MENU

Where the world comes to study the Bible

Report Inappropriate Ad

บทที่ 10: ดาวิด และ พระเจ้า (นาธัน) (2 ซามูเอล 12)

คำนำ

เมื่อสองสามปีที่แล้ว ผมและเจนเน็ทภรรยาไปเที่ยวประเทศอังกฤษและสก็อตแลนด์กับคุณพ่อคุณแม่ของผม ทุกคืนเราจะพักที่ที่พักแบบ "ที่พักและอาหารเช้า" ขณะที่เราขับรถเที่ยวไปในแคว้นเวลส์ มีฟาร์มหรือบ้านไร่ อยู่หลายแห่ง ที่ตัวเมืองส่วนมากไม่ค่อยมีที่ให้พักค้างคืน เราจึงขับไปตามป้ายบอกทาง "ที่พักและอาหาร เช้า" เราขับไปเรื่อยๆตามถนนในชนบท ตามป้ายไปจนถึงสถานที่ — เป็นบ้านไร่ชายทุ่งที่น่ารักมากครับ มีแกะหลายร้อยตัวเล็มหญ้าอยู่ มีสะพานและโรงนาที่ทำด้วยหิน เป็นที่ๆสมบูรณ์แบบจริงๆ แต่ที่เราไม่รู้คือ สะพานหินที่เห็นอยู่นั้น แท้ที่จริงแล้วคือทางรถไฟที่มีรถไฟวิ่งไปมาหลายขบวนในตอนดึก ห่างจากบ้านตรงที่ เราพักไปเพียงไม่กี่ก้าวเอง แถมยังมีแม่วัวตกลูกพร้อมกันอีกสองตัวในคืนนั้น ถึงผมจะเคยอยู่ฟาร์มมาบ้าง แต่ไม่เคยได้ยินเสียงวัวร้องก้องไปมาอยู่ในโรงนาที่เป็นหินมาก่อนเลย

นอกจากฝูงแกะนับร้อยๆที่อยู่เล็มหญ้าอยู่ในทุ่งข้างบ้านแล้ว ยังมีแกะตัวเล็กๆตัวหนึ่งอยู่ในคอกติดกับตัวบ้าน มันดูขี้เล่นและเป็นมิตรดี พวกเราชอบออกไปเล่นกับมัน แต่เราสงสัยกันว่าทำไมแกะตัวนี้ถึงถูกเก็บไว้ต่างหาก ไม่ไปรวมอยู่ในฝูงข้างนอก ผมเลยลองถามเด็กที่เป็นหลานของเจ้าของฟาร์มดู ตั้งนานกว่าจะเข้าใจสำเนียง หนักๆของเขาได้ เขาบอกพวกเราว่ามันเป็น "สัตว์เลี้ยง" เอาไว้ดูเล่น แต่เขาพูดด้วยสำเนียงท้องถิ่น กว่าจะ จับคำได้ ผมเกือบเผลอฟังไปเป็นคำอื่นแล้วสิครับ นี่เป็นแกะอีกสถานะหนึ่ง ไม่ใช่เป็นแค่ "แกะ" หรือ "ลูก แกะ" ธรรมดาทั่วๆไป แกะที่เป็น "สัตว์เลี้ยง" ตัวนี้อยู่ในคอกพิเศษต่างหาก ติดกับตัวบ้าน ได้รับการเอาใจใส่ ดูแลเป็นพิเศษต่างกับตัวอื่นๆ

เป็นแกะเพียงตัวเดียวในฝูงแกะทั้งหลาย ที่ดูเหมือนจะมีความสุขกับการถูกแยกมาต่างหากไว้เป็น "สัตว์เลี้ยง" ของครอบครัว เรื่องที่นาธันเล่าให้ดาวิดฟัง ไม่เหมือนกับเรื่องแกะตัวนี้ครับ นาธันเล่าให้ดาวิดฟังถึงเรื่อง "แกะ ที่เป็นสัตว์เลี้ยง" ที่เจ้าของแสนยากจนมีเพียงตัวเดียว มันไม่ได้อยู่ในคอกข้างบ้าน ; แต่มันอาศัยอยู่ในบ้าน อยู่ในอ้อมอกของผู้เป็นเจ้าของ กินและดื่มด้วยกันกับเขา เรื่องที่นาธันเล่าให้ดาวิดฟัง เป็นเรื่องที่พระเจ้าทรง ใช้ให้นาธันมาชี้ให้ดาวิดเห็นถึงบาปชั่วของท่าน เป็นบทเรียนตอนนี้ของเรา และอีกครั้ง มีเรื่องราวสอนเรา มากมาย รวมทั้งสอนดาวิดด้วย ให้เราตั้งใจฟังถ้อยคำของนาธันที่ได้รับการดลใจจากพระเจ้าให้ดี และเรียนรู้ จากแกะตัวนั้น

ปูมหลัง

ดาวิดขึ้นปกครองเป็นกษัตริย์ของยูดาห์และอิสราเอล ท่านได้รวบรวมแผ่นดินของท่านขึ้นเป็นปึกแผ่น ยึดเอา เมืองเยบุสและตั้งขึ้นเป็นเมืองหลวง โดยให้ชื่อใหม่ว่าเยรูซาเล็ม ท่านสร้างพระราชวังสำหรับตนเอง และคิด จะสร้างพระนิเวศน์ใ้ห้กับพระเจ้า (แต่พระเจ้าให้ทบทวนดูใหม่) ท่านได้บรรดาเมืองต่างๆรอบด้านเป็นเมืองขึ้น รบกับพวกอัมโมนและมีชัย แต่ยังไม่ได้เข้าไปยึดครองเต็มตัว พวกอัมโมนถอยหนีไปตั้งหลักในเมืองรับบาห์ เมื่อฤดูร้อนมาถึง ดาวิดส่งกองทัพอิสราเอลนำโดยโยอาบไปล้อมเมืองนี้ไว้ รอเวลาให้ยอมแพ้ไปเอง ดาวิดไม่ อยากออกไปนอนคอยที่ค่ายทหารในทุ่งโล่งนอกเมือง ท่านเลือกที่จะอยู่บ้านในเยรูซาเล็มแทน นอนตื่นสายๆ และเตรียมตัวเข้านอนอีกในตอนเย็น ท่านออกไปเดินเล่นบนดาดฟ้าหลังคาของพระราชวัง และมองลงไป เ็ห็นสตรีงามนางหนึ่ง กำลังอาบน้ำอยู่ อาจเป็นพิธีชำระตัวให้พ้นมลทินเพื่อทำตามธรรมบัญญัตติก็เป็นได้

นางไม่ได้จงใจทำตัวไม่เหมาะสม นางกำลังอาบน้ำในตอนค่ำ และเนื่องจากความจน (ดู 12:1-4) นางจึงไม่มี ห้องหับเป็นส่วนตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งกษัตริย์มีพระราชวังที่อยู่สูงกว่าคนทั่วไป จึงสามารถมองลงมาเห็นได้ ดาวิดตะลึงในความงามของนาง จึงส่งคนออกไปสืบเสาะว่านางเป็นผู้ใด เมื่อรู้ว่านางเป็นใคร และรู้ด้วยว่านาง แต่งงานแล้วกับอุรียาห์คนฮิทไทต์ ท่านก็น่าจะยุติเรื่องนี้ลง แต่กลับไม่ ท่านส่งคนไปนำนางมาที่พระราชวัง และนอนกับนาง เมื่อนางชำระตัวให้สิ้นมลทินแล้ว นางจึงกลับบ้านไป

เรื่องน่าจะยุติลง เพราะดาวิดไม่ได้ต้องการภรรยาเพิ่ม ; ไม่ได้แม้อยากจะสานต่อ ท่านกำลังมองหาความตื่น เต้นเร้าใจ เหมือนกับที่ในสนามรบ แต่เป็นที่บนเตียง! เรื่องกลับตาลปัตรเมื่อบัทเชบาส่งคนมาส่งข่าวว่านาง ตั้งครรภ์ ดาวิดหาทางปกปิดบาปของตนเองด้วยการสั่งโยอาบให้ส่งอุรียาห์กลับมาบ้าน หยุดพักงานชั่วคราว ทำทีเหมือนว่ากลับมารายงานเรื่องสงคราม ดาวิดพยายามทำแผนให้อุรียาห์กลับบ้าน เพื่อไปนอนกับภรรยา เป็นความใจดีของท่าน แต่เมื่อไม่สำเร็จ เริ่มเปลี่ยนเป็นขู่แกมบังคับ และหนักข้อขึ้นไปอีกด้วยการมอมเหล้า ให้เมา เพื่อจะทำในสิ่งที่ถ้าปกติดีจะไม่คิดทำ เมื่อแผนการล้มเหลวไม่เป็นท่า (เพราะบุคคลิกที่ซื่อตรงของ อุรียาห์) ดาวิดจึงส่งอุรียาห์กลับไปหาโยอาบ พร้อมกับคำสั่งให้พยายามทำให้เขาตายในสนามรบ โยอาบทำ ตามคำสั่งและส่งคนกลับไปรายงานให้ดาวิดทราบ : "งานสำเร็จลงแล้วพะย่ะค่ะ" เราจะมาเริ่มเรียนต่อจาก ตรงนี้ครับ

