MENU

Where the world comes to study the Bible

13. “เกลือหยิบหนึ่งในตำหรับการข่มเหง” (มัทธิว 5:13-16)

Related Media

คำนำ1

เมื่อมีคนต่างชาติอาศัยอยู่ในประเทศของเรา แต่ในฐานะลูกจ้างของรัฐบาลประเทศเขา เมื่อรวบรวมได้ข้อมูลและสร้างสัมพันธ์เพื่อเป็นประโยชน์ให้แก่รัฐบาลฝ่ายเขา และเมื่อเขาทำตัวประกาศว่าเป็นตัวแทนรัฐบาลของประเทศตนเอง เราเรียกคนแบบนี้ว่าอะไร?

เมื่อเขาทำสิ่งต่างๆเหล่านี้ แต่เก็บเรื่องความจงรักภักดีของประเทศตนเองเป็นความลับ เราเรียกเขาว่าอะไร?

ตัวเลือกหนึ่งอาจเป็น “ทูต” บางคนอาจบอกเป็น “สายลับ” คุณอยากได้ประเภทไหนมาเป็นเพื่อนบ้านครับ?

โครงร่างพระกิตติคุณมัทธิว

โครงร่างของพระกิตติคุณมัทธิวจากจุดยืนในการสร้างสาวกของชาติ

  1. หลักการแรก มัทธิว 4:18-5: – พระเยซูทรงเรียกสาวกมารวมกัน และแสดงให้เห็นวิธีการทำพระราชกิจของพระองค์ (4:23) เมื่อพระองค์เห็นฝูงชนจำนวนมาก จึงประทับนั่งและสั่งสอนพวกสาวก (5:1)
  2. หลักการที่สอง มัทธิว 9:35-10:5ก – พระเยซูทรงแสดงพระราชกิจให้เห็นในแบบของพระองค์ (9:35) เมื่อเห็นฝูงชนมากมาย ทรงสงสารพวกเขา จึงเรียกพวกสาวกมาและประทานสิทธิอำนาจให้ (10:1) และสั่งสอนพวกเขา (10:5)
  3. หลักการที่สาม มัทธิว 28:16-20 – พระเยซูทรงเรียกสาวกมาด้วยกัน มอบอำนาจให้พวกเขาไปสร้างชนทุกชาติให้เป็นสาวกในพระนามของพระองค์

ตามขั้นตอน พระเยซูทรงสร้างสาวกโดยสั่งสอนด้วยตัวอย่างและด้วยคำพูด แล้วส่งพวกเขาออกไปสร้างสาวกต่อ พระเยซูทรงสร้างสาวกและทรงทำพระราชกิจ ทรงส่งพวกสาวกออกไปทำพันธกิจและส่งสาวกของพระองค์ไปสร้างสาวก

พระวจนะตอนนี้อยู่ต่อจากคำสอนต่างๆในพระกิตติคุณมัทธิว เรากำลังฟังสิ่งที่พระเยซูตรัสสั่งสาวกใหม่ สาวกที่เคยเห็นการงานของพระองค์แต่จำเป็นต้องได้ยินจากถ้อยคำของพระองค์ พระคำตอนนี้เริ่มด้วยคำอธิบายที่ไม่ใช่เป็นการงานของภายนอกที่สร้าง คุณลักษณะสาวก แต่เป็นคำสอนถึงรากฐานการเปลี่ยนของจิตใจภายใน ยังมีข้อสังเกตุอีกมากในคำสอนนี้ แต่ผมอยากให้เราเริ่มด้วยการอ่าน แล้วถามตัวเองว่า “ทำไมต้องมีคนทนทุกข์ ถูกข่มเหงเพื่อจะดำเนินตามแนวคิดและจิตใจแบบนี้?”

มัทธิว 5:3-12

3 “บุคคลผู้ใด รู้สึกบกพร่องฝ่ายวิญญาณ ผู้นั้นเป็นสุข
เพราะแผ่นดินสวรรค์เป็นของเขา

4 “บุคคลผู้ใดโศกเศร้า ผู้นั้นเป็นสุข
เพราะว่าเขาจะได้รับการทรงปลอบประโลม

5 “บุคคลผู้ใดมีใจอ่อนโยน ผู้นั้นเป็นสุข
เพราะว่าเขาจะได้รับแผ่นดินโลกเป็นมรดก

6 “บุคคลผู้ใดหิวกระหาย ความชอบธรรม ผู้นั้นเป็นสุข
เพราะว่าพระเจ้าจะทรงให้อิ่มบริบูรณ์

