Where the world comes to study the Bible

บทที่ 6: สร้างพระนิเวศน์ (2 ซามูเอล 7:1-29)

คำนำ

ผมโปรดปรานหนังเรื่อง "ครอคโคไดล์ ดันดี" (Crocodile Dundee) มาก และตอนที่โปรดปรานมากคือเมื่อ พระเอกเดินไปตามถนนในนิวยอร์คกับแฟนสาว ทันใดนั้น มีโจรกลุ่มหนึ่งกระโดดออกมาจากมุมมืด คนหนึ่ง ถือมีดจ่อมาพร้อมกับสั่งให้ดันดีส่งของมีค่าให้ อย่างสงบ ดันดีมองหน้าพวกโจรก่อนจะพูดว่า "นั่นไม่ใช่ มีด … นี่ต่างหากคือมีด!" แล้วเขาก็ชักมีดอันยักษ์ออกมา ทำให้มีดที่พวกผู้ร้ายถืออยู่กลายเป็นมีดของเล่นไปเลย พวกมันกระโจนเผ่นหนีไปคนละทิศละทาง

เหตุการณ์นี้ทำให้ผมนึกถึงบทเรียนที่เรากำลังจะเรียนกัน ดาวิดสร้างพระราชวังเสร็จแล้ว ท่านมองออกไป เห็น หีบพันธสัญญายังตั้งอยู่ในเต็นท์ แล้วเกิดความคิด … . ท่านเริ่มวางแผนบางอย่าง ทำไมถึงไม่สร้างพระนิเวศน์ ให้พระเจ้าเล่า? ดาวิดจึงปรึกษาหารือคู่คิด - นาธันผู้เผยพระวจนะ ท่านเล่าโครงการในใจให้ฟัง นาธันเห็นด้วย ในทันที คิดว่าแผนการสร้าง "พระนิเวศน์" ของดาวิดน่าจะเป็นที่พอพระทัยพระเจ้า แต่ในคืนนั้นเอง พระเจ้าทรง แก้ใขความเข้าใจของท่านเสียใหม่ ท่านกลับไปหาดาวิด พร้อมกับคำพยากรณ์ที่ต้องนำมาคิดทบทวนดู พระเจ้า ตรัสกับดาวิดโดยผ่านนาธันผู้เผยพระวจนะ ดูเหมือนว่าพระเจ้ากำลังดูพิมพ์เขียว "พระนิเวศน์" ที่ดาวิดทำไว้ แล้วพระองค์ตรัสกับดาวิดว่า "ดาวิดนั่นไม่ใช่บ้าน … นี่ต่างหาก คือบ้าน" ถ้าดาวิดคิดว่าจะสร้าง พระนิเวศน์ ให้พระเจ้า ท่านคิดผิด พระเจ้าต่างหากที่วางแผนสร้าง "บ้านเรือน" ให้กับดาวิด และจะเป็นบ้านเรือนแบบใด ให้เราตั้งใจฟังบทเรียนนี้ให้ดี และพิจารณาดูว่าพระเจ้าจะสร้างบ้านแบบใดให้ดาวิด และเป็น สิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า พระนิเวศน์ที่ดาวิดต้องการสร้างให้พระองค์

พระธรรมตอนนี้สำคัญยิ่งในพระคัมภีร์เดิม เราประเมิณไม่ได้ว่าสำคัญขนาดไหน ไม่ใช่เฉพาะกับดาวิดเท่านั้น แต่กับชาวอิสราเอลและมวลมนุษยชาติ

"วอลเตอร์ บรุกเกอร์มานให้คำอธิบายเรื่องดาวิดและนาธันว่า 'เป็นศูนย์กลาง ของหลักศาสนศาสตร์ที่น่ามหัศจรรย์ที่สุดในหนังสือพระธรรมซามูเอล … เป็น หนึ่งในหนังสือที่สำคัญที่สุดของพระคัมภีร์เดิม สำหรับพื้นฐานความเชื่อของ คริสเตียน'"25

เนื้อหาของพระธรรมตอนนี้ พวกนักศาสนศาสตร์เรียกว่า พันธสัญญาของดาวิด เป็นพันธสัญญาที่สำคัญยิ่งใน พระคัมภีร์ เราจะมาหาค้นหาความหมายและความสำคัญของพันธสัญญานี้ด้วยกัน

แผนการของดาวิดและคำพยากรณ์ที่รองรับ
(7:1-3)

11 อยู่มาเมื่อพระราชาประทับในพระราชวังของพระองค์ และพระเจ้า ทรงโปรดให้พระองค์พักจากการรบศึกรอบด้าน 2 พระราชาตรัสกับนาธัน
ผู้เผยพระวจนะว่า "ดูซิ เราอยู่ในบ้านทำด้วยไม้สนสีดาร์ แต่หีบของ
พระเจ้า อยู่ในผ้าม่านเต็นท์" 3 และนาธันทูลพระราชาว่า "ขอเชิญทรง กระทำทั้งสิ้นตามพระประสงค์ของฝ่าพระบาทเพราะพระเจ้าทรงสถิตกับ
ฝ่าพระบาท"

ดาวิดมาใกลจากเมื่อครั้งที่เป็นเพียงเด็กเลี้ยงแกะ ท่านพึ่งจะตระหนักเข้าไปในใจว่าพระเจ้าได้แต่งตั้งท่าน ให้เป็นกษัตริย์ปกครองอิสราเอลแล้ว (2 ซามูเอล 5:12) พวกฟิลิสเตียมาโจมตีเพื่อโค่นล้มท่านถึงสองครั้ง และดาวิดเอาชนะได้ทั้งสองครั้ง บรรดาศัตรูรอบด้านก็อยู่อย่างสงบสันติสุขกับท่าน ด้วยความช่วยเหลือ ของฮีราม กษัตริย์เมืองไทระ ดาวิดสร้างพระราชวังสำเร็จ และได้เข้าอยู่อาศัยอย่างสมฐานะ บัดนี้ถึงเวลา แล้วที่ท่านจะหันไปทุ่มเทงานด้านอื่น

หลังจากล้มเหลวในครั้งแรก ในที่สุดหีบพันธสัญญาก็ได้มาถึงกรุงเยรูซาเล็ม ตั้งอยู่ที่ในเต็นท์ ดาวิดคงจะ มองจากดาดฟ้าลงมาเห็นเต็นท์พลับพลาที่มีหีบพันธสัญญาอยู่ ท่านคงรู้สึกไม่เหมาะสมที่จะอยู่ในพระราชวัง หรูหรา ในขณะที่หีบของพระเจ้าอยู่ในที่คับแคบและไม่สง่างาม ท่านจึงมีความคิดว่าน่าจะสร้างเรือนอีกสักหลัง เรือนหลังที่สองนี้จะเป็นพระวิหารที่สถิตอยู่ของหีบพันธสัญญา

เมื่อท่านเริ่มคิด เมื่อคิดแล้วก็เป็นสิ่งที่ท่านต้องลงมือทำ ดาวิดจึงปรึกษานาธันผู้เผยพระวจนะ ผู้ซึ่งเป็นทั้ง เพื่อนและผู้ให้คำปรึกษาของกษัตริย์ การกระทำเช่นนี้เหตุใดจึงไม่ถูกต้อง? ทำไมพระเจ้าจะมีที่อยู่ที่สง่างาม เหมาะสมกว่านี้ไม่ได้? ดังนั้น โดยที่ไม่ปรึกษาพระเจ้าก่อน นาธันสนับสนุนให้เดินหน้า นาธันคงจะพูดกับ ดาวิดว่า "ฟังดูดีมาก ผมคิดว่าพระเจ้าคงพอพระทัยแน่ๆ" ในคำพูดตามพระคัมภีร์ นาธันกล่าวว่า "พระเจ้า ทรงทำทุกสิ่ง ที่ท่านคิด เพราะพระองค์สถิตกับท่าน" (ข้อ 3) 26

ทบทวนนิมิต
(7:4-7)

4 แต่อยู่มาในคืนวันนั้นเอง พระวจนะของพระเจ้ามาถึงนาธันว่า
5 "จงไปบอกดาวิดผู้รับใช้ของเราว่า 'พระเจ้าตรัสดังนี้ว่า เจ้าจะ
สร้างนิเวศให้เราอยู่หรือ 6 เราไม่เคยอยู่ในนิเวศนับแต่วันที่เราพา คนอิสราเอลออกจากอียิปต์จนกระทั่งวันนี้ แต่เราก็ไปมากับเต็นท์
และกับพลับพลา 7 ในที่ต่างๆที่เราได้เคลื่อนไปมากับชนชาติ
อิสราเอลทั้งหมด เราได้เคยพูดสักคำกับผู้วินิจฉัยของอิสราเอล
คนใด ผู้ที่เราบัญชาให้เขาเลี้ยงดูอิสราเอลประชากรของ เราหรือว่า "ทำไมเจ้ามิได้สร้างนิเวศด้วยไม้สนสีดาร์ให้แก่เรา'"

ผมยังจำได้ เมื่อหลายปีมาแล้วผมช่วยทำงานในแผนกบริหารของวิทยาลัยเล็กๆแห่งหนึ่ง ที่จริงมันประกอบ ด้วยสองสถาบัน ส่วนหนึ่งเป็นตัววิทยาลัย และอีกส่วนเป็นโครงการการศึกษาพิเศษ สำหรับให้การศึกษากับ คนพิการเพื่อจะสามารถเข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัยได้ ผมไม่ได้อยู่ในส่วนของวิทยาลัย แต่อยู่ในโครงการ การศึกษาพิเศษ เมื่อทางวิทยาลัยต้องการอาจารย์สอน ผมคิดจะเสนอผู้สมัครบางคนให้ แต่ปัญหาคือ ท่าน อธิบการบดีของวิทยาลัยได้มีการเลือกเป็นการภายในไปแล้ว ผมทำในสิ่งที่ไม่ค่อยฉลาดนัก คือไปพูดกับท่าน ประธานของทั้งสองสถาบัน และทั้งสองสนับสนุนให้ผมไปเสนอความคิดนี้กับอธิการบดี นับเป็นความ ผิดพลาด คำตอบของท่านอธิการบดีเล่นเอาผมอึ้งไปเลย "นี่คุณบ็อบ" ท่านตอบอย่างดุเดือด "ใครบริหาร สถาบันนี้ คุณ หรือผม?" ตายหละ ผมทำอะไรไม่ถูก แต่อันที่จริงเขาก็พูดถูก มันเป็นความคิดของผม และเผอิญ ผมไม่ได้ เป็นผู้บริหารสถาบันนี้เสียด้วย

