MENU

Where the world comes to study the Bible

Report Inappropriate Ad

19. มัทธิว บทเรียนที่ 19 “ทรัพย์สมบัติของท่านอยู่ที่ไหน?” (มัทธิว 6:19-24)

Related Media

คำนำ 1

19 “อย่าส่ำสมทรัพย์สมบัติไว้สำหรับตัวในโลกที่อาจเป็นสนิมและที่แมลงกินเสีย ได้และที่ขโมยอาจขุดช่องลักเอาไปได้20 แต่จงส่ำสมทรัพย์สมบัติไว้ในสวรรค์ที่ไม่มีแมลงจะกินและไม่มีสนิมจะกัดและ ที่ไม่มีขโมยขุดช่องลักเอาไปได้ 21 เพราะว่าทรัพย์สมบัติของท่านอยู่ที่ไหนใจของท่านก็อยู่ที่นั่นด้วย 22 “ตาเป็นประทีปของร่างกายเหตุฉะนั้นถ้าตาของท่านปกติทั้งตัวก็พลอยสว่างไป ด้วย23 แต่ถ้าตาของท่านผิดปกติทั้งตัวของท่านก็พลอยมืดไปด้วยเหตุฉะนั้นถ้าความ สว่างซึ่งอยู่ในตัวท่านมืดไปความมืดนั้นจะหนาทึบสักเพียงใดหนอ 24 ไม่มีผู้ใดเป็นข้าสองเจ้าบ่าวสองนายได้เพราะว่าจะชังนายข้างหนึ่งและจะรัก นายอีกข้างหนึ่งหรือจะนับถือนายฝ่ายหนึ่งและจะดูหมิ่นนายอีกฝ่ายหนึ่งท่านจะ ปฏิบัติพระเจ้าและจะปฏิบัติเงินทองพร้อมกันไม่ได้” (มัทธิว 6:19-24)2

ในมัทธิวบทที่ 6 หนึ่งในประเด็นหลัก หรือไม่ใช่ประเด็นหลักคือความสัมพันธ์ของเราในฐานะคริสเตียนกับพระบิดาใน สวรรค์ ในบทนี้เพียงที่เดียว พระเยซูทรงเอ่ยคำว่า “พระบิดา”11 ครั้ง แสดงให้เห็นถึงความหมายและความสำคัญของความสัมพันธ์นี้ (ข้อ: 1, 3, 6, 8, 9, 14, 15, 18, 26, 32) ความสัมพันธ์ของเราต่อพระบิดาในฐานะบุตรของพระองค์ เป็นความสัมพันธ์ที่น่าทึ่งและอัศจรรย์อย่างเหลือเชื่อ เราถูกซื้อมาด้วยราคาแพง เพื่อจะได้ชื่อว่าเป็น “บุตรของพระเจ้า” พระธรรมโรม 8:15-17 กล่าวว่า :

15 เหตุว่าท่านไม่ได้รับน้ำใจทาสซึ่งทำให้ตกในความกลัวอีกแต่ท่านได้รับพระ วิญญาณผู้ทรงให้เป็นบุตรของพระเจ้าให้เราทั้งหลายร้องเรียกพระเจ้าว่า “อับบา” คือพระบิดา16 พระวิญญาณนั้นเป็นพยานร่วมกับวิญญาณจิตของเราทั้งหลายว่าเราทั้งหลายเป็น บุตรของพระเจ้า17 และถ้าเราทั้งหลายเป็นบุตรแล้วเราก็เป็นทายาทคือเป็นทายาทของพระเจ้าและเป็น ทายาทร่วมกับพระคริสต์เมื่อเราทั้งหลายทนทุกข์ทรมานด้วยกันกับพระองค์นั้นก็ เพื่อเราทั้งหลายจะได้ศักดิ์ศรีด้วยกันกับพระองค์ด้วย

การที่ได้รู้ว่าเราเป็นบุตรของพระบิดาเป็นสิ่งที่มีอำนาจมาก และเราสามารถเข้าเฝ้าและร้องทูลกับพระองค์ว่า “อับบา พระบิดา” ความลับยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตตามที่พระเยซูตรัสคือมองเห็นและรู้ตนเองว่า เป็นบุตรของพระบิดาในสวรรค์3 มีหลายสิ่งที่ดึงดูดความสนใจของเราออกจากความสำคัญในความสัมพันธ์นี้

ในมัทธิวบทที่ 6 พระเยซูทรงนำเรื่องการทดลองสองแบบที่เราในฐานะผู้เชื่อต้องเผชิญ ซึ่งจะดึงและทำให้เราเขวไปจากความสำคัญและความพึงพอใจที่เรามีในความ สัมพันธ์กับพระเจ้าพระบิดา การทดลองแรกชัดเจนในบทที่ 6 คือชายที่เคร่งครัดศรัทธา ทำตามบัญญัติทุกข้อเพื่อให้มนุษย์เห็นและยกย่อง แทนที่จะทำในที่ลับที่พระบิดาเท่านั้นทราบ พระเยซูตรัสว่าถ้าเราแสวงหาคำสรรเสริญจากมนุษย์ เราก็ได้บำเหน็จไปแล้ว แต่ถ้าเราทำเพื่อถวายพระสิริแด่พระบิดา พระองค์ก็จะประทานบำเหน็จให้เราในที่เปิดเผย ตัวอย่างที่ยกมาคือการทำทาน การอธิษฐาน และอดอาหาร การทดลองคือเพื่อให้เป็นที่สังเกตุเห็น เป็นที่ยกย่องอย่างสูงว่าเป็นคนมีธรรมะ และผู้คนต่างก็ยกย่อง การทดลองแบบที่สองที่เราเผชิญในฐานะผู้เชื่อคือการทดลองให้เป็นเหมือนสิ่ง ที่โลกแสวงหา ส่ำสมทรัพย์สมบัติของโลกนี้ บ่อยครั้ง เรามองดูสิ่งของต่างๆของโลกและพูดกับตัวเอง “ถ้าฉันได้มี … ชีวิตฉันก็คงจะลงตัว” เราแสวงหาความมั่นคงและความพึงพอใจในสิ่งของชั่วคราว แทนสิ่งที่จะมีในความสัมพันธ์กับพระบิดาโดยทางพระเยซูคริสต์ การทดลองทั้งสองแบบนี้ดึงดูดความสนใจเรา และดึงเราออกห่างจากสิ่งที่สำคัญ – ความสัมพันธ์กับพระเจ้าพระบิดา

คำถามใหญ่จากคำเทศนาบนภูเขาคือคำถามว่า “ใจคุณอยู่ที่ไหน?” เมื่อได้อ่านและศึกษาคำเทศนาบนภูเขาในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา เป็นสิ่งท้าทายให้ใจผมคิดถึงคำถามนี้อย่างจริงจัง และประเมินว่าใจของผมกำลังแสวงหาสิ่งที่เป็นของตัวเอง หรือความเที่ยงแท้ในความสัมพันธ์กับพระเจ้า ในหลายๆทาง เราอาจสวมใบหน้าหรือหน้ากากหลายแบบ เพื่อให้คนอื่นมองว่าเราเป็นคนที่อยู่ในทางของพระเจ้า แต่ในความเป็นจริง ลึกลงไปในใจ หรือในชีวิตส่วนตัว เราต่อสู้กับความกลัว การทดลอง และความปรารถนาอยากเป็นที่ยกย่องของมนุษย์แทนที่จะถวายเกียรติแด่พระเจ้า พระวจนะตอนนี้ พระเยซูทรงมุ่งสู่จิตใจด้วยคำถาม “ทรัพย์สมบัติของท่านอยู่ที่ไหน?” พระองค์ตรัสในมัทธิว 6:21 ว่า “เพราะว่าทรัพย์สมบัติของท่านอยู่ที่ไหน ใจของท่านก็อยู่ที่นั่นด้วย” มีหลายสิ่งที่กำลังแย่งชิงหัวใจคุณ เพราะนี่คือศูนย์ควบคุมของชีวิต

พระวจนะสอนว่าจิตใจเป็นตัวควบคุมเหนือชีวิต ชีวิตของคนๆนั้นจะสะท้อนจิตใจของเขาออกมา หนังสือสุภาษิต 4:23 กล่าวว่า “จงรักษาใจของเจ้าด้วยความระวังระไวรอบด้านเพราะชีวิตเริ่มต้นออกมาจากใจ” เป็นภาพอธิบายให้เราเห็นจิตใจที่เหมือนบ่อ ที่ทุกเรื่องราวของชีวิตจะล้นไหลออกมา4