7 “บุคคลผู้ใดมีใจกรุณา ผู้นั้นเป็นสุข
เพราะว่าเขาจะได้รับพระกรุณาตอบ

8 “บุคคลผู้ใดมีใจบริสุทธิ์ ผู้นั้นเป็นสุข
เพราะว่าเขาจะได้เห็นพระเจ้า

9 “บุคคลผู้ใดสร้างสันติ ผู้นั้นเป็นสุข
เพราะว่าพระเจ้าจะทรงเรียกเขาว่าเป็นบุตร

10 “บุคคลผู้ใดต้องถูกข่มเหงเพราะเหตุความชอบธรรม ผู้นั้นเป็นสุข
เพราะว่าแผ่นดินสวรรค์เป็นของเขา

11 “เมื่อเขาจะติเตียนข่มเหง และนินทาว่าร้ายท่านทั้งหลายเป็นความเท็จเพราะเรา ท่านก็เป็นสุข 12 จงชื่นชมยินดี เพราะว่าบำเหน็จของท่านมีบริบูรณ์ในสวรรค์ เพราะเขาได้ข่มเหงผู้เผยพระวจนะทั้งหลาย ที่อยู่ก่อนท่านเหมือนกัน”2

สังเกตุดู ไม่มีอะไรเป็นต้นเหตุในคำเทศนาบนภูเขาที่นำไปถึงการถูกข่มเหง3 สาเหตุของการถูกข่มเหงเจาะจงอยู่ในมัทธิว 5:11 “เพราะเรา” การข่มเหงในตัวมันเองไม่ได้นำมาซึ่งพระพร แต่การข่มเหงเหตุเพราะความชอบธรรมในองค์พระเยซูคริสต์มาพร้อมกับพระสัญญาแห่งพระพร!

ในมัทธิว 5:12 พูดถึงการข่มเหงผู้เผยพระวจนะ อะไรทำให้ผู้เผยพระวจนะเป็นผู้เผยพระวจนะ? – เขาทำอะไร พูดเรื่องใด? อะไรทำให้ผู้เผยพระวจนะในพระคัมภีร์เดิมต้องเจอกับปัญหาและถูกข่มเหง – การกระทำหรือคำพูดของพวกเขา? ในพระคัมภีร์ใหม่ อะไรทำให้ยอห์นผู้ให้บัพติศมาต้องทนทุกข์ถูกข่มเหงถึงชีวิต – สิ่งที่ท่านทำ (ให้บัพติศมาพระเยซู) หรือคำพูดของท่าน? ไม่ใช่การกระทำ แต่เป็นคำเผยพระวจนะ “เพราะเรา” คำพูดที่เป็นพยานถึงพระเยซู ไม่เช่นนั้นจะพูดถึงสาวกว่าจะถูกติเตียนข่มเหงเหตุเพราะพระองค์ได้อย่างไร?

เกลือและความสว่าง

เมื่อเข้าสู่บทเรียนนี้ เราหนีไม่พ้นที่จะรับผลกระทบจากอุณหภูมิของวัฒนธรรมรอบตัว ผู้คนต่างก็บอกว่าเราถูกเรียกให้ไปเป็นเกลือและความสว่าง เบื้องต้นน่าจะหมายถึงทำความดี โลกอยากให้คริสเตียนอยู่ในมุมของการทำความดีและไม่ต้องไปป่าวประกาศมาก โลกยินดีจะยกย่องคริสเตียนที่ทำความดีเกินกว่ามาตรฐานทั่วไป ตราบเท่าที่เราปิดปากเงียบเรื่องความบาป ความชอบธรรม และการพิพากษา ผมแน่ใจว่ามีชื่อคริสเตียนที่ทำความดีและได้รับเกียรติจากโลกหลายคนผุดขื้น มาในหัว เป็นเพราะคริสเตียนเหล่านี้ไม่กล้าประกาศเรื่องข่าวประเสริฐของพระเยซู คริสต์

ผมเคยเห็นในนิตยสารไทม์เขียนเรื่อง “มิชชันนารี่ปลอมตัว” ตอนที่อ่านผมรู้สึกว่ากำลังอ่านถึงจิตวิญญาณของโลกนี้ ประทับใจที่พบว่ามิชชันนารีบางคนถูกมองอย่างชื่นชมโดยโลก หนึ่งในนั้น เอ็ดวาร์ด มิลเลอร์ ตอนอยู่ที่อิรัก พยายามเลี้ยงอาหารให้กับผู้ป่วยทางจิตของอิรัก แต่นิตยสารไทม์กลับเขียนว่า:

สิ่งหนึ่งที่ไม่ได้อยู่ในรายการที่เขาต้องทำ – การประกาศ …

ในแบกแดด คณะกรรมการลูกจ้างคริสเตียนโปรแตสแต้นท์ไม่รู้สึกอยากจะแบ่งปันข่าวประเสริฐ กับลูกค้า … เขาบอกว่า “คุณต้องตระหนักว่าคริสเตียนเป็นส่วนหนึ่งของตะวันออกกลางมาตั้ง 2,000 ปีแล้ว ใครๆก็รู้ว่าเรานับถือศาสนาอะไร ไม่จำเป็นต้องอธิบายเพิ่มเติม ผมไม่รู้สึกว่ามีอะไรจะสอนคนมุสลิมพอๆกับที่เขาไม่มีอะไรจะสอนผม”4

มิชชันนารี่มิลเลอร์ ก็ไม่อยู่ในข่ายเสี่ยงที่จะถูกข่มเหงเหตุเพราะพระ เยซูคริสต์ ตราบเท่าที่เขาละเลยคำพยานของข่าวประเสริฐ เขาอาจจะได้รับการยกย่องมากมายจากทางโลก แต่เขาได้เป็นเกลือหรือความสว่างหรือ? ให้เราอ่านพระวจนะสามข้อนี้อีกครั้ง

13 “ท่านทั้งหลายเป็นเกลือแห่งโลก ถ้าเกลือนั้นหมดรสเค็มไปแล้ว จะทำให้กลับเค็มอีกอย่างไรได้ แต่นั้นไปก็ไม่เป็นประโยชน์อะไร มีแต่จะทิ้งเสียสำหรับคนเหยียบย่ำ 14 “ท่านทั้งหลายเป็นความสว่างของโลก นครซึ่งอยู่บนภูเขาจะปิดบังไว้ไม่ได้ 15 เมื่อจุดตะเกียงแล้ว ไม่มีผู้ใดเอาถังครอบไว้ ย่อมตั้งไว้บนเชิงตะเกียง จะได้ส่องสว่างแก่ทุกคนที่อยู่ในเรือนนั้น 16 ท่านทั้งหลายก็เหมือนกับตะเกียง จงส่องสว่างแก่คนทั้งปวง เพื่อว่าเมื่อเขาได้เห็นความดีที่ท่านทำ เขาจะได้สรรเสริญพระบิดาของท่าน ผู้ทรงอยู่ในสวรรค์

สองสิ่งที่นำมาใช้เปรียบเทียบในตอนนี้ พระเยซูให้สาวกแท้ของพระองค์เป็นกรณีตัวอย่างในสภาพแวดล้อมของโลกที่ล้มลง “ท่านทั้งหลายเป็นเกลือแห่งโลก …ท่านทั้งหลายเป็นความสว่างของโลก” นักวิชาการต่างคาดเดากันถึงธรรมชาติความคล้ายของเกลือและธรรมชาติของสาวกพระ เยซู แต่ประเด็นหลักนั้นชัดเจนมาก – เราถูกกำหนดให้แตกต่างจากโลก เกลือที่ต่างจากอาหารรสจืด และความสว่างที่ต่างจากความมืด ไม่ว่าความสว่างส่องไปที่ใด ความมืดก็จะถูกขับไล่ไป อ.เปาโลถามใน 2โครินธ์ 6:14 “เพราะว่าความชอบธรรมจะมีหุ้นส่วนอะไรกับความอธรรม และความสว่างจะเข้าสนิทกับความมืดได้อย่างไร?” ความสว่างและความมืดไปด้วยกันไม่ได้เพราะทั้งสองต่างขัดแย้งกันสิ้นเชิง