ผมว่านาธันคงเข้าใจความรู้สึกในตอนนั้นของผมได้ดี ในตอนดึก พระเจ้าทรงเผยกับนาธันอย่างตรงไปตรงมา และท่านต้องไปถ่ายทอดให้ดาวิดฟัง คือทำให้นาธันและดาวิดรู้ถึงสถานะของตนเอง เหมือนผม ดาวิดมีความ คิดที่น่าสนใจ แต่ไม่สอดคล้องกับแผนการของพระเจ้า คำถามที่พระเจ้าทรงถามดาวิดคงมีน้ำเสียงประมานว่า: "เจ้าน่ะหรือจะสร้างบ้านให้เราอยู่?" โอ้โฮ ผมชอบวิธีที่ยูจีน พีเตอร์สันพูดเรื่องนี้เอาไว้ :

"มีบางครั้งที่แผนการอันยิ่งใหญ่ของมนุษย์อย่างเรา ที่ต้องการทำถวายพระเจ้า เช้าวันรุ่งขึ้นหลังการอธิษฐาน กลับกลายเป็นตัวการขัดขวางแผนการที่พระเจ้า เตรียมไว้ให้เราไป นี่คือสิ่งที่นาธันตระหนักได้ในค่ำคืนนั้น : พระเจ้าสำแดงให้ นาธันเห็นว่า แผนการสร้างพระนิเวศน์ของดาวิดจะกลายเป็นตัวการขัดขวางแผน การของพระองค์ที่มีให้กับดาวิด"27

ก่อนที่เราจะเรียนต่อ ผมขอเวลาชี้แจงรายละเอียดที่สำคัญบางประการ สังเกตุดูว่า ข้อ 1, 2, และ 3 พูดถึง ดาวิดว่าเป็นพระราชา แต่เมื่อพระเจ้าตรัสถึงดาวิด พระองค์ทรงเรียกดาวิดว่าผู้รับใช้ของเรา (ข้อ 5) ผมคง กล้าพูดว่าดาวิดแทบไม่ทันจะตระหนักในตำแหน่งกษัตริย์ของตนเองสักเท่าไร แต่เมื่อเกี่ยวข้องกับประชากร ของอิสราเอล (และคนอื่นๆที่อยู่นอกประเทศ) ดาวิดอยู่ในตำแหน่งที่มีอำนาจสูงสุดในแผ่นดิน แต่เมื่อเกี่ยว ข้องกับพระเจ้า ดาวิดเป็นเพียงผู้รับใช้ ดาวิดอาศัยอยู่ในพระราชวัง และพระเจ้าสถิตที่ในเต็นท์ อย่างน้อยก็ใน ความคิดของดาวิด ดูเหมือนดาวิดต้องการช่วยเหลือพระเจ้า เหมือนผมแหละครับ ใส่ชุดทักซีโด้หรู เอาเช็ค ของขวัญยื่นให้เด็กในบ้านไปหาซื้อเสื้อผ้าดีๆมาใส่ คงเป็นเพราะเหตุผลนี้ ผมเชื่อว่าพระเจ้าจึงจับดาวิดให้อยู่ ในตำแหน่ง ในที่ในทาง ด้วยการพูดถึงพระราชาว่าเป็นเพียงผู้รับใช้ของพระองค์ และสองตรัสกับดาวิดว่า "เจ้าจะสร้างนิเวศน์ให้เราอยู่หรือ?

ให้เรามาดูรายละเอียดอื่นประกอบ สเตเฟนพูดถึงเรื่องคุณค่าของพระนิเวศน์ในพระธรรมกิจการบทที่ 7 :

44 "บรรพบุรุษของเราเมื่ออยู่ในถิ่นทุรกันดารก็มีเต็นท์แห่งสักขีพยานตามที่พระ องค์ทรงสั่งไว้ เมื่อตรัสกับโมเสสว่า ให้ทำเต็นท์ตามแบบที่ได้เห็น 45 ฝ่ายบรรพ บุรุษของเราเมื่อได้รับเต็นท์นั้นจึงขนตามโยชูวาไป เมื่อได้เข้ายึดแผ่นดินของ บรรดาประชาชาติ ซึ่งพระเจ้าได้ทรงขับไล่ไปให้พ้นหน้าบรรพบุรุษของเรา เต็นท์ นั้นก็สืบมาจนถึงสมัยกษัตริย์ดาวิด 46 "ดาวิดนั้นมีความชอบเฉพาะพระเจ้าและขอ พระอนุญาติที่จะหาพระนิเวศน์สำหรับพระเจ้าของยาโคบ 47 แต่ซาโลมอนเป็นผู้ ได้ทรงสร้างพระนิเวศน์สำหรับพระองค์ 48 ถึงกระนั้นก็ดีองค์ผู้สูงสุดหาได้ประทับ ในพระนิเวศน์ซึ่งมือมนุษย์ได้ทำไว้ไม่ ตามที่ผู้เผยพระวจนะได้กล่าวไว้ว่า : 49 'สวรรค์เป็นบัลลังก์ของเรา และแผ่นดินโลกเป็นแท่นรองเท้าของเรา เจ้าจะ สร้างนิเวศน์อะไรสำหรับเรา หรือที่พำนักของเราอยู่ที่ไหน ? 50 'สิ่งเหล่านี้ มือของเราได้ทำไว้ทั้งสิ้น มิใช่หรือ?”
(กิจการ 7:44-50)

สเทเฟนถูกนำไปต่อหน้าสภาแซนเฮดรินในข้อหากุเรื่องขึ้น หนึ่งในนั้นคือพูดจาหมิ่นประมาทพระวิหาร (กิจการ 6:13) สเทเฟนไม่ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาโดยพยานเท็จ ท่านกลับปกป้องด้วยการชี้ให้เห็นจากพระคัมภีร์เดิมว่า พระเจ้าไม่ได้ทรงโปรดปรานพระวิหารนี้เท่ากับที่พวกยิวเป็น ท่านกล่าวว่าพระเจ้าประทานพลับพลาให้กับ ชาว อิสราเอล แต่ความคิดเรื่องการสร้างพระวิหารเป็นของดาวิด ท่านกล่าวต่อไปว่าพระเจ้าผู้ทรงสร้างสรรพสิ่งทั้ง หลาย คงจะไม่ถูกจำกัดให้อยู่ในสถานที่ที่มนุษย์สร้างขึ้นด้วยมือ พูดอย่างสั้นๆก็คือ พระเจ้าไม่ได้ต้องการ พระวิหาร พระองค์ไม่ได้บอกว่าอยากได้ พระองค์อนุญาติให้บุตรของดาวิดสร้างพระวิหาร เพราะดาวิดต้องการ มันไม่ผิดหรอก ; เพียงแต่มันไม้ใช่เป็นความคิดของพระเจ้า พระเจ้าไม่ได้ต้องการพระวิหาร พระองค์ไม่จำเป็น ต้องใช้พระวิหาร เพราะสำหรับบางคน พระวิหารอาจสื่อความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง

2 ซามูเอลบทที่ 7 สอดคล้องกับข้อโต้แย้งของสเทเฟน ในข้อ 6-11ก พระเจ้าอธิบายให้ดาวิดเข้าใจว่าพระ องค์ไม่ได้ต้องการพระนิเวศน์ที่ดาวิดอยากสร้างถวาย เหตุผลแรกอยู่ในข้อ 6 รวบรวมสรุปเป็นคำพูดได้ว่า : "ถ้ามันยังไม่พัง ก็ไม่ต้องพยายามไปซ่อมมัน" คิดดูให้ดี ทำไมถึงอยากซื้อรถใหม่ถ้าคันเก่ายังใช้งานได้ ดี? เมื่อพระเจ้าประทานธรรมบัญญัติให้กับโมเสส พระองค์สั่งถึงวิธีการสร้างพลับพลา และตลอดมาใน ประวััติศาสตร์ของอิสราเอล จากภูเขาซีนายถึงการขึ้นครองของดาวิด พลับพลาทำหน้าที่ได้อย่างไม่มีที่ติ พระเจ้าสถิตอยู่กับประชากรของพระองค์เมื่อหีบพันธสัญญาตั้งอยู่ในพลับพลา และเมื่อประชาชนต้องอพยพ เดินทาง ทั้งพลับพลาและหีบพันธสัญญาก็เดินทางไปด้วย พระองค์ประทานชัยชนะให้เหนือศัตรู ให้เข้าครอบ ครองดินแดนพันธสัญญา ประวัติศาสตร์ของอิสราเอลเป็นสักขีพยานอย่างดีว่า ไม่มีสิ่งใดต้องแก้ใข พลับพลา ทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยม; ดังนั้นถ้ามันยังไม่พัง ก็ไม่ต้องไปซ่อมแซมมัน

ในข้อ 7 พระเจ้าให้อีกเหตุผลหนึ่งว่าทำไมไม่มีความจำเป็นต้องสร้างพระวิหาร: "เราไม่ได้ขอให้สร้าง" ที่บนภูเขาซีนาย พระเจ้าประทานพระบัญญัติให้กับอิสราเอลโดยทางโมเสส และพระบัญญัตินี้ พระองค์ กำหนดวิธีการในการสร้างพลับพลา วิธีการเคลื่อนย้าย และการดูแลรักษา พระเจ้าสั่งอิสราเอลให้เป็นผู้สร้าง พลับพลา; พระองค์ไม่เคยพูดถึงพระวิหาร ถ้าพระองค์ต้องการพระวิหาร แน่นอนพระองค์ต้องตรัสถึง และ ในเมื่อพระองค์ไม่ได้ตรัสถึง เราต้องสรุปว่าไม่มีความจำเป็น

ในข้อ 8-11ก พระเจ้าเข้าถึงหัวใจของเรื่อง ผมต้องการให้เราสังเกตุดูสรรพนาม "เรา" ว่ามีอยู่กีครั้งในตอนนี้ พระธรรมตอนนี้ พระเจ้าเป็นศูนย์กลางอย่างชัดเจน ผมชอบวิธีการที่พีเตอร์สันพูดเรื่องนี้ :