เมื่ออุรียาห์ตายลง
(11:26-27)

บัทเชบาตอบสนองต่อการตายของสามีตามที่เราคาด และหวังเอาไว้ จากในพระคัมภีร์ นางไม่มีส่วนรู้เห็นใดๆ ต่อแผนการที่ดาิวิดคิดร้ายต่อสามีของนางเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการฆาตรกรรม ไม่ต้องสงสัย นาง รู้เรื่องข่าวการตายของสามีเหมือนกับหญิงม่ายคนอื่นๆรู้ ไม่ว่าจะในสมัยนั้นหรือสมัยนี้ เมื่อได้รับแจ้งอย่าง เป็นทางการว่าสามีสิ้นชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ในราชการ นางคร่ำครวญและไว้อาลัยให้กับอุรียาห์ เราไม่แน่ ใจว่าเป็นเวลานานเท่าใด เรารู้ตัวอย่างว่า หญิงพรหมจารีในสมัยโบราณ (ที่ไม่ใช่พวกคานาอัน) เมื่อประเทศ ของตนต้องตกเป็นเมืองขึ้นของอิสราเอล และถูกจับไปเป็นเชลย คนอิสราเอลสามารถเอาไปเป็นภรรยาได้ หลังจากที่ได้อาลัยคร่ำครวญถึงบิดามารดา (ที่ตายในระหว่างสงคราม) แล้วเป็นเวลาหนึ่งเดือนเต็ม (เฉลย ธรรมบัญญัตติ 21:10-13) ผมเชื่อว่าบัทเชบาโศกเศร้าอย่างแท้จริง คงไม่ได้แกล้งทำ ผมเชื่อว่านางคร่ำครวญ ถึงการตายของสามี เพราะความรักที่นางมีต่อเขา

ส่วนดาวิด ไม่ได้แสดงอาการเสียใจ ไม่ได้แม้กระทั่งแกล้งทำเป็นโศกเศร้า เมื่อนักรบคนเก่งของอิสราเอล ตายลง ดาวิดจะนำให้คนทั้งชาติไว้อาลัยในการสูญเสีย ดาวิดคร่ำครวญถึงการตายของซาอูลและบุตร ที่ถูก ฆ่าตายในระหว่างสงครามกับฟิลิสเตีย (2 ซามูเอล 1) ดาวิดคร่ำครวญต่อการตายของอับเนอร์ ที่ถูกโยอาบ ฆ่าอย่างทารุณ (2 ซามูเอล 3:28) ท่านเคยส่งคณะผู้แทนไปในพิธีไว้อาลัยให้กับนาหาช กษัตริย์ของอัมโมน (2 ซามูเอล 10) แต่เมื่ออุรียาห์ถูกฆ่าตาย "ในสงคราม" ดาวิดไม่เอ่ยสักคำจากปาก ถึงการสูญเสียในครั้งนี้ ท่านไม่ได้รู้สึกเสียใจนี่ ; ท่านโล่งใจต่างหาก แทนที่ท่านจะจัดพิธีไว้อาลัยให้กับอุรียาห์ ท่านกลับส่งข่าวกลับ ไปให้โยอาบว่า ไม่ต้องเป็นกังวลนัก

เมื่อการไว้อาลัยของบัทเชบาสิ้นสุดลง ดาวิดส่งคนไปรับนางมาเพื่อให้เป็นภรรยา ผมว่าผมไม่เห็นท่านคุกเข่า ขอนางแต่งงานเลย ผมไม่เห็นท่านแสดงท่าทีโรแมนติก ส่งดอกกุหลาบไปให้ ที่ผมเห็นคือ ท่านส่งคนไป "นำ" ตัวนางมาอีกครั้ง มีคำถามผุดขึ้นในใจผมครับว่า "ทำไม?" ทำไมดาวิดถึงยอมไปรับนางมาให้อยู่ที่บ้าน ในฐานะภรรยา? ผมคิดว่าท่านคงไม่คิดพยายามจะ "ปกปิด" บาปอีกต่อไป ; มันสายเกินไป "ครรภ์" นางคง ใหญ่พอที่จะเห็นได้ชัด คงไม่ยากเกินไปสำหรับคนอิสราเอลที่จะเดาได้ว่าเกิดอะไรขึ้น กลายเป็นว่า มาถึง ตอนนี้ ดาวิดไม่คิดจะปกปิดอีกต่อไป แต่พยายามแก้ใขให้เป็นเรื่องถูกต้อง ไม่ว่าดาวิดจะมีเหตุผลใดก็ตาม คงไม่ใช่ เรื่องฝ่ายวิญญาณหรอกครับ แต่เป็นเรื่องสนองตัณหาตัวเองมากกว่า

นาธันแสดงการตอบสนองต่อการตายของอุรียาห์ด้วย อยู่ในตอนต้นของบทที่ 12 แต่ขอให้รอไว้ก่อน ให้เรา มาดูว่ามีอะไรเกิดขึ้นในชีวิตของดาวิดบ้าง ที่ไม่มีการบันทึกไว้ และผู้เขียนพระธรรมซามูเอลไม่ได้เล่าถึง แต่ดาวิดเองเปิดเผยให้เรารู้จากพระธรรมสดุดีที่ท่านเขียน สะท้อนให้เราเห็นภาพของเหตุการณ์ในตอนนี้

ดาวิดเตรียมตัวจะกลับใจ
(สดุดี 32:3-4)

3 เมื่อข้าพระองค์ไม่แจ้งบาปของข้าพระองค์ ร่างกายของข้าพระองค์
ก็ร่วงโรยไป โดยการคร่ำครวญวันยังค่ำของข้าพระองค์ 4 พระหัตถ์ ของพระองค์หนักอยู่บนข้าพระองค์ทั้งวันทั้งคืน กำลังของข้าพระองค์ ก็เหี่ยวแห้งไปอย่างความร้อนในหน้าแล้ง

สดุดีบทที่ 32 เป็นหนึ่งในสองบท (อีกบทคือบทที่ 51) ที่ดาวิดได้สะท้อนให้เราเห็นถึงความบาปของท่าน การกลับ ใจ และการกลับคืนสู่สภาพดี ข้อ 3-4 ของบทที่ 32 มุ่งไปที่สิ่งที่ผมกำลังจะบอกว่าเกิดเหตุการณ์ ใดขึ้นในตอนนี้ พระธรรมสองข้อนี้ตรงกับเหตุการณ์ในบทที่ 11 และ 12 ของ 2 ซามูเอล การที่นาธันผู้เผย พระวจนะ มาเผชิญหน้ากับดาิวิดตามที่บันทึกอยู่ใน 2 ซามูเอลบทที่ 12 เป็นเหตุทำให้ดาวิดสำนึกผิด และ สารภาพบาป แต่การสารภาพนี้ไม่ได้เป็นผลมาจากการที่ถูกนาธันตำหนิ ; แต่เป็นการที่ดาิวิดตอบสนองต่อ การกระทำของพระเจ้าในจิตใจท่านก่อนที่ท่านจะสารภาพบาป ในขณะที่ท่านกำลังพยายามจะปกปิดมัน

พระธรรมสองข้อนี้ดาวิดแสดงให้เห็นชัดเจนว่าพระเจ้ากำลังทำการอยู่ ถึงแม้จะไม่ปรากฎให้เห็นภายนอกก็ตาม ในระหว่างที่ดาวิดพยายามปกปิดบาปของตน พระเจ้ากำลังทำการอยู่โดยให้สำแดงชัดแจ้งในจิตใจท่าน มัน ไม่ใช่เวลาแห่งความสุขสักนิดเดียว อย่างที่พวกมารมันชอบให้เราคิด ; แต่เป็นวันคืนที่น่าเศร้า ดาวิดระทม อยู่ในความรู้สึกผิด ท่านนอนไม่ได้ และดูเหมือนจะกินไม่ได้ด้วย กลางคืนท่านไม่หลับ เริ่มอ่อนเพลีย น้ำหนัก ลดลง ไม่ว่าดาวิดจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม พระเจ้ากำลังทำการอยู่ในท่าน แต่อย่างน้อยท่านก็รู้ตัวว่า ตกอยู่ใน ความระทมทุกข์ ความทุกข์นี้แหละที่ทำให้ท่านอ่อนลง เตรียมรับคำตำหนิที่จะมาจากนาธัน และจะทำให้ท่าน สำนึกและกลับใจ ดาวิดไม่ได้กลับใจหลังจากที่ประเมินสถานการณ์ดูแล้ว ; แต่เป็นการแทรกแซงของพระเจ้า ท่านจมลึกลงไปในบาปจนนึกคิดอะไรไม่ออก พระเจ้ากำลังทำการอยู่ในชีวิตของท่าน ทำให้ท่านต้องใจแตก สลาย และนำท่านกลับมาสู่พระคุณของพระองค์

