได้ปราบโกลิอัท เพราะชายคนนี้กำแหงหาญมาสาปแช่งประชากรของพระเจ้าและองค์พระเจ้า ดาวิดแน่ ใจว่าพระเจ้าจะประทานชัยชนะให้เหนือโกลิอัท ง่ายยิ่งกว่าปลอกกล้วยเสียอีก! นอก จากเป็นสิทธิพิเศษที่ได้สู้กับโกลิอัทแล้ว กษัตริย์ยังตกรางวัลให้อีกมหาศาล ! ดาวิดไม่ เข้าใจจริงๆ ท่านจึงถามแล้วถามอีกให้แน่ใจว่าได้ยินถูกต้อง มีทางเป็นไปได้ขนาด ไหน? แล้วทำไมไม่มีใครอาสาไปสู้ ?

ดาวิดตอบโต้เอลีอับ
(17:28-30)

28 ฝ่ายเอลีอับพี่ชายหัวปี ได้ยินคำที่ดาวิดพูดกับชายคนนั้น เอลีอับก็โกรธดาวิดกล่าวว่า "เจ้าลงมาทำไมเจ้าทิ้งแกะไม่กี่ตัวที่ถิ่นทุรกันดารไว้กับใคร ข้ารู้ถึงความทะเยอทะยานของเจ้า และความคิดชั่วของเจ้า เพราะเจ้าลงมาเพื่อจะมาดูเขารบกัน"29 ดาวิดจึงตอบว่า "ผมได้ทำอะไรไปแล้วเล่า พูดแต่คำเดียวเท่านั้นไม่ใช่หรือ?" 30 เขาจึงหันไป หาคนอื่นเสีย และพูดอย่างเดียวกัน และประชาชน ก็ตอบแก่เขาอย่างคราวก่อน

คนส่วนมากคิดว่าการที่ดาวิดชนะโกลิอัทนั้นเป็นเรื่องอัศจรรย์ ใช่ เป็นเรื่องมหัศจรรย์ จริงๆ แต่อย่าลืมว่ากว่าดาวิดจะได้ออกไปสู้กับโกลิอัทนั้น ต้องผ่านอุปสรรคต่างๆมาก มาย แรกสุดสถานภาพของดาวิด ท่านยังเป็นเด็ก ยังไม่ได้อยู่ในกองทัพของซาอูล ท่านเป็นเพียงเด็กเลี้ยงแกะ มีหน้าที่ดูแลฝูงแกะซึ่งอยู่ห่างไกลจากสนามรบ นอกจาก โกลิอัทเองแล้ว ดาวิดต้องผ่านด่านพี่ชายเอลีอับ และยังซาอูลอีก ท่านต้องได้รับ อนุญาติอย่างเป็นทางการที่จะออกไปสู้กับโกลิอัท ปัญหาแรกกำลังได้รับการแก้ใข แต่ดาวิดต้้องจัดการกับปัญหาที่สอง – พี่ชายคนโต เอลีอับ – อยู่ในข้อ 28 – 30

ให้เราจำคำพูดของเอลีอับตอนนี้ให้ดี เพื่อไปเปรียบเทียบกับที่เราเคยรู้มาจากบทที่ 16 เอลีอับเป็นบุตรคนโตจากจำนวนบุตรทั้งแปดของเจสซี ; ดาวิดเป็นคนเล็กสุด เอลีอับ คงจะต้อง "สูงสง่าและรูปหล่อ" เพราะ ซามูเอลเองยังคิดว่าเขาน่าจะเป็นผู้ถูกเจิมให้เป็น กษัตริย์องค์ต่อไปของอิสราเอล แต่เอลีอับถูกปฏิเสธ (รวมทั้งพี่ๆทั้งหกคนของดาวิด ด้วย) เพราะพระเจ้าไม่ทรงเลือกกษัตริย์จากรูปลักษณ์ภายนอก แต่จากผู้ที่มีหัวใจทำ ตามน้ำพระทัยของพระองค์ (13:14; 16:7) เอลีอับไม่ได้ มี "หัวใจ" เหมือนที่ดาวิดมี นอกจากนั้นซามูเอลยังทำการเจิมตั้งดาวิดต่อหน้าบรรดาพี่ๆด้วย (16:13) ดังนั้น อาลีอับจึงทราบดีว่าพระเจ้าทรงเลือกดาวิดให้เป็นกษัตริย์

ในตอนปลายของบทที่ 17 เอลีอับแสดงกิริยาไม่สู้ดี เมื่อได้ยินดาวิดสอบถามพวกทหาร ถึงเรื่องรางวัลที่ซาอูลจะมอบให้กับผู้ที่อาสาไปปราบโกลิอัท เอลีอับโกรธมาก และหา เหตุระบายความโกรธลงที่ดาวิด แรกเขากล่าวหาว่าดาวิดอยากมาที่สนามรบเพราะสา เหตุผิดๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกล่าวหาว่าดาวิดอยากมาหาความสนุกโดยมาสังเกตุการที่ สนามรบ เหมือนกับไปดูการแสดงละครสัตว์ เอลีอับไม่รู้ว่าดาวิดมาตามคำสั่งของบิดา หรือแกล้งทำเป็นไม่รู้ เขาจู่โจมใส่ดาวิดโดยหาว่าละทิ้งหน้าที่ในการดูแลฝูงแกะของ บิดา หาว่าดาวิดละทิ้งฝูงแกะโดยเพิ่มเติมความน่าสมเพชเข้าไปว่า "ไม่กี่ตัว" ("แกะ ไม่กี่ตัว" ข้อ 28) เพื่อจะตอกย้ำว่าเป็นหน้าที่เล็กน้อยไม่สำคัญ (ดูแลฝูงแกะ) อันที่จริง ดาวิดไม่ได้ละทิ้งฝูงแกะ ท่านได้จัดหาคนมาดูแลแทน (ข้อ 20) ที่แย่ที่สุดคือ เอลีอับ กล้าตัดสินหัวใจของผู้เป็นน้อง โดยกล่าวหาเขามีความคิดชั่วร้าย

ที่น่าแปลกคือ ทุกคำที่เอลีอับกล่าวหาน้องชายคนเล็ก นอกจากจะไม่เป็นความจริงแล้ว ยังเป็นเรื่องตรงกันข้าม ดาวิดมาที่สนามรบเพื่อนำอาหารมาให้พี่ๆ และนำข่าวของพี่ๆ กลับไปให้พ่อ -- ท่านมาที่สนามรบเพราะเชื่อฟังบิดา ท่านไม่ได้ละทิ้งฝูงแกะ ; ท่านจัด หาคนมาดูแลแทน ดาวิดไม่ได้มีจิตใจชั่วร้าย ; พระเจ้าทรงเลือกท่านเพราะท่านเป็น "บุรุษที่ทำตามน้ำพระทัย" ดาวิดไม่ควรได้รับการปฏิบัติอย่างดูถูกเช่นนี้ เพราะอีก ไม่นานท่านก็จะขึ้นเป็นกษัตริย์ของอิสราเอล

ให้มาดูข้อกล่าวหาของเอลีอับให้ดี : ความเยาว์ของดาวิด ท่านจึงถูกกล่าวหาว่าที่มาที่ สนามรบนี้เพราะอยากรู้อยากเห็นแบบเด็กๆ ซึ่งไม่ถูกต้อง ท่านถูกกล่าวหาว่าละทิ้งฝูง แกะ ไม่รับผิดชอบ มีความทะเยอทะยานและความคิดชั่วแบบเด็กๆ ดาวิดกล้าดีอย่างไร ถึงมาสอบถามทหารเรื่องรางวัลของซาอูลและการท้าทายของโกลิอัท !

ถ้าดาวิดต้องกลับบ้านในทันที เพื่อไปรายงานผลการไปพบกับพี่ชายให้บิดาฟังอย่างตรง ไปตรงมาถึงเรื่องสงครามและความประพฤติของพี่ชาย ท่านจะเล่าให้เจสซีฟังว่าอย่างไ? ท่านคงจะบอกว่าการสงครามกับพวกฟิลิสเตียนั้นไม่มีอะไรคืบหน้า ส่วนเอลีอับ อาบีนา ดับ และชัมมาห์วิ่งหนีโกลิอัทกันจ้าละหวั่น ท่านคงจะต้องบอกบิดาด้วยเรื่องที่ท่านอา สาอยากไปสู้กับโกลิอัท และถูก "สั่งห้ามเด็ดขาด" โดยพี่ชายคนโต เป็นเรื่องน่าสนใจ ที่โกลิอัทพูดจาดูหมิ่นพระเจ้า แต่เอลีอับเห็นเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่กลับไปกล่าวหาว่า ดาวิดมีความคิดชั่ว ในเมื่อท่านกำลังทำในสิ่งที่ถูก ?