ความคล้ายคลึงกันในประเด็นที่สองคือเราไม่เพียงแต่ต่างจากโลกนี้ แต่เราถูกกำหนดให้ดีกว่าเดิม เกลือต่างจากอาหารรสจืด เพราะทำให้อาหารนั้นมีรสชาตน่ารับประทาน ความสว่างต่างจากความมืดเพราะช่วยคนที่หลงอยู่ในความมืดได้ เกลือเพียงนิดเดียวสามารถปรุงรสอาหารให้อร่อยได้ ความสว่างเพียงเล็กน้อยสามารถเจาะฝ่าความมืดเข้าไปได้ แม้มีคริสเตียนแท้ไม่กี่คนในชุมชน อาจสร้างกำลังใจให้แก่สังคมได้ ตอนที่ผมและภรรยาไปตั้งคริสตจักรในอัฟริกาตะวันออก มีแค่สองเปอร์เซ็นต์ของคนในหมู่บ้านที่เป็นคริสเตียน พวกชาวบ้านที่ทำสิ่งชั่วร้ายในชุมชนเริ่มรู้สึกอึดอัด หลายคนเริ่มเลี่ยงไปจากชุมชนเพื่อจะได้ปล่อยตัวและทำบาปต่อได้อย่างสบายใจ

สังเกตุดู ความสว่างไม่ได้เท่าเทียมกับการทำดี ในข้อ 16 ความสว่างส่องให้เห็นความดีที่กระทำเพื่อให้มนุษย์สรรเสริญพระบิดาที่บน สวรรค์ อะไรทำให้การงานของเราเห็นได้จนเป็นที่ถวายพระสิริแด่พระเจ้า? ยิ่งใช้เวลาศึกษาพระวจนะตอนนี้เท่าไร ยิ่งทำให้ผมเชื่อว่าคำพยานของเราเกี่ยวกับพระเยซูคริสต์จะส่องไปที่การงาน ทำให้พวกเขาต้องสรรเสริญพระสิริของพระเจ้า หลายคนกำลังทำในสิ่งที่โลกเรียกว่าความดี แต่ไม่ได้ทำให้โลกสรรเสริญพระเจ้า ที่จริงการงานเช่นนั้นมักกลับไปยกย่องผู้กระทำแทน ทำดีในตัวของมันเองไม่ใช่ความสว่าง ต้องจุดประกายด้วยถ้อยคำที่นำพวกเขาให้สามารถถวายเกียรตินั้นให้แด่พระเยซู

เกลือก็เช่นกัน ถูกใช้ในพระคัมภีร์ใหม่ตอนอื่น เป็นภาพของคำพูดมากกว่าการกระทำ

3 และอธิษฐานเผื่อเราด้วย เพื่อพระเจ้าจะได้ทรงโปรดเปิดประตูไว้ให้เราสำหรับพระวาทะนั้น ให้เรากล่าวความล้ำลึกของพระคริสต์ (ที่ข้าพเจ้าถูกจำจองอยู่ก็เพราะเหตุนี้) 4 เพื่อข้าพเจ้าจะได้กล่าวชี้แจงข้อความ ตามสมควรที่ข้าพเจ้าควรจะกล่าวนั้น 5 จงปฏิบัติกับคนภายนอกด้วยใช้สติปัญญา โดยฉวยโอกาส 6 จงให้วาจาของท่านประกอบด้วยเมตตาคุณเสมอ ปรุงด้วยเกลือให้มีรส เพื่อท่านจะได้รู้จักตอบให้จุใจแก่ทุกคน (โคโลสี 4:3-6)

ในโคโลสี 4:6 อ.เปาโลพูดถึงการใช้คำพูดที่มีเมตตาคุณ ปรุงด้วยเกลือให้มีรส บริบทคือการพูดที่สำแดงถึงความล้ำลึกของข่าวประเสริฐแห่งพระเยซูคริสต์ เป็นคำพูดที่ทำให้ อ.เปาโลถูกล่ามและจำคุก คุณอาจคิดว่า อ.เปาโลคงอธิษฐานขอให้ท่านได้หลุดรอดออกมาจากคุก แต่สำหรับท่านเรื่องที่สำคัญกว่ามากคือได้สำแดงข่าวประเสริฐให้เป็นที่ ประจักษ์ และชาวโคโลสียังได้ฟังถึงข้อพิสูจน์ที่สามารถปกป้องความเชื่อได้อย่างเกิดผล เป็นถ้อยคำที่ปรุงรสด้วยเกลือและนำมาซึ่งการข่มเหงเหตุเพราะพระคริสต์จนแม้ ทุกวันนี้

ประเด็นที่สามคือสิ่งที่นำมาใช้เปรียบเทียบทั้งคู่มีนัยแฝงคล้ายกัน ในความเห็นของผม นักวิชาการทำการค้นคว้ามากมายเพื่อหาว่าทำไมเกลือถึงสูญเสียความเค็มไปได้5 ความจริงคือ เกลือ “ไม่เคย” สูญเสียความเค็ม พอๆกับความสว่างไม่เคยสูญเสียแสงสว่าง เกลือนั้นเค็ม ความสว่างนั้นสว่าง จะเป็นอื่นไปได้อย่างไร? มีนัยแฝงอยู่อย่างคาดไม่ถึง เกลือที่ไม่มีความเค็ม และความสว่างที่ไม่มีแสงสว่าง เป็นภาพของผู้ติดตามพระเยซูคริสต์ที่ไม่อาจขาดคำพยานที่ชัดเจนถึงพระสิริของ พระองค์ได้

ใครคือความสว่างของโลก?