เมื่ิอนาธันเล่าเรื่องแกะให้อดีตเด็กเลี้ยงแกะฟัง
(12:1-6)

1 พระเจ้าทรงใช้ให้นาธันไปหาดาวิด นาธันก็ไปเข้าเฝ้าและกราบทูล
พระองค์ว่า "ในเมืองหนึ่งมีชายสองคน คนหนึ่งมั่งมี อีกคนหนึ่งยากจน
2 คนมั่งมีนั้นมีแพะแกะและโคเป็นอันมาก 3 แต่คนจนนั้นไม่มีอะไรเลย เว้นแต่แกะตัวเมียตัวเดียวที่ซื้อเขามา ซึ่งเขาเลี้ยงไว้ และอยู่กับเขา มันได้เติบโตขึ้นพร้อมกับบุตรของเขา กินอาหารร่วมและดื่มน้ำถ้วยเดียว
กับเขา นอนในอกของเขา และเป็นเหมือนบุตรสาวของเขา 4 ฝ่ายคนมั่งมี คนนั้นมีแขกคนหนึ่งมาเยี่ยม เขาเสียดายที่จะเอาแพะแกะหรือโคของตน มาทำอาหารเลี้ยงคนที่มาเยี่ยมนั้น จึงเอาแกะตัวเมียของชายคนจนนั้น
เตรียมเป็นอาหารให้แก่ชายที่มาเยี่ยมตน" 5 ดาวิดกริ้วชายคนนั้นมาก
และรับสั่งแก่นาธันว่า "พระเจ้าทรงพระชนม์อยู่แน่ฉันใด ผู้ชายที่กระทำ
เช่นนั้นจะต้องตาย 6 และจะต้องคืนแกะให้สี่เท่าเพราะเขาได้กระทำอย่าง
นี้ และเพราะว่าเขาไม่มีเมตตาจิต"

มีสาระสำคัญหลายเรื่องที่เราต้องมาดูเกี่ยวกับการพบกันครั้งนี้ ระหว่างนาธันและกษัตริย์ดาวิด

ประการแรก สังกเตุดูว่า นาธันนั้นถูกใช้ให้มาพบดาวิด แน่นอน นาธันเป็นผู้เผยพระวจนะ แต่ถึงกระนั้น ท่านรู้ว่าดาิวิดได้ทำอะไรลงไป ขอโทษถ้าผมจะบอกว่าดาวิดไม่สามารถตบตาท่านได้ ถ้อยคำของท่าน เมื่อ นำมาพิจารณาดู ล้วนแล้วแต่เป็นถ้อยคำของพระเจ้า (ดู 12:11) ถ้านาธันเป็นผู้เผยพระวจนะ ท่านคงต้องเป็น เพี่อนของดาวิดด้วย ดาวิดเองยังตั้งชื่อบุตรชายคนหนึ่งว่านาธัน (2 ซามูเอล 5:14) ดาวิดเคยบอกนาธันถึง เรื่องความตั้งใจจะสร้างพระนิเวศน์ (ในบทที่ 7) และนาธันเองก็จะเป็นผู้ตั้งชื่อให้กับบุตรคนที่สองของดาวิด และนางบัทเชบา (12:25) ท่านจะจงรักภักดีต่อดาวิดและต่อซาโลมอน เมื่ออาโดนียาห์คิดจะกบฎต่อราช บัลลังก์ (1 พกษ. 2) นาธันไม่ได้มาพบดาวิดในฐานะผู้พูดแทนพระเจ้า แต่มาในฐานะเพื่อนของท่านด้วย

บาดแผลที่มิตรทำก็สุจริต แต่การจุบของศัตรูนั้นมากเกินความจริง (สุภาษิต 27:6)

ประการที่สอง สังกเตุดูว่า นาธันนั้น ถูกใช้ให้มาพบดาวิด ในบทที่แล้ว ผู้เขียนใช้คำว่า "ทรงใช้" ถึง สิบสองครั้ง หลายครั้งใช้เมื่อเอ่ยถึงดาวิด "ทรงใช้" คนให้ไปพบ หรือ "ทรงใช้" ให้ไปตามตัวใครมา ดาวิดมี อำนาจอยู่ในมือ ท่านจึงสามารถ "ใช้" ให้คนไปทำในสิ่งที่ต้องการ รวมทั้งไปฆ่าอุรียาห์ด้วย แต่ตอนนี้กลับ เป็นพระเจ้าที่ "ทรงใช้" แทน คุณว่าดาวิดหลงไหลในอำนาจหรือไม่? ท่านเริ่มคุ้นเคยกับการ "ใช้" ให้คนไป ทำโน่นทำนี่ให้กับท่าน (เช่นใช้ให้โยอาบและทหารอิสราเอลออกไปรบกับพวกอัมโมน) หรือไม่? ตอนนี้ดาวิด ต้องเริ่มเห็นแล้ว ว่าพระเจ้ากำลังใช้ให้นาธันมา

ประการที่สาม นาธันมาหาดาวิดพร้อมกับมีเรื่องมาเล่า ในฉบับแปลของNASB ไม่ใช่เป็นเพียงเรื่องเล่า ธรรมดา แต่เป็นเหมือนบทกวี ที่เรียงร้อยถ้อยคำในแบบเดียวกับพระธรรมสดุดี 43 ผมใช้เวลาอยู่นานกว่าจะเข้า ใจว่าถ้าเป็นเช่นนั้น ก็หมายความว่านาธันเตรียมตัวก่อนมาพบดาวิด ท่านถูกดลใจ ผมแน่ใจว่าพระเจ้าสามารถ ดลใจผู้เผยพระวจนะให้สามารถกล่าวถ้อยคำออกมาเป็นบทกวีได้อย่างง่ายดาย โดยไม่ต้องแต่งมาก่อน แต่ดู จะไม่เป็นเช่นนั้น นาธันเตรียมตัวอย่างดีเพื่อมาพบดาวิด ท่านไม่เพียงแต่ "ถักทอบทกวี" เท่านั้น ท่านกำลัง เล่าเรื่องสำคัญที่เต็มไปด้วยสาระสำคัญสำหรับดาิวิดด้วย

ประการที่สี่ เรื่องของนาธันเป็น "เรื่องของแกะ" ซึ่งผู้เลี้ยงแกะทุกคนจะเข้าใจความหมายได้อย่าง ทะลุปรุโปร่ง ดาวิดเคยเป็นเด็กเลี้ยงแกะมาก่อน อย่างที่เรารู้กันจากพระธรรมซามูเอล (ดู 1 ซามูเอล 16:11; 17:15, 28) ผมสงสัยว่าในระหว่างที่เลี้ยงแกะอยู่ น่าจะต้องมีแกะสักตัวที่ดาวิดเอ็นดูเป็นพิเศษ จนนำมาเป็น "สัตว์เลี้ยง" ของตน แล้วเจ้าแกะตัวนี้คงต้องกินและดื่มด้วยกันกับท่าน เป็นไปได้มั้ยครับ?