คำพูดที่นาธันถ่ายทอดให้กับดาวิด เป็นการสาธยายถึงสิ่งที่พระเจ้าได้กระทำ กำลังกระทำ และจะกระทำ พระเจ้าทรงเป็นประธานของคำกิริยาทั้งยี่สิบสามคำ ที่ปรากฎอยู่ และคำกิริยานี้เป็นการกระทำทั้งสิ้น ดาวิดเต็มไปด้วยความต้องการ อยากทำถวายพระเจ้า กลับกลายเป็นกรรมในสิ่งที่พระเจ้าได้กระทำ กำลังกระทำ และจะทำให้กับ และในตัวดาวิด สิ่งที่วันวารดูเหมือนกิจการอันกล้าหาญของดาวิด ที่กระทำแทนพระเจ้า บัดนี้กลับดูเป็นเรื่องกระจ้อยร่อย ไร้ความสำคัญ 28

ดาวิดเสนอยื่นมือไปช่วยพระเจ้าด้วยการสร้างบ้านที่ดีกว่าให้กับพระองค์หรือ? พระเจ้าตักเตือนดาวิดว่า ใคร เป็นผู้ดูแลใครกันแน่ ดาวิดอยากจะทำการยิ่งใหญ่ถวายพระเจ้า เช่นสร้างพระนิเวศน์ให้พระองค์หรือ? ประวัติศาสตร์กำลังตักเตือนดาวิด (และเราทั้งหลาย) ว่าพระเจ้าเป็นผู้ช่วยเหลือเรา ไม่ใช่เราเป็นผู้ช่วยเหลือ พระเจ้า ดาวิด ผู้รับใช้พระเจ้า น่าจะจำได้ว่าพระองค์เป็นผู้นำท่านออกมาจากท้องทุ่ง จากการติดตาม (ไม่ใช่นำ) ฝูงแกะ และตั้งท่านให้ขึ้นครองเหนืออิสราเอล (ข้อ 8) พระเจ้าอยู่กับดาวิดตลอด ไม่ว่าท่านจะไป ที่ไหน และพระองค์เป็นผู้นำศัตรูมาอยู่ภายใต้เงื้อมมือของท่าน ทำให้ท่านเป็นผู้มีชื่อเสียง ได้รับการยกย่อง พระเจ้าทรงเป็นผู้ประทานความช่วยเหลือมนุษย์ หาใช่มนุษย์เป็นผู้ช่วยเหลือพระองค์ไม่

ข้อ 10 มีการเปลี่ยนแปลงคำกิริยาที่สำคัญ คำกิริยาก่อนหน้านั้นเป็นอดีต พูดถึงสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงกระทำใน อดีต แต่พอมาถึงข้อ 10 คำกิริยากลายเป็นอนาคต หลังจากที่ได้ทรงชี้ให้ดาวิดเห็นว่าได้ทรงทำสิ่งใด เพื่อ ท่านและอิสราเอลมาบ้างในอดีต พระองค์กล่าวต่อไปทำนองว่า : "ดาวิดผู้รับใช้ของเรา เจ้ายังมองไม่ เห็นถึงสิ่งยิ่งใหญ่กว่า ที่กำลังจะตามมา" พระเจ้าทรงสัญญาจะกำหนดที่หนึ่งเพื่อปลูกฝังประชากรของ พระองค์ พวกเขาจะมีที่เป็นของตนเอง (เหมือนกับที่ดาวิดตั้งใจจะถวาย "ที่ส่วนพระองค์") ให้กับพระเจ้า พวก เขาจะอยู่อาศัยอย่างสงบสุข เพราะคนชั่วร้ายจะเข้าไปทำอันตรายไม่ได้ จะไม่เหมือนเดิมต่อไป ตั้งแต่เมื่อ ครั้งผู้วินิจฉัยจนถึงปัจจุบัน พระเจ้าจะให้ดาวิดพักจากการรบกับพวกศัตรู 29 ดาวิดยังคิดว่าจะทำอะไรถวาย พระองค์อีกหรือ? พระเจ้าเป็นผู้ประทานทุกสิ่งที่ดาวิดมี และพระเจ้าจะประทานเพิ่มเติมให้อีกมากมาย30

มีคำถามเกิดขึ้น : เมื่อไหร่ล่ะที่พันธสัญญานี้จะเป็นจริงสำหรับดาวิด? เป็นเรื่องชัดเจนว่ายังไม่เกิดขึ้น เป็นคำ พูดที่หมายถึงอนาคต บางคนคิดว่าคงจะเป็นจริงในอีกสามบทหน้า (8-10) เมื่อดาวิดมีชัยเหนือศัตรูรอบด้าน ผมคิดว่าเรายังไม่เห็น เมื่อดาวิดมีชัยเหนือศัตรูรอบด้านอิสราเอล ผมคิดว่าเราก็ยังไม่เห็นว่าเป็นจริง ไม่ว่าใน ชั่วชีวิตของดาวิด หรือแม้กระทั่งในชั่วชีวิตของซาโลมอนบุตรชาย ผมเชื่อว่าพระสัญญาให้ดาวิดนี้จะสำเร็จ เป็นจริง ก็ต่อเมื่ออาณาจักรของพระเจ้ามาถึง เมื่อพระเยซูคริสต์มีชัยเหนือศัตรู และจัดตั้งอาณาจักรของ พระองค์บนโลกสำเร็จลง คงจะเป็นเวลาเดีียวกับที่พูดถึงอยู่ในอิสยาห์บทสุดท้าย พระสัญญานี้มอบให้กับ ดาวิดเพื่อเป็นการปูทางสำหรับพระสัญญาที่พระเจ้ากำลังจะทำให้ดาวิด ในข้อต่อไปนี้ คือพระสัญญาที่ จะสร้าง "ราชวงศ์" ให้กับท่าน

บ้านเรือนที่พระเจ้าจะสร้างให้ดาวิด:
การประกาศพันธสัญญาของดาวิด
(7:11ข-17)

11.พระเจ้าตรัสแก่เจ้าว่า พระเจ้าจะทรงให้เจ้ามีราชวงศ์
12 เมื่อวันของเจ้าครบแล้ว และเจ้านอนพักอยู่กับบรรพบุรุษของ
เจ้า เราจะให้บุตรชายคนหนึ่งของเจ้าเกิดขึ้นสืบต่อจากเจ้าผู้ซึ่ง
เกิดมาจากตัวเจ้าเองและ เราจะสถาปนาอาณาจักรของเขา
13 เขาจะเป็นผู้สร้างนิเวศเพื่อนามของเราและเราจะสถาปนา บัลลังก์แห่งราชอาณาจักรของเขาให้อยู่เป็นนิตย์ 14 เราจะเป็น
บิดาของเขา และเขาจะเป็นบุตรของเรา ถ้าเขากระทำผิด เรา จะตีสอนเขาด้วยไม้เรียวของมนุษย์ ด้วยการเฆี่ยนแห่งบุตรมนุษย์
ทั้งหลาย 15 แต่ความรักมั่นคงของเราจะไม่พรากไปจาก เขาเสีย ดังที่เราพรากไปจากซาอูล ซึ่งเราได้ถอดเสียให้พ้นหน้าเจ้า 16 ราชวงศ์ของเจ้าและอาณาจักรของเจ้าจะดำรงอยู่ต่อหน้าเจ้าอย่าง
มั่นคงเป็นนิตย์ และบัลลังก์ของเจ้าจะถูกสถาปนาไว้เป็นนิตย์'"
17 นาธันก็กราบทูลดาวิดตามถ้อยคำเหล่านี้ทั้งสิ้น และตามนิมิตนี้
ทั้งหมด

เรื่องราวของตอนนี้เริ่มต้นที่ดาวิดดำริจะสร้างบ้าน (พระนิเวศน์) ให้พระเจ้า พระเจ้าตำหนิดาวิดอย่างนุ่มๆ ใน แผนการที่ท่านมุ่งจะทำ ดาวิดยืนไม่ถูกที่ พยายามหยิบยื่นความช่วยเหลือให้กับพระเจ้า ทั้งๆที่ตลอดมา พระ เจ้าต่างหากทีเป็นผู้่หยิบยื่นความช่วยเหลือให้ พระเจ้าทรงดูแลช่วยเหลือประชากรของพระองค์เป็นอย่างดี การสถิตอยู่ด้วยของพระองค์เกี่ยวข้องกับพลับพลาและหีบพันธสัญญา พระเจ้าไม่ได้ต้องการพระวิหาร เพราะ พระองค์ไม่จำเป็นต้องใช้ พระองค์อยู่เบื้องหลังความสำเร็จทั้งสิ้นของดาวิด และบัดนี้ พระองค์สัญญาจะทำ สิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า พระองค์กำลังตรัสถึงเรื่อง "บ้าน" ดาวิดคิดจะปลูกบ้านให้พระเจ้าหรือ? ท่านจะไม่ได้ทำ แต่บุตรของท่านจะเป็นผู้ทำ บัดนี้พระเจ้าทรงประกาศกับดาวิดว่าพระองค์จะทรงสร้าง "บ้านเรือน" ให้กับ ท่าน รายละเอียดเรื่อง "บ้านเรือน" นี้อยู่ในข้อ 12-17

คำพยากรณ์นี้ เหมือนกับอีกหลายคำพยากรณ์ คือสำเร็จลงในเวลาอันใกล้และในอนาคตอีกยาวไกล ในเวลา อันใกล้คือซาโลมอน บุตรคนที่สองที่เกิดกับนางบัทเชบา บุตรคนนี้จะขึ้นครองอิสราเอลแทนหลังจากดาวิด สิ้นชีวิต เรารู้ว่าที่นาธันพูดนั้นหมายถึงซาโลมอน เพราะมีคำว่า "บุตรชายคนหนึ่ง" ของดาวิด ถ้าเขากระทำ ผิด พระองค์จะตีสอนเขา ซึ่งแน่นอนไม่ใช่พระเมสซิยาห์บุตรดาวิด ผู้จะมาแบกรับความผิดบาปไปจากโลกนี้ และครองบนบัลลังก์ของดาวิดผู้เป็นบรรพบุรุษแน่ ต่างจากซาอูลที่ราชวงศ์ถูกตัดออกไป "ครอบครัว์" ของดาวิด (ลูกหลานของท่าน) จะเป็นราชวงศ์ที่ขึ้นมาครอบครองอาณาจักรอิสราเอลแทน