บริบทของการเปรียบเทียบตอนนี้ย้ำให้ผมเห็นว่าพระเยซูกำลังสอนเราเรื่อง การออกพระนามของพระองค์มากกว่าการไปทำดี แต่ไวยากรณ์ในตอนนี้กลับทำให้ผมค้นและเจาะลึกลงไปอีก พระกิตติคุณยอห์นตลอดทั้งเล่ม “ความสว่างของโลก” ในองค์พระเยซู ยอห์นอธิบายถึงพระเยซูด้วยถ้อยคำว่า “ความสว่างแท้ที่ทำให้มนุษย์ทุกคนเห็นความจริงนั้นได้ แม้ขณะนั้นกำลังเข้ามาในโลก” (ยอห์น 1:9) พระเยซูเองตรัสในยอห์น 8:12 “เราเป็นความสว่างของโลก”

ถ้าพระเยซูเป็นความสว่างของโลก ทำไมพระองค์จึงตรัสในมัทธิว 5:14 ว่า “ท่านทั้งหลายเป็นความสว่างของโลก”? เราทุกคนไม่สามารถเป็นความสว่างของโลกได้ เพราะยอห์นrพูดถึงยอห์นผู้ให้บัพติศมาไว้ชัดเจนว่า “ท่านไม่ใช่ความสว่างนั้น แต่ท่านมาเพื่อเป็นพยานให้แก่ความสว่างนั้น” (ยอห์น 1:8)

พระเยซูทรงตอบคำถามเราในยอห์น 8:12 เมื่อพระองค์ตรัสว่า “ผู้ที่ตามเรามาจะไม่เดินในความมืด แต่จะมีความสว่างแห่งชีวิต“ สาวกของพระเยซูมีความสว่างในตนเอง เพราะพวกเขาอยู่ในพระคริสต์ผู้ทรงเป็น “ความสว่าง” ของโลก คุณเป็นความสว่างของโลกเพราะพระคริสต์อยู่ในคุณ และพระองค์ทรงเป็นความสว่าง

เรื่องน่าเศร้าในความจริงนี้คือที่สาวกของพระเยซูต้องเป็นความสว่างของ โลกเพราะโลกนี้อยู่ในความมืด แล้วบางคนจะก้าวออกจากความมืดไปสู่ “ความสว่างในชีวิต” ได้อย่างไร? พระเยซูทรงเรียกคุณและผมให้มาวางใจในพระองค์ เพราะพระองค์ได้ทรงยอมตายเพราะบาปของเราแล้วตามที่กล่าวไว้ในพระคัมภีร์ ทรงถูกฝังไว้ และทรงคืนพระชนม์ในวันที่สามตามที่พระคัมภีร์บันทึกไว้ทุกประการ มีพยานรู้เห็นมากมาย เมื่อคุณมามีความเชื่อและวางใจในพระเยซู ในการสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนเพื่อคุณ พระองค์ทรงสัญญาประทานชีวิตนิรันดร์ในพระองค์ให้คุณ แล้วคุณเองจะมีความสว่างแห่งชีวิต ผู้ติดตามพระเยซูต่างดำเนินอยู่ในพระองค์ และเมื่อดำเนินอยู่ในพระองค์ เราก็คือความสว่างของโลกนี้

คำพูด หรือ การกระทำ?

ในมัทธิว 5:13-16 บอกว่าเราเป็นเกลือและความสว่าง พระเยซูกำลังบอกว่าคำพูดของเราเป็นเกลือและความสว่าง หรือการกระทำของเรา? ไม่ทั้งสองอย่าง ยิ่งได้ศึกษาพระวจนะตอนนี้มากเท่าไร ยิ่งทำให้สรุปได้ว่าพระเยซูไม่ได้ตรัสชัดว่าเป็นคำพูดหรือการกระทำ เช่นเดียวกับคำสอนในคำเทศนาบนภูเขา พระองค์ทรงอธิบายถึงการเปลี่ยนแปลงภายในที่นำมาร่องก่อนแรงจูงใจ ทั้งคำพูดและการกระทำ