ปะการที่ห้า เรื่องที่นาธันเล่าให้ดาวิดฟังเป็นเรื่องที่น่าจะเกิดกับใครก็ได้ — หมายความว่าไม่ได้เป็น เรื่องที่ "เกี่ยวข้องกับผู้ใดโดยตรง" ไม่เกี่ยวกับเรื่องความบาปที่ดาวิดได้ทำไว้กับนางบัทเชบาและ อุรียาห์ แกะ (ที่เราคิดว่าสื่อความหมายถึงนางบัทเชบา) ถูกฆ่าตาย ไม่ใช่ตัวเจ้าของที่ถูกฆ่าตาย (ซึ่งเราคิด ว่าเป็นเจ้าของแกะยากจน) ผมคิดว่าเราต้องนำข้อเท็จจริงตรงนี้มาพิจารณาดูให้ดี ไม่เช่นนั้นเดี๋ยวเราจะแปล เรื่องนี้เกินความหมายที่แท้้จริงไป

ทำไมถึงต้องเล่าเรื่อง? ทำไมไม่พูดกับดาวิดไปตามตรงเลย? หลายคนกล่าวถึงเรื่องนี้ว่าเป็นการใช้กลยุทธ์ที่ ชาญฉลาดมาก เพราะทำให้ดาวิดกล่าวคำพิพากษาตนเองออกมา ก่อนที่จะรู้ว่า ตัวเองน่ะแหละคือจำเลยใน คดีนี้ ผมว่าเรื่องนี้น่าจะจริง ดาวิดรู้สึกโกรธที่ "เศรษฐี" คนนี้ใจดำ ถ้าทำได้ท่านต้องการนำชายคนนี้มาฆ่า เสีย (!) ที่จริงเพื่อความยุติธรรม ต้องมีการชดใช้ถึงสี่เท่า และเมื่อท่านยอมรับในหลักการ นาธันจึงนำหลัก การเดียวกันนี้ มาใช้กับท่านอย่างเจาะจง

ตามที่ผมเข้าใจพระคัมภีร์ มีความหมายอื่นมากกว่าเรื่องที่เล่านี้ องค์พระเยซูคริสต์เองทรงเล่าเรื่องหลายเรื่อง ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น? หรือเป็นเพราะพระองค์พยายามทำให้ยากเย็นจนหาความหมายไม่เจอ? หรือว่าพระองค์ พยายามทำให้คนเข้าใจได้ง่าย? บางครั้งพระเยซูทรงเล่าเรื่องให้ผู้เชี่ยวชาญทางศาสนาฟัง พวกที่ชอบนำคำ ศัพท์สูงมาใช้เพื่อการโต้แย้ง ผมกำลังคิดถึงเรื่องชาวสะมาเรียใจดี ที่บันทึกอยู่ในพระธรรมลูกาบทที่ 10 มี บาเรียนคนหนึ่งยืนขึ้นถามพระเยซู ทั้งที่ไม่ได้อยากรู้หรอก แต่ต้องการทำให้พระเยซูเสียหน้าต่อสาธารณะชน เขาถามว่า "ข้าพเจ้าจะต้องทำอะไรเพื่อจะได้ชีวิตนิรันดร?" พระเยซูทรงกลับคำถามนั้นเสียใหม่ เพราะชายคน นี้เป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องธรรมบัญญัติของโมเสส ธรรมบัญญัติสอนว่าอย่างไร? บาเรียนคนนั้นตอบว่า "จงรัก พระองค์ผู้เป็นพระเจ้าของเจ้าด้วยสุดจิตสุดใจของเจ้า ด้วยสุดกำลังและสิ้นสุดความคิดของเจ้า และจงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง" (ลูกา 10:27) แล้วพระเยซูทรงตอบว่า "ใช่แล้ว ทำเลย" ปัญหาของ ธรรมบัญญัติคือไม่มีใครสามารถทำได้ครบถ้วน ดังนั้นไม่มีผู้ใดไปถึงสวรรค์ได้ด้วยการความดีของตนเอง

บาเรียนรู้ดีว่าตกลงไปในหลุมที่ตัวเองขุดขึ้น จึงพยายามตะเกียกตะกายขึ้นมา (นับว่าเลือกทำในสิ่งที่ผิด) เขา (เช่นเดียวกับนักกฎหมายทั้งหลายในอดีตและปัจจุบัน) คิดว่าจะหลุดรอดไปได้ด้วยการโต้แย้งโดยใช้คำศัพท์ สูงเกินกว่าจะเข้าใจ เขาจึงมีคำถามถามพระเยซูต่อ : "ใครเป็นเพื่อนบ้านของข้าพเจ้า?" พระเยซูไม่ได้ต่อ ปากต่อคำกับชายผู้นี้ พระองค์ไม่ปรารถนาจะใช้วิธีเล่นคำไปมา แต่พระองค์กลับทรงเล่าเรื่องที่แสนจะธรรมดา แทน คือเรื่องชาวสะมาเรียใจดี เมื่อเล่าจบ พระองค์ถามขึ้นมาว่า

"36 ในสามคนนั้น ท่านคิดเห็นว่าคนไหนปรากฏว่าเป็นเพื่อนบ้าน
ของคนที่ถูกปล้น" 37 เขาทูลตอบว่า "คือคนนั้นแหละที่ได้สำแดง
ความเมตตาแก่เขา" พระเยซูจึงตรัสกับเขาว่า "ท่านจงไปทำ
เหมือนอย่างนั้นเถิด" (ลูกา 10:36-37)

บาเรียนผู้นี้เริ่มมีปัญหาแล้วครับ ; เพราะเรื่องที่ทรงเล่าไม่มีคำศัพท์สูงใดที่โต้แย้งได้อยู่เลย แต่กลับนำมาที่ จุดเดิม ไม่มีทางเล่นคำโต้แย้งได้ เมื่อจนตรอก บาเรียนนั้นรู้ดีว่า "เพื่อนบ้าน" ที่เขาถามถึงนั้นหมายความว่า อย่างไร เขาหลบเลี่ยงไม่ได้เลย เรื่องเล่านี้สำเร็จทะลุเป้า ; เพราะเจาะไปที่หัวใจของเรื่อง โดยไม่ต้องเติม รายละเอียดเพื่อเสียเวลาให้มีการโต้แย้งได้ บาเรียนไม่สามารถทำให้พระเยซูเสียหน้าได้ แต่กลายเป็นว่า พระเยซูทำให้บาเรียนผู้นั้นรู้สึกอับอายขายหน้าด้วยเรื่องธรรมดาๆ เพียงเรื่องเดียว

นี่คือเหตุผลหนึ่งที่นาธันเล่าเรื่องให้ดาวิดฟัง ท่านไม่ได้ต้องการนำบาปของดาวิดมาเปิดเผย ; แต่ท่านต้องการ ชี้ให้ดาวิดเห็นถึงบาปของท่านตามหลักการ ด้วยวิธีที่ปฏิเสธไม่ได้ เมื่อท่านเปิดทางได้ ท่านจึงนำเข้าสู่เรื่อง ความบาปของดาวิดอย่างเจาะจง

เรื่องที่นาธันเล่าให้ดาวิดฟังเป็นเรื่องแสนธรรมดา ชายสองคนอยู่ในเมืองเดียวกัน คนหนึ่งร่ำรวย อีกคนยากจน คนรวยมีฝูงแพะแกะมากมาย 44 เขาไม่ได้มีแค่ฝูงแพะแกะเท่านั้น ยังมีฝูงสัตว์ใหญ่ๆอีกมากมายหลายฝูงด้วย เราคงพูดได้ว่าชายคนนี้ "รวยติดอันดับ" ส่วนชายที่ยากจนมีเพียงแกะตัวเมียเพียงตัวเดียว ; ที่เลี้ยงไว้ให้้เป็น "สัตว์เลี้ยง" เขาซื้อมันมาและเลี้ยงดูให้อยู่ในบ้าน มันเฝ้าอยู่ใกล้ๆ เขาอุ้มมันไปมา และให้นอนอยู่บนอก มันอยู่ในบ้าน ไม่ใช่ข้างนอก กินอาหารและดื่มจากภาชนะเดียวกัน พวกคุณหลายคนคงนึกภาพไม่ออก ฟังดู น่ากลัวใช่มั้ยครับ? ใครจะไปเลี้ยงสัตว์แบบนี้ได้? ผมตอบได้คำเดียวครับ : ว่าคุณคงไม่ได้ไปที่บ้านเรานาน แล้ว เลยไม่ได้พบกับแมวสองตัวของเรา (ที่มันอยู่ทั่วไปจนทำให้ภรรยาผมหงุดหงิด — บางทีมันขึ้นไปนอน และเดินเล่นบนโต๊ะด้วยซ้ำ) แล้วยังมีหมาอีกสี่ตัว (ซึ่งที่จริงแล้วไม่ใช่ของบ้านเราสักตัว)

มีแขกมาเยี่ยมบ้านของคนรวย และในฐานะเจ้าของบ้านเขาต้องจัดอาหารเลี้ยง ชายคนนี้ตัดสินใจจะใช้แกะ เป็นอาหาร แต่เขาไม่อยากจะเอาแกะจากฝูงของตน เขากลับไปแกะของชายยากจนมาแทน ฆ่ามันเสีย และ นำไปปรุงเป็นอาหารเลี้ยงแขก จะได้ไม่เสียของๆตน เขาไม่เพียงแต่ (ขู่บังคับ) เอาแกะมาจากชายยากจน เท่านั้น เขาพรากแกะตัวเดียวที่ชายคนนี้มีอยู่ มันเป็นหนึ่งในสมาชิกของครอบครัว