ลูกหลานของดาวิด — "ราชวงศ์" ของท่าน — จะมีโอกาสชื่นชมยินดีในสัมพันธภาพและสิทธิพิเศษด้วยกัน กับพระเจ้า เป็นเหมือนสัมพันธภาพระหว่างบิดา/บุตร หรือผมควรใช้คำว่าเป็นความสัมพันธ์แบบพ่อกับลูกดี ในพระคัมภีร์ การเป็น "บุตร" บางครั้งมีความหมายมากกว่าบุตรที่สืบทอดตามสายโลหิต คำว่า "บุตร" อาจ ใช้หมายถึงผู้ที่จะขึ้นมาปกครองหรือสืบทอดตำแหน่งแทน (ผู้เป็นบิดา) อาดัมเป็น "บุตรของพระเจ้า" ในแง่ ที่ท่านครอบครองสรรพสิ่งที่พระเจ้าทรงสร้างในฐานะผู้ดูแล (ดูลูกา 3:38) ซาตานและทูตสวรรค์ก็ถูกเรียก ว่าเป็น "บุตร" ของพระเจ้าในแง่เดียวกัน และซาโลมอน (ลูกของดาวิด) ถูกพูดถึงในแง่ที่จะได้รับการดูแล จากพระเจ้าเช่นเดียวกับที่บิดาดูแลบุตร

เมื่อเป็นเช่นนี้ การเป็นบุตรไม่ใช่เป็นเพราะเกิดเป็น "บุตร" อย่างเดียว ; การที่กษัตรยิ์เป็น "บุตร" ของพระเจ้า ก็เพราะพระเจ้าเป็นผู้แต่งตั้งให้ขึ้นนั่งบนบัลลังก์ :

4 พระองค์ผู้ประทับในสวรรค์ ทรงพระสรวล พระเจ้าทรงเย้ยหยันเขาเหล่านั้น
5 แล้วพระองค์ตรัสกับเขาทั้งหลายด้วยพระพิโรธ และกระทำให้เขาสยดสยอง ด้วยความกริ้วของพระองค์ ตรัสว่า 6 "เราได้ตั้งกษัตริย์ของเราไว้แล้ว บนศิโยน ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ของเรา" 7 ข้าพเจ้าจะบอกถึงพระดำรัสของพระเจ้า พระองค์รับ
สั่งกับข้าพเจ้าว่า "เจ้าเป็นบุตรของเรา วันนี้เราได้ให้กำเนิดแก่เจ้าแล้ว 8 จงขอ
จากเราเถิด และเราจะมอบบรรดาประชาชาติให้เป็นมรดกของเจ้า ตลอดทั้ง แผ่นดินโลกให้เป็นกรรมสิทธิ์ของเจ้า 9 เจ้าจะตีเขาให้แตกด้วยกระบองเหล็ก และฟาดให้แหลกเป็นชิ้นๆ
(สดุดี 2:4-9)

นี่เป็นถ้อยคำเดียวกับที่พระเจ้าตรัสแก่องค์พระเยซูคริสต์เมื่อรับบัพติสมา พระองค์ตรัสว่า "บุตร" ของเรา (มัทธิว 3:17; มาระโก 1:11; ลูกา 3:22) และเมื่อพระองค์จำแลงพระกาย (มัทธิว 17:5; มาระโก 9:7; ลูกา 9:35) เปโตรนำคำนี้มากล่าวเชื่อมโยงเข้ากับการจำแลงพระกาย (2 เปโตร 1:17) ผู้เขียนพระธรรมฮีบรูนำคำ พูดนี้มาใช้เพื่อแสดงให้เห็นว่าพระเยซูคือพระเมสซิยาห์ที่ได้ทรงสัญญาไว้ (1:5; 5:5) ใน 5:5, ผู้เขียนฮีบรู เจาะจงนำ 2ซามูเอล 7:14 มาใช้ว่าคำพยากรณ์สำเร็จเป็นจริงแล้วโดยพระเยซูคริสต์ ในกิจการ 13:33 อ.เปาโลนำข้อพระคำจาก สดุดี 2 มากล่าวว่าเป็นจริงแล้วในพระคริสต์ โดยเฉพาะเรื่องที่พระองค์ทรงเป็นขึ้น มาจากความตาย

คำว่า "บุตร" หรือ "บุตรทั้งหลาย" ถูกนำมาใช้กับบรรดาผู้ที่มามีความเชื่อในพระเยซูคริสต์ ได้รับความรอด โดยความเชื่อ เมื่อเราได้รับความรอดโดยความเชื่อ เราก็เป็น "บุตร" ของพระเจ้า คำว่า "บุตร" ไม่ได้มีความ หมายแค่เป็น "ลูก" ของพระเจ้าเท่านั้น แต่เป็นผู้ที่จะได้ครองร่วมกับพระองค์ :

18เพราะข้าพเจ้าเห็นว่าความทุกข์ลำบากแห่งสมัยปัจจุบัน ไม่สมควรที่จะเอา
ไปเปรียบกับศักดิ์ศรี ซึ่งจะเผยให้แก่เราทั้งหลาย 19 ด้วยว่าสรรพสิ่งที่ทรง
สร้างแล้ว มีความเพียรคอยท่าปรารถนาให้บุตรทั้งหลายของพระเจ้าปรากฏ
20 เพราะว่าสรรพสิ่งเหล่านั้นต้องเข้าอยู่ในอำนาจของอนิจจัง ไม่ใช่ตามใจ
ชอบของตนเอง แต่เป็นไปตามที่พระเจ้าได้ทรงให้เข้าอยู่นั้น 21 ด้วยมีความ
หวังใจว่า สรรพสิ่งเหล่านั้นจะได้รอดจากอำนาจแห่งความเสื่อมสลาย และจะ เข้าในเสรีภาพและศักดิ์ศรีแห่งบุตรทั้งหลายของพระเจ้า 22 เรารู้อยู่ว่าบรรดา สรรพสิ่งที่ทรงสร้างนั้นกำลังคร่ำครวญ และผจญความทุกข์ยากด้วยกันมาจน
ทุกวันนี้ 23 และไม่ใช่เท่านั้น แต่เราทั้งหลายเองด้วย ผู้ได้รับพระวิญญาณ
เป็นผลแรก ตัวเราเองก็ยังคร่ำครวญคอยการที่พระเจ้าทรงให้เป็นบุตร คือที่ จะทรงให้กายของเราทั้งหลายรอดตาย
(โรม 8:18-23).

เมื่อพระคริสต์เสด็จกลับมาอีกครั้ง เราจะถูกชุบขึ้นมาจากความตาย เราจะเป็นบุตรเหมือนพระเยซูคริสต์ และจะครองร่วมกับพระองค์ชั่วนิรันดร์

ดาวิดจะมีบุตร และบุตรเหล่านี้จะเป็น "บุตร" ของพระเจ้า พวกเขาจะปกครองอิสราเอล แต่วันหนึ่งข้างหน้า จะมี "บุตร" ที่พิเศษยิ่ง และโดยทางผู้นี้ พระสัญญาทั้งสิ้นที่พระเจ้าได้สัญญาไว้ ไม่ว่าจะที่นี่หรือที่อื่นใด (เกี่ยวกับอาณาจักรของพระองค์) จะสำเร็จลง ไม่ว่าจะเป็นการเสด็จมาครั้งแรก หรือการกลับมาครั้งที่สองก็ตาม ดาวิด จะมีบุตรหลานหลายคน ที่จะสืบทอดการปกครอง และบุตรหลานเหล่านี้จะเป็น "บุตร" ของพระเจ้า แต่ พระสัญญาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือ "บุตร" พิเศษผู้นี้จะมาจากราชวงศ์ของดาวิด และอาณาจักรของท่านจะยั่งยืนเป็น นิตย์ ใน "บุตร" ผู้นี้ ความหวังทั้งหมดของดาวิด ของอิสราเอล และความหวังทั้งสิ้นของพวกเราจะเป็นจริง นี่คือหัวใจของพันธสัญญาดาวิด พระเจ้าจะประทานบุตรให้กับดาวิด ผู้จะมาปกครองแทนที่ท่าน แต่พระสัญญา ของพระเจ้าจะสำเร็จลง และจะสำเร็จลงอย่างสมบูรณ์ที่สุดใน "บุตร" องค์พิเศษสุดที่จะเสด็จกลับมา

คำที่ผู้เผยพระวจนะนาธันกล่าว เป็นถ้อยคำของพระเจ้า มอบให้นาธันในนิมิต ทำให้เกิดการกลับไป "ทบทวน" ดูใหม่ ในแผนการที่ท่านเห็นชอบให้ดาวิดสร้างพระนิเวศน์ถวายพระเจ้า นี่คือสิ่งที่พระเจ้าตรัสกับดาวิดโดยทาง นาธัน นี่เป็นถ้อยคำของพระเจ้าแน่นอน

ดาวิดตอบสนอง
(7:18-29)