ดาวิดอาจจะโมโหและผิดหวังในคำพูดกล่าวหาของพี่ชาย แต่สิ่งนี้ไม่อาจหยุดยั้งท่านได้ ท่านตอบกลับพี่ชายและท้าให้เอลีอับพูดให้ชัดๆว่าท่านทำผิดสิ่งใด ดูเหมือนท่านจะย้ำ ว่าเรื่องที่ท่านพูดไม่ดีตรงไหน ถ้าไม่พูดเรื่องคำท้าของโกลิอัท และรางวัลของซาอูล แล้วควรจะพูดเรื่องใดดี ? ดังนั้นดาวิดจึงทำในสิ่งที่ทำอยู่ต่อไป – คือสอบถามให้แน่ใจ ว่า สิ่งที่ซาอูลเสนอนั้นเป็นจริงหรือไม่

ดาวิดและโกลิอัทของโกลิอัท (ซาอูล)
(17:31-39)

31 เมื่อเขาทั้งหลายได้ยินคำที่ดาวิดพูด เขาทั้งหลายก็เล่าความให้ซาอูลทราบ ซาอูลจึงใช้คนให้มาตามดาวิด 32 ดาวิด ก็ทูลซาอูลว่า "อย่าให้จิตใจของผู้ใดฝ่อไปเพราะชายคนนั้นเลย ผู้รับใช้ของฝ่าพระบาทจะไปสู้รบกับคนฟีลิสเตียคนนี้" 33 และซาอูลกล่าวแก่ดาวิดว่า "เจ้าไม่สามารถที่จะไปสู้รบกับชายฟีลิสเตียคนนั้นดอก เพราะเจ้าเป็นแต่เด็กหนุ่ม และเขาเป็นทหาร ชำนาญศึกมาตั้งแต่หนุ่มๆแล้ว" 34 แต่ดาวิดทูลซาอูลว่า "ผู้รับใช้ ของฝ่าพระบาทเคยดูแลแพะแกะของบิดา และเมื่อมีสิงห์หรือหมี มาเอาลูกแกะตัวหนึ่งไปจากฝูง 35 ข้าพระบาทก็ไล่ตามฆ่ามัน และ ช่วยกู้ลูกแกะนั้นมาจากปากของมัน ถ้ามันลุกขึ้นต่อสู้ข้าพระบาท ข้าพระบาทก็จับหนวดเคราของมัน และทุบตีมันจนตาย 36 ผู้รับใช้ ของฝ่าพระบาทได้ฆ่าสิงห์และหมีนั้นมาแล้ว คนฟีลิสเตียผู้มิได้ เข้าสุหนัตคนนี้ก็เป็นเหมือนสัตว์เหล่านั้นตัวหนึ่ง ด้วยเขาได้ท้าทาย กองทัพของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์อยู่" 37 และดาวิดทูลต่อไปว่า "พระเจ้าผู้ทรงช่วยกู้ข้าพระบาทจากขยุ้มเท้าของสิงห์ และจากขยุ้มเท้าของหมี จะทรงช่วยกู้ข้าพระบาทจากมือของคนฟีลิสเตียคนนี้" และซาอูลจึงตรัสแก่ดาวิดว่า "จงไปเถอะ และพระเจ้าจะทรงสถิตอยู่กับเจ้า" 38 แล้วซาอูลก็ทรงเอาเครื่องอาวุธของพระองค์สวม ให้ดาวิด ทรงสวมหมวกทองสัมฤทธิ์บนศีรษะของเขา และสวมเสื้อเกราะให้เขา 39 และดาวิดก็คาดดาบทับเครื่องอาวุธ เขาลองเดินดู ก็เห็นว่าใช้ไม่ได้เพราะเขาไม่ชิน แล้วดาวิดจึงทูลซาอูลว่า "ข้าพระ บาทจะสวมเครื่องเหล่านี้ไปไม่ได้ เพราะว่าข้าพระบาทไม่ชิน" ดาวิด จึงปลดออกเสีย

ถ้าเอลีอับทำสำเร็จ ดาวิดก็จะถูกไล่ไปให้พ้นอย่างน่าขายหน้า แต่อิสราเอลยังดีหน่อย ที่ดาวิดไม่ได้ท้อหรือหยุดยั้งความตั้งใจเพราะคำพูดร้ายของเอลีอับที่ต้องการ "สับดาวิด ให้เป็นชิ้นๆ" เอลีอับอาจไล่ให้ดาวิดกลับไปบ้าน หรือซาอูลอาจไม่ได้ยินเรื่องดาวิดสน ใจในโครงการสินน้ำใจนี้ ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม ซาอูลเรียกหาดาวิดในทันที และถ้อยคำ แรกที่ดาวิดพูดกับซาอูลนั้นเป็นการให้กำลังใจอย่างดีเยี่ยม :

32 "ดาวิดก็ทูลซาอูลว่า "อย่าให้จิตใจของผู้ใดฝ่อไปเพราะชายคนนั้นเลย ผู้รับใช้ของฝ่าพระบาทจะไปสู้รบกับคนฟีลิสเตียคนนี้"

คำพูดของดาวิดดูจะไม่ได้หมายถึงตัวซาอูล แต่ที่จริงแล้วคือเพ่งไปที่ซาอูลอย่างเจาะ จงเลย เพราะซาอูลกลัวโกลิอัทและพวกฟิลิสเตียมาก ดาวิดพูดให้กำลังใจซาอูลอย่าง นุ่มนวลว่าไม่ต้องกลัว ที่ดาวิดกล่าวเช่นนี้เพราะท่านพร้อมและต้องการไปสู้กับโกลิอัท ดาวิดเต็มใจทำในสิ่งที่ทั้งซาอูลและทหารอิสราเอลไม่กล้าทำ – สู้กับโกลิอัท

ก่อนที่จะมาพูดเรื่องความเชื่อของดาวิด ให้เรามาหยุดคิดถึงความกลัวของซาอูลกัน ผมอยากจะสรุปว่า ธรรมชาติของซาอูลนั้นยิ่งกว่าขี้ขลาดตาขาว บิดาของท่าน "เป็น คนร่ำรวย" (9:1) (แปลว่าเป็นผู้มีชื่อเสียงดีก็ได้) แต่ไม่มีการพูดถึงตัวซาอูล66 อย่าลืมว่าซาอูลไปแอบซ่อนอยู่หลังกองสัมภาระ เมื่อมีการประกาศว่าได้รับเลือกให้ เป็นกษัตริย์คนแรกของอิสราเอล (10:22) เมื่อพระวิญญาณมาสถิตอยู่ ท่านเปลี่ยน เป็นคนใหม่ ที่มีดวงใจดวงใหม่ (10:9) แต่สำหรับดาวิดดูเหมือนท่านเป็นผู้ทำตาม น้ำพระทัยก่อนที่พระวิญญาณจะมาสถิตอยู่ เมื่อต้องมีการเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้อย่าง พวกฟิลิสเตีย ซาอูลเลือกที่จะนิ่งเฉย ไม่แข็งขืนต่อสู้ ถึงแม้ว่าเป็นหน้าที่รับผิดชอบที่สำ คัญ ในฐานะที่ถูกเลือกมาเป็นกษัตริย์ (9:16) เมื่อพระวิญญาณสถิตอยู่ด้วย เมื่อนั้น ซาอูลถึงลุกขึ้นมาทำการต่อสู้กับศัตรู (11:6) โดยอุปนิสัยเดิม ซาอูลเป็นคนขี้ขลาด จะเป็นผู้นำได้ก็ต่อเมื่อมีพระวิญญาณสถิตอยู่ด้วย

ที่พูดมาทั้งหมดนี้ ผมยอมรับว่าเห็นใจซาอูล (อย่างน้อยก็สงสาร) ลองคิดดู การที่ท่าน ปฏิเสธไม่ออกไปสู้กับโกลิอัท (จะตัวต่อตัวหรือเป็นทีมก็ตาม) ดูสมเหตุผล เพราะ อย่าลืมว่ามีคำพยากรณ์ไว้ ว่าราชวงศ์ของท่านจะสิ้นสุดลง (13:13-14; 15:23) ซามูเอลก็ละไปจากท่าน ไม่มีโอกาสได้เห็นหน้ากันอีก (15:35) พระวิญญาณพระเจ้าก็ พรากไปแล้ว และถูกแทนที่ด้วย "วิญญาณชั่วจากพระเจ้า" (16:14) ถ้าเป็นตัวผม ผมคงไม่คิดที่จะไปทำอะไรที่เสี่ยงตายขนาดนั้นเหมือนกัน

ดาวิดเป็นผู้ที่มีความกล้าหาญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนนี้ท่านเป็นอิสราเอลคนเดียวใน สนามรบที่มีความกล้า ท่านมีความกล้าหาญได้อย่างไร ? ผมขอพูดถึงที่มาของความ กล้านี้สักสองสามข้อ แรก ความกล้าของดาวิดเกิดขึ้นจากทฤษฎีที่ว่า – ท่านมีความ เข้าใจในพระเจ้า ดาิวิดเป็น "บุรุษที่ทำตามน้ำพระทัย" (13:14; 16:7) คนทั่วไปไม่ สามารถเป็น "บุรุษที่ทำตามน้ำพระทัย" ได้ ยกเว้นแต่ผู้นั้นจะรู้จักพระทัยพระเจ้า สิ่ง นี้จะเกิดขึ้นได้เพราะความเข้าใจในพระวจนะของพระองค์ (ดู สดุดี 119 เป็นตัวอย่าง) ดาวิดรู้จักพระเจ้า ไม่ใช่แค่ในประวัติศาสตร์เท่านั้น (เช่นการที่พระเจ้ากู้อิสราเอลออกมา จากอียิปต์ในครั้งอดีต ฯลฯ) หรือตามทฤษฎี แต่จากประสพการณ์ ซึ่งท่านกำลังแสดง ให้ซาอูลได้เห็น