หวังว่าผมคงไม่ได้ทำให้เรื่องนี้ "ฟังดูเกินจริง" นะครับ ผมเพียงแต่ต้องการย้ำเนื้อเรื่องให้ชัดเจนขึ้น — ว่ามันมี ความรักความผูกพันธ์อยู่ระหว่างชายยากจนและ "แกะ" ของเขา ลองมานึกถึงเรื่องของอุรียาห์ บัทเชบาและ ดาวิดกันดู ผมขอสรุปว่าผู้เขียนต้องการแสดงให้เห็นว่า อุรียาห์และบัทเชบารักกันมาก เมื่อดาวิด "มานำ" นาง ไปที่ห้องนอนของท่านในค่ำคืนนั้น และต่อมาก็ทำให้สามีของนางตายลง เขาพรากภรรยามาจากสามีอันเป็น ที่รัก บัทเชบาและอุรียาห์นั้นรักกันมาก จึงทำให้ข้อโต้แย้งว่านางไม่มีส่วนในความบาปของดาวิดมีน้ำหนักขึ้น และยังทำให้เห็นถึงบุคคลิกที่ซื่อตรงของอุรียาห์ ที่ถึงแม้อยากอยู่ใกล้ภรรยา และถูกกษัตริย์คะยั้นคะยอก็ตาม ยังปฏิเสธ เพราะต้องการยึดมั่นอยู่ในหลักการ

ดาวิดยังไม่รู้ตัวว่าจะเกิดอะไรขึ้น เรื่องที่นาธันเล่าทำให้ดาวิดโกรธมาก ดาวิดผู้ที่ครั้งหนึ่งเคยคิดจะจัดการ กับนาบาลและครัวเรือนทั้งสิ้น (1 ซามูเอล 25) กำลังคิดจะจัดการกับชายใจร้ายในเรื่องที่นาธันเล่า ผมว่าการ ตอบสนองของดาวิดดูมากเกินไปหน่อย ทำให้ผมนึกถึงยูดาห์ในปฐมกาลบทที่ 38 ที่รู้เรื่องข่าวว่าสะใภ้ท้อง โดยไม่มีพ่อ โดยหารู้ไม่ว่า ตนนั่นแหละคือพ่อของเด็กในท้อง ยูดาห์ก็พร้อมที่จะเผาทามาร์ให้ตายทีเดียว มันดูน่าขันนะครับ ที่คนที่ทำบาป กลับทนไม่ได้ ที่เห็นคนอื่นทำบาปที่เหมือนกับตัวเอง

ดาวิดเป็นเหมือนความชั่วร้ายทั้งสองประการที่ชายผู้นี้ทำ ประการแรก ชายผู้นี้พรากแกะมา ซึ่งตามธรรม บัญญัติแล้ว ต้องชดใช้คืนถึงสี่เท่า (อพยพ 22:1) ประการทีีสอง ดาวิดเริ่มตระหนักถึงความบาปที่ร้ายแรงกว่า คือความใจร้ายของชายร่ำรวยผู้นี้ ดาวิดโกรธเพราะชายผู้นี้ขโมยและฆ่าแกะของชายยากจน แต่ท่านยังมอง ไม่เห็นความเกี่ยวเนื่องในการที่ท่านขโมยคู่ชีวิตของชายที่ยากจนมา ภรรยาของอุรียาห์ นางบัทเชบา และการ ฆ่าอุรียาห์เป็นการกระทำที่โหดร้ายทีเดียว ดาวิดพยายามแสดงออกถึงความชอบธรรมในด้านจิตวิญญาณด้วย การใช้คำพูดว่า "พระเจ้าทรงพระชนม์อยู่แน่ฉันใด" (ข้อ 5)

คำฟ้องร้องของนาธัน
(12:7-12)

7 นาธันจึงทูลดาวิดว่า "ฝ่าพระบาทนั่นแหละคือชายคนนั้น พระเยโฮวาห์พระเจ้า แห่งอิสราเอลตรัสดังนี้ว่า 'เราได้เจิมตั้งเจ้าไว้ให้เป็นกษัตริย์เหนืออิสราเอล และ เราช่วยกู้เจ้าออกมาจากมือของซาอูล 8 และเราได้มอบวงศ์เจ้านายของเจ้าไว้ใน
มือของเจ้า และได้มอบภรรยาเจ้านายของเจ้าไว้ในอกของเจ้า และมอบวงศ์วาน อิสราเอลและวงศ์วานยูดาห์ให้แก่เจ้า ถ้าเท่านี้ยังน้อยไป เราจะเพิ่มให้อีกเท่านี้
9 ทำไมเจ้าดูหมิ่นพระวจนะของพระเจ้า กระทำสิ่งที่ชั่วในสายพระเนตรของพระ
องค์ เจ้าได้ฆ่าอุรีอาห์คนฮิตไทต์เสียด้วยดาบ เอาภรรยาของเขามาเป็นภรรยา
ของตน และได้ฆ่าเขาเสียด้วยดาบของคนอัมโมน 10 เพราะฉะนั้นดาบนั้นจะไม่ คลาดไปจากราชวงศ์ของ เจ้าเพราะเจ้าได้ดูหมิ่นเรา เอาภรรยาของอุรีอาห์คน ฮิตไทต์มาเป็นภรรยาของเจ้า' 11 พระเจ้าตรัสดังนี้ว่า 'ดูเถิด เราจะให้เหตุร้าย
บังเกิดขึ้นกับเจ้า จากครัวเรือนของเจ้าเอง และเราจะเอาภรรยาของเจ้าไปต่อ
หน้าต่อตาเจ้า ยกไปให้แก่เพื่อนบ้านของเจ้า ผู้นั้นจะนอนร่วมกับภรรยาของเจ้า
อย่างเปิดเผย 12 เพราะเจ้าทำการนั้นอย่างลับๆ แต่เราจะกระทำการนี้ต่อหน้า อิสราเอลทั้งสิ้นและอย่างเปิดเผย'"

ดาวิดติดกับตนเองแล้วครับ และนาธันกำลังจะเปิดเผยให้ท่านรู้ สิ่งแรกที่นาธันทำคือกล่าวฟ้องว่าดาวิดนั้นคือ คนร้าย : "ฝ่าพระบาทนั่นแหละคือชายคนนั้น!" อึ้งไปอย่างเงียบงัน ดาวิดกำลังฟังข้อหาของตนเอง ท่าน มัวแต่คิดถึงความชั่วร้ายที่ชายผู้นี้ทำ ขโมยและพรากแกะมาจากเจ้าของ พูดอีกอย่างก็คือ ดาวิดมัวแต่ไปคิด ในแง่อาชญากรรมและการกระทำที่สังคมไม่ยอมรับ แต่ไม่ใช่ในแง่ของความบาป ในข้อ 7-12 นาธันดึงความ สนใจของดาวิดมาที่บาปของท่านที่กระทำต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า และผลที่กำลังตามมา ให้เรามาดูคำสรรพนาม "เรา" ที่พระเจ้าทรงใช้ในข้อ 7 และ 8: "เราได้…

  • … เจิมตั้งเจ้าไว้ให้เป็นกษัตริย์
  • … ช่วยกู้เจ้าออกมาจากมือของซาอูล
  • … มอบวงศ์เจ้านายของเจ้าไว้ในมือของเจ้า และได้มอบภรรยาเจ้านายของเจ้าไว้ในอกของเจ้า
  • … มอบวงศ์วานอิสราเอลและวงศ์วานยูดาห์ให้แก่เจ้า

พระเจ้าตรัสกับดาวิดเหมือนกับว่าท่านได้ลืมเรื่องนี้ไปแล้ว หรือท่านอาจจะคิดว่าทุกสิ่งสำเร็จได้ด้วยมือของ ท่านเอง ทุกสิ่งที่ท่านมีอยู่ พระเจ้าเป็นผู้ประทานให้ทั้งสิ้น ท่านลืมไปแล้วหรือว่าในอดีตท่านเป็นเพียงเด็ก เลี้ยงแกะ? ดาวิด "มั่งคั่ง" ขึ้นมาได้เพราะพระเจ้าประทานให้ และถ้าท่านคิดว่ายังรวยไม่พอ พระเจ้าจะประทาน ให้อีก ดาวิดเริ่มหลงไหลใน "ความมั่งคั่ง" มากกว่ายึดเอาพระเจ้าผู้ประทานความมั่งคั่งให้