เราที่เป็นคริสเตียน ฟังถ้อยคำนี้ให้ดีๆนะครับ: “คุณ “เป็น” เกลือของโลก … คุณ “เป็น” ความสว่างของโลก” ไม่ใช่สิ่งที่คุณพูด ไม่ใช่สิ่งที่คุณทำ แต่เป็นคุณที่อยู่ในพระคริสต์ เมื่อพระเยซูตรัสว่า “จงส่องสว่างแก่คนทั้งปวง เพื่อว่าเมื่อเขาได้เห็นความดีที่ท่านทำ” พระองค์ไม่ได้หมายถึงว่าเราควรทำงานของเราให้เด่นชัดต่อหน้าผู้คน เพราะในคำเทศนาเดียวกันนี้ในมัทธิว 6:14 พระองค์ตรัสว่า “จงระวัง อย่ากระทำศาสนกิจเพื่ออวดคนอื่น…ทานของท่านจะต้องเป็นทานลับ” ไม่ ใช่สิ่งที่คุณทำ แต่ที่คุณเป็นในพระเยซูคริสต์จะจุดประกายในทุกสิ่งที่คุณทำ เมื่อคนเห็นการทำดีของคุณพวกเขาจะสรรเสริญพระบิดาที่ในสวรรค์

สังเกตุดูลัทธิต่างๆและศาสนาที่มนุษย์ตั้งขึ้นจะเป็นไปตามหลักปรัชญาที่ ตรงข้ามกับคำสอนของพระเยซูสิ้นเชิง ศาสนาอื่นจะสอนให้เราทำทานให้ผู้อื่นเห็นเพื่อยกย่องศาสนานั้นๆ แต่ไม่อนุญาตให้สั่งสอนคำพยานแบบของพระเยซู หลักคำสอนของพระเยซู ให้เราทำทานเป็นการลับ แต่ให้สำแดงถึงคำพยานของพระองค์ ตัวอย่างของพระองค์มีหลักปรัชญาที่น่าทึ่ง เพราะเมื่อใดก็ตามที่พระเยซูทรงทำการอัศจรรย์ที่ยิ่งใหญ่หรือสำแดงพระเมตตา พระองค์จะสั่งผู้คนไม่ให้นำไปพูดต่อ แต่ให้ไปประกาศอย่างกล้าหาญถึงแผ่นดินของพระเจ้า และเมื่อคนได้เห็นการกระทำดีนั้นเขาจะไปสรรเสริญพระบิดาแทน เมื่อเราทำตามคำสอนและแบบอย่างของพระเยซู เราทำงานของเราให้เห็นเด่นชัด และคำพยานของพระองค์สำแดงออกมา สิ่งนี้จะทำให้คนที่เห็นการกระทำดีของเราจะไปสรรเสริญพระบิดาแทน

เมื่อเราอยู่ในจุดที่เค็มที่สุด และจุดที่สว่างที่สุด ผู้คนก็จะมาไม่ข่มเหงเราเพราะพระคริสต์ ก็สรรเสริญพระบิดาของเรา ในยอห์น 10 มีการแตกแยกในท่ามกลางพวกยิวเพราะคำตรัสของพระเยซู (10:19) บางคนถึงกับคว้าก้อนหินขึ้นมาจะขว้างพระองค์ พระเยซูถามพวกเขา “เราได้สำแดงให้ท่านเห็นการดีหลายประการของพระบิดาของเรา ท่านทั้งหลายหยิบก้อนหินจะขว้างเราให้ตาย เพราะการกระทำข้อใดเล่า” แต่พวกเขาตอบว่า “เราจะขว้างท่านมิใช่เพราะการกระทำดี แต่เพราะการพูดหมิ่นประมาทพระเจ้า เพราะท่านเป็นเพียงมนุษย์แต่ตั้งตัวเป็นพระเจ้า” (10:32-33) คำถามไม่ใช่เพราะสิ่งที่พระเยซูทำหรือตรัส แต่เป็นพระองค์เอง ไม่ใช่คำพูดหรือการกระทำ สาระสำคัญคือพระลักษณะของพระองค์