ดังนั้น เราต้องรักษาและเฝ้าระวังใจ เพื่อให้ติดตามแต่สิ่งที่เป็นของพระเจ้า และไม่ถูกดึงออกไปด้วยสิ่งของๆโลกนี้ พระวจนะตอนนี้ ผมมีคำถามสามข้อ ข้อแรก เราต้องถามตนเองเมื่อเริ่มศึกษาพระวจนะตอนนี้ – “ทรัพย์สมบัติเราอยู่ที่ไหน?” เมื่อถามคำถามนี้ เราจะได้คำตอบว่า “ใจของเราอยู่ที่ไหน?” เพราะทรัพย์สมบัติคุณอยู่ที่ไหน ใจของคุณก็อยู่ที่นั่นด้วย คำถามที่จะถามตัวเองข้อสองคือ – “เราจับจ้องไปที่สิ่งใด” สายตาเราจ้องไปที่ไหน? จ้องไปที่สิ่งที่เห็นได้หรือเห็นไม่ได้? คำถามสุดท้ายคือ – “คุณกำลังปรนนิบัติผู้ใด หรือสิ่งใด?” พระเยซูถูกล้อมไปด้วยคนที่ได้ชื่อว่าเคร่งศาสนา พวกฟาริสี และสะดูสี คนที่มองดูศรัทธาแต่ภายนอก จิตใจภายในกำลังปรนนิบัติเงินทองและปรนเปรอตนเองมากกว่าปรนนิบัติพระเจ้า พระเยซูยังถูกล้อมไปด้วยคนที่ไม่เคยได้ยินถ้อยคำที่แรงแบบนี้มาก่อน พระองค์ทรงขอให้เราสำนึกผิดกลับใจ เปลี่ยนความคิดจิตใจในเรื่องสิ่งต่างๆ มาดำเนินชีวิตในความเชื่อ และปรนนิบัติพระเจ้าองค์เที่ยงแท้เพียงพระองค์เดียว

ตกลงทรัพย์สมบัติคุณอยู่ที่ไหน?

19 “อย่าส่ำสมทรัพย์สมบัติไว้สำหรับตัวในโลกที่อาจเป็นสนิมและที่แมลงกินเสีย ได้และที่ขโมยอาจขุดช่องลักเอาไปได้20 แต่จงส่ำสมทรัพย์สมบัติไว้ในสวรรค์ที่ไม่มีแมลงจะกินและไม่มีสนิมจะกัดและ ที่ไม่มีขโมยขุดช่องลักเอาไปได้21 เพราะว่าทรัพย์สมบัติของท่านอยู่ที่ไหนใจของท่านก็อยู่ที่นั่นด้วย” (มัทธิว 6:19-21)

คงไม่ยากเกินไปที่จะหาตัวอย่างจากหญิงและชายที่สั่งสมทรัพย์สมบัติไว้ สำหรับตนเองในโลกนี้ ทำให้เห็นว่าใจของพวกเขาแล้วจริงๆอยู่ที่ไหน มีหลายตัวอย่างผุดขึ้นมา:

ตัวอย่างที่ 1 – เรื่องของอาคาน (โยชูวา 6:17-18, 7:1-26) ในข้อ 18 พระเจ้าสั่งให้ประชากรอิสราเอลไปโจมตีเมืองเยริโค และให้ห่างจากของที่ต้องทำลายถวาย และให้นำเงินและทองและเครื่องใช้ที่ทำด้วยทองสัมฤทธิ์และเหล็กเป็นของถวาย แด่พระเจ้า ให้นำเข้าไปไว้ในคลังของพระเจ้า เมื่อพวกเขาโจมตีเมืองเยริโคได้ มีชายคนหนึ่งไม่เชื่อฟังคำสั่งของพระเจ้า แอบเอาเสื้อคลุมงามตัวหนึ่งของเมืองบาบิโลนกับเงินสองร้อยเชเขลและทองคำแท่ง หนึ่งหนักห้าสิบเชเขลไปเก็บซ่อน เพราะความบาปของชายคนนี้ อิสราเอลจึงพ่ายแพ้สงครามที่เมืองอัย ชายคนนี้จึงถูกประหารเพราะความโลภในทรัพย์สินเงินทองในจิตใจของเขา แทนที่จะถวายเกียรติแด่พระเจ้า ทำตามที่พระองค์สั่ง

ตัวอย่างที่ 2 – เรื่องของเศรษฐีหนุ่ม (มัทธิว 19:16-22) ในเรื่องนี้มีเศรษฐีหนุ่มมาถามคำถามพระเยซู เขาถามว่าทำอย่างไรจึงจะได้ชีวิตนิรันดร์ พระเยซูทรงตอบโดยบอกว่าเขาต้องเชื่อฟังพระบัญญัติ หนุ่มนั้นก็ถามว่า “ข้อใดบ้าง?” พระเยซูทรงตอบว่า“คือ ข้อที่ว่า ‘อย่าฆ่าคน อย่าล่วงประเวณีผัวเมียเขา อย่าลักทรัพย์ อย่าเป็นพยานเท็จจงให้เกียรติแก่บิดามารดาของตน และจงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง” เศรษฐีหนุ่มนั้นตอบว่าเขาได้ถือรักษาไว้ทุกประการ แล้วถามว่า “ข้าพเจ้ายังขาดอะไรอีกบ้าง?”ตรงนี้ที่พระเยซูทรงหย่อนระเบิดลงไปที่หนุ่มคนนี้ ตรัสว่า “จงไปขายบรรดาสิ่งของซึ่งท่านมีอยู่ แจกจ่ายให้คนอนาถา…แล้วจงตามเรามา…” ใจ ของหนุ่มคนนี้อยู่ที่ไหน? เราตอบได้จากปฏิกิริยาของเขา ใจของเขาถูกความมั่งคั่งและความร่ำรวยควบคุม หนุ่มคนนี้เป็นเศรษฐี ดูมีอนาคตไกล แต่ไม่พร้อมที่จะสละสิ่งที่มีเพื่อติดตามพระเยซู เขาพร้อมที่จะรักเพื่อนบ้านและทำตามพระบัญญัติที่มีต่อมนุษย์ แต่เมื่อไปถึงจุดที่ต้องรักพระบิดาและไม่มีพระเจ้าอื่นใด เขาไม่พร้อม ไม่อาจละจากความมั่งคั่งทางโลกที่ครอบครองอยู่เพื่อให้ได้ชีวิตนิรันดร์

เราเห็นตัวอย่างอื่นๆของคนที่ส่ำสมทรัพย์สมบัติทางโลก และปลายทางของคนเหล่านี้คือความตาย ใจของเขาหมกมุ่นอยู่กับสิ่งของๆโลก ยอมที่จะไม่เชื่อฟังพระเจ้าแลกกับความมั่งคั่งชั่วคราวที่จะเสื่อมสลายไป สิ่งที่เราส่ำสมไว้ในโลกเป็นเพียงของชั่วคราว ไม่มีทางอยู่ได้ชั่วนิรันดร์

ตกลงทรัพย์สมบัติคุณอยู่ที่ไหน?

มีหลายความคิดขึ้นมาในใจเมื่อนึกถึงสิ่งที่พระเยซูตรัสในสามข้อแรกของคำ ตอนนี้ คุณมีใจของโลกนี้ หรือใจของสวรรค์? คุณลงทุนอนาคตสำหรับนิรันดร์ที่ใกล้เข้ามา หรือคุณลงทุนกับสิ่งปัจจุบันที่นี่และเดี๋ยวนี้? คุณหลงไหลไปกับของชั่วคราว หรือของที่ถาวร? ชัดเจน ทั้งหมดนี้ถามในสิ่งเดียวกัน แต่ที่สำคัญ เราเข้าใจในความคิดนี้ชัดเจนหรือ? พระเยซูทรงยกตัวอย่างสามแบบด้านล่าง เพื่อแสดงว่าสิ่งที่เราเห็นว่าสำคัญกลับเป็นเพียงของชั่วคราว พระองค์ทรงใช้ตัวมอด สนิม และขโมย เรานึกออกจากตัวอย่างในชีวิต เช่น คนที่ขับรถคันใหม่ออกสู่ถนนอย่างภาคภูมิใจ พวกเขารักรถยนต์ เปิดหน้าต่างให้เสียงเพลงจากเครื่องเสียงชั้นดีกระหึ่มออกมา ชาวโลกจะได้รู้เสียทีว่าฉันเพิ่งซื้อรถคันใหม่! กว่าจะรู้ตัว ก็เสยเข้ากับฟุตปาทข้างทาง ตัวถังยุบและสีถลอก รถเงาวับคันใหม่ทำให้เจ้าของต้องอับอายขายขี้หน้าอยู่ข้างถนน

ตัวมอด: เรารู้ดีว่าเมื่อตัวมอดเข้าไปในเสื้อผ้า มันจะใชและกินเนื้อผ้าจนเป็นรู มอดเป็นแค่แมลงตัวเล็กๆเหมือนผีเสื้อ ดูไม่เป็นอันตราย แต่มันอาจทำลายเสื้อแบรนด์เนมราคาแพงสุดหรูของคุณได้

สนิม: ผมโตขึ้นในคานาดาที่ ต้องโรยเกลือบนถนนเวลาหิมะตกหนักหน้าหนาว เกลือสามารถทำลายรถคุณได้อย่างนึกไม่ถึง เราเคยมีรถกระบะยี่ห้อดอดจ์คันเก่าสีน้ำตาล ใต้ท้องรถมีรูพรุนเพราะถูกสนิมกัด ขนาดพื้นรถยังมีรู คุณอาจมีรถสวยที่สุดในโลก แต่ที่สุดแล้ว ถ้าต้องเจอทั้งหิมะ น้ำแข็ง และเกลือ ไม่ช้าก็จะเป็นสนิม สนิมเป็นตัวการทำลายพอๆกับตัวมอด ทำลายทรัพย์สินที่เราใช้เงินที่หามาอย่างยากลำบากซื้อ