ดาวิดทำในสิ่งที่กษัตริย์ของอิสราเอลควรทำ มีความวางใจในพระเจ้า และหนุนใจให้คน อิสราเอลทั้งหมดกระทำตาม ต้องช่วยกันต่อสู้ศัตรูของพระเจ้า โดยเฉพาะ อย่างยิ่งพวก ฟิลิสเตีย เมื่อดาวิดได้รับการเจิมให้เป็นกษัตริย์องค์ใหม่ของอิสราเอล (บท ที่ 16) ท่านคงใช้ความคิดอย่างหนักว่าสิ่งนี้หมายความว่าอย่างไร เช่นเดียวกับที่นางมารีย์ ทำในหลายศตวรรษต่อมา (ดูลูกา 2:19, 51) การเป็นกษัตริย์ของอิสราเอลมีความ หมายอย่างไร ? ดาวิดต้องทำสิ่งใดในฐานะกษัตริย์ ? ไม่ต้องสงสัยเลยว่าครั้งแรก ที่ท่านเผชิญหน้ากับโกลิอัท ท่านรู้ว่าควรทำสิ่งใด นี่เป็นผลมาจากที่ท่านใช้เวลาใคร่ ครวญมานาน หนุ่มน้อยผู้นี้ไม่ใช่ทหาร บางคนคิดว่าดูเด็กเกินไปที่จะออกไปสู้ แต่ พระเจ้าทรงจัดเตรียมสถานการณ์ที่เหมาะสมให้ สถานการณ์ที่ท่านต้องไว้วางใจพระ เจ้า และเชื่อฟังพระคำ หรือไม่ก็ไปหดหัวกลัวตายโดยขาดความเชื่อและการเชื่อฟังเช่น เดียวกับซาอูลและประชาชนอิสราเอล.

ซาอูลให้ดาวิดมีโอกาสเปลี่ยนหรือล้มเลิกความตั้งใจ ให้กลับไปอยู่กับบิดาและฝูงแกะ โดยไม่ต้องอายหรือรู้สึกผิด คำพูดของซาอูลดูมีน้ำใจเมื่อท่านพยายามพูดให้ดาวิด เปลี่ยนใจที่จะไปต่อสู้กับโกลิอัท ซาอูลไม่ได้บอกว่าดาวิดตัวเล็กเกินกว่าจะไปสู้กับ โกลิอัท ท่านกลับพูดว่าดาวิดยังเด็กและขาดประสพการณ์ โกลิอัทเป็นนักรบที่ชำนาญ ศึกมายาวนาน ดาวิดเป็นเพียงเด็กหนุ่ม ไม่เคยออกไปสู้รบกับใครมาก่อน อย่างน้อย นี่ก็เป็นความคิดของซาอูล แต่ดาวิดต้องการพิสูจน์ด้วยการ ทูลขออนุญาติซาอูล ให้ ไปเป็นตัวแทนอิสราเอลเพื่อต่อสู้กับโกลิอัท

ดาวิดอายุยังน้อย แต่การที่ท่านมีหน้าที่เล็กน้อยดูแลฝูงแกะกลับเตรียมท่านให้พร้อม ที่จะต่อสู้กับโกลิอัท เอลีอับคิดผิดมากเกี่ยวกับดาวิด คำพูดที่ดาวิดทูลซาอูลทำให้เห็น ว่า ท่านเองได้ยินและได้เห็นเหมือนกับทหารอิสราเอลคนอื่นๆเห็นในตอนเช้าที่แนวรบ ข้อแตกต่างคือ ดาวิดเห็นสถานการณ์นี้เป็นเหมือนกับเหตุการธรรมดาที่ท่านต้องเผชิญ ในการเลี้ยงแกะ โกลิอัทแข็งแรง และฆ่าคนได้หรือไม่ ? สิงห์โตและหมีก็เหมือนกัน ดาวิดเคยจัดการฆ่าพวกมันมาแล้ว โกลิอัทมีวาจาสามหาวหรือไม่ ? มีสัตว์ประเภทใด บ้างที่จะขู่คำรามได้น่ากลัวไปกว่าหมีหรือสิงห์โต ? (ดู 1เปโตร 5:8) ในการทำหน้าที่ เลี้ยงแกะ ดาวิดนั้นเคยฆ่ามาแล้วทั้งสิงห์โตและหมี (ข้อ 34-36)67

ขณะที่ดาวิดเสี่ยงตายเพื่อไปช่วยลูกแกะในฝูง พระเจ้าทรงช่วยเหลือท่าน ดาวิดกลัว การเผชิญหน้ากับโกลิอัทหรือ ? ไม่เลย เพราะพระเจ้าช่วยท่านออกมาจากกรงเล็บ68 ของสิงห์และหมี และจากเงื้อมมือของโกลิอัทด้วย สังเกตุดูว่าดาวิดใช้คำพูดว่า "ขยุ้ม เท้า" หรือมือ แทนที่จะพูดว่าจาก "ปาก" ของมัน เป็นเพราะสัตว์นั้นกำลังคาบเหยื่ออยู่ และไม่ยอมปล่อย มันจึงต้องสู้กับดาวิดด้วยอุ้งมือหรือขยุ้มเท้าแทน โกลิอัทไม่ใช่ของ ใหม่สำหรับดาวิด เพราะดาวิด ด้วยความช่วยหลือจากพระเจ้า เคยจัดการกับสิงห์โตและ หมีคำรามเสียงดังมาแล้วด้วยมือ ท่านเองจะจัดการกับยักษ์สามหาวฟิลิสเตียคนนี้ด้วย คุณว่าโกลิอัทพูดหรือคำรามเพื่อขู่ให้คนอิสราเอลกลัวหรือเปล่า ? แต่เขาไม่สามารถทำ ให้ดาวิดกลัวได้ ดาวิดเคยได้ยินเสียงแบบนี้มาก่อนแล้ว

ผมคิดว่าความเชื่อในพระเจ้าของดาวิดมีอิทธิพล ทำให้ซาอูลเชื่อว่าดาวิดน่าจะเอาชนะ โกลิอัทได้ ซาอูลอนุญาติให้ดาวิดไปสู้กับโกลิอัท โดยสวมเสื้อเกราะของท่านเอง เป็นความคิดที่ไม่สู้ดี ดาวิดปฏิเสธ แต่ที่จริงเพื่อเป็นเครื่องหมายแสดงว่า ดาวิดออก ไปสู้กับโกลิอัทในนามของซาอูล และในนามกองทัพของอิสราเอล ถ้าเป็นเช่นนั้น ชัย ชนะของดาวิดต้องเป็นชัยชนะของอิสราเอลด้วย (ซึ่งก็ใช่) แต่ดูอีกด้าน ถ้าดาวิดแพ้ ก็จะเป็นความพ่ายแพ้ของอิสราเอลด้วย ต้องทำตามที่โกลิอัทท้าทายไว้ (ดูข้อ 8-9) ดาวิดไม่ได้ต่อสู้เพียงลำพัง ท่านกำลังสู้เพื่อพระเจ้า เพื่อซาอูล และเพื่อคนอิสราเอลทั้ง ประเทศ

ผมคงไม่แจกแจงเรื่องอาวุธและเสื้อเกราะที่ซาอูลประทานให้กับดาวิด เพื่อทำให้ดู เหมือนว่า ถ้ามองในระยะไกล (และจากคนที่ไม่รู้เรื่อง) เป็นซาอูลเองที่ออกไปสู้กับ โกลิอัท เพราะผู้ใดเล่าจะมาใส่เสื้อเกราะของพระมหากษัตริย์ได้ ? ทำให้เราคิดได้ ว่าดาวิดคงจะไม่ตัวเล็กนัก เพราะไม่เช่นนั้นคงสวมเสื้อเกราะไม่พอดี ดาวิดลองใส่ดู แล้วก็ถอดออก เพราะท่านไม่เคยสู้ในเสื้อเกราะ – ความหมายก็คือ ทำให้ท่าน "พิสูจน์ ตนเองไม่ได้" ดาวิดจะไปต่อสู้กับโกลิอัทด้วยอาวุธเดิมๆที่ท่านเคยใช้ อาวุธที่พระเจ้า ประทานความชำนาญในการใช้ให้

ดาวิดและโกลิอัท
(17:40-54)