ผมเกรงว่าเราอาจหลงประเด็นตรงนี้ เราอ่านเรื่องที่นาธันเล่า และเราได้ยินในสิ่งที่ท่านตำหนิดาวิด ราวกับว่า บาปของดาวิดนั้นผิดแต่เพียงเรื่องเพศ จริงอยู่ ดาวิดทำบาปล่วงประเวณีเมื่อท่านไปนำนางบัทเชบามานอน ด้วยที่พระราชวังทั้งๆที่รู้ว่านางแต่งงานแล้ว แต่การล่วงประเวณีนี้เป็นเพียงอาการของความบาป จากที่นาธันพูด ซึ่งเป็นถ้อยคำที่มาจากพระเจ้า พระเจ้าไม่ได้เพียงแต่พูดว่า "น่าขายหน้าที่สุดดาวิด ดูสิเจ้ามีภรรยาและนางสนม อยู่แล้วมากมาย และถ้าผู้หญิงพวกนี้ยังไม่ทำให้เจ้าพอใจ เจ้าก็ยังไปหาใหม่ได้ แต่ไม่ใช่เป็นคนที่แต่งงานแล้ว" นาธันเล่าเรื่องชายมั่งคั่งและชายยากจนให้ดาวิดฟัง พระเจ้าตรัสกับดาวิดผ่านทางนาธันว่า ทุกสิ่งที่ดาวิดมีอยู่ใน ครอบครอง (ความมั่งคั่ง) พระองค์เป็นผู้ประทานให้ พระองค์ไม่เพียงแต่จะเพิ่มเติมให้อีกเท่านั้น (ไม่ใช่เติมให้ ในฮาเร็ม) แต่ปัญหาของดาวิดกลับกลายเป็นว่าความมั่งคั่งเริ่มครอบครองท่าน ท่านถูก "ความร่ำรวย" ครอบเสีย อยู่หมัด จนเสียดายที่จะใช้มันไป ท่านกลับอยากต้องการ "มาก" และ "มากยิ่งขึ้น" ท่านจึงเริ่มไปชิงเอาของๆ ผู้อื่นมา แทนที่จะทูลขอจากผู้ที่ประทานให้

เราเริ่มเข้าใจแล้วว่า ทำไมดาวิดจึงเขียนสดุดี 51:4: "ข้าพระองค์ได้ทำบาปต่อพระองค์ต่อพระองค์เท่านั้น"

เรื่องแรกที่สำคัญที่สุดคือ บาปที่ดาวิดทำนี้เป็นบาปที่ทำต่อพระเจ้า ท่านเลิกถ่อมใจที่จะยอมรับว่าพระเจ้า เป็นผู้ประทานทุกสิ่งที่ท่านครอบครองอยู่ ท่านเลิกมองไปที่พระเจ้าว่าพระองค์เป็นผู้จัดเตรียมทุกสิ่งที่จำเป็น — ที่ท่านปรารถนาให้ ดาวิดไม่เพียงเลิกที่จะทูลขอจากพระเจ้าเท่านั้น แต่ท่านกลับไปทำบาปที่ไม่เชื่อฟัง ไปล่วงประเวณีและทำฆาตรกรรม ความบาปที่ดาวิดทำต่อพระเจ้าสำแดงออกมาโดยความชั่วที่ท่านกระทำ ต่อผู้อื่น นาธันใช้คำสรรพนาม "เจ้า" ย้ำอยู่ในแทบทุกประโยค :

ทำไมเจ้าดูหมิ่นพระวจนะของพระเจ้า กระทำสิ่งที่ชั่วในสายพระเนตรของพระองค์

เจ้าได้ฆ่าอุรีอาห์คนฮิตไทต์เสียด้วยดาบ

(เจ้าได้) เอาภรรยาของเขามาเป็นภรรยาของตน

(เจ้าได้) ฆ่าเขาเสียด้วยดาบของคนอัมโมน

แล้วนาธันกล่าวต่อไปถึงผลของบาปที่จำต้องเกิดกับดาวิดและครอบครัวของท่าน :

เพราะฉะนั้นดาบนั้นจะไม่ คลาดไปจากราชวงศ์ของเจ้าเพราะเจ้าได้ดูหมิ่นเรา เอาภรรยาของอุรีอาห์คน ฮิตไทต์มาเป็นภรรยาของเจ้า'

'ดูเถิด เราจะให้เหตุร้ายบังเกิดขึ้นกับเจ้า จากครัวเรือนของเจ้าเอง

เราจะเอา ภรรยาของเจ้าไปต่อหน้าต่อตาเจ้า ยกไปให้แก่เพื่อนบ้านของเจ้า

ผู้นั้นจะนอนร่วม กับภรรยาของเจ้าอย่างเปิดเผย
เพราะเจ้าทำการนั้นอย่างลับๆ

แต่เราจะกระทำการนี้ต่อหน้า อิสราเอลทั้งสิ้นและอย่างเปิดเผย

ความชั่วที่ดาวิดกระทำต่อผู้อื่นแสดงถึงการจงใจขัดคำสั่งของพระเจ้าอย่างชัดเจน ดาวิดเป็น "บุรุษที่ทำตาม พระทัยพระเจ้าอย่างสุดใจ" แต่ตอนนี้กลับเป็นว่าท่าน "ได้ดูหมิ่นพระวจนะของพระเจ้า" เมื่อดาวิด สำนึกผิดด้วยใจจริงและได้รับการอภัยบาป แต่ท่านไม่สามารถยับยั้งผลของความบาปได้ เพราะเป็นสิ่งที่สม กับความยุติธรรม ; สมกับอาชญากรรมที่ดาวิดก่อขึ้น ท่านใช้มือและดาบของคนอัมโมนฆ่าอุรียาห์ ดังนั้นคม ดาบจะไม่ห่างไปจากราชวงศ์ของท่าน ท่านไปแย่งภรรยาคนอื่นมา ภรรยาของท่านเองจะถูกแย่งเอาไปโดย คนในราชวงศ์ของท่านเอง

นอกจากจะยุติธรรมแล้ว ยังรุนแรงพอๆกัน ดาวิดไปแย่งชิงภรรยาผู้อื่นมา ; คนอื่นจะมาแย่งชิงบรรดาภรรยา ของท่านไป เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่ออับซาโลมกบฎต่อบิดา แย่งชิงบัลลังก์ไปชั่วขณะหนึ่ง และด้วยคำแนะนำจาก อาหิโทเฟล อับซาโลมตั้งเต็นท์ขึ้นบนดาดฟ้าพระราชวังของดาวิด (ที่เดียวกับที่ดาวิดขึ้นไปและมองลงมา เห็นบัทเชบา) และบนนั้นเอง ทุกสายตาของชาวอิสราเอลจะเห็นอับซาโลมนอนกับบรรดาสนมของดาวิด เพื่อ เป็นการประกาศว่าเขายึดครองบัลลังก์ของบิดาและทุกสิ่งได้สำเร็จ (2 ซามูเอล 16:20-22) เมื่อดาวิดกระทำ บาปในที่ลับ พระเจ้าจะสำแดงให้เห็นถึงผลของมันในที่แจ้งที่สุด

บทสรุป

เรื่องราวก็ดำเนินต่อไปตามที่เราทราบ แต่เราจะหยุดอยู่เพียงตรงนี้ ตรงที่พระเจ้าใช้ให้นาธันมาตำหนิดาิวิด ในบทต่อไป เราจะมาพิจารณาเรื่องการสำนึกในบาป และผลร้ายของความบาปที่ติดตามมาในทันที ให้เรา จบบทเรียนตอนนี้ด้วยการนำสาระสำคัญสำหรับเรา ที่เกิดจากความบาปของดาวิดและคำตำหนิของนาธัน มาพิจารณา

(1) นาธันเป็นผู้เผยพระวจนะ และเป็นแบบอย่างที่ดีของเพื่อนที่สัตย์ซื่อ พระธรรมสุภาษิตกล่าวไว้ ดังนี้ :

บาดแผลที่มิตรทำก็สุจริต แต่การจุบของศัตรูนั้นมากเกินความจริง (สุภาษิต 27:6)

ผมสงสัยว่าในหมู่เพื่อนฝูงของผม มีกี่คนกันที่ไม่กล้าหรือไม่ยอมไปตักเตือนคนใกล้ตัวเมื่อเกิดการทำผิดขึ้น เพราะคิดว่าเพื่อนไม่ควรดุด่าเพื่อน เพื่อนที่ดีจะไม่ปล่อยให้เราดำเนินอยู่ในทางไปสู่ความพินาศครับ นาธันทำหน้าที่ผู้เผยพระวจนะ แต่ท่านก็ทำหน้าที่ในฐานะเพื่อนด้วย จะดีไหมถ้าเรามีเพื่อนที่เป็นผู้เผย พระวจนะเพิ่มมากขึ้น หรือว่าเราเองจะเป็นเพื่อนผู้เผยพระวจนะให้กับเพื่อนที่กำลังเดินมุ่งไปสู่ความพินาศ

11 จงช่วยบรรดาผู้ที่ถูกนำไปสู่ความมรณา จงช่วยยึดบรรดาผู้ที่ตุปัดตุเป๋ไปเพื่อถูกฆ่า
(สุภาษิต 24:11)

(2) พระเจ้าเห็นความบาปของเรา ถึงแม้มนุษย์มองไม่เห็น ความบาปของเราไม่หลุดรอดไปจากสาย พระเนตรพระเจ้าหรอกครับ คนชั่วทั้งหลายชอบคิดว่าพระเจ้าไม่ทันเห็น หรือถ้าเห็น พระองค์ก็ไม่ใส่พระทัย:

11 และเขาทั้งหลายพูดว่า "พระเจ้าทรงทราบได้อย่างไร พระเจ้าผู้สูงสุด มีความรู้หรือ"? (สดุดี 73:11; ดู 2 เปโตร 3:3)

พระเจ้าอาจจะไม่พิพากษาหรือลงโทษในทันที แต่พระองค์ไม่ทรงละเลยความบาปของเราแน่นอน

20 โมเสสจึงกล่าวแก่เขาทั้งหลายว่า "ถ้าท่านทั้งหลายจะหยิบอาวุธขึ้นเข้าสู่ สงครามต่อพระพักตร์พระเจ้า 21 และคนของท่านที่ถืออาวุธทุกคนจะข้ามแม่น้ำ จอร์แดนไปต่อพระพักตร์พระเจ้า จนกว่าพระองค์จะทรงขับไล่ศัตรูให้พ้นพระองค์
22 และแผ่นดินนั้นจะพ่ายแพ้ต่อพระพักตร์พระเจ้าแล้ว ภายหลังท่านจึงจะกลับ และพ้นจากพันธะที่มีต่อพระเจ้า และอิสราเอล และแผ่นดินนี้จะตกเป็นกรรมสิทธิ์ ของท่านต่อพระพักตร์พระเจ้า 23 แต่ถ้าท่านทั้งหลายมิได้กระทำเช่นนี้ ดูเถิดท่าน ทั้งหลายได้กระทำบาปต่อพระเจ้า จงรู้แน่เถิดว่า บาปของท่านก็ตามทัน
(กันดารวิถี 32:20-23 ผมขอย้ำด้วยคน)

(3) พระเจ้าไม่ได้อยู่ในเงื่อนใขที่จะหยุดเราไม่ให้ทำบาป บางคนหาทางทำบาปโดยกล่าวว่า: "ผมได้ อธิษฐานถามพระเจ้าแล้ว ว่าถ้ามันผิด ช่วยยับยั้งผมด้วย … ." และเมื่อพระเจ้าไม่ได้ยับยั้ง พวกเขาก็อ้าง ว่ามันถูกต้องดีแล้ว พระเจ้าน่าจะหยุดดาวิดไว้เมื่อท่านคิดจะอยู่บ้านไม่ออกไปรบ หรือเมื่อท่านเริ่มฝักใฝ่ใน ภรรยาของอุรียาห์ หรือแม้กระทั่งเมื่อท่านทำบาปล่วงประเวณีแล้ว แต่พระองค์กลับปล่อยให้ดาวิดทำบาปต่อ ไปอีกระยะหนึ่ง พระเจ้าอนุญาติให้ดาวิดถึงกับทำฆาตรกรรมด้วย พระวจนะคำห้ามดาวิดไม่ให้ทำบาปแห่ง ความโลภ บาปล่วงประเวณี และบาปฆาตรกรรม พระวจนะคำสั่งให้ท่านหยุด แต่ท่านไม่หยุด พระเจ้าอนุญาติ ให้ดาวิดตกอยู่ในบาปชั่วระยะหนึ่ง แต่ไม่ใช่ตลอดไป พระเจ้าอนุญาติให้บาปของดาวิดเต็มขนาด เพื่อที่ท่าน (และเราทั้งหลาย) จะเห็นว่าบาปเติบโตอย่างไร (เปรียบเทียบกับ ปฐมกาล 15:12-16)

(4) ความบาปของดาวิดไม่ใช่มีไว้ให้เราใช้เป็นข้ออ้างที่จะทำบาป แต่เป็นการเตือนมาถึงเราว่า เราทุกคนมีสิทธิตกอยู่ในบาปเดียวกันได้ ผมเคยได้ยินมานับครั้งไม่ถ้วนว่า "ดูสิขนาดดาวิดยังทำบาป เลย… ." ที่เขาหมายความก็คือ "แล้วประสาอะไร ที่คนอย่างผมจะทำบาปบ้างไม่ได้?" ถ้าดาวิดเป็น ผู้มีจิตวิญญาณที่สูงส่ง ยังทำบาปได้ถึงขนาดนี้ แล้วประสาอะไร ที่คนอย่างเราจะดีไปกว่าท่าน ?"

ถ้าเราศึกษาพระคัมภีร์ดูให้ดี เราจะเข้าใจว่าทำไมจึงมีการบันทึกเรื่องราวเหล่านี้เอาไว้ ไม่ใช่เพื่อว่าจะสนับ สนุนให้เราทำบาป แต่เป็นการเตือนให้เราเห็นถึงอันตรายของความบาป และต้องการให้เราหลีกหนีจากความ บาปให้ไกลแสนไกล เมื่อ อ.เปาโลชี้ให้เห็นถึงความบาปประการใหญ่ที่ชนชาติอิสราเอลได้กระทำในถิ่น ทุรกันดารใน 1 โครินธ์ 10:1-10 ท่านจึงนำมาใช้เป็นอุทาหรณ์สอนใจชาวโครินธ์ และเราทั้งหลาย :

11 เหตุการณ์เหล่านี้ได้บังเกิดแก่เขาเพื่อเป็นตัวอย่าง และได้บันทึกไว้
เพื่อเตือนสติเราทั้งหลาย ซึ่งกำลังประสบวาระสุดท้ายแห่งบรรดายุคเก่า
12 เหตุฉะนั้นคนที่คิดว่าตัวเองมั่นคงดีแล้ว ก็จงระวังให้ดี กลัวว่าจะล้มลง
13 ไม่มีการทดลองใดๆเกิดขึ้นกับท่าน นอกเหนือจากการทดลองซึ่งเคย
เกิดกับมนุษย์ทั้งหลาย พระเจ้าทรงสัตย์ธรรม พระองค์จะไม่ทรงให้ท่าน ต้องถูกทดลองเกินกว่าที่ท่านจะทนได้ และเมื่อท่านถูกทดลองนั้น พระองค์ จะทรงโปรดให้ท่านมีทางที่จะหลีกเลี่ยงได้ด้วย เพื่อท่านจะมีกำลังทนได้
(1 โครินธ์ 10:11-13; ดูโรม 15:4-6)

ผมขอพูดเรื่องนี้ต่ออีกนิดนะครับ ดาวิดไม่ได้ตั้งใจจะทำบาป เหมือนกับที่หลายๆคนชอบใช้เป็นข้ออ้างเพื่อ จะทำบาป ดาวิด "ตก" ลงไปในบาป ; แต่พวกชอบใช้ข้ออ้างที่จะทำบาปเป็นพวก "พุ่งหลาว" ลงไปครับ มีความแตกต่างกันอยู่มาก นอกจากนั้น ความบาปของดาวิดเป็นกรณียกเว้น ไม่ใช่เป็นกฎตายตัว :

5 เพราะว่าดาวิดทรงกระทำ สิ่งที่ถูกต้องในสายพระเนตรของพระเจ้า และ
มิได้ทรงหันไปจากสิ่งใด ซึ่งพระเจ้าทรงบัญชาตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์ นอกจากเรื่องอุรีอาห์คนฮิตไทต์ (1พกษ. 15:5 และผมด้วย)

(5) ความบาปของดาวิด ก็เหมือนกับบาปอื่นๆทั้งหมด คือไม่เคยคุ้มค่าครับ เคยมีคนถามผมว่า บท ลงโทษของบาปชนิดใดชนิดหนึ่งคือสิ่งใด คือแกกำลังวางแผนจะทำและวางแผนว่าจะได้รับการอภัย มี หลายคนชอบเล่นกับความบาป โดยคิดว่าถ้าทำไปแล้ว อาจถูกลงโทษเพียงชั่วขณะ ถึงยังไงๆพระเจ้าก็จะ ให้อภัย ความรอดและชีวิตนิรันดร์จะยังคงอยู่ ไม่สูญหายไปไหน ไม่ว่าจะทำบาปด้วยความ ตั้งใจหรือไม่ ตั้งใจก็ตาม เคยมีสถานการณ์ที่ผู้นำคริสตจักรทิ้งภรรยาตนเอง หนีตามภรรยาของคนอื่นไป วางแผนว่า จะกลับใจทีหลัง และหวังว่าจะได้กลับมาสามัคคีธรรมในโบสถ์เดิมอีกครั้ง การทึกทักเข้าข้างตัวเอง เป็นบาป ที่ร้ายแรงและอันตรายที่สุด เหมือนกับเปิด "กะป๋องที่เต็มด้วยหนอน" ผมขอเตือนว่า : "ไม่มีใครเลย เลือก ที่จะทำบาป แล้วหลุดรอดไปได้ด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใส"