18 แล้วพระราชาดาวิดจึงเสด็จเข้าไปเฝ้าพระเจ้า และกราบทูลว่า "ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์เป็นผู้ใดเล่าและพงศ์พันธุ์ของข้าพระองค์เป็นผู้ใด พระองค์จึงทรงนำข้า พระองค์มาไกลถึงแค่นี้ 19 ข้าแต่พระเจ้า แต่นี่ก็เป็นสิ่งเล็กน้อยในสายพระเนตรของ
พระองค์ และพระองค์ทรงลั่นพระวาจาถึงราชวงศ์ของข้าพระองค์ ในอนาคตอันไกล
นั้น ข้าแต่พระเจ้า และทั้งนี้ตามวิสัยของมนุษย์ 20 ดาวิดจะกราบทูลประการใดอีก ต่อพระองค์ได้เล่า ข้าแต่พระเจ้า พระองค์ทรงรู้จักผู้รับใช้ของพระองค์ 21 ที่พระองค์ ทรงกระทำสิ่งใหญ่โตนี้ทั้งสิ้น เพื่อให้ผู้รับใช้ของพระองค์ทราบก็เพราะพระสัญญา
ของพระองค์ และตามชอบพระทัยของพระองค์ 22 ข้าแต่พระเจ้า ฉะนั้นพระองค์
ทรงยิ่งใหญ่ ไม่มีใดๆเหมือนพระองค์ ไม่มีพระเจ้านอกเหนือพระองค์ ตามที่หูของ ข้าพระองค์ทั้งหลายได้ยินมา 23 ประชากรในโลกนี้จะเหมือนอิสราเอลประชากรของ
พระองค์ ซึ่งพระเจ้าเสด็จไปทรงไถ่มาให้เป็นประชากรของพระองค์ กระทำให้พระนาม ของพระองค์มีเกียรติ และทรงกระทำสิ่งที่ใหญ่เพื่อเจ้าทั้งหลาย และทรงกระทำสิ่งน่า
สะพรึงกลัว เพื่อแผ่นดินของพระองค์ ต่อหน้าประชากรของพระองค์ คือชนชาติซึ่ง พระองค์ทรงไถ่ออกจากอียิปต์ เพื่อพระองค์จากบรรดาประชาชาติ และบรรดาพระเจ้า
ของเขา 24 และพระองค์ทรงสถาปนาอิสราเอล ประชากรของพระองค์ไว้ ให้เป็น ประชากรเพื่อพระองค์เองเป็นนิตย์ ข้าแต่พระเจ้า พระองค์ก็ทรงเป็นพระเจ้าของเขา
ทั้งหลาย 25 ข้าแต่พระเจ้า พระวาทะซึ่งพระองค์ทรงลั่นออกมาเกี่ยวกับผู้รับใช้ของ
พระองค์ และเกี่ยวกับราชวงศ์ของเขา ขอทรงดำรงซึ่งพระวาทะนั้นให้ถาวรเป็นนิตย์ และทรงกระทำดังที่พระองค์ทรงลั่นพระวาจาไว้ 26 ขอพระนามของพระองค์เป็นที่ สรรเสริญอยู่เป็นนิตย์ว่า 'พระเจ้าจอมโยธาทรงเป็นพระเจ้าเหนืออิสราเอล' และ ราชวงศ์ดาวิดผู้รับใช้ของพระองค์จะดำรง อยู่ต่อพระพักตร์พระองค์ 27 ข้าแต่พระเจ้า จอมโยธาพระเจ้าของอิสราเอล เพราะว่าพระองค์ได้ทรงสำแดงแก่ผู้รับใช้ของพระองค์
ว่า 'เราจะสร้างราชวงศ์ให้เจ้า' เพราะฉะนั้น ผู้รับใช้ของพระองค์จึงกล้าหาญที่จะวิงวอน
ด้วยคำอธิษฐานนี้ต่อพระองค์ 28 ข้าแต่พระเจ้า พระองค์ทรงเป็นพระเจ้า และบรรดา พระวาทะของพระองค์เป็นความจริง และพระองค์ทรงสัญญาจะพระราชทานสิ่งดีนี้แก่ ผู้รับใช้ของพระองค์ 29 เพราะฉะนั้น บัดนี้ขอโปรดให้เป็นที่พอพระทัยพระองค์ที่ จะ อำนวยพระพรแก่ราชวงศ์ผู้รับใช้ของพระองค์ เพื่อให้ดำรงอยู่ต่อพระพักตร์พระองค์
เป็นนิตย์ ข้าแต่พระเจ้า พระองค์ทรงลั่นพระวาจาเช่นนั้นแล้ว และด้วยพระพรของ
พระองค์ก็ขอ ให้ราชวงศ์ผู้รับใช้ของพระองค์ได้อยู่เย็นเป็นสุขเป็นนิตย์"

ให้เรามาดูหลักสำคัญๆของพระธรรมตอนนี้ สองข้อพูดถึงความปรารถนาที่ดาวิดต้องการสร้างพระนิเวศน์ถวาย แด่พระเจ้า (1 และ 2) หนึ่งข้อเป็นความเห็นชอบด้วยของนาธัน (3) ส่วนข้อ 4-17 เป็นเรื่องนิมิตที่นาธันได้รับ และนำมาถ่ายทอดให้ดาวิดฟัง (รวม 14 ข้อ) ที่เหลือ 12 ข้อเป็นคำพูดที่ดาวิดตอบสนองต่อการสำแดงของ พระเจ้า ดาวิดมี "บ้าน" ของตนเองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ท่านพยายามมองตามมุมมองของพระเจ้า ตอนจบ ของบทที่ 7 เป็นการที่ท่านตอบสนองต่อพันธสัญญาดาวิด ผมขอยืนยันว่าเป็นรูปแบบที่ดีให้กับการนมัสการ ของเราด้วย

ข้อ 18-21 เป็นการสำนึกและแสดงความถ่อมใจของดาวิด ที่ท่านได้หลงลืมตนไป นี่คือบุคคลิคภาพที่ควรมีอยู่ ในชีวิตคริสเตียนทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการนมัสการ ตอนต้นของบทที่ 7 ดาวิดออกจะเป็นตัวของตัวเอง มากไปหน่อย ท่านถูกเรียกว่า "พระราชา" ในสามข้อแรก ในข้อ 18 พูดว่า "พระราชาดาวิด" แต่เพื่อจะเน้น ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในความคิดของท่านนับแต่ตอนต้น เราไม่พบคำนี้อีกเลยจนจบบท

ดาวิดหลงไหลในตำแหน่งและอำนาจของท่านหรือเปล่า หรือกับการเป็นกษัตริย์? หรือดาวิดมัวแต่คิดว่าท่าน จะทำอะไรให้พระเจ้าได้ มากกว่าคิดว่าพระเจ้าจะทำ หรือได้เคยทำสิ่งใดให้ท่าน? ตอนนี้ท่านก็รู้แล้ว อย่างน้อย ก็ในขณะนี้ แทนที่จะพบคำว่า "พระราชา" สามครั้งในข้อ 18-21 เรากลับพบคำว่า "ผู้รับใช้" แทน ประหลาด ใจไหมครับ? เป็นคำเดียวกับที่พระเจ้าเรียกดาวิดในข้อ 5 ดาวิดรู้สึกยำเกรงต่อข้อเท็จจริงที่พระเจ้าชี้ให้เห็น ท่านเป็นเพียงคนธรรมดา ไม่มีฐานะหรือตำแหน่งใดๆ แต่พระองค์ตั้งท่านขึ้นเป็นกษัตริย์อิสราเอล นี่คือสิ่งที่ พระเจ้าเตือนดาวิดผ่านทางนาธันผู้เผยพระวจนะ (ดูข้อ 8 และ 9) ดาวิดสำนึกได้ถึงฐานะของท่านในตำแหน่ง กษัตริย์ของอิสราเอล ซึ่งได้รับมาโดยพระคุณ ไม่ใช่เพราะพระเจ้าเห็นความยิ่งใหญ่ของท่าน เป็นเรื่องน่าทึ่ง ที่เห็นว่าความยโส ความหยิ่งในศักดิ์ศรีสามารถบิดเบือนความคิดเราได้ ไม่ต้องสงสัยหรอกครับ ความถ่อมใจ เป็นบ่อเกิดของสติปัญญา ของเกียรติยศ (สุภาษิต 11:2; 15:33; 18:12; 22:4; 29:13).

ดาวิดเริ่มหาจุดยืนที่ถูกต้องให้กับตนเองได้แล้ว ท่านมองเห็นตนเองในสายพระเนตรพระเจ้า ท่านมองเห็นความ อ่อนแอเปราะบาง ความต่ำต้อยของตนเอง เมื่อท่านเกิดความยำเกรงขึ้นมา ท่านเริ่มไม่แน่ใจว่าทำไมพระเจ้า เลือกท่าน ท่านไม่ได้หลงไหลไปกับอำนาจของกษัตริย์อิสราเอล แต่ด้วยความถ่อมใจท่านสำนึกได้ว่าเป็นเพียง ผู้รับใช้ของพระเจ้า ดังนั้นในข้อ 22-24 ดาวิดจึงโมทนาสรรเสริญพระเจ้า ในความเป็นพระองค์ ในพระราชกิจ อันประเสริฐที่พระองค์ทรงกระทำเพื่ออิสราเอลและดาวิด ข้อ 22 พูดถึงพระลักษณะของพระเจ้าที่ทรงเปิดเผย ให้กับอิสราเอลในอดีตที่ผ่านมา พระเจ้าผู้เดียวเท่านั้น ไม่มีผู้อื่น ไม่มีอื่นใด มีพระเจ้าเพียงองค์เดียวเท่านั้น ที่เป็นเช่นนี้ พระองค์ยิ่งใหญ่และเป็นพระเจ้าที่เราต้องยำเกรง สิ่งนี้สอดคล้องกับที่พวกเขาได้ยินมาเกี่ยวกับ พระองค์ และจากพระองค์

พระเจ้าทรงทำสิ่งยิ่งใหญ่ให้กับดาวิด แต่ไม่ได้ทำเพื่อดาวิด พระองค์ทรงทำการในดาวิด โดยทางดาวิด เพื่อให้พระสัญญาของพระองค์ที่มีต่ออิสราเอลเสร็จสมบูรณ์ลง ข้อ 23 และ 24 เป็นความยิ่งใหญ่ของ พระเจ้า ที่ทรงเปิดเผยการกระทำของพระองค์ ที่มีต่อประชากรอิสราเอล พระคำด้านล่างนี้ฟังดูคล้ายถ้อย คำที่พระเจ้าตรัสกับโมเสสในเฉลยธรรมบัญญัติ :