40 แล้วจึงถือไม้เท้าไว้ และเลือกก้อนหินเกลี้ยงจากลำธารได้ห้าก้อน จึงใส่ในย่ามผู้เลี้ยงแกะของเขาในถุงของเขาและมือถือสลิงอยู่ ท่านก็เข้าไปใกล้คนฟีลิสเตียคนนั้น 41 คนฟีลิสเตียนั้นก็ออกมาใกล้ดาวิด พร้อมกับคนถือโล่เดินออกหน้า 42 เมื่อคนฟีลิสเตียมองเห็นดาวิดก็ดูถูกเขา เพราะเขาเป็นแต่คนหนุ่ม ผิวแดงๆ รูปร่างงามน่าดู 43 คนฟีลิสเตียจึงพูดกับดาวิดว่า "ข้าเป็นหมาหรือ เจ้าจึงถือไม้เท้ามาหาข้า" และคนฟีลิสเตียคน นั้นก็แช่งด่าดาวิด ออกนามพระของตน 44 คนฟีลิสเตียพูดกับดาวิดว่า "มาหาข้านี่ ข้าจะเอาเนื้อของเจ้าให้นกในอากาศกับสัตว์ในทุ่งกิน" 45 แล้วดาวิดก็พูดกับคนฟีลิสเตียคนนั้นว่า "ท่าน มาหาข้าพเจ้าด้วยดาบ ด้วยหอกและด้วยหอกซัด แต่ข้าพเจ้า มาหาท่านในพระนามแห่งพระเจ้าจอมโยธา พระเจ้าแห่งกองทัพอิสราเอล ผู้ซึ่งท่านได้ท้าทายนั้น 46 ในวันนี้พระเจ้าจะทรงมอบ ท่านไว้ในมือข้าพเจ้า และข้าพเจ้าจะประหารท่านและตัดศีรษะของท่านเสีย และในวันนี้ข้าพเจ้าจะให้ศพของกองทัพฟีลิสเตีย แก่นกในอากาศและแก่สัตว์ป่า เพื่อทั้งพิภพนี้จะทราบว่ามีพระเจ้า พระองค์หนึ่งในอิสราเอล 47 และชุมนุมชนนี้ทั้งสิ้นจะทราบว่า พระเจ้ามิได้ทรงช่วยด้วยดาบหรือด้วยหอก เพราะว่าการรบครั้งนี้ เป็นของพระเจ้า พระองค์จะทรงมอบท่านไว้ในมือของเราทั้งหลาย"48 อยู่มาเมื่อคนฟีลิสเตียคนนั้นลุกขึ้นเข้ามาใกล้เพื่อปะทะดาวิด ดาวิดก็วิ่งเข้าหาแนวรบเพื่อปะทะกับคนฟีลิสเตียคนนั้นอย่างรวดเร็ว49 และดาวิดเอามือล้วงเข้าไปในย่ามหยิบหินก้อนหนึ่งออกมา แล้ว เหวี่ยงหินก้อนนั้นด้วยสายสลิงถูกคนฟีลิสเตียคนนั้นที่หน้าผาก ก้อน หินจมเข้าไปในหน้าผากเขาก็ล้มหน้าคว่ำลงที่ดิน 50 ดังนั้นดาวิดก็ชนะคนฟีลิสเตียคนนั้นด้วยสลิงและก้อนหินก้อนหนึ่ง และคว่ำคน ฟีลิสเตียคนนั้นลง และฆ่าเขาเสีย ดาวิดไม่มีดาบอยู่ในมือ 51 แล้ว ดาวิดวิ่งไปยืนอยู่เหนือคนฟีลิสเตียคนนั้น หยิบดาบของเขาชักออก จากฝักฆ่าเขาเสีย และตัดศีรษะของเขาออกเสียด้วยดาบ เมื่อคนฟีลิสเตียเห็นว่ายอดทหารของเขาตายเสียแล้วก็พากันหนีไป 52 คน อิสราเอลกับคนยูดาห์ก็ลุกขึ้นโห่ร้องไล่ติดตามคนฟีลิสเตียไกลไป จนถึงเมืองกัทและถึงประตูเมืองเอโครน ทหารฟีลิสเตียที่บาดเจ็บ จึงล้มลงตามทางจากชาอาราอิม ไกลไปจนถึงเมืองกัทและเมืองเอโครน 53 และคนอิสราเอลก็กลับมาจากการไล่ติดตามคนฟีลิสเตีย และมาปล้นค่ายของเขา 54 ดาวิดก็นำศีรษะของคนฟีลิสเตียคนนั้นมาที่กรุ เยรูซาเล็ม แต่เขาเอาเครื่องอาวุธของเขาไว้ที่เต็นท์ของตนแล้ว

ตลกร้ายของเหตุการณ์นี้ก็คือ เรื่องเสื้อเกราะ (ที่ดาวิดไม่ได้ใส่) เป็นเหตุทำให้โกลิอัท "หมดสภาพ" โกลิอัทเป็นชายที่มีความอวดดีสูง สูงกว่ารูปร่างเสียอีก เป็นคนหยิ่งยโส และอวดเบ่ง พูดจาดูถูกดูหมิ่น เขาท้่าทายให้คนอิสราเอลส่งนักรบที่ดีที่สุดไปสู้ และ ผู้ชนะจะได้รางวัลไปทั้งหมด คุณนึกออกไหมว่า โกลิอัทช็อคแค่ใหนที่เห็นดาวิดก้าว ออกมาประจัญหน้า ? นี่เป็นเพียงเด็กหนุ่มที่ไม่มีแม้แต่เสื้อเกราะ ไม่มีอาวุธป้องกันตัว มีแต่เพียงสายสลิงเปล่าๆ ไม่น่าเป็นคู่ต่อสู้ที่สมศักดิ์ศรี ที่โกลิอัทเห็นคือท่อนไม้ใน มือดาวิด จึงสรุปเอาเองว่าน่าจะเป็นอาวุธอย่างเดียวที่ดาวิดมี คนมักชอบถือไม้ – ถึงแม้จะในทุกวันนี้ก็ตาม – เพื่อไว้ไล่หมาที่ดูไม่น่าไว้ใจ นี่เป็นสาเหตุที่ดาวิดถือไม้ ไปด้วยหรือ เพื่อไปจัดการกับโกลิอัทเหมือนไปไล่หมา ? โกลิอัทออกชื่อพระของเขา เพื่อสาปแช่ง (ข้อ 43) เขามาจากเมืองกัท ; แล้วทำไมไม่เคยได้ยินเรื่องที่พระเจ้า ของอิสราเอลจัดการกับ "พระ" ดาโกนของเขาอย่างไร ?

นับเป็นการดูถูกโกลิอัทเป็นอย่างยิ่งที่ส่งเด็กหนุ่มไม่ใส่เสื้อเกราะ แถมถือไม้ไล่หมาไป อีกด้วย ! พวกนั้นเห็นเขาเป็นตัวตลกหรือยังไง ? พวกเขาคิดว่าโกลิอัทไม่มีฝีมือหรือ ถึงได้ส่งเด็กอย่างดาวิดไป ? โกลิอัททั้งโกรธทั้งคลั่ง เขาต้องฆ่าดาวิดให้ได้ และเอาศพ โยนทิ้งให้นกในอากาศและสัตว์มากิน (ข้อ 44) นี่เป็นคำขู่ที่ต้องการให้ดาวิดกลัวหรือ เปล่า? เปล่า ดาวิดไม่ได้กลัวเลย ท่านกลับมีความเชื่อมั่นมากขึ้น คำขู่ที่ว่าจะโยนศพ ให้นกในอากาศ และฝูงสัตว์มากินนั้น โกลิอัทไม่ได้เป็นคนแรกที่พูดขึ้น :

25"พระเจ้าจะทรงกระทำให้ท่านพ่ายแพ้ต่อศัตรูของท่าน ท่านจะออกไปต่อสู้เขาทางเดียว แต่จะหนีจากเขาเจ็ดทาง และท่านทั้งหลายจะเป็นที่น่าสยดสยองยิ่งแก่บรรดาราชอาณาจักรทั่วโลก 26 ซากศพของท่านทั้งหลายจะเป็นอาหาร ของนกในอากาศและสำหรับสัตว์ป่าในโลก และไม่มีผู้ใดขับไล่ฝูงสัตว์เหล่านั้นไป
(เฉลยธรรมบัญญัติ 28:25-26)

พระเจ้าตรัสเช่นนี้เพื่อต้องการให้คนอิสราเอลเห็นภาพของผู้ที่ปฏิเสธพระคำ และคำ พูดนี้ยังใช้สำหรับผู้ที่เป็นศัตรูกับพระองค์ด้วย ไม่ว่าจะเป็นผู้ใดก็ตาม (ดู เยเรมีย์ 7:33; 15:3; 16:4; 19:7; 34:20; เอเสเคียล 29:5) โกลิอัทคิดว่าจะทำให้ดาวิดตกใจกลัว เพราะคำขู่ฆ่า และโยนศพให้ฝูงนกฝูงสัตว์กินหรือ ? เขากลับทำให้ดาวิดนึกถึงพระ สัญญาที่พระเจ้าให้ไว้เกี่ยวกับเรื่องศัตรู ด้วยเหตุนี้เองดาวิดจึงทำให้คำสาปแช่งของ โกลิอัทตกใส่หัวของเขาเสียเอง :

46"ในวันนี้พระเจ้าจะทรงมอบท่านไว้ในมือข้าพเจ้า และข้าพเจ้าจะประหารท่านและตัดศีรษะของท่านเสีย และในวันนี้ข้าพเจ้าจะให้ศพของกองทัพฟีลิสเตีย แก่นกในอากาศและแก่สัตว์ป่า เพื่อทั้งพิภพนี้จะทราบ ว่ามีพระเจ้าพระองค์หนึ่งในอิสราเอล"
(1 ซามูเอล 17:46)