การเปลี่ยนแปลงภายในและดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง

เราค่อยๆเจาะลงไปสามระดับความเข้าใจในการเปรียบเทียบของเกลือและความ สว่างของพระเยซู แต่ก่อนที่จะแตะถึงความเข้าใจระดับที่สี่ที่ผมอยากจะเลี่ยง คือข้อเท็จจริงที่ยากจะเข้าใจว่าเราเป็นความสว่างของโลก ไม่เพียงเพราะพระคริสต์สถิตย์ภายในเราและเราอยู่ในพระองค์ แต่เพราะเราเปลี่ยนแปลงไปเป็นเหมือนพระฉายของพระองค์ผู้ทรงเป็นความสว่างของ โลก อ.เปาโลใน 2โครินธ์ 3:15-18 กล่าวว่า:

15 แต่ว่าตลอดมาถึงทุกวันนี้ ขณะใดที่เขาอ่านคำของโมเสส ผ้าคลุมนั้นก็ยังปิดบังใจของเขาไว้ 16 แต่เมื่อผู้ใดหันกลับมาหาองค์พระผู้เป็นเจ้า ผ้าคลุมนั้นก็จะเปิดออก 17 องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นพระวิญญาณ และพระวิญญาณขององค์พระผู้เป็นเจ้าทรงอยู่ที่ไหน เสรีภาพก็มีอยู่ที่นั่น 18 แต่เราทั้งหลายไม่มีผ้าคลุมหน้าแล้ว จึงแลดูพระสิริขององค์พระผู้เป็นเจ้า และตัวเราก็เปลี่ยนไปเป็นเหมือนพระฉายขององค์พระผู้เป็นเจ้า คือมีศักดิ์ศรีเป็นลำดับขึ้นไป เช่นอย่างศักดิ์ศรีที่มาจากองค์พระผู้เป็นเจ้าซึ่งเป็นพระวิญญาณ

มีม่านกั้นอยู่ระหว่างพระวจนะของพระเจ้าและความคิดของผม เช่นเดียวกับที่ผมยังไม่อาจรับความจริงนี้ใน 2โครินธ์ 3:14 ได้ แต่เมื่อได้เข้าเฝ้าพระเจ้า ม่านนั้นก็ถูกเปิดออก ทำให้สามารถเจาะลึกลงไปในพระวจนะ ทำให้พระวจนะตอนนี้ไม่ถูกบดบังอีกต่อไป แต่กระจ่างชัดเจนเหมือนส่องกระจกเงา ผมไม่เพียงแต่เห็นในสิ่งที่คาดไว้ แต่เห็นถึงพระสิริของพระเจ้าด้วย มันทำให้มองเข้าไปในพระสิริและสะท้อนให้เห็นใบหน้าตนเองอย่างที่ไม่มีสิ่งใด บดบัง เพราะพระวิญญาณของพระเจ้าสถิตอยู่ในผม ทำให้ใบหน้าของผมกระจ่างด้วยพระสิริเหมือนใบหน้าของโมเสส (2โครินธ์ 3:7-8) ยิ่งผมมองลึกลงไปในพระวจนะมากเท่าใด ยิ่งทำให้ตระหนักว่ามีการเปลี่ยนแปลงลึกลงไปภายในอย่างต่อเนื่องไป จนกว่าพระคริสต์จะเปลี่ยนแปลงผมอย่างเต็มที่ และผมจะเป็นเหมือนพระองค์ เพราะผมได้เห็นพระองค์อย่างที่พระองค์เป็น

อ.เปาโลกล่าวต่อไปในบทที่ 4:

3 แต่ถ้ามีม่านบังข่าวประเสริฐของเราไว้จากใคร ก็จากคนเหล่านั้นที่กำลังจะพินาศ 4 ส่วนคนที่ไม่เชื่อนั้น พระของยุคนี้ได้กระทำใจของเขาให้มืดไป เพื่อไม่ให้เขาได้เห็นความสว่างของข่าวประเสริฐ เรื่องพระสิริของพระคริสต์ผู้เป็นพระฉายของพระเจ้า 5 เราไม่ได้ประกาศตัวเราเอง แต่ได้ประกาศพระเยซูคริสต์ว่าทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า และประกาศตัวเราเองเป็นทาสของท่านทั้งหลายเพราะเห็นแก่พระเยซู 6 เพราะว่าพระเจ้าองค์นั้นผู้ได้ตรัสสั่งให้ความสว่างออกมาจากความมืด ได้ทรงส่องสว่างเข้ามาในจิตใจของเรา เพื่อให้เรามีความสว่างแห่งความรู้ถึงพระสิริของพระเจ้า ปรากฏในพระพักตร์ของพระคริสต์ 7 แต่ว่าเรามีของมีค่านี้อยู่ในภาชนะดิน เพื่อให้เห็นว่า ฤทธิ์เดชอันเลิศนั้นเป็นของพระเจ้า ไม่ได้มาจากตัวเราเอง