7 เพราะมีประชาชาติใหญ่ชาติใดเล่าซึ่งมีพระเจ้าอยู่ใกล้ตน อย่างกับพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของพวกเราทรงอยู่ใกล้เรา ในเมื่อเราร้องทูลต่อพระองค์ 8 และมีประชาชาติ
ใหญ่ชาติใดเล่า ซึ่งมีกฎเกณฑ์และกฎหมายอันชอบธรรมอย่างกับ ธรรมบัญญัตินี้ ซึ่งข้าพเจ้าได้ตั้งไว้ต่อหน้าท่านทั้งหลายในวันนี้ … 32 "เพราะบัดนี้จงถามดูเถอะ ว่าในกาลวันที่ล่วงมาแล้วนั้น คือวันที่อยู่ก่อนท่านทั้งหลาย ตั้งแต่วันที่พระเจ้าทรง
สร้าง มนุษย์ไว้บนโลก และถามดูจากฟ้าข้างนี้ถึงฟ้าข้างโน้นว่า เคยมีเรื่องใหญ่โต อย่างนี้เกิดขึ้นบ้างหรือ หรือเคยได้ยินถึงเรื่องอย่างนี้บ้างหรือ 33 มีชนชาติใดได้ยิน
พระสุรเสียงของพระเจ้าตรัสออกมาจากกลางเพลิง ดังที่ท่านได้ยินและยังมีชีวิตอยู่ได้
34 หรือมีพระเจ้าองค์ใดได้ทรงเพียรพยายามไปนำประชาชาติ หนึ่งจากท่ามกลางอีก ประชาชาติหนึ่งด้วยการลองใจ ด้วยการทำหมายสำคัญ ด้วยการอัศจรรย์ ด้วยการ
สงคราม ด้วยพระหัตถ์ทรงฤทธิ์และด้วยพระกรที่ทรงเหยียดออกและ ด้วยเหตุน่ากลัวยิ่ง ตามซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทั้งหลายทรงกระทำ เพื่อท่านในอียิปต์ต่อหน้า
ต่อตาท่าน 35 ที่ได้ทรงสำแดงแก่ท่านทั้งหลาย นั้นก็เพื่อท่านจะได้ทราบว่า พระเยโฮ
วาห์ ทรงเป็นพระเจ้า นอกจากพระองค์แล้ว ไม่มีพระเจ้าอื่นใดอีกเลย 36 พระองค์ทรง โปรดให้พวกท่านได้ยินพระสุรเสียงของพระองค์จากฟ้า เพื่อว่าท่านจะอยู่ในวินัยปกครอง พระองค์ทรงโปรดให้ท่านเห็นเพลิงใหญ่ของพระองค์ในโลก และพวกท่านได้ยินพระวจนะ ของพระองค์จากกองเพลิง 37 และเพราะพระองค์ทรงรักบรรพบุรุษของพวกท่าน และทรง เลือกพงศ์พันธุ์ของเขาทั้งหลาย และทรงพาท่านออกจากอียิปต์ด้วยพระองค์เอง ด้วย เดชานุภาพยิ่งใหญ่ของพระองค์ 38 ทรงขับไล่ประชาชาติที่ใหญ่กว่า และมีกำลังมากกว่า
พวกท่าน เสียให้พ้นหน้าท่านและนำท่านเข้ามา และทรงประทานแผ่นดินของเขาให้ แก่ท่านเป็นมรดกดังทุกวันนี้
(เฉลยธรรมบัญญัติ 4:7-8, 32-38)

ดาวิดมองเห็นตนเองเหมือนกับที่อิสราเอลควรมองเห็นตนเอง ไม่ใช่เป็นเพราะความยิ่งใหญ่ ไม่ใช่เพราะ ขนาดของประเทศ ไม่ใช่เป็นเพราะคุณงามความดีใดๆ ที่พระเจ้าเลือกที่จะอำนวยพระพรให้ แต่เป็นเพราะ พระคุณทั้งสิ้น ไม่ใช่เพราะผลงานหรือการกระทำดีใดๆ :

10 เมื่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของพวกท่านจะ พาท่านมาถึงแผ่นดินซึ่ง พระองค์ทรงปฏิญาณไว้กับบรรพบุรุษของท่าน คือแก่อับราฮัม อิสอัค
และยาโคบ ว่าจะให้แก่ท่านมีหัวเมืองใหญ่โตและดีซึ่งท่านไม่ได้สร้าง
11 และเรือนที่มีของดีเต็ม ซึ่งพวกท่านมิได้สะสมไว้ และบ่อขังน้ำที่
ท่าน มิได้ขุดและสวนองุ่นกับสวนมะกอกเทศ ซึ่งท่านมิได้ปลูกไว้ และ เมื่อท่านได้รับประทานก็อิ่มหนำ 12 แล้วจงระวังกลัวว่าพวกท่านจะลืม
พระเยโฮวาห์ผู้ทรง พาท่านออกจากแผ่นดินอียิปต์ออกจากแดนทาสนั้น
13 พวกท่านจงยำเกรงพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ท่านจงปรนนิบัติ
พระองค์ และสาบานโดยออกพระนามของพระองค์
(เฉลยธรรมบัญญัติ 6:10-13)

10 ท่านจะได้รับประทานอิ่มหนำ และท่านจะสรรเสริญพระเยโฮวาห์
พระเจ้าของพวกท่าน ในเรื่องแผ่นดินอันดีซึ่งพระองค์ประทานแก่ท่าน
นั้น 11 "ท่านทั้งหลายจงระวังตัวอย่าลืมพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ด้วยไม่รักษาพระบัญญัติและกฎหมายและกฎเกณฑ์ของพระองค์ ซึ่ง ข้าพเจ้าได้บัญชาท่านในวันนี้ 12 เกรงว่า เมื่อท่านได้รับประทานอิ่มหนำ ได้สร้างบ้านเรือนดีๆ และได้อาศัยอยู่ในนั้น 13 และเมื่อฝูงวัวและฝูงแพะ
แกะของท่านทวีขึ้น มีเงินทองมากขึ้น และบรรดาซึ่งท่านมีอยู่ก็ทวีขึ้น
14 จิตใจของท่านทั้งหลายจะผยองขึ้น และท่านทั้งหลายก็ลืมพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของท่านทั้งหลายผู้ทรงนำท่านทั้งหลายออกจากแผ่นดินอียิปต์
ออกจากแดนทาส 15 ผู้ทรงนำท่านมาตลอดถิ่นทุรกันดารใหญ่น่ากลัว ซึ่งมีงูแมวเซาและแมงป่อง และดินแห้งแล้งไม่มีน้ำ ผู้ทรงประทานน้ำ จากหินแข็งให้แก่ท่าน 16 ผู้ทรงเลี้ยงท่านทั้งหลายด้วยมานาในถิ่นทุร
กันดาร ซึ่งปู่ย่าตายายของท่านไม่ทราบ เพื่อว่าพระองค์จะทรงกระทำ ให้ท่านถ่อมใจและทดลองท่าน เพื่อกระทำให้เกิดประโยชน์แก่ท่านในบั้น
ปลาย 17 จงระวังให้ดีเกรงว่าท่านจะนึกในใจว่า 'กำลังและเรี่ยวแรงของ ข้านำทรัพย์มีค่านี้มาให้' 18 ท่านทั้งหลายจงจำพระเยโฮวาห์พระเจ้าของ
ท่านทั้งหลาย เพราะว่าพระองค์ทรงเป็นผู้ให้กำลังแก่ท่านที่จะได้ทรัพย์
สมบัตินี้ เพื่อว่าพระองค์จะทรงดำรงพันธสัญญาซึ่งพระองค์ทรง กระทำ โดยปฏิญาณต่อบรรพบุรุษของท่าน ดังวันนี้
(เฉลยธรรมบัญญัติ 8:10-18)

ดาวิดเองตกลงไปในหลุมพรางเดียวกับที่พระเจ้าเคยเตือนคนอิสราเอลให้หลีกเลี่ยง ท่านเริ่มผยองขึ้นในสิ่ง ที่พระเจ้าเป็นผู้กระทำให้ ท่านเริ่มคิดว่าพระเจ้าต้องพึ่งพาท่าน แทนที่จะนมัสการพระองค์ในฐานะพระผู้สร้าง เมื่อดาวิดเห็นชีวิตในมุมมองของพระเจ้า ท่านเห็นชีวิตชัดเจนขึ้น อย่างที่ควรเป็น ท่านเห็นชีวิตอย่างเดียวกับ ที่อิสราเอลควรเห็น ตอนนี้ความคิดของท่านเริ่มกระจ่าง เมื่อเป็นดังนี้ ท่านจึงตระหนักว่าทั้งตัวท่านและ อิสราเอลนั้น ยิ่งใหญ่ขึ้นมาได้เพราะพระคุณพระเจ้า ไม่มีสิ่งอื่นใดอีกแล้ว ดาวิดจึงถ่อมใจลงสรรเสริญพระองค์

ข้อ 8-10 พระเจ้าเตือนให้ดาวิดคิดถึงพระพรในอดีต ข้อ 10-16 พระเจ้าสัญญาจะอำนวยพระพรที่ยิ่งใหญ่กว่า ให้ดาิวิดและประเทศอิสราเอล ข้อ 22-24 ดาวิดสรรเสริญพระเจ้าสำหรับพระคุณในอดีต ต่อมาในข้อ 25-29 ท่านวิงวอนขอให้พระเจ้าทำตามพระสัญญา ท่านสรรเสริญนมัสการพระองค์ในสิ่งที่พระองค์ได้กระทำ และสิ่ง ที่พระองคค์จะทรงกระทำ ดาวิดยึดตามพระสัญญาที่พระเจ้าพึ่งจะประทานให้ในพันธสัญญาดาวิด และทูลวิง วอนตามนั้น รวมความก็คือ ดาิวิดอธิษฐานสำหรับสิ่งที่พระเจ้าทรงสัญญา

ดาวิดไม่เพียงแต่ทบทวนพันธสัญญานี้กับพระเจ้า ท่านกำลังนำพระสัญญาและคำพยากรณ์นี้มาให้ปรากฎชัดใน สายตา ดาวิดผิดที่คิดแต่เรื่องความสำเร็จ พระเจ้าทรงเตือนท่านว่า ความสำเร็จของท่านที่เห็นอยู่นั้น ที่จริงคือ ของประทานล้ำค่าจากพระหัตถ์พระเจ้า (ดูข้อ 8-9) และของประทานที่พระเจ้าสัญญาจะมอบให้ในอนาคตนั้น ล้ำค่ายิ่งกว่า (ดูข้อ 10-16) พระองค์จึงสมควรแก่การสรรเสริญ และดาวิดร้องทูลวิงวอนให้พระองค์ทำตามพระ สัญญา ไม่เพียงดาวิดจะได้เป็นผู้มีชื่อเสียงเท่านั้น แต่พระนามพระเจ้าจะได้รับพระเกียรติ (ข้อ 26)