แทนที่จะเป็นศพของดาวิดที่ถูกโยนให้นกกินในวันนั้น กลับเป็นศพของโกลิอัท ดาวิด แสดงให้เห็นชัดว่า การต่อสู้กับโกลิอัทนั้นไม่ใช่เป็นเรื่องส่วนตัว – ดาวิดต่อสู้กับโกลิอัท เพื่อพระสิริของพระเจ้า และแทนประชาชนชาวอิสราเอล ชัยชนะครั้งนี้ควรเป็นบทเรียน ว่า "การรบครั้งนี้เป็นของพระเจ้า " และชัยชนะเป็นของพระองค์ด้วยเช่นกัน (ข้อ 47)

โกลิอัทเริ่มเคลื่อนไหว ดาวิดไม่รอให้โกลิอัทมาถึงตัว ท่านกลับวิ่งขึ้นไปหาโกลิอัท ขณะที่วิ่งก็เอาหินที่ติดตัวใส่ในสายสลิง และเล็งไปที่บริเวณหัวของยักษ์ คุณพอนึก ภาพดาวิดออกไหมว่า ถ้าขืนใส่เสื้อเกราะของซาอูลแล้ววิ่งไป โดยหวังว่าจะเอาอาวุธไป ทำร้ายโกลิอัท ปลายดาบของท่านคงไม่เกินหัวไหล่ของโกลิอัทแน่ๆ สายสลิงจึงนับว่า เป็นอาวุธที่เหมาะมาก โกลิอัทนั้นยืนอยู่หลังโล่ห์ที่ผู้ถือเครื่องอาวุธบังไว้ เขามีเสื้อ เกราะป้องกันตั้งแต่หัวจรดเท้า เว้นไว้แต่ตรงรอบดวงตาเพื่อจะมองเห็นได้ ส่วนนี้เป็น ส่วนเดียวที่เปิดอยู่ เป็นเป้าของดาวิด และเป็นจุดตายของร่างกาย ผมกล้าพูดได้เลย ว่า เมื่อยิงไปแล้ว หินก้อนนั้นคงจมฝังลึกเข้าไปในหัวกระโหลกของโกลิอัท ทำให้ล้มลง เหมือนไม้ต้นใหญ่ถูกโค่น ดาวิดจึงวิ่งเข้าไป ชักดาบออกมาจากร่างที่แน่นิ่งของโกลิอัท และตัดหัวเสีย ตอนนี้ศัตรูก็กลายเป็นอาหารนกไปเสียแล้ว

เวลานี้น่าจะเป็นเวลาเจ็บปวดที่สุดที่ทั้งโลกต้องหยุดนิ่งในความสงบ คนฟิลิสเตียเป็น อัมพาตไปชั่วขณะ หัวสมองหมุนติ้ว พยายามคิดว่าเกิดอะไรขึ้นต่อหน้าต่อตา พวกเขา ค่อยๆซึมซับเหตุการณ์เข้าไป อาการเดียวกันนี้คงเกิดขึ้นกับทางฝั่งอิสราเอลด้วย และ หลังจากอาการอัมพาตผ่านพ้นไป พวกฟิลิสเตียรีบวิ่งหนีเอาชีวิตรอด ยอดทหารก็ตาย ไปแล้ว ความกล้าที่จะต่อสู้ก็มลายไปด้วย ทหารอิสราเอลถือโอกาสนี้ไล่ตามพวกศัตรู ไป ไม่มีที่ใดจะได้เปรียบในการรบเท่ากับอยู่ข้างหลังของศัตรู ที่ไม่มีทั้งเสื้อเกราะหรือ โล่ห์ป้องกันหลัง เสื้อเกราะ ดาบและอาวุธที่มีน้ำหนักทั้งหลายถูกสลัดทิ้งไปเพราะเป็น ตัวถ่วง ศพของพวกฟิลิสเตียตายอยู่อย่างกลาดเกลื่อนตั้งแต่สนามรบไปจนถึงประตู เมือง และตอนขากลับพวกอิสราเอลกวาดริบเอาข้าวของได้มากมายจากค่ายทหารของ ฟิลิสเตีย ดาวิดถือหัวของยักษ์ฟิลิสเตียไว้ และนำอาวุธที่ริบได้ไปไว้ที่เต็นท์ของตน69

พระคำตอนที่เป็นปัญหา
(17:55-58)

55 เมื่อซาอูลทรงเห็นดาวิดออกไปต่อสู้กับคนฟีลิสเตีย จึงตรัสถามอับเนอร์แม่ทัพของพระองค์ว่า "อับเนอร์ ชายหนุ่มคนนี้เป็นลูกของใคร" และอับเนอร์ทูลว่า "ข้าแต่พระราชา ฝ่าพระบาททรงพระชนม์อยู่แน่ฉันใด ข้าพระบาทไม่ทราบ" 56 พระราชาจึงรับสั่งว่า "ไปสืบถาม ดูว่าเจ้าหนุ่มคนนั้นเป็นลูกของใคร" 57 เมื่อดาวิดกลับ มาจากการฆ่าคนฟีลิสเตีย อับเนอร์ก็มาพาตัวเขาเข้าไปเฝ้าซาอูล ถือศีรษะของคนฟีลิสเตียคนนั้นไปด้วย58 ซาอูลจึงตรัสถามเขาว่า "เจ้าหนุ่มเอ๋ย เจ้าเป็นลูกของใคร" และดาวิดทูลว่า "ข้าพระบาทเป็นบุตรของเจสซีชาวเบธเลเฮม ผู้รับใช้ของฝ่าพระบาท"

พระธรรมตอนนี้สร้างปัญหาให้กับพวกนักวิชาการพระคัมภีร์ ดูเหมือนกับว่าซาอูลไม่เคย พบดาวิดมาก่อน จึงไม่ทราบว่าดาวิดคือใคร เราควรจะเริ่มกันตรงที่ซาอูลไม่ได้ถามว่า "ชายหนุ่มคนนี้เป็นใคร ?" แต่ท่านถามว่า "หนุ่มคนนี้เป็นลูกของใคร ?" เราจะสรุปเอา เองไม่ได้ว่าซาอูลรู้จักดาวิดแล้วจะต้องรู้จักบิดาด้วย ในบทที่ 16 มีการส่งคนไปยัง เจสซีเพื่อขอตัวดาวิดให้มาทำหน้าที่เล่นพิณขับกล่อมซาอูล (16:19) สิ่งนี้ไม่ได้หมาย ความว่าซาอูลจะรู้จักบิดาของดาวิด เพราะเป็นเรื่องของผู้รับใช้ในวังทำ เราคงจะจำกัน ได้ว่าเจสซีนั้นชรามากและเดินทางไม่ไหว เป็นเหตุให้ท่านต้องใช้ดาวิดไปดูพี่ชายที่ สนามรบ (17:12) ดังนั้นเจสซีกับซาอูลคงไม่เคยพบหน้ากัน เหตุใดจึงคิดว่าแปลกที่ ท่านถามถึงบิดาของดาวิด สงสัยคงเกี่ยวกับเรื่องภาษี เพราะท่านต้องยกเว้นภาษีให้กับ คนผู้นี้

ในบทที่ 16 เรารู้ว่าดาวิดทำงานรับใช้ในวัง (16:14-23) ในบทที่ 17 พูดเรื่องนี้ซ้ำอีก (17:15) ในบทที่ 18 บันทึกว่าดาวิดเล่นพิณขับกล่อมในยามที่ซาอูลมีปัญหา เช่นเดียว กับที่ท่านทำในบทที่ 16 (18:10-12) -- ดังนั้นในบทที่ 19 (19:9-10) เราคงปฏิเสธ ไม่ได้ว่าซาอูลนั้นรู้จักดาวิด ถึงแม้ท่านจะไม่รู้จัก (หรืออย่างน้อยจำได้) ถึงชื่อของบิดา เจสซี ไม่น่าแปลกที่กษัตริย์จะจำชื่อบิดาของผู้รับใช้ชั่วคราวในวังไม่ได้ ถึงแม้เราคิดว่า ซาอูลน่าจะจำได้ ไม่มีการพูดถึงความถูกผิดของเนื้อหาในพระธรรมตอนนี้ แต่พูดถึง เรื่องความจำของซาอูล ซึ่งเสื่อมพอๆกับตัวซาอูลเอง เราจึงพบว่าพระธรรมตอนนี้ดู ออกจะแปลกๆ

มีบางอย่างในข้อ 55-58 ที่ทำให้เราไม่สบายใจ -- ไม่ใช่เรื่องความจำเสื่อมของซาอูล แต่เป็นเรื่องไม่ยอมออกไปที่สนามรบ ผมเคยพูดเรื่องนี้แล้วในบทที่ 14 ว่าซาอูลนั้นนั่ง อยู่ "ใต้ต้นทับทิม" (ข้อ 2) ในขณะที่โยนาธานและผู้ถือเครื่องอาวุธไปโจมตีกองกำลัง ฟิลิสเตีย ดูเหมือนซาอูลจะรู้สึกสบายทีใต้ร่มไม้มากกว่าที่ในสนามรบ (ที่โยนาธาน กำลังไป) ในบทที่ 17 เมื่อดาวิดได้รับอนุญาติจากซาอูลให้ไปสู้กับโกลิอัท ซาอูลและ แม่ทัพคงจะเฝ้าดูอยู่จากที่ปลอดภัย ถ้าจะมีใครสมควรออกไปรบ ไม่น่าจะเป็นใครไป ได้นอกจากสองคนนี้ หน้าที่ของซาอูลคือต้องนำทัพอิสราเอล ส่วนอับเนอร์ "แม่ทัพ ของพระองค์" ควรจะเป็นผู้นำทัพด้วยเช่นกัน แต่คนทั้งสองกลับเฝ้าดูเหตุการณ์ จากระยะไกล ในเขตปลอดภัย ขณะที่ดาวิดออกไปเสี่ยงชีวิต