ผมเคยสอนหนังสืออยู่ที่โรงเรียน และบ่อยครั้งคุณครูใหญ่จะเรียกเด็กจอมเกเรทั้งหลายมาพบ ผมจำได้ไม่ลืม ครับ ครั้งหนึ่งเด็กในห้องผมถูกเรียกไป และกลับมาพร้อมด้วยรอยยิ้มกวนโทโส มีเสียงประท้วงเกิดขึ้นในห้อง ทันที "ดูสิครับครู ไปพบครูใหญ่แล้วยังมีหน้ายิ้มกลับมาได้อีก!" ผมว่าพวกนี้พูดถูกครับ การถูกเรียกไปพบ ที่ห้องครูใหญ่ ควรจะสำนึกและทำตัวเสียใหม่ ไม่ใช่กลับมายิ้มยียวนกวนประสาท มีบางครั้งผมคิดว่าน่าจะมี การ "ลงไม้เรียว" กันบ้าง ผมว่าคงไม่มีใครกลับมาที่ห้องพร้อมกับรอยยิ้มแน่ๆ แล้วก็จริงครับ (รวมทั้งลูกชาย ของครูใหญ่เองด้วย แต่เผอิญไม่ได้อยู่ในห้องผมครับ)

ผมยังไม่เคยเจอคริสเตียนคนไหนเลือกที่จะทำบาป และหลังจากลงมือทำไปแล้ว คิดว่ามันคุ้ม ความบาป ของดาวิด และผลของมันไม่ใช่เป็นแบบที่ทำให้เราอยากทำตาม แต่ควรจะเป็นเครื่องเตือนใจ ให้เราหลีกหนี บาปไปให้ไกลแสนไกล ผลลบของบาปนั้น หนักหนาสาหัสกว่าความสุขชั่วครู่ที่ได้จากการทำบาป ความบาป ไม่เคยคุ้มค่าคุ้มราคาหรอกครับ ถึงแม้จะได้รับการอภัยแล้วก็ตาม

(6) เป็นเรื่องราวการฆ่าลูกแกะ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความใหญ่หลวงของบาปที่ดาวิดกระทำ แป็น เรื่องราวการฆ่าลูกแกะของพระเจ้า ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความใหญ่หลวงของบาปที่เรากระทำ น่าประ หลาดใจไหมครับ ที่ดาวิดมืดบอดอยู่ในความบาปของตัวเอง จนมองอะไรไม่ออก? เป็นเพราะเรื่องราวการฆ่า แกะของชายยากจน จึงทำให้ท่านมองเห็นบาปอันใหญ่หลางของตนเองได้ ดาวิดเห็นถึงความบาปของตน เอง เมื่อท่านได้ยินเรื่องที่นาธันเล่า ซึ่งฟังดูแล้วน่าจะเป็นความบาปของคนอื่น ไม่น่าเกี่ยวกับตัวท่านเลยสักนิด

นี่คือเรื่องเดียวกับการกระทำบนไม้กางเขนขององค์พระเยซูคริสต์เพื่อเรา เราทั้งหลายได้ตายแล้วด้วยการ ละเมิดและด้วยการบาป (เอเฟซัส 2:1-3) เราถูกปิดหูปิดตาไม่ให้เห็นถึงความใหญ่หลวงของบาป (2 โครินธ์ 4:4) การเสด็จมาขององค์พระเยซูคริสต์ ชีวิตที่ไร้ตำหนิของพระองค์ ทั้งที่บริสุทธิ์ ทรงสละชีวิตเป็นเครื่อง บูชา การฟื้นคืนพระชนม์ของพระองค์ ล้วนแล้วแต่เป็นเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ แต่พระกิตติคุณก็เป็นเรื่อง เล่าด้วย เป็นเรื่องจริง เมื่อเราอ่านพระกิตติคุณในพระคัมภีร์ใหม่ เรากำลังสัมผัสกับเรื่องราวที่แสนมหัศจรรย์ น่าทึ่ง และน่าเศร้ากว่าเรื่องที่นาธันเล่าให้ดาวิดฟัง เมื่อเราเห็นผู้ที่ไม่เชื่อปฏิบัติกับพระเจ้าของเรา เรารู้สึก ตระหนก กลัว และโกรธ เราอยากจะร้องตะโกนว่า "พวกนี้สมควรตาย!" พวกเขาตายไปหมดแล้วครับ แต่เรื่อง ของพระกิตติคุณไม่ได้เขียนให้เราเห็นแต่บาปของพวกเขาเท่านั้น — คนเหล่านั้นได้ยินจากพระเยซูแล้ว ยัง ส่งเสียงร้องตะโกนว่า "เอาไปตรึงกางเขน เอาไปตรึงกางเขน" — แต่เขียนขึ้นเพื่อพระวิญญาณของ พระเจ้าจะร่ำร้องอยู่ภายในใจเรา "เจ้าแหละคือผู้นั้น!" เมื่อเราเห็นในสิ่งที่เขาทำต่อพระเยซู เราก็เห็นในสิ่ง ที่เราเองทำกับพระองค์ด้วยถ้าเราอยู่ที่นั่น เราเห็นว่าเราทำอะไรกับพระองค์ในทุกวันนี้ นั่นแหละพี่น้อง เผย ให้เห็นถึงความใหญ่หลวงในบาปของเราเอง และความจำเป็นอย่างเร่งด่วนที่ต้องกลับใจ และทูลขอการอภัย

พระกิตติคุณขององค์พระเยซูคริสต์เป็น "ข่าวดี" ข่่าวดีเรื่องการสิ้นพระชนม์ของพระองค์ เผยให้เห็นถึงความ ใหญ่หลวงในบาปของเรา และการกระทำที่ใหญ่ยิ่งของพระเจ้า ที่พระองค์สามารถให้อภัยต่อบาปของเรา การ ที่พระองค์ยอมตายเพื่อเป็นเครื่องบูชาไถ่บาปให้เรา พระองค์ตายแทนที่เรา ชดใช้การลงทันฑ์แทนเราทุกประ การ พระองค์แบกรับความผิดบาปของเราบนไม้กางเขน! เมื่อเราเข้ามาวางใจในการสิ้นพระชนม์ของพระเยซู การถูกฝังไว้ และการฟื้นคืนพระชนม์ของพระองค์ เราเองก็ได้ตายต่อบาป และถูกชุบขึ้นใหม่ในชีวิตนิรันดร์ ในองค์พระเยซูคริสต์ พระกิตติคุณจะนำเราให้ตระหนักถึงความใหญ่หลวงในบาปของเราก่อน ความรู้สึกผิด และนำเราไปสู่ความยิ่งใหญ่แห่งพระคุณของพระเจ้าในองค์พระเยซูคริสต์ บาปของเราจะได้รับการอภัย คุณ มองเห็นความใหญ่หลวงในบาปของคุณต่อเบื้องพระพักตร์หรือยัง? ผมอยากให้คุณมีประสบการณ์ของความ ยิ่งใหญ่ที่ได้รับความรอด ที่พระเจ้าเป็นผู้จัดเตรียมให้ โดยการสิ้นพระชนม์ ถูกฝังไว้ และฟื้นคืนพระชนม์ของ องค์พระเยซูคริสต์ พระผู้ช่วยองค์มหัศจรรย์!

ความบาปชั่วของคนชั่วร้ายดักเขาเอง และเขาก็ติดอยู่กับตาข่ายบาปของเขา
(สุภาษิต 5:22)

"แต่ผู้ที่พลาดขาดเราก็กระทำตัวเองให้เจ็บ บรรดาผู้ที่เกลียดเราก็รับความมรณา" (สุภาษิต 8:36)

ผู้ใดจะกล่าวได้ว่า "ข้าพเจ้าได้กระทำใจของข้าพเจ้าให้สะอาดแล้ว ข้าพเจ้า บริสุทธิ์พ้นบาปของข้าพเจ้า"? (สุภาษิต 20:9)

บุคคลที่ซ่อนการละเมิดของตนจะไม่จำเริญ แต่บุคคลที่สารภาพและทิ้งความชั่วเสีย จะได้ความกรุณา (สุภาษิต 28:13)


43 ผมอยากจะเสริมว่าฉบับอื่นๆไม่ได้แปลในแบบของ NASB เพราะต้องแปลและจัดเรียงให้เป็นบทกวี

44 มีการกล่าวถึง "ฝูงแพะแกะ" หลายต่อหลายครั้งในพระคัมภีร์ คำว่า "ฝูงแพะแกะ" มักหมายถึงสัตว์เล็กๆ เช่นแพะและแกะเท่านั้น ส่วน "ฝูงสัตว์" มักหมายถึงสัตว์ใหญ่ๆจำพวกโคกระบือ ฯลฯ

Related Topics: Bibliology (The Written Word)

Report Inappropriate Ad