โดยทางนาธัน พระเจ้าตำหนิดาวิดอย่างนุ่มๆในความยโสของท่าน ที่คิดว่าท่านสามารถสร้างที่อยู่อาศัยที่เหมาะ สมให้กับพระเจ้าได้ ท่านประเมิณพระเจ้าไม่ถูกต้อง คำตำหนิเช่นนี้ทำให้ผู้ที่ถูกตำหนิคงต้องอึ้ง จนแทบไม่ กล้าเปิดปาก คุณเคยพูดอะไรโง่ๆออกไปมั้ย? แถมคนที่ฟังคุณอยู่ล้วนแล้วแต่เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ ถ้าเคย คุณคง เข็ดจนไม่อยากพูดต่อหน้าสาธารณชนอีกเลย ดาวิดคงรู้สึกแบบเดียวกัน แต่พระสัญญาที่พระเจ้าสัญญาเกี่ยวกับ ราชวงศ์ของท่าน ทำให้ท่านมีใจกล้า วิงวอนขอให้พระองค์กระทำให้สำเร็จตามพระสัญญา (ข้อ 27)

ข้อ 28 และ 29 ยังเป็นคำทูลวิงวอน เตือนพระเจ้าให้ระลึกถึงพระสัญญา และขอประทานให้สำเร็จตามนั้น ความ มั่นใจของดาวิดมาจากพระเจ้า ไม่ใช่มาจากตนเอง ความเชื่อมั่นในตนเองที่ดาวิดเป็นอยู่ในตอนต้นบท หายไป หมดสิ้น ความถ่อมใจเข้ามาแทนที่ ท่านยึดตามที่พระเจ้ากระทำ พระเจ้าสัญญาในสิ่งที่ดีให้แก่ผู้รับใช้ของ พระองค์ (ไม่ใช่ให้แก่กษัตริย์) พระสํญญานี้ชัดเจน และพระเจ้าเป็นผู้กระทำ พระสัญญาใดก็ตามที่พระเจ้าเป็น ผู้กระทำ เกิดขึ้นแน่นอน ดังนั้นดาวิดจึงทูลวิงวอนขอให้พระองค์ทำให้สำเร็จ ขอให้พระสัญญาเกี่ยวกับ "ราชวงศ์" ของท่านสำเร็จ รวมทั้งพระสัญญาที้งหมดของพระองค์ด้วย ท้ายที่สุด ดาวิดอธิษฐานขอให้พระพร นี้ยั่งยืนเป็นนิตย์ พระพรเช่นนี้เป็นพระพรที่มาจากพระเจ้าเท่านั้น

สรุป

บทเรียนแรก ที่ผมได้รับจากตอนนี้คือ ความทะเยอทะยานเหิมเกริมอันแรงกล้าของเรา มีช่องโหว่เพราะความ บาป ความปรารถนาของดาวิดที่จะสร้างพระนิเวศน์ให้พระเจ้าดูดีเลิศลอย จนทำให้นาธันเห็นดีเห็นงามไปด้วย ใครจะไปตำหนิดาวิดได้ ในเมื่อท่านต้องการสร้างพระนิเวศน์อันเลิศหรูให้กับพระเจ้า? พระเจ้าทำได้ และ พระองค์ทำ เหตุผลและแรงจูงใจในความทะเยอทะยานของดาวิดดูไร้ค่าเมื่อเทียบกับความตั้งใจของพระเจ้า ดาวิดมัวแต่ไปยึดติดกับความสำเร็จที่ท่านพึ่งได้มาจากตำแหน่งและอำนาจ แม้กระทั่งกับพระราชวังอันเลิศหรู ของท่าน การตอบสนองของพระเจ้า จึงเป็นการตำหนิความลำพองของท่าน : "เจ้าเป็น ใคร ถึงจะมาสร้างบ้าน ให้เรา?" ไม่ว่าเรามีความตั้งใจดีขนาดใหนก็ตาม คิดวางแผนให้กับพระเจ้า เปรียบเทียบไม่ได้เลยกับความ บริสุทธิ์ใจและแรงจูงใจที่พระเจ้าต้องการจากเรา ผมขอสรุปว่า ไม่มีสิ่งใดเลยที่เราสามารถทำให้พระเจ้าได้ ด้วยกำลังของเรา แต่เป็นพระเจ้าเอง ที่ทำการอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ให้สำเร็จได้โดยทางเรา และบ่อยครั้ง แม้ไม่มีเรา

ต่อเนื่องจากบทเรียนแรก เรายังมีบทเรียนที่สองที่ต้องเรียน: ไม่ว่าเป้าหมายหรือความทะเยอทะยานของเรา จะเลิศหรูสูงส่งขนาดใหน แผนการของพระเจ้ายิ่งใหญ่กว่า อ.เปาโลกล่าวว่า :

33 โอ พระปัญญาและความรอบรู้ของพระเจ้านั้น ล้ำลึกเท่าใด ข้อตัดสินของพระองค์นั้นเหลือที่จะหยั่งรู้ได้ และทางของพระองค์
ก็เหลือที่จะสืบเสาะได้ 34 เพราะว่า ใครเล่ารู้พระทัยของพระเจ้า หรือใครเล่าเป็นที่ปรึกษาของพระองค์ 35 หรือใครเล่าได้ถวาย
สิ่งหนึ่งสิ่งใดแก่พระองค์ ที่พระองค์จะต้องประทานตอบแทนให้

แก่เขา
36 เพราะสิ่งสารพัดมาจากพระองค์ โดยพระองค์ และเพื่อ
พระองค์ ขอพระสิริจงมีแด่พระองค์สืบๆไปเป็นนิตย์ อาเมน!
(โรม 11:33-36)

9 ดังที่มีเขียนไว้ในพระคัมภีร์ว่า สิ่งที่ตาไม่เห็นหูไม่ได้ยิน และสิ่ง ที่มนุษย์คิดไม่ถึง คือสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงจัดเตรียมไว้ สำหรับคนที่ รักพระองค์ (1 โครินธ์ 2:9)

ดาวิดคิดจะสร้างบ้านเรือนให้กับพระเจ้าหรือ? ดาวิดไม่มีทางนึกออกหรอกว่า "ครอบครัว" ที่พระเจ้ากำลัง จัดเตรียมให้กับท่านนั้น เป็น "ครอบครัว" ที่ใหญ่ยิ่งเกินกว่า"ครอบครัวหรือบ้านเรือน" ในความคิด ของท่านจะคิดได้

ประการที่สาม ความยิ่งใหญ่ พระสิริ การสถิตอยู่ และฤทธานุภาพของพระเจ้าไม่ควรถูกมองในแง่ความโอ่อ่า ตระการตาของสถานที่หรือบรรยากาศ นานมาแล้ว เอลียาห์ถูกสอนว่า การเสด็จมาของพระเจ้าไม่ได้หมายถึง ต้องมีปรากฎการณ์มหัศจรรย์เกิดขึ้น (ถึงแม้บางครั้งเป็นไปได้ — ดูอพยพ 19, 34) พระเจ้าไม่ได้อยู่ในสายลม ในแผ่นดินไหว หรือในไฟลุกโหม แต่อยู่ในเสียงเบาๆ นิ่งๆ (1 พกษ. 19:11-13) อัครสาวกยังเคย พวกยิวเป็น มากหน่อย คาดหวังว่าพระเมสซิยาห์จะทรงเปิดเผยพระองค์ ด้วยการอัศจรรย์ยิ่งใหญ่ ด้วยความตื่นเต้น และบ่อย ครั้งขอแกมบังคับให้แสดงหมายสำคัญ ชาวโครินธ์ในพระคัมภีร์ใหม่ มองคนที่บุคลิกภาพท่าทางดี ว่าเป็นคนที่มี จิตวิญญาณสูงส่ง ในขณะเดียวกันกลับไปแสดงความรังเกียจคนที่แสนธรรมดาไม่มีอะไรโดดเด่น เช่น อ.เปาโล และบรรดาอัครสาวกแท้ (ดู 1 โครินธ์ 4; 2 โครินธ์ 4-6) องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราไม่ได้เสด็จมาด้วยความยิ่ง ใหญ่อลังการ พระสิริของพระองค์ถูกปกคลุมไว้ (ดูอิสยาห์ 53:1-3; ยอห์น 1:9-11; ฟีลิปปี 2:5-8) ดังนั้นหลาย คนจึงไม่ตระหนักว่าพระองค์คือพระเมสซิยาห์ พระวิหารหลังที่สอง ถึงจะไม่ตระการตานัก แต่ในสายพระเนตร แล้ว ประเสริฐยิ่ง พระสิริที่แท้จริงไม่ได้เกิดจากภาพลักษณ์ภายนอก แต่เกิดจากความจริงว่าพระเจ้าทรงสถิต ท่ามกลางเราทั้งหลาย พระองค์ทรงอยู่ในเรา เราควรเรียนรู้จากดาวิดและจากท่านอื่นๆในพระคัมภีร์ว่า เราจะพบ พระสิริของพระเจ้าในที่ๆพระองค์สถิตอยู่ ไม่จำเป็นต้องเป็นสถานที่ๆเลิศหรูอลังการใด

หรือดาวิดคิดว่าพระเจ้าจะสถิตอยู่ในมหาวิหารมากกว่าอยู่ในเต็นท์? ท่านจึงสมควรถูกตักเตือนว่า พระเจ้าทรง "ประทับเหนือคำสรรเสริญของคนอิสราเอล" (สดุดี 22:3) ปัจจุบันนี้พระเจ้าทรงเลือกที่จะสถิตอยู่ใน "พระวิหาร" ที่ต่างจากเดิม ; เป็น "พระวิหาร" ที่เป็นพระกายของพระองค์ - คริสตจักร:

19 เหตุฉะนั้นท่านจึงไม่ใช่คนต่างด้าวต่างแดนอีกต่อไป แต่ว่า เป็นพลเมืองเดียวกันกับธรรมิกชน และเป็นครอบครัวของพระเจ้า
20 ท่านได้ถูกประดิษฐานขึ้น บนรากแห่งพวกอัครทูตและพวก
ผู้เผยพระวจนะ พระเยซูคริสต์ทรงเป็นศิลามุมเอก 21 ในพระองค์ นั้นทุกส่วนของโครงร่างต่อกันสนิท และเจริญขึ้นเป็นวิหารอัน
บริสุทธิ์ในองค์พระผู้เป็นเจ้า 22 และในพระองค์นั้น ท่านก็กำลัง จะถูกก่อขึ้นให้เป็นที่สถิตของพระเจ้าในฝ่ายพระวิญญาณด้วย
(เอเฟซัส 2:19-22).