เราน่าจะนำเรื่องนี้ไปเปรียบกับการแข่งขันอเมริกันฟุตบอลระหว่างทีม ดัลลัส คาวบอยส์ กับทีมซานฟรานซิสโกโฟร์ตี้ไนเนอร์ส มองลงไปที่สนาม เราจะเห็นนักกีฬาดังๆอย่าง เจอร็รี่ ไรส์ และสตีฟ ยังก์อยู่ฝ่ายซานฟรานซิสโก ส่วนอีกฝ่ายเราจะเห็นมือใหม่ยืนเข้า แถวอยู่ในทีมดัลลัส รวมทั้งผู้กำกับเส้นตัวผอมๆ ถ้ามองไปบนอัฒจรรย์ เราจะเห็น ทรอย เอ็คมาน และโค้ชแบร์รี่ สวิตเซอร์ นั่งอยู่ในชั้นบ็อกส์ กำลังส่องกล้องดูไปที่สนาม และพูดคุยกันถึงชื่อบิดาของนักกีฬามือใหม่ ผมว่าเป็นไปไม่ได้ คุณเห็นด้วยหรือเปล่า ?

แต่ทว่า ซาอูลกับอับเนอร์กำลังนั่งอยู่ในที่ปลอดภัย และถามไถ่กันถึงชื่อบิดาของดาวิด อับเนอร์บอกกับซาอูลว่าเขาเองก็ไม่รู้ ซาอูลจึงบอกให้อับเนอร์ให้ไปสอบถามดู และระ หว่างที่ดาวิดกำลังมุ่งไปฆ่าโกลิอัท ผมเกือบได้ยินซาอูลหันไปหาอับเนอร์แล้วพูดว่า "ส่งข้าวโพดคั่วให้หน่อย" เมื่อดาวิดกลับจากการฆ่าโกลิอัทแล้ว อับเนอร์จึงพาดาวิด มาหาซาอูล พร้อมด้วยหัวของโกลิอัท ซาอูลจึงถามท่านว่าเป็นบุตรของใคร ท่านทูล ตอบว่าบิดาชื่อเจสซี ชาวเบธเลเฮม คุณว่าตรงนี้ดูจะประหลาดอยู่ไหม ? แล้วเรื่องการ สู้รบทำไมไม่ถามเล่า ? ทำไมซาอูลและอับเนอร์ไม่ได้เป็นหัวหอกออกไปรบเลย ? ทำไมมัวแต่มาพูดเรื่องชื่อบิดาของดาวิดในเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานขนาดนี้ ? ภาพพจน์ ซาอูลดูจะมัวหมองไปเสียแล้ว ถ้าใครไม่อยากเป็นเหมือนสองคนนี้ ก็ให้พิจารณาถึงสิ่งที่ พวกเขาทำ และ สิ่งที่พวกเขาไม่ได้ทำ มากกว่ามัวไปสนใจเรื่องชื่อบิดาของดาวิด ชายที่พวกเขาไม่เคยพบ ไม่เคยแม้แต่จะได้ยินชื่อ

บทสรุป

เราพูดถึงเรื่องที่ดาวิดขบคิดในใจ หลังจากซามูเอลเจิมตั้งท่านให้เป็นกษัตริย์แทน ซาอูลแล้ว ผมว่าเขาคงคิดเหมือนๆกับที่นางมารีย์ หญิงพรหมจารีคิด เมื่อครั้งที่ทูต สวรรค์กาเบรียลมาแจ้งข่าวเรื่องการกำเนิดของพระเมสซิยาห์ที่พระเจ้าสัญญาไว้ สิ่ง ที่เธอตอบคือ "เหตุการณ์นั้นจะเป็นไปอย่างไรได้ เพราะข้าพเจ้ายังหาได้ร่วม กับชายไม่?" (ลูกา 1:34) ดาวิดก็เช่นกัน ท่านคงคิดว่า "ผมจะไปเป็นกษัตริย์ของ อิสราเอลได้อย่างไร ผมเป็นเพียงเด็กหนุ่ม ยังไม่โตพอที่จะเป็นทหารด้วยซ้ำ และผม มีหน้าที่เพียงดูแลฝูงแกะเพียงไม่กี่ตัว ?" พระคำข้อสุดท้ายในบทที่ 16 บอกเราว่าพระ เจ้าทรงทำการนี้ให้สำเร็จลงได้อย่างไร บทที่ 17 ก็มีความสำคัญไม่แพ้กันในเรื่องแผน การครั้งนี้ของพระเจ้า นับเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่เราเห็นวิธีการทำงานของพระเจ้าที่ทำให้ พระวจนะคำสำเร็จไป สิ่งใดก็ตามที่พระองค์สัญญา พระองค์จะทรงจัดเตรียมให้คำสัญ ญาของพระองค์เป็นจริงแน่นอน

เรามักจะนึกว่า การต่อสู้ของดาวิดและโกลิอัทนั้นเป็นเรื่องพิเศษ ไม่ธรรมดา อันที่จริง พระเจ้าตรัสสั่งไว้แล้วอย่างชัดเจน ถึงการเผชิญหน้ากับศัตรู :

1 "เมื่อท่านทั้งหลายจะยกไปทำสงครามกับพวกศัตรูของท่าน เห็นม้า รถรบ และกองทัพมากมายใหญ่โตกว่าของท่าน ท่านอย่ากลัวเขาเลยเพราะว่าพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของท่านทรงสถิตอยู่กับท่าน ผู้ทรงนำท่านขึ้นมาจากแผ่นดินอียิปต์ 2 และเมื่อใกล้จะรบกัน ปุโรหิตจะออกมาอยู่ข้างหน้าและกล่าวแก่ประชาชน 3 และจะกล่าวว่า 'โอ อิสราเอล จงฟังเถิด วันนี้ท่านมาใกล้จะสู้รบกับศัตรูของท่าน อย่าให้ใจของท่านทั้งหลายวิตก อย่ากลัวหรือหวาดหวั่น หรือครั่นคร้ามต่อศัตรูเลย 4 เพราะว่า พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านเสด็จไปกับท่าน ทรงต่อสู้ศัตรูของท่านเพื่อท่าน จะประทานชัยชนะแก่ท่าน(เฉลยธรรมบัญญัติ 20:1-4)

สองสามข้อหลังจากนี้ พระเจ้าสั่งให้ชาวอิสราเอลคัดคนที่มีจิตใจขลาดกลัวออกไป เพื่อ เขาจะไม่เป็นเหตุให้ความเชื่อและความมั่นใจในพี่น้องผู้อื่นสั่นคลอนไปด้วย (ข้อ 8) สถานการณ์ที่ซาอูลและประชาชนเผชิญหน้ากับพวกฟิลิสเตียนั้นเป็นเรื่องปกติธรรมดา แต่ปัญหาคือ ความกลัวและปราศจากความเชื่อของซาอูลมีอิทธิพลต่อผู้อื่น

น่าสนใจไหมครับที่เมื่อซาอูลเป็นผู้นำ กองทัพของท่านหนีไปกันคนละทิศละทาง (ดู 1 ซามูเอล 13:5-7)? ทหารของซาอูลหวาดกลัว เพราะซาอูลหวาดกลัว (17:11, 24) ส่วนดาวิด เป็นเพียงคนเลี้ยงแกะอายุน้อย ไม่สลักสำคัญ ไม่ได้เป็นทหารในกองทัพ ของซาอูล กลับมาด้วยความเชื่อและความกล้าหาญ เป็นกำลังใจให้คนอื่นวางใจในพระ เจ้า และให้พระเจ้าทำงานผ่านท่านในการฆ่าโกลิอัท ทำให้อิสราเอลมีชัย เราควรไปดู รายชื่อทหารกล้าของอิสราเอลหลายคน ใน 2 ซามูเอล 23 หลังจากดาวิดขึ้นครอง ราชย์ มีนักรบผู้กล้าหาญหลายคนเกิดขึ้นภายใต้การนำของดาวิด ผู้เต็มไปด้วยความ เชื่อและความกล้าที่ท่านทำเป็นแบบอย่าง ผมอัศจรรย์ใจเป็นอย่างมากที่มีศัตรูในทำ นองเดียวกับโกลิอัทเกิดขึ้นหลังจากที่เขาถูกฆ่าตาย และคนของดาวิด (เช่นเดียวกับ ดาวิด) จัดการปราบคนเหล่านี้ลงได้ :