ขโมย: มีเงินเยอะและร่ำรวย จะมาพร้อมกลับความกลัวว่าจะมีใครมาเอาไป มนุษย์จึงทำทุกอย่างในอำนาจ ปกป้องสิ่งที่ตนเองมี ล้อมรั้วบ้านด้วยกำแพงสูง ขโมยปีนยาก มียาม กล้องวงจรปิด มีที่ลึกลับซ่อนตู้เซฟไว้เก็บเพชรพลอยและทรัพย์สินมีค่าอื่นๆ แล้วขโมยทำอย่างไร? งัดเข้ามา เจาะหาทรัพย์ที่เจ้าของอุตส่าห์แอบซ่อนเอาไว้ ทำทุกวิถีทางขโมยไปให้ได้

คุณคิดว่าสิ่งใดมีค่าสำหรับคุณ? เพราะอะไรที่คุณมองว่ามีค่าจะบอกได้ว่าใจคุณอยู่ที่ไหน อาจเป็นเงินทองและความมั่งคั่ง อาจเป็นอำนาจบารมี และต้องการให้คนเห็นว่าคุณคือสุดยอดผู้นำ อาจเป็นท่าทีมีธรรมะแต่เปลือกนอก ผู้คนยกย่องสรรเสริญ อาจเป็นความโด่งดังเป็นที่ยอมรับเพราะหน้าตา บุคลิกและเสื้อผ้าที่สวมใส่ อาจเป็นบ้านหรู มีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน อาจเป็นครอบครัวที่ประสบความสำเร็จ เลี้ยงลูกได้ดี ตรงนี้แหละที่พระเยซูเรียกให้เราเปลี่ยนความคิดเสียใหม่ จากสิ่งของชั่วคราวไปยังสิ่งที่เป็นนิรันดร์ จากสิ่งที่ผ่านมาแล้วผ่านไป ไปเป็นสิ่งที่ยั่งยืนถาวร คุณคงไม่เคยเห็นรถบรรทุกศพที่มีรถพ่วงลากสมบัติตามไปด้วย ถ้าเห็นเราคงช็อค เพราะรู้ดีว่าทรัพย์สมบัติทางโลกที่ส่ำสมมา ไม่อาจไปกับเราได้ เป็นแค่ของชั่วคราว ตลอดคำเทศนาบนภูเขา พระเยซูเรียกให้เราสำนึกผิด กลับใจ ให้เปลี่ยนความคิดและทัศนคติเสียใหม่ และให้เป็นเหมือนรายชื่อบุคคลที่อยู่ในพระธรรมฮีบรู 11 คนที่มีนิรันดร์กาลในจิตใจ และยึดพระสัญญาตามที่พระเจ้าให้ไว้

คนเหล่านี้ตายไปในความเชื่อ ยังไม่ได้รับตามพระสัญญา แต่สิ่งที่พวกเขาเห็นเป็นสิ่งที่พวกเขามั่นใจ โอบรับเอาไว้ และยอมรับว่าเป็นเพียงคนแปลกถิ่นที่ท่องเที่ยวไปในโลก คนที่กล่าวคำเหล่านี้ประกาศว่าพวกเขาแสวงหาที่จะกลับไปยังบ้านเกิดเมืองนอน และถ้าพวกเขาคิดอยู่ในใจเสมอว่าบ้านเมืองที่จากมา วันหนึ่งข้างหน้าจะได้กลับไป พวกเขาปรารถนาจะไปอยู่ในที่ๆประเสริฐกว่าคือ “เมืองสวรรค์” พระเจ้าจึงไม่ทรงรู้สึกอับอายที่ได้เป็นพระเจ้าของพวกเขา และพระองค์ทรงจัดเตรียมบ้านรอคอยต้อนรับพวกเขากลับบ้าน (ฮีบรู 11:13-16)

เมื่อนำมาเทียบกัน พระเยซูตรัสในมัทธิว 6:20 “แต่จงส่ำสมทรัพย์สมบัติไว้ในสวรรค์ที่ไม่มีแมลงจะกิน และไม่มีสนิมจะกัด และที่ไม่มีขโมยขุดช่องลักเอาไปได้” พระ เยซูกำลังตรัสถึงการส่ำสมทรัพย์สมบัตินิรันดร์ที่ไม่มีวันเสื่อมสลาย พระองค์หมายถึงทรัพย์สมบัติอะไร? หนังสือ 1เปโตร 1:3-6 กล่าวว่า :

3 สาธุการแด่พระเจ้าพระบิดาแห่งพระเยซูคริสตเจ้าของเราผู้ได้ทรงพระมหากรุณา แก่เราทรงโปรดให้เราบังเกิดใหม่เข้าสู่ความหวังใจอันมีชีวิตอยู่โดยการคืน พระชนม์ของพระเยซูคริสต์4 และเพื่อให้ได้รับมรดกซึ่งไม่รู้เปื่อยเน่าปราศจากมลทินและไม่ร่วงโรยซึ่ง ได้เตรียมไว้ในสวรรค์เพื่อท่านทั้งหลาย5 ซึ่งเป็นผู้ที่ฤทธิ์เดชของพระเจ้าได้ทรงคุ้มครองไว้ด้วยความเชื่อให้ถึงความ รอดซึ่งพร้อมแล้วที่จะปรากฏในวาระสุดท้าย 6 ในความรอดนั้นท่านทั้งหลายชื่นชมยินดีถึงแม้ว่าเดี๋ยวนี้จำเป็นที่ท่านจะ ต้องทนทุกข์ทรมานชั่วขณะหนึ่งในการถูกทดลองต่างๆ

มันมหัศจรรย์ที่รู้ว่าในฐานะผู้เชื่อ มีมรดกรอเราอยู่ และในฐานะบุตรของพระเจ้า เราจะได้รับชีวิตนิรันดร์! การได้อยู่กับพระคริสต์ เป็นบำเหน็จ คนที่ต่อสู้เพื่อให้ได้ทรัพย์สมบัติของโลก จะผิดหวังขนาดไหน เพราะทรัพย์สินเหล่านั้นจะเสื่อมสลายไป

12 บนรากนั้นถ้าผู้ใดจะก่อขึ้นด้วยทองคำเงินเพชรพลอยไม้หญ้าแห้งหรือฟาง13 การงานของแต่ละคนก็จะได้ปรากฏให้เห็นเพราะวันเวลาจะให้เห็นได้ชัดเจนเพราะ ว่าจะเห็นชัดได้ด้วยไฟไฟนั้นจะพิสูจน์ให้เห็นการงานของแต่ละคนว่าเป็นอย่าง ไร14 ถ้าการงานของผู้ใดที่ก่อขึ้นทนอยู่ได้ผู้นั้นก็จะได้ค่าตอบแทน15 ถ้าการงานของผู้ใดถูกเผาไหม้ไปผู้นั้นก็จะขาดค่าตอบแทนแต่ตัวเขาเองจะรอดแต่ เหมือนดังรอดจากไฟ (1โครินธ์ 3:12-15)

บั้นปลายชีวิตของผู้เชื่อ เราจะยืนต่อหน้าบัลลังก์พิพากษาของพระคริสต์ และรายงานสิ่งที่เราทำขณะมีชีวิตบนโลกนี้ ไม่ว่าเราวางสิ่งใดไว้บนรากฐานนั้น ไม่ว่าจะเป็นทองคำหรือฟาง จะต้องผ่านการพิสูจน์ในไฟว่าทนอยู่ได้หรือไม่ ผู้เชื่อที่สร้างความมั่งคั่งที่บนโลกนี้จะสูญเสียไป แต่จะได้รับความรอดเหมือนรอดออกมาจากไฟ แต่ผู้ที่ต่อสู้เพื่อส่ำสมทรัพย์สมบัติไว้ในสวรรค์จะได้รับบำเหน็จ ทรัพย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือได้เข้าสู่นิรันดร์กาล รับการอภัย และเป็นอิสระจากพันธนาการของบาป เพราะพระเยซูทรงสิ้นพระชนม์ ถูกฝังไว้ และฟื้นคืนพระชนม์

จึงมีคำถาม “แล้วเราจะส่ำสมทรัพย์สมบัติไว้ในสวรรค์ได้อย่างไร?” คำตอบคือดำเนินชีวิตอย่างที่พระเจ้าขอให้ทำ และทำตามในทุกสิ่งที่พระองค์ทำ ตัวอย่างเช่น – รักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง – ถ้าใครขาดแคลนเสื้อผ้าแล้วคุณมีเหลือใช้ แบ่งให้เขาบ้าง – เป็นผู้ให้ด้วยใจยินดี ถวายเกียรติพระเจ้าในชีวิตแต่งงาน ระวังความคิดที่ผิดศีลธรรม แบ่งปันข่าวประเสริฐกับผู้คนรอบข้าง หลายสิ่งเหล่านี้รวมลงมาได้เป็น – รักพระเจ้าของเจ้าด้วยสิ้นสุดจิตสิ้นสุดใจ สุดกำลัง และสุดความคิด และรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง

ถ้อยคำสุดท้ายในข้อ 21 พระเยซูทรงกลับไปที่เรื่องของจิตใจ “เพราะว่าทรัพย์สมบัติของท่านอยู่ที่ไหน ใจของท่านก็อยู่ที่นั่นด้วย” หนึ่งในพระบัญญัติสิบประการที่กล่าวว่า “อย่ามีพระเจ้าอื่นใดนอกเหนือจากเรา” (อพยพ 20:3) เมื่อเราปักใจอยู่บนของๆโลก และพ่ายแพ้ต่อการทดลองไปตามกระแสโลก เราก็กำลังทำผิดข้อกราบไหว้รูปเคารพ เพราะเราไม่ได้ปรนนิบัติพระเจ้าอีกต่อไป เราให้ความมั่งคั่งอยู่เหนือพระองค์ และปรนนิบัติใส่ใจกับความมั่งคั่งนั้น สิ่งนั้นคือพระเจ้าและชีวิตของเรา พระเยซูทรงท้าทายเราเหมือนกับที่ทรงท้าทายฝูงชนที่นั่งฟังในตอนนั้น ให้เราถามตัวเองว่าทรัพย์สมบัติเราอยู่ที่ไหน ถ้าทรัพย์สมบัติเราอยู่บนโลกและสิ่งของๆโลก ใจเราก็อยู่ที่นั่นด้วย ถ้าใจของเรามุ่งจับจ้องอยู่ที่พระบิดา และส่ำสมสมบัติไว้ในสวรรค์ ใจเราก็จะอยู่ที่นั่นด้วย

ทำให้นึกถึงภาพยนตร์เก่าเรื่อง “มัมมี่” นักแสดงที่เล่นเป็นเบนี่ ตอนจบของเรื่องเขาค้นพบห้องเก็บมหาสมบัติ เบนี่ครองสติไม่อยู่ ถูกความมั่งคั่งที่เห็นอยู่ต่อหน้าควบคุมสิ้น ผมแน่ใจว่าเบนี่มองเห็นภาพชีวิตที่สะดวกสบายหรูหรา และจะเป็นผู้มั่งคั่งที่สุดในโลก แต่เรื่องไม่ได้จบแค่นั้น มีบางอย่างเกิดขึ้นในวิหาร ห้องเก็บสมบัติมีทรายร่วงลงมาจนท่วม ประตูกำลังจะปิดไม่มีใครหนีรอดไปได้ เบนี่มีโอกาสที่จะหนี แต่อำนาจเงินทองและความร่ำรวยทำให้เขาติดกับ พยายามยัดสมบัติเหล่านั้นใส่กระเป๋า และลากถุงบรรจุทองคำหนักอึ้งออกไปด้วย ในที่สุดประตูก็ปิดลง และเบนี่ก็ติดอยู่หลังบานประตูนั้นพร้อมกับทรัพย์สมบัติมากมาย ไม่มีโอกาสได้เห็นเดือนเห็นตะวัน ไม่มีโอกาสได้ใช้เงินทองที่เขาลุ่มหลงอีกต่อไป อำนาจของเงินตราควบคุมเขาไว้ ทำให้จบชีวิตลงอย่างน่าอนาถ ขออย่าให้เราเข้าสู่บั้นปลายชีวิต ไล่ล่าความมั่งคั่งและทรัพย์สินของโลกนี้ เพื่อมารู้ตัวอีกทีว่าไล่ตามผิดทาง และถูกสิ่งที่พยายามไล่ล่านั้นควบคุมเอาไว้

วิสัยทัศน์ของคุณเป็นอย่างไร?

“22 ตาเป็นประทีปของร่างกายเหตุฉะนั้นถ้าตาของท่านปกติทั้งตัวก็พลอยสว่างไปด้วย 23 แต่ถ้าตาของท่านผิดปกติทั้งตัวของท่านก็พลอยมืดไปด้วย เหตุฉะนั้นถ้าความสว่างซึ่งอยู่ในตัวท่านมืดไป ความมืดนั้นจะหนาทึบสักเพียงใดหนอ” (มัทธิว 6:22-23)

ตัวอย่างด้านล่างเกี่ยวข้องกับพระวจนะตอนนี้ ส่ำสมความมั่งคั่งบนโลกนี้ จะทำให้ภาพในความคิดของคุณไม่แจ่มชัด มองไม่เห็นความจริง ไม่เห็นพระประสงค์ของพระเจ้าอย่างถูกต้อง ความจริงถูกบิดเบือน ทำให้มองไม่เห็นพระเจ้าอย่างที่เราเคยเห็น และอย่างที่พระองค์ทรงเป็น

ตัวอย่างที่ 1 – เรื่องของอานาเนีย และสัปฟีรา (กิจการ 5:1-11) ในเรื่อง ชายคนนี้และภรรยาขายทรัพย์สมบัติที่มี นำเงินมามอบให้ มาวางไว้ที่เท้าของบรรดาอัครทูต เรื่องนี้เกิดขึ้นบ่อยในคริสตจักรยุคแรก:

34 เพราะว่าในพวกศิษย์ไม่มีผู้ใดขัดสนผู้ใดมีไร่นาบ้านเรือนก็ขายเสีย35 และนำเงินค่าของที่ขายได้นั้นมาวางไว้ที่เท้าของอัครทูตอัครทูตจึงแจกจ่าย ให้ทุกคนตามที่ต้องการ (กิจการ 4:34-35)

แต่มีสิ่งที่แตกต่างในเรื่องนี้ เมื่อพวกเขานำเงินมาวางให้อัครทูต อานาเนีย และสัปฟีรา ไม่ได้พูดความจริง พวกเขาบอกว่านำเงินที่ได้ “ทั้งหมด” จากการขายทรัพย์สินมาให้ แต่ที่จริงได้ยักยอกบางส่วนเก็บเอาไว้ เปโตรถามว่าทำไมพวกเขาจึงกล้าพูดโกหกต่อหน้าพระเจ้า และในนาทีนั้น อานาเนียก็ล้มลงตาย ไม่นานจากนั้นภรรยาที่พูดโกหกเรื่องการขายทรัพย์สินก็ตายลงด้วย อานาเนีย และสัปฟีราเคยเห็นมาก่อนว่าคนที่ถวายเช่นนี้เป็นที่ยอมรับและได้รับการ ยกย่อง จึงไปขายทรัพย์สินของตนบ้าง เพื่อจะได้มีคนเห็น เป็นที่ยอมรับ และได้รับคำชมเชยว่าเป็นผู้มีจิตวิญญาณสูง ทำเช่นนี้เขากำลังโกหกต่อพระวิญญาณบริสุทธิ์ ผลคือต้องจบชีวิตลง

ตัวอย่างที่ 2 – อุปมาเรื่องเศรษฐีโง่ (ลูกา 12:13-21) ในอุปมานี้พระเยซูทรงกล่าวถ้อยคำที่ลึกซึ้งที่เราต้องตั้งใจฟังให้ดี พระองค์ตรัสในข้อ 15 ว่า “..เพราะว่าชีวิตของคนมิได้อยู่ในการที่มีของฟุ่มเฟือย” อุปมา เรื่องเศรษฐีโง่พูดในเรื่องเดียวกัน เป็นเรื่องเศรษฐีคนหนึ่ง ที่ไร่นาของเขาเกิดผลบริบูรณ์มาก จึงตัดสินใจรื้อยุ้งฉางเก่าลง แล้วสร้างใหม่ให้ใหญ่โตกว่าเดิม พอเสร็จ กะจะเกษียน คิดว่ามีเงินที่ส่ำสมมาพอแล้ว ต่อไปนี้จะนั่งสบายๆใช้ชีวิตสนุกสนานให้คุ้ม เกิดอะไรขึ้นครับ? พระเจ้าเรียกเขาว่าคนโง่ ชีวิตของเขาจะถูกเรียกคืนไปในคืนนั้น พระเยซูทรงจบคำอุปมานี้ด้วยคำตรัสว่า “คนที่ส่ำสมทรัพย์สมบัติไว้สำหรับตัวและมิได้มั่งมีจำเพาะพระเจ้าก็เป็นเช่นนั้นแหละ“พวก เราหลายคนคอยเวลาที่จะได้นั่งพักผ่อนสบายๆหลังเกษียน ใช้เงินทองที่ส่ำสมมาเพื่อจะมีชีวิตบั้นปลายที่เพลิดเพลินสะดวกสบาย เศรษฐีคนนี้ถูกความร่ำรวยของตนเองควบคุมไว้ คิดแต่เรื่องเพิ่มพูนให้มากขึ้น แต่กลับต้องตายลงในคืนนั้น และมีคนอื่นมาเอาทรัพย์ที่เขาสะสมไปผลาญเสีย เขาไม่อาจนำสิ่งใดติดตัวไปได้เลย