4 จงมาหาพระองค์ คือพระศิลาที่ทรงชีวิต ซึ่งมนุษย์ได้ปฏิเสธ
ไม่ยอมรับแล้ว แต่ว่าตามพระดำริของพระเจ้านั้นเป็นศิลาที่ทรง
เลือกไว้ และทรงค่าอันประเสริฐ 5 และท่านทั้งหลายก็เสมือน
ศิลาที่มีชีวิต ที่กำลังก่อขึ้นเป็นพระนิเวศฝ่ายพระวิญญาณ เป็น
ปุโรหิตบริสุทธิ์ เพื่อถวายสักการบูชาฝ่ายวิญญาณ ที่ชอบพระทัย ของพระเจ้าโดยทางพระเยซูคริสต์
(1 เปโตร 2:4-5).

ในพระอาณาจักรนิรันดร์ของพระเจ้า จะไม่มี "พระวิหาร" เช่นนี้อีก เพราะพระเจ้าเองจะทรงเป็น "พระวิหาร":

"22 ข้าพเจ้าไม่เห็นมีพระวิหารในนครนั้นเลย เพราะพระเจ้าผู้ทรง ฤทธานุภาพสูงสุด และพระเมษโปดกทรงเป็นพระวิหารในนครนั้น
(วิวรณ์ 21:22)

ประการที่สี่ เราเห็นว่าดาวิดไม่ได้ต้องการพระวิหารให้มาอยู่ใกล้เพื่อการนมัสการ ที่จริง ดาวิดกำลังออก ห่างจากการนมัสการตั้งแต่คิดจะสร้างพระวิหารแล้ว แต่หลังจากที่ท่านถูกตักเตือนว่าท่านเป็นใคร อยู่ในฐานะ ใด และความสำเร็จทั้งสิ้นของท่านได้มาจากพระเจ้า ท่านจึงนมัสการพระเจ้าได้ ด้วยท่าทีที่ถูกต้อง และท่าน เริ่มตระหนักถึงความไม่สำคัญของตนเอง ท่านสรรเสริญถึงความยิ่งใหญ่ของพระเจ้า พระราชอำนาจ และการ สถิตอยู่ของพระองค์ในชีวิตของท่าน นี่คือจุดเริ่มต้นที่แท้จริงของการนมัสการ ไม่ใช่ในสถานนมัสการอันใหญ่ โตหรูหรา แต่ในการเพ่งความสนใจทั้งสิ้นไปที่ความยิ่งใหญ่และพระคุณอันล้นเหลือของพระองค์ .

มีเรื่องที่ผมอยากจะย้ำเตือนมากมายถึงการคิดจะลงหลักปักฐานสร้างคริสตจักรใหม่ คริสตจักรใหญ่ การ สร้างคริสตจักรเป็นสิ่งที่ดี และการสร้างคริสตจักรใหญ่ไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งชั่วร้ายเสมอไป แต่ขอให้เรา ระวังระไวให้ดี อย่านึกเอาว่า อาคารใหญ่โตหรูหราน่าประทับใจ จะเป็นสิ่งพิสูจน์ว่าพระเจ้าทรงสถิตอยู่ด้วย เราจำต้องระวังอย่าคิดลำพองว่าเรากำลังถวายให้กับอาณาจักรของพระเจ้า และคิดว่าพระเจ้าจำเป็นต้อง พึ่งเรา พระองค์ทรงอุ้มเราไว้เสมอ ไม่ใช่เราอุ้มพระองค์ ทำไมเราจึงหลงลืมไปได้ มัวแต่คิดว่าเราได้ทำอะไร และสามารถทำสิ่งใดให้พระองค์ มากกว่าจะไปคิดว่าพระองค์ได้ทำสิ่งใดให้เรา และจะทำการใดโดยทางเรา

ประการที่ห้า คำตำหนิของพระเจ้าที่มีต่อดาวิด ควรเป็นบทเรียนที่ดีสำหรับคริสเตียนทุกคน คุณไม่เคยคิด เลยหรือว่า เมื่อคุณโตขึ้น มีความเป็นผู้ใหญ่ขึ้น และมีสติปัญญาของคริสเตียน คุณจะหลุดรอดจากการถูกทด ลอง ถูกปกป้องจากความบาป? การเติบโต ความเป็นผู้ใหญ่ และความสำเร็จ ไม่ได้เป็นฉนวนกันบาปนะครับ ; บ่อยครั้ง สิ่งเหล่านี้กลับกลายเป็นตัวทดลองให้เราทำบาปได้ง่ายขึ้น ดาวิดตกอยู่ในอันตรายในพระราชวัง มากกว่าเมื่อครั้งหลบหนีซาอูล หรือซ่อนตัวอยู่ตามถ้ำเสียอีก บ่อยครั้งเรายึดติดกับ"ความสำเร็จ" ของเรา อย่างจริงจัง เราสมควรถูกเตือนว่า ไม่มีความสำเร็จใดที่เราจะกล่าวอ้างว่าทำด้วยตนเองได้เต็มปาก เพราะ ความสำเร็จฝ่ายวิญญาณของเรา แท้จริงคือของประทานล้ำค่าจากพระคุณพระเจ้า :

7 ผู้ใดเล่ากระทำให้ท่านวิเศษกว่าคนอื่น ท่านมีอะไรที่ท่านมิได้รับมา
ก็เมื่อท่านได้รับมา เหตุไฉนท่านจึงโอ้อวดเหมือนกับว่าท่านมิได้รับเลย
(1 โครินธ์ 4:7)

ท้ายที่สุด ผมขอย้ำเตือนอีกครั้งว่า พระพรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของเราไม่ได้เกิดจากผลน้ำมือเราเอง แต่เป็น ผลจากพระราชกิจของพระเจ้า พอๆกับที่พระองค์ทรงใช้ความล้มเหลว ความผิดพลาดของเราให้เกิดผล ดาวิด ถูกตำหนิ เพราะดำริจะสร้างพระวิหารให้พระเจ้า ถึงกระนั้น พระองค์ทรงใช้ความคิดนี้สร้างครัวเรือนให้แก่ท่าน เป็นพระราชกิจที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าที่ดาวิดจะคิดฝันได้ ดาวิดทำผิดเมื่อท่านทำบาปล่วงประเวณีกับนางบัทเชบา และฆ่าสามีของนางเสีย ถึงกระนั้น นางก็ได้เป็นภรรยาของดาวิด และเป็นมารดาของซาโลมอน กษัตริย์องค์ต่อ ไปของอิสราเอล ดาวิดทำผิดด้วยการไปนับกำลังพล ผลของความบาปครั้งนี้ ทำให้ท่านได้เป็นผู้จัดเตรียม สถานที่สำหรับการสร้างพระวิหารในอนาคต

เรากำลังปรนนิบัติพระเจ้าที่แสนดีและยิ่งใหญ่เพียงใด ! เราไม่สามารถบิดเบือนพระประสงค์และพระสัญญาได้ ถึงแม้เราพยายามบิดเบือนพระประสงค์ของพระองค์ กลับเป็นเหตุทำให้พระราชอาณาจักรขยายใหญ่ขึ้น ขอให้ เราปิติยินดีเถิด พระเจ้าของเราไม่ได้อยู่ในพระวิหารหรือเต็นท์อีกต่อไป แต่อยู่ในองค์พระเยซูคริสต์ ในพระกาย ในคริสตจักร เราเป็นพระวิหารของพระเจ้าเมื่อเราเข้ามาวางใจในพระเยซูคริสต์


25 โดย วอลเตอร์ บรุกเกอร์มาน 1 และ 2 ซามูเอล (Louisville: John Knox Press, 1990) หน้า 253 ที่ ยูจีน เฮช พีเตอร์สันนำมาใช้ในหนังสือชื่อ Leap Over A Wall: Earthly Spirituality for Everyday Christians (Harper San Francisco, 1997) หน้า 166

26 เราคงไม่ประหลาดใจนักกับคำตอบของนาธัน หรือว่าทำไมท่านไม่ปรึกษาพระเจ้าก่อน ในขณะที่ผู้เผย พระวจนะคือผู้ถ่ายทอดพระคำโดยตรงที่มาจากพระเจ้า และบ่อยครั้งก็นำพระคำนั้นมาสั่งสอน และวินิจฉัย ธรรมบัญญัติของพระเจ้า เพื่อนำมาใช้ให้ถูกต้องตรงกับสถานการณ์ พวกเขาไม่ได้ตอบคำถามด้วยการถาม พระเจ้าก่อนในทุกเรื่อง เท่าที่ผมเห็นจากในพระคัมภีร์ อย่างไรก็ตาม ในกรณีนี้ นาธันวินิจฉัยผิดพลาด พระเจ้า จึงต้องแก้ใขการวินิจฉัยของท่านเสียใหม่

27 จากหนังสือของ ยูจีน พีเตอร์สัน ชื่อ Leap Over A Wall: Earthly Spirituality for Everyday Christians, หน้า 160.

28 จากหนังสือของยูจีน พีเตอร์สัน หน้า 161.

29 คำว่า "เจ้า" เป็นคำเอกพจน์ ไม่ใช่พหูพจน์ ขณะที่พระเจ้าจะให้อิสราเอลพักผ่อนจากรบ พระองค์ให้ดาวิด ขึ้นเป็นกษัตริย์อิสราเอล พระองค์ปกป้องดาวิดและประทานชัยชนะให้เหนือศัตรู เช่นกัน ในอนาคต พระเจ้าจะ ประทานให้ดาวิด ("เจ้า" เอกพจน์) พักผ่อนจากการสงคราม เป็นพระเจ้าเองที่ประทานให้ดาวิด ไม่ใช่ดาวิด ทำด้วยตนเอง พระเจ้าจะเป็นผู้ประทานในสิ่งที่พระองค์สัญญาไว้กับดาวิดในอนาคตด้วย

30 เป็นข้อถกเถียงเดียวกับที่เราเห็นใน 12:7-8. เราเห็นถึงปมปัญหาของดาวิดในบทที่ 11 และ 12 จากตอน นี้หรือไม่?

Related Topics: Bibliology (The Written Word)