18 และอยู่มาภายหลังเกิดสงครามขึ้นกับคนฟีลิสเตียที่เมืองเกเซอร์ แล้วสิบเบคัยตระกูลหุชาห์ได้สังหาร สิปปัยผู้เป็นเชื้อสายของมนุษย์ยักษ์เสีย และคนฟีลิสเตียก็ถูกปราบปราม 5 และมีสงครามกับคนฟีลิสเตียอีก และเอลฮานันบุตรยาอีร์ได้ฆ่าลามี น้องชายของโกลิอัทชาวกัทเสีย ผู้มีหอกที่มีด้ามโตเท่าไม้กระพั่นทอผ้า 6 และมีสงครามที่เมืองกัทอีก มีชายคนหนึ่งรูปร่างใหญ่โต ผู้ที่มือข้างหนึ่งมีนิ้วหกนิ้ว และนิ้วเท้าข้างละหกนิ้วจำนวนยี่สิบสี่นิ้ว และเขามีเชื้อสายมาจากมนุษย์ยักษ์ด้วย 7 และ เมื่อเขาท้าทายอิสราเอล โยนาธานบุตรชิเมอี พระเชษฐา ของดาวิดก็ประหารเขาเสีย 8 คนเหล่า นี้สืบเนื่องมาจากมนุษย์ยักษ์ในเมืองกัท และเขาล้มตายด้วยพระหัตถ์ของ ดาวิดและด้วยมือผู้รับใช้ของพระองค์
(2 ซามูเอล 21:18-22 เปรียบเทียบกับ 1 พงศาวดาร 20:4-8)

การฆ่ายักษ์กลายเป็นเรื่องธรรมดาไปเสียแล้ว ทันทีที่ดาวิดปราบโกลิอัทลง นักรบผู้กล้า หาญคนอื่นๆ ก็จัดการกับครอบครัวที่เหลือของโกลิอัท ความกล้าของดาวิดมีอิทธิพล ต่อคนอื่น เช่นเดีียวกับความขลาดของซาอูล พระเจ้าไม่ได้ให้มีแค่ยักษ์อย่างโกลิอัท เพียงคนเดียวที่ถูกดาวิดฆ่า แล้วชาวอิสราเอลไม่ต้องเผชิญกับปัญหานี้อีกต่อไป พระเจ้า มีพระประสงค์ให้ดาวิดลุกขึ้นมาจัดการกับยักษ์เพื่อเป็นแบบอย่างให้คนอิสราเอลมีความ เชื่อและกล้าที่จะทำตาม

ผมขอยืนยันว่า พระเจ้ามี "ดาวิด" ของพระองค์อยู่เสมอ และคนเหล่านี้ก็จะต้องเผชิญ กับ "โกลิอัท" ของตนเองอยู่ตลอดเวลา บางครั้ง "โกลิอัท" จะมาแบบเดี่ยวๆ ; บาง ครั้งมาเป็นประเทศ หรือมีอำนาจสูงส่ง ในแต่ละกรณี เราต้องจำไว้ว่า "การรบครั้งนี้ เป็นของพระเจ้า" พระองค์ผู้ทรงนำหน้าและทรงนำชัยชนะมาสู่ :

30 "พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านผู้นำหน้าท่านทั้งหลาย พระองค์จะทรงต่อสู้เผื่อท่านทั้งหลาย ดังที่พระองค์ได้ทรงกระทำให้แก่ท่านทั้งหลายในอียิปต์ต่อหน้าต่อตาท่านทั้งหลาย 31 และในถิ่นทุรกันดาร ซึ่งในที่นั้นพวกท่านได้เห็นพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของท่านทรงอุ้มชูพวกท่าน ดัง พ่ออุ้มลูกของตนตลอดทางที่ท่านได้ไปนั้น จนท่านทั้งหลายได้มาถึงที่นี่' 32 แต่อย่างไรก็ตาม ท่านทั้งหลาย มิได้เชื่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทั้งหลาย 33 ผู้ได้ ทรงนำทางข้างหน้าท่าน เพื่อจะหาที่ให้ท่านทั้งหลายตั้งเต็นท์ของท่านเป็นไฟในกลางคืน เพื่อโปรดให้ท่านทั้ง หลายเห็นทางที่ควรจะไป และเป็นเมฆในกลางวัน"
(เฉลยธรรมบัญญัติ 1:30-33)

12 "เพราะเจ้าจะไม่ต้องรีบออกไป และเจ้าจะไม่ต้องหลบหนีไป เพราะพระเจ้าจะเสด็จนำหน้าเจ้า และพระเจ้าแห่ง อิสราเอลจะทรงระวังหลังเจ้า"
(อิสยาห์ 52:12)

8 "แล้วความสว่างจะพุ่งออกมาแก่เจ้าอย่างอรุณ และแผล ของเจ้าจะเรียกเนื้อขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ความชอบธรรมของเจ้าจะเดินนำหน้าเจ้า และพระสิริของพระเจ้าจะระวังหลังเจ้า"
(อิสยาห์ 58:8)

7 "จงเข้มแข็งและกล้าหาญเถิด อย่ากลัวหรือท้อถอยต่อพระราชาอัสซีเรีย และต่อกองทัพทั้งสิ้นที่อยู่กับเขานั้น เพราะ มีผู้หนึ่งฝ่ายเราที่ใหญ่กว่าฝ่ายเขา 8 ฝ่ายเขามีแต่กำลังเนื้อหนัง แต่ฝ่ายเรามีพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเราทรงสถิตกับ เราที่ทรงช่วยเราและสู้รบฝ่ายเรา" ประชาชนก็วางใจในพระ ดำรัสของเฮเซคียาห์พระราชาแห่งยูดาห์
(2 พงศาวดาร 32:7-8)

พระธรรมตอนนี้สอนเราถึงการเป็นผู้นำ ที่มีการพัฒนาและเป็นแบบอย่างให้กับผู้อื่นได้ ไม่ว่าจะเกิดก่อนหลัง หรือสถานภาพทางครอบครัวเป็นเช่นไร ดาวิดดูเหมือนไม่น่าเป็น ผู้นำได้ แต่ท่านเป็นบุรุษที่ทำตามน้ำพระทัย พระเจ้าจึงจัดและเตรียมดาวิดไว้ในขณะที่ ท่านทำหน้าที่เล็กน้อยดูแลฝูงแกะ เมื่อสิงห์หรือหมีมาขโมยลูกแกะ ท่านออกไปช่วย และจัดการกับทั้งสิงห์และหมีด้วยมือของท่านเอง เมื่อทำดังนี้ ดาวิดเรียนรู้ที่จะวางใจ ในพระเจ้า และเรียนรู้ที่จะใช้อาวุธที่ทรงประทานให้ด้วย ดาวิดไม่ได้อยากเป็นผู้นำ ; แต่ท่านได้รับมอบหมายตำแหน่ง ดาวิดเป็นผู้นำที่ดีได้จากการเป็นผู้ตามที่ดี ท่านออก ไปที่สนามรบเพราะเชื่อฟังคำสั่งของบิดา และเมื่อท่านเห็นความกลัวของคนอิสราเอล ท่านจึงคิดที่จะทำอะไรบางอย่าง เมื่อท่านได้ยินโกลิอัทพูดจาดูหมิ่นพระเจ้า และข่มขู่ กองทัพของพระองค์ ดาวิดจึงเสนอตัวไปสู้กับโกลิอัทในพระนามพระเจ้า ดาวิดไม่ได้ แสวงหาการเป็นผู้นำ แต่ท่านได้รับมอบหมายให้ และท่านไม่ได้นิ่งดูดายกับตำแหน่ง ถึงแม้การดูแลฝูงแกะจะเป็นงานเล็กน้อยในเวลานั้น แต่พระเจ้าทรงใช้โอกาสนี้ในการ เตรียมสร้างท่านให้ขึ้นมาต่อสู้กับโกลิอัทได้

บทเรียนบทนี้สอนเราเรื่องหนทางและวิธีการ เรากำลังอยู่ในยุคของ "ลัทธิเอาอย่าง" ถ้าผู้ใดประสพความสำเร็จในด้านธุรกิจ เขาก็จะลุกขึ้นมาเขียนหนังสือเล่าให้ผู้อื่นฟังถึง "หนทางสู่ความสำเร็จ" คนที่ได้อ่านอยากประสพความสำเร็จเช่นนี้บ้าง จึงเลียนแบบ วิธีการ ดาวิดไม่ได้สู้กับโกลิอัทด้วยอาวุธหรือวิธีการของซาอูล ท่านสู้ด้วยวิธีการที่ พัฒนาฝึกฝนมาในขณะทำหน้าที่ดูแลฝูงแกะ

เราชอบคิดว่าพระเจ้าจะนำชัยชนะเหนือศัตรูด้วยวิธีเหนือธรรมชาติ พระเจ้าส่งภัยพิบัติ ไปให้พวกอียิปต์ และทำให้ทั้งกองทัพจมอยู่ใต้ทะเลแดง พระองค์บันดาลให้เกิดแผ่น ดินไหว พายุใหญ่และน้ำท่วม พระเจ้าเลือกที่จะช่วยประชากรของพระองค์ด้วยวิธีการที่ พระองค์เลือกเอง ในกรณีของโกลิอัท พระองค์ใช้เพียงเด็กหนุ่มและสายสลิง ซึ่งดูเป็น อาวุธที่ไม่น่าประทับใจ แต่ดาวิดและสายสลิงของท่านก็ทำให้โกลิอัทประหลาดใจสุด ขีด ! เมื่อพระเจ้าใช้วิธีการทางโลก เราควรตระหนักว่าความชำนาญของเราไม่ว่าจะ เป็นยิงธนู ยิงหนังสติ๊ก ยืนบนพื้นลื่นได้ นั้นล้วนมาจากพระองค์ทั้งสิ้น :