ตอนต่อไป เราจะมาพูดในเรื่องเดียวกันแต่ในแบบที่แตกต่าง ใช้ตัวอย่างเรื่องของสายตา เมื่อความร่ำรวยเป็นจุดรวมสายตาในชีวิต การมองเห็นของเราจะบิดเบือน เมื่อสิ่งที่เรามองเห็นแซงหน้าสิ่งที่เป็นนิรันดร์ที่มองไม่เห็น เราก็มีสายตาสั้นฝ่ายวิญญาณ สายตาเป็นช่องทางให้ความสว่างส่องเข้าไปในร่างกาย และให้ความสว่างจนเรามองเห็นสิ่งต่างๆรอบตัวได้ ทำให้เราเห็นสีสัน ทัศนียภาพ และใบหน้าที่เรามองไป วิลเลี่ยม บาร์เคลย์ กล่าวไว้ว่า:

แนวคิดเบื้องหลังพระคัมภีร์ตอนนี้เป็นเหมือนเรื่องธรรมดาของเด็กๆ ดวงตาเปรียบเหมือนหน้าต่างที่เปิดรับแสงเข้าไปทั่วร่างกาย สีและสภาพของหน้าต่างเป็นตัวตัดสินว่าจะให้แสงจะเข้าไปได้แค่ไหน ถ้าหน้าต่างใสสะอาดและไม่บิดเบี้ยว แสงก็จะสาดเข้าไปในห้องได้เต็มที่ และจุดทั่วทุกมุมให้สว่างไสว แต่ถ้าหน้าต่างขุ่นมัว บิดเบี้ยว สกปรก หรือมีสีบังให้ไม่เห็นชัดเจน แสงก็จะถูกกั้น และห้องก็ไม่อาจสว่างได้ … ดังนั้นพระเยซูจึงตรัสว่าความสว่างที่ส่องเข้าไปในจิตใจและจิตวิญญาณของ มนุษย์ จำต้องพึ่งสถานะภาพฝ่ายวิญญาณของดวงตาซึ่งเป็นช่องทางให้แสงผ่าน เพราะดวงตาเป็นหน้าต่างของทั้งร่างกาย5

1เปโตร 1:6-9 กล่าวว่า:

6 ในความรอดนั้นท่านทั้งหลายชื่นชมยินดี ถึงแม้ว่าเดี๋ยวนี้ จำเป็นที่ท่านจะต้องทนทุกข์ทรมานชั่วขณะหนึ่งในการถูกทดลองต่างๆ 7 เพื่อการลองดูความเชื่อของท่าน อันประเสริฐยิ่งกว่าทองคำ ซึ่งแม้เสียไปได้ก็ยังถูกลองด้วยไฟ จะได้เป็นเหตุให้เกิดความสรรเสริญ เกิดศักดิ์ศรีและเกียรติ ในเวลาที่พระเยซูคริสต์จะเสด็จมาปรากฏ พระองค์ผู้ที่ท่านทั้งหลายยังไม่ได้เห็น แต่ท่านยังรักพระองค์อยู่แม้ว่าขณะนี้ท่านไม่เห็นพระองค์ แต่ท่านยังเชื่อและชื่นชม ด้วยความปีติยินดีเป็นล้นพ้นเหลือที่จะกล่าวได้ 9 แล้ววิญญาณจิตของท่านทั้งหลายจึงได้รับความรอดเป็นผลแห่งความเชื่อ (1เปโตร 1:6-9)

ดวงตาที่เต็มไปด้วยความสว่างคือชีวิตที่ดำเนินไปโดยความเชื่อและในพระ สัญญานิรันดร์ของพระเจ้า เราอาจมองสิ่งต่างๆเหล่านี้ด้วยตาเปล่าไม่ได้ แต่เราเชื่อด้วยความเชื่อในความจริงว่าวันหนึ่งข้างหน้าเราจะเป็นเหมือนพระ คริสต์ – เป็นจุดสิ้นสุดของความเชื่อ ความรอดฝ่ายวิญญาณ เมื่อสายตาเราจับจ้องอยู่บนของๆโลกนี้ ของชั่วคราว สายตาเราจะพร่ามัวและเห็นได้ไม่ชัดเจน ผมยังจำได้ดีเมื่อมีสิ่งแปลกปลอมหลุดเข้าไปในตาสองวัน ทั้งเจ็บและน้ำตาไหลตลอดเวลา ลืมตาแทบไม่ได้ และอ่อนไหวต่อแสง ทำให้ไม่สามารถมองสิ่งต่างๆตามความเป็นจริงได้ เช่นเดียวกับทรัพย์สมบัติทางโลก เป็นตัวทำให้เรามองความเป็นจริงผิดเพี้ยน เห็นไม่ชัดเจน ลองมาดูตัวอย่างในฮีบรู 11:

17 เพราะอับราฮัมมีความเชื่อ ฉะนั้นเมื่อท่านถูกลองใจ ท่านจึงได้ถวายอิสอัคเป็นเครื่องบูชา และท่านซึ่งเป็นผู้ได้รับพระสัญญา ก็ได้พร้อมแล้วที่จะถวายบุตรคนเดียวของท่าน 18 คือบุตรที่มีพระดำรัสไว้ว่า เขาจะสืบเชื้อสายของเจ้าทางอิสอัค (ฮีบรู 11:17-18)

24 เพราะความเชื่อ เมื่อโมเสสโตแล้วท่านไม่ยอมให้ใครเรียกท่านว่า เป็นบุตรของธิดากษัตริย์ฟาโรห์ 25 ท่านเลือกการร่วมทุกข์กับชนชาติของพระเจ้าแทนการเริงสำราญในความชั่ว 26 ท่านถือว่าการอดทนต่อความอัปยศเพื่อพระคริสต์ ประเสริฐกว่าสมบัติของประเทศอียิปต์ เพราะท่านหวังบำเหน็จที่จะได้รับนั้น (ฮีบรู 11:24-26)

นี่เป็นสองตัวอย่างสำคัญของผู้ที่ได้ชื่อว่ามีวิสัยทัศน์แบบนิรันดร์กาล : พวกเขาเห็นชัดเจน เห็นถึงนิรันดร์กาลและเห็นบำเหน็จแทนที่จะเห็นแก่สิ่งของชั่วคราวที่ผ่านมา แล้วผ่านไป เพราะความเชื่อนี้ พระเจ้าจึงทรงใช้เขาได้อย่างเกิดผล

คำถามคือ “วิสัยทัศน์คุณเป็นอย่างไร?” เจมส์ บอยส์ กล่าวว่า :

คุณมองเห็นเรื่องฝ่ายวิญญาณชัดขนาดไหน? หรือวิสัยทัศน์และพระประสงค์ของพระเจ้าสำหรับชีวิตคุณมัวไปเพราะต้อกระจก ฝ่ายวิญญาณ หรือสายตาคุณสั้น และหมดเวลาไปกับเรื่องวุ่นวายใกล้ตัว? ผมมั่นใจว่าสิ่งนี้เป็นจริงสำหรับคริสเตียนหลายคน โดยเฉพาะคนที่ตกอยู่ภายใต้ความมั่งคั่งของโลกสมัยใหม่6

คุณเคยเอาแว่นตาของคนอื่นมาใส่หรือเปล่า? แล้วเห็นภาพต่างไปจากที่เคย จำได้ว่าตอนเรียนชั้นเตรียมอุดม เราขับรถไปตามถนนในออนตาริโอเหนือในตอนกลางคืน แล้วก็ปิดไฟหน้ารถ มันมืดมากมองอะไรไม่เห็นเพราะเราชินกับแสงไฟ พอไม่มีแสง ต้องใช้เวลากว่าสายตาจะปรับให้ชินกับความมืด แน่นอนเราเริ่มตกใจกลัว รีบเปิดไฟเผื่อเกิดพลาดพลั้ง เราสามารถโยงเรื่องนี้เข้ากับอุปมาเรื่องตาที่พระเยซูสอน ถ้าตาทางความคิดและจิตใจเราจับจ้องอยู่กับทรัพย์สมบัติทางโลก วิสัยทัศน์ของเราจะพร่ามัวและผิดเพี้ยน ไม่อาจแยกแยะพระประสงค์ของพระเจ้าสำหรับชีวิตเราได้อย่างถูกต้อง หรือเราอาจมองพระเจ้าได้ไม่ชัดเหมือนเคย ถ้าตาคุณไม่ดี ร่างกายคุณก็จะมืดมิดไปด้วย อะไรจะเกิดขึ้นได้ในความมืด? คุณก็สะดุดล้ม หรือเดินคลำทางหาแสงที่พอจะช่วยให้เห็นทาง เห็นข้าวของเพื่อจะไม่เดินไปชนหรือสะดุดล้ม เมื่อตาเราจับจ้องไปที่สิ่งของๆโลกนี้ สายตาเราก็แย่ ตัวเราก็มีแต่ความมืด เห็นความเป็นจริงได้ไม่ชัดเจน ถ้าตาในใจและในความคิดจับจ้องอยู่ที่พระบิดา เราก็ยืนอย่างถูกต้องต่อพระองค์ และเห็นพระองค์อย่างชัดเจน เห็นว่าพระองค์ทรงขอให้เราทำสิ่งใด “เหตุฉะนั้นถ้าตาของท่านปกติ ทั้งตัวก็พลอยสว่างไปด้วย” (มัทธิว 6:22 ข) ขอถามอีกครั้ง “วิสัยทัศน์คุณเป็นอย่างไร? สายตาคุณจับจ้องอยู่ที่ไหน?”

คุณกำลังปรนนิบัติผู้ใด?

ตอนนี้เราเข้ามาถึงหัวใจสำคัญที่มีอำนาจมากในพระวจนะตอนนี้ พระคำข้อนี้ เป็นเหมือนจุดสูงสุดของคำเทศนาบนภูเขา เป็นคำถามที่สำคัญที่สุด “คุณกำลังปรนนิบัติผู้ใด?” คนชอบคิดว่าเขาสามารถเหยียบเรือสองแคมได้ คือได้สิ่งดีที่สุดจากทั้งสองฝั่ง – ทั้งบนโลกนี้ปรนเปรอตนเองด้วยความมั่งคั่งและชีวิตสะดวกสบาย และต่อมาตรงสุดถนนสายอนาคต ซึ่งก็คือสวรรค์ พระวจนะตอนนี้ พระเยซูตรัสว่า “ไม่มีผู้ใดเป็นข้าสองเจ้าบ่าวสองนายได้ เพราะว่าจะชังนายข้างหนึ่ง และจะรักนายอีกข้างหนึ่ง หรือจะนับถือนายฝ่ายหนึ่ง และจะดูหมิ่นนายอีกฝ่ายหนึ่ง ท่านจะปฏิบัติพระเจ้าและจะปฏิบัติเงินทองพร้อมกันไม่ได้” (มัทธิว 6:24) พระเยซูบอกเราตอนนี้ว่าเราไม่อาจรับใช้เจ้านายสองคนได้ เราไม่อาจรับใช้เงินทองและพระเจ้าได้ เราไม่อาจรับใช้ชื่อเสียงและพระเจ้าได้ เราไม่อาจปรนเปรอตนเองและปรนนิบัติพระเจ้าได้ เราไม่อาจปรนนิบัติครอบครัวและพระเจ้าได้ เรามีนายได้เพียงผู้เดียว อีกครั้ง พระเยซูท้าทายเราให้กลับไปพิจารณาคำเทศนาบนภูเขา ท้าทายเราให้สำนึกผิดกลับใจ เปลี่ยนความคิดเกี่ยวกับทรัพย์สมบัติทางโลก หรือสิ่งอื่นๆที่เราเคยปรนนิบัติ และมาปรนนิบัติพระองค์เพียงผู้เดียว คุณไม่มีทางทำได้แม้พยายามแค่ไหนก็ตาม คุณจะเสียสิ่งหนึ่งไป และในแทบทุกกรณี ที่เสียไปคือพระเจ้า ดร. ดี มาร์ติน ลอยด์-โจนส์ เล่าเรื่องนี้ไว้ :

ชาวไร่คนหนึ่ง … วันหนึ่งกลับมาบอกภรรยาด้วยความดีใจว่าวัวตัวที่ดีที่สุดของเขาออกลูกมาสอง ตัว สีแดงตัวหนึ่ง และอีกตัวสีขาว เขาพูดว่า “คุณรู้มั้ย พระเจ้าทรงนำให้ผมถวายลูกวัวตัวหนึ่งให้พระองค์ เราจะเลี้ยงทั้งคู่ให้โตไปด้วยกัน และเมื่อถึงเวลาขาย เราจะเก็บเงินค่าวัวตัวหนึ่งไว้ใช้ และอีกตัวนำไปใช้เพื่องานของพระเจ้า” ภรรยาจึงถามว่าตัวไหนที่จะถวายให้พระเจ้า ชาวไร่ตอบว่ายังไม่ต้องรีบร้อนตัดสินใจ “เราจะเลี้ยงวัวทั้งคู่ให้เหมือนกัน” เขาพูด “และเมื่อได้เวลาขาย เราจะขายทั้งคู่ออกไปอย่างที่พูดไว้” หลายเดือนหลังจากนั้น ชาวไร่คนนั้นเข้าไปในครัวด้วยท่าทางเศร้าสร้อย ภรรยาจึงถามว่าเกิดอะไรขึ้น เขาตอบว่า “ผมมีข่าวร้ายมาบอก วัวของพระเจ้าตายแล้ว” “แต่” เสียงภรรยาท้วงขึ้น “คุณบอกยังไม่ได้ตัดสินใจว่าตัวไหนเป็นของพระเจ้าไม่ใช่หรือ?” เขาตอบว่า “อ๋อ ผมคิดเสมอว่าต้องเป็นตัวสีขาว แล้วตัวสีขาวมันก็ตายแล้ว”7

เจมส์ บอยส์ กล่าวว่า “รู้สึกว่าวัวของพระเจ้าต้องตายทุกที – เว้นแต่เราชัดเจนว่าเราจะปรนนิบัติผู้ใด และรู้จักตนเอง หรือรู้จักสิ่งที่ตนเองครอบครองดี”8

ผมอยากจะยกตัวอย่างของบางคนที่มีมุมมองถูกต้องถึงความหมายของสิ่งนี้ หลายคนคงเคยได้ยินเรื่องนี้ เป็นหนึ่งในพระวจนะตอนที่ผมโปรด และเป็นตอนที่ท้าทายผมอย่างมากทุกครั้งที่อ่าน

ตัวอย่างที่ 1 – เปาโล (ฟีลิปปี 3:7-8)

7 แต่ว่าสิ่งใดที่เคยเป็นคุณประโยชน์แก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าถือว่าสิ่งนั้นไร้ประโยชน์แล้ว เพื่อเห็นแก่พระคริสต์ 8 ที่จริงข้าพเจ้าถือว่าสิ่งสารพัดไร้ประโยชน์ เพราะเห็นแก่ความประเสริฐแห่งความรู้ถึงพระเยซูคริสต์ องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้า เพราะเหตุพระองค์ ข้าพเจ้าจึงได้ยอมสละสิ่งสารพัด และถือว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นเหมือนหยากเยื่อเพื่อข้าพเจ้าจะได้พระคริสต์

อัครทูตเปาโลในแง่ของศาสนาเป็นผู้ที่เรียกได้ว่ามีครบถ้วน เข้าสุหนัตเมื่ออายุแปดวัน อยู่ในเผ่าเบนยามิน เป็นฮีบรูของฮีบรูแท้ ในเรื่องธรรมบัญญัติท่านเคยเป็นฟาริสี ในด้านความกระตือรือร้นท่านเองได้ข่มเหงคริสตจักร ในเรื่องความชอบธรรมตามบทบัญญัติ ท่านไม่มีข้อตำหนิ เปาโลจึงพร้อมครบถ้วน แต่ท่านสละทั้งหมดไป เพราะมองว่าเป็นเหมือนหยากเยื่อ คือเป็น “ขยะ” เพื่อท่านจะได้รู้จักพระคริสต์ และฤทธิอำนาจในการคืนพระชนม์ของพระองค์ ท่านกำลังรับใช้เจ้านายผู้เดียว และเจ้านายนั้นคือพระเยซูคริสต์ และพระองค์เพียงผู้เดียว สิ่งต่างๆที่เป็นของโลก และสิ่งที่โลกหยิบยื่นให้ ไม่อาจดึงดูดท่านได้ต่อไป เพราะพระบิดาทรงเปลี่ยนจิตใจท่าน ทำให้ท่านเป็นคนใหม่ ในชีวิตของท่าน เปาโลได้เปลี่ยนความคิด – ท่านสำนึกผิด และจวบจนวันสุดท้ายของชีวิตท่านติดตามพระคริสต์ ท่านเห็นความสำคัญของการส่ำสมทรัพย์ไว้บนสวรรค์ ท่านวางทุกสิ่งที่ปรนเปรอเนื้อหนังลงเพื่อจะสามารถดำเนินชีวิตโดยความเชื่อ ในสิ่งที่มองไม่เห็น และรอรับบำเหน็จเมื่อจากโลกนี้ไป – ความรอดฝ่ายวิญญาณ

แล้วเราล่ะ? พระเจ้าทรงขอสิ่งใดจากเรา? พระองค์ทรงขอให้เราทำอย่างเดียวกัน – เราต้องไม่รับใช้เจ้านายสองคน แต่รับใช้พระเยซูคริสต์ พระองค์ผู้เดียวเท่านั้น ด้านล่างเป็นพระวจนะบางตอนที่ย้ำถึงหัวใจของเรื่องนี้ เราต้องคำนวนราคา เพราะไม่พระองค์ก็ตัวเราเองที่จะติดตามความต้องการส่วนตัวไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดก็ตาม

ตัวอย่างที่ 2 – รับกางเขนและแบกตามเรามา (มาระโก 8:34-38, ลูกา 14:25-33)