30สำหรับพระเจ้าพระองค์นี้ พระมรรคาของพระองค์บริบูรณ์ พระสัญญาของพระเจ้าพิสูจน์แล้วเป็นความจริง พระองค์ทรง เป็นโล่ของบรรดาผู้ที่ลี้ภัยอยู่ในพระองค์ 31 เพราะผู้ใดจะ

เป็นพระเจ้า นอกจากพระเยโฮวาห์ และผู้ใดเล่าเป็นพระศิลา เว้นแต่พระเจ้าของเรา 32 คือพระเจ้าผู้ทรงเอากำลังคาดเอวของข้าพเจ้าไว้ และทรงกระทำให้ทางของข้าพเจ้าปลอดภัย33 พระองค์ทรงกระทำให้เท้าของข้าพเจ้าเหมือนอย่างตีนกวางตัวเมีย และทรงวางข้าพเจ้าไว้บนที่สูง 34 พระองค์ทรง ฝึกมือของข้าพเจ้าให้ทำสงคราม ดังนั้นแขนของข้าพเจ้า สามารถโก่งคันธนูทองสัมฤทธิ์ได้ 35 พระองค์ประทานโล่แห่งความรอดของพระองค์ให้ข้าพระองค์ และพระหัตถ์ขวาของพระองค์ทรงค้ำจุนข้าพระองค์ และซึ่งพระองค์ทรงน้อมพระทัยลง ก็กระทำให้ข้าพระองค์เป็นใหญ่ขึ้น 36 พระองค์ ประทานที่กว้างขวางสำหรับย่างเท้าของข้าพระองค์ เท้าของ ข้าพระองค์จึงไม่พลาด
(สดุดี 18:30-36)

1 สาธุการแด่พระเจ้า พระศิลาของข้าพเจ้า ผู้ทรงฝึกมือ ของข้าพเจ้าให้ทำสงคราม และนิ้วมือของข้าพเจ้าให้ทำศึก
(สดุดี 144:1).

ในตอนท้ายนี้ ไม่ใช่ว่าดาวิดนั้นเก่งกล้าสามารถ แต่เป็นพระเจ้าที่ท่านปรนนิบัติอยู่ พระ เจ้าที่นำหน้าท่านนั้นยิ่งใหญ่ ซาอูลมัวแต่ไปวิตกกังวลในความยิ่งใหญ่ของกองทัพศัตรู มากกว่าจะเห็นความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า ดูเหมือนพระเจ้าจะให้เราเผชิญกับศัตรูที่ยิ่ง ใหญ่กว่าเรา เพื่อเราจะต่อสู้ทั้งๆที่อ่อนแอ และวางใจในพระเจ้าแทนที่จะวางใจในตน เอง เพื่อพระสิริของพระองค์ ไม่ใช่เพื่อเราจะได้รับคำชมเชย

เมื่อเรารู้จักดาวิด เรากำลังรู้จักกับกษัตริย์ที่พระเจ้าทรงเลือกไว้ เป็นผู้ที่เชื้อสายของ ท่านคือพระเมสซิยาห์ที่ทรงสัญญาไว้ ผู้ซึ่งอาณาจักรของพระองค์จะไม่มีวันสิ้นสุด ดัง นั้นดาวิดจึงเป็นเหมือนภาพเงาของพระคริสต์ พระธรรมตอนนี้ก็เช่นกัน ดาวิดเป็นต้นตระ กูลของพระคริสต์ และโกลิอัทเป็นต้นตระกูลของมาร มารทำให้คนทั้งโลกตัวสั่นด้วย ความกลัว และความตาย (ดู ฮีบรู 2:14-15) เราเองก็เหมือนกับชาวอิสราเอลยุคโบราณ ไม่สามารถปราบมันลงได้ สิ่งใดที่เราไม่สามารถทำ พระคริสต์ได้ทรงทำให้แล้ว เช่น เดียวกับที่ดาวิดสู้กับโกลิอัทแทนซาอูลและเพื่อประชากรอิสราเอล มารยึดพวกคนบาป หลงหายไว้อย่างแน่นเหนียว เราไม่สามารถทำสิ่งใดเพื่อช่วยตนเองได้ พระเยซูคริสต์ เสด็จมาจัดการกับมารชนิดตัวต่อตัว พระองค์ทรงมีชัย ดาวิดทำได้โดยการฆ่าโกลิอัท พระเยซูคริสต์ทรงพิชิตด้วยการสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขน เมื่อพระองค์ตายชดใช้ความ ผิดบาปแทนเราแล้ว พระองค์ทรงเป็นขึ้นมา มีชัยชนะเหนือมาร เหนือความบาป และ ความตาย ทรงเป็นผู้ชนะเหนือทุกสิ่ง พระองค์ทรงชนะโดยการตายและฟื้นคืนพระชนม์ ทุกคนที่ยอมรับว่าตนเองเป็นคนบาป และเลิกวางใจในตนเอง หันมาวางใจในองค์พระ เยซูคริสต์แทน จะได้รับการอภัยบาป และความมั่นใจว่าจะได้อยู่ในอาณาจักรของพระ องค์เป็นนิรันดร์ เราขอบคุณพระเจ้าสำหรับ "ยอดทหาร" (Champion ของเรา) องค์ พระเยซูคริสต์


61 คงจำกันได้ว่าเบธเลเฮมอยู่ห่างจากเยรูซาเล็มไปทางใต้ประมาน 10 กิโลเมตร และหุบเขา เอลาห์อยู่ห่างไปประมาน 24 กิโลเมตรทางตะวันตกของเบธเลเฮมซึ่งเป็นบ้านเกิดของเจสซี และบุตร รวมทั้งดาวิดด้วย

62 คำว่า "ยอดทหาร" (ภาษาอังกฤษใช้ Champion) เป็นคำที่น่าสนใจมาก เพราะแปล มาจากคำในภาษาฮีบรูที่รวมสองคำมาเป็นคำเดียว มีความหมายตามตัวอักษรว่า "คนที่อยู่ตรง กลาง" "ยอดทหาร" ไม่ได้ต่อสู้อยู่ที่แนวหน้า ; แต่ต่อสู้อยู่ข้างหน้าในพื้นที่ที่ต้องเผชิญกับศัตรู จึงไม่ต้องสงสัยว่าทำไมโกลิอัทจึงออกมาท้าทาย เพราะนี่เป็นหน้าที่ของเขา

63 ฉบับเซพตัวจินท์กลัวว่าผู้อ่านจะเลิกคิ้วด้วยความสงสัย เลยลดส่วนสูงของโกลิอัทลงมาให้ เหลือเพียงประมาน 4 ศอก ซึ่งเท่ากับ หกฟุตครึ่งเท่านั้น

64 เลข 40 นี้เป็นเหมือนนาฬิกาปลุกที่ตั้งเวลาเอาไว้ เป็นเหมือนหมายสำคัญบางอย่างสำหรับ เรา ซึ่งผมคิดว่ามีทางเป็นไปได้

65 เป็นเพราะเหตุการณ์การโต้เถียงระหว่างดาวิดและเอลีอับในข้อ 17:28-30 ทำให้เห็นชัดเจน ว่า ทำไมเอลีอับจึงไม่ถูกเลือกให้เป็นกษัตริย์ของอิสราเอลองค์ต่อไป เขาไม่ได้เป็นผู้ทำตามน้ำ พระทัยพระเจ้า โดยดูได้จากคำพูดที่พูดข่มดาวิด

66 มีการบันทึกไว้ใน 14:48 ว่าซาอูลทรง "สู้รบอย่างเข้มแข็ง" แต่ผมคิดว่าเราคงจัดให้ท่าน อยู่ในกลุ่ม "ชายที่มีความกล้าหาญ" ยังไม่ได้

67 อยากให้สังเกตุดูว่าพระคำตอนนี้ไม่ได้พูดว่า ดาวิดฆ่าสิงห์หรือหมีเพียง อย่างละตัว แต่พูด ว่าดาวิดฆ่ามาแล้วทั้งสิงห์และหมี เมื่อมีสิงห์หรือหมี มาเอาลูกแกะไปจากฝูง ดาวิดจะตามไป ช่วยลูกแกะ และฆ่าสัตว์ที่กำลังหวงเหยื่อพร้อมทำร้ายคนที่มาขัดขวาง พระคัมภีร์ฉบับ NRSV เขียนย้ำชัดเจนว่ามีจำนวนสิงห์และหมีมากกว่าหนึ่งตัว เมื่อถึงตอนที่กล่าวว่า "ผู้รับใช้ของฝ่า พระบาทได้ฆ่าสิงห์และหมีนั้นมาแล้ว; …(17:36ก)" (ในภาษาอังกฤษสิงห์และหมีเป็นคำ พหูพจน์)

68 หมายถึงมือเท้าของสัตว์ หรือตามในพระคัมภีร์เรียก ขยุ้มเท้า

69 เรารู้จาก 1 ซามูเอล 21:8-9 ว่าดาบของโกลิอัทนั้นตกไปอยู่ในความดูแลของอาหิเมเลค ปุโรหิต

Related Topics: Introductions, Arguments, Outlines