เมื่อพระเยซูทรงเรียกให้ผู้คนมาติดตามพระองค์ไป รวมถึงสาวกของพระองค์ด้วย พระองค์บอกพวกเขาว่า “34 พระองค์จึงทรงร้องเรียกประชาชนกับเหล่าสาวกให้เข้ามา แล้วตรัสแก่เขาว่า “ถ้าผู้ใดจะใคร่ตามเรามา ให้ผู้นั้นเอาชนะตัวเอง และรับกางเขนของตนแบก และตามเรามา 35 เพราะว่าผู้ใดใคร่จะเอาชีวิตรอด ผู้นั้นจะเสียชีวิต แต่ผู้ใดจะเสียชีวิตเพราะเห็นแก่เราและข่าวประเสริฐ ผู้นั้นจะได้ชีวิตรอด 36 เพราะถ้าผู้ใดจะได้สิ่งของสิ้นทั้งโลก แต่ต้องเสียชีวิตของตน ผู้นั้นจะได้ประโยชน์อะไร 37 เพราะว่าผู้นั้นจะนำอะไรไปแลกเอาชีวิตของตนกลับคืนมา 38 ด้วยว่าถ้าผู้ใดมีความอายเพราะเราและถ้อยคำของเรา ในชั่วชีวิตนี้ซึ่งประกอบด้วยการชั่วคิดคดทรยศ บุตรมนุษย์ก็จะมีความอายเพราะผู้นั้น ในเวลาเมื่อพระองค์จะเสด็จมาด้วยพระสิริแห่งพระบิดา และด้วยเหล่าทูตสวรรค์ผู้บริสุทธิ์” (มาระโก 8:34-38)

“25 คนเป็นอันมากได้ไปกับพระองค์ พระองค์จึงทรงเหลียวหลังตรัสกับเขาว่า 26 “ถ้าผู้ใดมาหาเราและไม่ชังบิดามารดา บุตรภรรยา และพี่น้องชายหญิง แม้ทั้งชีวิตของตนเองด้วย ผู้นั้นจะเป็นสาวกของเราไม่ได้ 27 ผู้ใดมิได้แบกกางเขนของตนตามเรามา ผู้นั้นจะเป็นสาวกของเราไม่ได้ 28 ด้วยว่าในพวกท่านมีผู้ใดเมื่อปรารถนาจะสร้างตึก จะไม่นั่งลงคิดราคาดูเสียก่อนว่า จะมีพอสร้างให้สำเร็จได้หรือไม่ 29 เกรงว่าเมื่อลงรากแล้ว และกระทำให้สำเร็จไม่ได้ คนทั้งปวงที่เห็นจะเยาะเย้ยเขา 30 ว่า ‘คนนี้ตั้งต้นก่อ แต่ทำให้สำเร็จไม่ได้’ 31 หรือมีกษัตริย์องค์ใดเมื่อจะยกกองทัพไปทำสงครามกับกษัตริย์อื่น จะมิได้นั่งลงคิดดูก่อนหรือว่า ที่ตนมีพลทหารหมื่นหนึ่ง จะสู้กับกองทัพที่ยกมารบสองหมื่นนั้นได้หรือไม่ 32 ถ้าสู้ไม่ได้ เมื่อยังอยู่ห่างกัน ก็จะใช้พวกทูตไปขอเป็นไมตรีกัน 33 ก็เช่นนั้นแหละ ทุกคนในพวกท่านที่มิได้สละสิ่งสารพัดที่ตนมีอยู่ จะเป็นสาวกของเราไม่ได้” (ลูกา 14:25-33)

พระเจ้าทรงเรียกเราให้มีชีวิตที่รับใช้พระองค์อย่างเต็มกำลังในฐานะที่ พระองค์ทรงเป็นเจ้านาย อย่างที่กล่าวไปในตอนต้น มีนัยสำคัญมากมายเมื่อตระหนักได้ว่าพระเจ้าทรงเป็นพระบิดาของเรา และเราเป็นบุตรของพระองค์ พระเจ้าจะทรงคอยดูแลเราและจัดเตรียมในสิ่งที่จำเป็นเพียงพอตามที่พระองค์ เห็นสมควร แต่การทดลองให้เรายึดติดกับสิ่งของทางโลกถ่วงเราไว้ด้วยลูกตุ้มอันใหญ่ ลวงเราให้ไปวางใจในความร่ำรวย แทนที่จะวางใจในพระบิดา ในพระวจนะตอนต่างๆที่นำมาอ้างอิงด้านบน เราเห็นถึงการทรงเรียกอย่างล้ำเลิศให้ไปรับใช้พระบิดาในฐานะเป็นบุตร และในฐานะเป็นสาวกของพระองค์ มีถ้อยคำที่ฟังดูรุนแรงในบางตอน ถ้าคุณไม่ชังบิดามารดา (รักบิดามารดาน้อยกว่ารักพระเจ้า ข ผู้แปล) ฯลฯ คุณก็จะเป็นสาวกของพระองค์ไม่ได้ เป็นการทรงเรียกที่เข้มข้น ให้เราสละตนเองอย่างสิ้นเชิง และมาวางใจหมดสิ้นในพระบิดา ติดตามพระองค์ไป เราถูกเรียกร้องให้ปฏิเสธตนเอง แปลว่าตนเองไม่มีสิทธิอะไร เราถูกเรียกให้มารับกางเขนของเรา แปลว่าเราต้องเดินไปบนเส้นทางเดียวกับที่พระเยซูเคยไป ยอมวางชีวิตของเราลงเพื่อพระองค์และข่าวประเสริฐแห่งพระกิตติคุณ และเราถูกเรียกให้ตามพระองค์ไป ให้เลียนแบบพระเยซูคริสต์ในทุกสิ่งที่พระองค์ทำ ทำตามตัวอย่างและคำสอนของพระองค์9 พระเยซูต้องการทั้งใจของเรา ปรารถนาให้เรามีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับพระบิดาเหมือนกับพระองค์ เราไม่อาจรับใช้พระเจ้าและความร่ำรวยของโลกนี้ มันเป็นไปไม่ได้ เพราะเราจะเกลียดชังฝ่ายหนึ่ง รักและติดตามอีกฝ่ายไป ไม่ว่าคุณจะรับใช้ฝ่ายไหน ฝ่ายนั้นก็คือเจ้านายของคุณ ถ้าเป็นความร่ำรวย ความร่ำรวยนั้นก็เป็นนายของคุณ และมีอำนาจควบคุมอยู่เหนือคุณ ถ้าเป็นพระบิดา พระองค์ก็ทรงเป็นจอมเจ้านายของคุณ พระองค์จะทรงควบคุมอยู่เหนือคุณ ตกลงคุณกำลังปรนนิบัติผู้ใด?

บทสรุปและการนำไปใช้

(1) ในบทสรุปนี้ ผมต้องการให้คุณตระหนักว่า พระเจ้าไม่ได้กล่าวโทษเราที่เป็นคนมั่งคั่งร่ำรวย คำถามคือ “คุณกำลังปรนนิบัติสิ่งเหล่านั้นและทำบาปแห่งการกราบไหว้รูปเคารพโดยให้สิ่ง เหล่านั้นเป็นพระของคุณหรือ? เงินทองไม่ใช่สิ่งเลวร้าย แต่การรักเงินทองต่างหากที่เป็นรากเหง้าของความชั่ว “ด้วยว่าการรักเงินทองนั้นเป็นมูลรากแห่งความชั่วทั้งมวล และเพราะความโลภนี่แหละ จึงทำให้บางคนห่างไกลจากความเชื่อ และตรอมตรมด้วยความทุกข์” (1ทิโมธี 6:10)

17 สำหรับคนเหล่านั้นที่มั่งมีฝ่ายโลก จงกำชับเขาอย่าให้มีมานะทิฐิ หรือให้เขามุ่งหวังในทรัพย์ที่ไม่เที่ยง แต่จงหวังในพระเจ้าผู้ทรงประทานทุกสิ่ง เพื่อความสะดวกสบายของเรา 18 จงกำชับให้เขากระทำดี ให้กระทำดีมากๆ ให้เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และไม่เห็นแก่ตัว 19 อย่างนี้จึงจะเป็นการวางรากฐานอันดีไว้สำหรับตนเองในภายหน้า เพื่อว่าเขาจะได้รับเอาชีวิต ซึ่งเป็นชีวิตอันแท้จริง (1ทิโมธี 6:17-19)

ทำให้นึกถึงเรื่องของเดมาส “จงพยายามมาพบข้าพเจ้าโดยเร็ว เพราะว่าเดมาส ได้หลงรักโลกปัจจุบันนี้เสียแล้ว และได้ทิ้งข้าพเจ้าไปยังเมืองเธสะโลนิกา เครสเซนส์ได้ไปยังแคว้นกาลาเทีย ทิตัสได้ไปยังเมืองดาลมาเทีย” (1ทิโมธี 4:9-10)

(2) การล่อลวงให้ส่ำสมทรัพย์สมบัติเป็นการล่อลวงของแท้ที่เราทุกคนต้องเผชิญตั้งแต่เล็กจนโต ไม่ นานมานี้ผมได้ไปที่ชิคาโก ตลอดเวลาสุดสัปดาห์ที่นั่น ผมก็คิด “ถ้ามีเงินสักหน่อย ผมจะทำนี่ได้” หรือ “ผมคงซื้อบ้านริมทะเลสาบที่มิชิแกนได้” หรือ “ซื้อรถสุดเท่คันนั้นได้” เราไปที่ถนนรัช มองไปที่โชว์รูมรถเบนท์ลี่ย์ที่ตกแต่งไว้ครบครัน รวมถึงรถยี่ห้ออื่นๆ รถสปอร์ตสีสันโฉบเฉี่ยว ทั้งเหลืองทั้งแดง เฟอร์รารี่ แอสตันมาร์ติน ไปจนถึงพอร์ช 911 ผมก็คิดว่ามันคงจะสุดยอดถ้าได้ขับรถคันใดคันหนึ่งกลับบ้าน คนที่เห็นจะมองผมยังไง? การทดลองนี้จริงยิ่งกว่าจริง และไม่ใช่แค่เรื่องรถยนต์หรือบ้าน มันรวมไปถึงเสื้อผ้า เครื่องเล่นเกมส์ อุปกรณ์ไฟฟ้า อุปกรณ์สื่อสารต่างๆ คอมพิวเตอร์ เครื่องเพชร ครอบครัว ชื่อเสียง อำนาจบารมี และความหลอกลวงอื่นๆ การทดลองนี้จริง เราจำเป็นต้องสวมยุทธภัณฑ์ทั้งชุดของพระเจ้าเพื่อต่อสู้เอาชนะ ศัตรูของเราไม่ได้ต้องการอะไรมากไปกว่าดึงดูดให้เราไปหลงไหลได้ปลื้มกับความ เพลิดเพลินชั่วคราวและของๆโลกเหล่านั้นที่กันเราออกจากความสัมพันธ์ใกล้ชิด กับพระบิดา

(3) ทรัพย์สมบัติคุณอยู่ที่ไหน? ในแต่ละสัปดาห์ผมจะถามลูกศิษย์ ผมไม่ทราบว่าใจของคุณอยู่ไหน หรือใจของคุณติดตามใคร หรืออยากไปปรนนิบัติสิ่งใด มีแค่สองตัวเลือกเท่านั้น – ตนเอง หรือพระเจ้า – ผมรู้ว่าถ้าคุณเลือกตนเองโดยเร่งส่ำสมความมั่งคั่ง ชื่อเสียง หรือไม่ว่าคุณจะได้เป็นใคร มันจะมาและจะจากไป เพราะมันชั่วคราว แต่ถ้าคุณเลือกรับใช้พระเจ้าด้วยสิ้นสุดจิตใจ สุดความคิด และสุดกำลัง คุณจะไม่มีวันผิดหวัง มีมรดกคอยอยู่เมื่อคุณได้ไปอยู่กับพระเจ้า ผมขอให้ทุกคนสำนึกผิดกลับใจจากสิ่งของชั่วคราว เปลี่ยนความคิดจิตใจและอุปนิสัย เรียกร้องให้มีการกลับใจในทุกๆวัน เพราะเป็นสงครามต่อเนื่องที่เราต้องเผชิญในแต่ละวัน เราเองเห็นถึงฤทธิอำนาจของข่าวประเสริฐ และกลับใจ และเป็นสิ่งที่ต้องทำทุกๆวัน เราต้องเห็นถึงพระคุณของข่าวประเสริฐในชีวิตทุกๆวัน และมันส่งผลต่อชีวิตแต่ละวันของเรา เราต้องดำเนินชีวิตโดยพระคุณ โดยทางความเชื่อ และสิ่งที่กำลังจะมา

ขอจบท้ายด้วยเรื่องที่เลือกมา เป็นเรื่องมิชชันนารีสตรีที่มีแรงบันดาลใจกับผมอย่างมหาศาล ดาร์ลีน เด็บเบลอร์ โรส ผู้สูญเสียทุกสิ่ง แต่กลับได้คืนมากกว่า

“คุณนายยุสตรามาหาที่ค่ายกักกัน มาขอพบเพื่อพูดคุยกับดิฉัน (ดาร์ลีน เด็บเบลอร์ โรส) สักครู่ … “ดิฉันมาเพื่อแจ้งว่าสามีของคุณที่อยู่ในพารีพารี ป่วยหนัก …” มองหน้าเธอ นัยตาเธอเต็มด้วยน้ำตา ฉันจับไหล่เธอ ร้องถาม “โอ คุณนายยุสตรา คุณกำลังบอกว่าเขาจากไปแล้วหรือ?” เธอตอบว่า “ค่ะ ประมานสามเดือนที่แล้ว เขาตายที่ค่ายทหารในพารีพารี” ฉันตกตะลึง – รัสเซลตายแล้ว ตายไปเมื่อสามเดือนที่แล้ว เป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่ฉันรู้สึกว่าพระเจ้าทอดทิ้งฉันไป พระองค์ทรงลืมฉันไปแล้ว โลกทั้งใบของฉันถล่มลงมาต่อหน้าต่อตา ฉันเดินออกมาจากคุณนายยุสตรา ในความทุกข์อย่างแสนสาหัส ฉันเงยหน้าขึ้น พระเจ้าของฉันทรงอยู่ที่นั่น ฉันร้องทูล ‘พระเจ้า โอ้พระเจ้า’ ในทันทีพระองค์ทรงตอบ “ลูกเอ๋ย เราไม่ได้บอกเจ้าหรือ ว่าเมื่อเจ้าเดินผ่านน้ำ เราจะอยู่ด้วยกับเจ้า และในน้ำที่ท่วมนั้น มันจะไม่ท่วมเจ้า?’”10

นี่คือสตรีที่สูญเสียทุกสิ่ง รวมถึงสามีของเธอ เธออยู่ในค่ายกักกันในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง แต่เธอได้พบว่าพระเจ้าทรงสัตย์ซื่อตลอดเวลาเหล่านั้น พบว่าการมอบชีวิตให้พระเยซูคริสต์มีคุณค่ามากมาย มากกว่าสิ่งอื่นใดที่เธอมีบนโลกนี้ และในช่วงเวลาที่ยากลำบากและทุกข์ใจขณะอยู่บนโลกใบนี้ พระเจ้าทรงใช้สตรีท่านนี้ให้เกิดผลมากมายกับรรดานักโทษด้วยกันที่ในค่าย กักกัน รวมถึงผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นศัตรูที่ควบคุมเธออยู่ และอย่างที่จิม เอเลียตเขียน “เขาไม่ใช่คนเขลาที่ยอมสละในสิ่งที่รักษาเอาไว้ไม่ได้ เพื่อให้ได้ในสิ่งที่จะไม่มีวันสูญเสียไป”

ทรัพย์สมบัติคุณอยู่ที่ไหน? วิสัยทัศน์คุณเป็นอย่างไร? และคุณกำลังปรนนิบัติผู้ใด? ผมอธิษฐานขอให้คุณปรนนิบัติพระบิดาของเราองค์เดียวเท่านั้นนะครับ

(แปล อรอวล ระงับภัย คริสตจักรแห่งความสุข)


1 192  ลิขสิทธิ 2003 โดย Bible Chapel, 418 E. Main Street, Richardson, TX 75081. ดัดแปลงจากต้นฉบับของบทเรียนที่ 29 ในบทเรียนต่อเนื่องของพระกิตติคุณมัทธิว จัดเตรียมโดย เลนนี่ คอร์เรล 7 กันยายน 2003Copyright 2003

2 193 นอกเหนือจากที่บ่งไว้ พระวจนะที่นำมาใช้ในภาษาอังกฤษมาจากฉบับ Holy Bible, New King James Version. Copyright 1990 โดย Thomas Nelson, Inc. (New York, New York: American Bible Society).

3 194 ดี มาร์ติน ลอยด์-โจนส์ จากหนังสือ Studies in the Sermon on the Mount (Grand Rapids, Michigan: Eerdmans Publishers, 1971), vol. 2, หน้า 78.

4 195 จากหนังสือของ Tedd Tripp, Shepherding a Child’s Heart (Wapwallopen, Pennsylvania: Shepherd Press, 1995), หน้า 3.

5 196  จากหนังสือของ William Barclay, The Gospel of Matthew (Philadelphia, Pennsylvania: The Westminster Press, 1958), vol. 4, หน้า 43.

6 197จากหนังสือของ James Montgomery Boice, The Sermon on the Mount, Matthew 5-7 (Grand Rapids, Michigan: Baker Books, 1972), หน้า 216-17.

7 198 จาก Lloyd-Jones, หน้า 95-96.

8 199Boice, หน้า. 218.

9 200 จาก William MacDonald, True Discipleship (Kansas City, Kansas: Walterick Publishers, 1975), หน้า 6-7.

10 201 จากเรื่องราวของ Darlene Deibler Rose, Evidence Not Seen (New York, New York: Harper and Row, 1990) หน้า 109

Related Topics: Rewards

Report Inappropriate Ad