ความเข้าใจเรื่องเกลือและความสว่างของพระเยซูระดับที่สี่ ไม่ได้มุ่งไปที่การงานหรือคำพูด แต่เป็นคุณลักษณะที่ได้รับการเปลี่ยนแปลงมากขึ้นและมากขึ้น จากการสะท้อนพระฉายของพระเยซูคริสต์ ใจของเราจะบรรจุความสว่างแห่งความรู้ในพระสิริของพระเจ้ามากขึ้นและมากขึ้น ใบหน้าเราจะสะท้อนความสว่างของพระเยซูคริสต์มากขึ้นและมากขึ้น และแม้ขุมทรัพย์นั้นจะเหมือนอยู่ในภาชนะดิน แต่เมื่อโลกมองเห็น พวกเขาจะสรรเสริญพระบิดาผู้สถิตในสวรรค์ พวกเขาจะเห็นได้ถึงฤทธิอำนาจอันสุดยอดของพระเจ้า และไม่ใช่ของเราเอง

ไม่มีที่ว่างสำหรับความหน้าซื่อใจคด

พระเยซูทรงมีความสัตย์ซื่ออย่างสมบูรณ์ ทุกสิ่งที่พระองค์ตรัส และทุกสิ่งที่พระองค์ทำล้นไหลออกมาจากพระลักษณะของพระองค์ในฐานะพระบุตรของ พระเจ้า นี่คือสิ่งที่พระองค์เป็น – ความสว่างของโลก – และเป็นเหตุทำให้พระองค์ทรงพระพิโรธต่อความหน้าซื่อใจคดของผู้คนรอบด้าน – จึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับผู้เชื่อที่จะไปได้ไกลกว่าความหมายของสิ่งที่ พระองค์นำมาใช้เปรียบเทียบ เริ่มจากการกระทำภายนอกที่ชอบธรรม มากกว่าการเปลี่ยนแปลงภายใน

นิโคเดมัสเป็นในแบบของคนที่ทำงานแต่ไม่กล้าเอ่ยพระนามพระเยซู คนจำเขาได้ว่าเป็น “ผู้มาหาพระเยซูในเวลากลางคืน” หรือ “โยเซฟแห่งอริมาเธีย สาวกลับๆของพระเยซูเพราะกลัวพวกยิว” (ยอห์น 19:38-39) พวกเขามาช่วยนำพระศพพระเยซูไปฝังไว้ เป็นพวกทำการดีแต่เป็นการลับ – ไม่ใช่เพราะถ่อมใจแต่เป็นเพราะความขลาด นี่เป็นตะเกียงที่จุดไว้พร้อมกับมีฝาเหล็กครอบไว้ และไม่แค่นิโคเดมัสและโยเซฟเท่านั้นที่ภายนอกทำอย่าง เบื้องหลังทำอีกอย่าง ยอห์นยังตั้งข้อสังเกตในวันที่พระเยซูเสด็จสู่เยรูซาเล็มอย่างผู้มีชัย (ยอห์น 12:42-43):

42 อย่างไรก็ดีแม้ในพวกเจ้าหน้าที่เองก็มีหลายคนศรัทธาในพระองค์ แต่เขาไม่ยอมรับพระองค์อย่างเปิดเผยเพราะกลัวพวกฟาริสี เขากลัวว่าจะถูกอเปหิออกจากธรรมศาลา 43 เพราะว่าเขารักการสรรเสริญของมนุษย์ มากกว่าการสรรเสริญของพระเจ้า

ผมตระหนักดีว่ายังมีพวกหน้าซื่อใจคดหลายคนในทุกวันนี้ (เหมือนในสมัยพระเยซู) พวกเขากล้ายอมรับในพระองค์ แต่การกระทำกลับเหมือนปฏิเสธพระองค์ อย่างไรก็ตาม ความหน้าซื่อใจคดเช่นนี้ ไม่ได้เป็นสิ่งที่พระองค์เน้นเมื่อพูดถึงเกลือและความสว่าง

นิค และ โจ ของยุคนี้

ในสมัยของเรา คนอเมริกันมักจะมองเรื่องหน้าซื่อใจคดของนิโคเดมัสและโยเซฟไม่ออก เราพบว่ามันง่ายกว่าที่จะวุ่นกับเรื่องของตนเอง แทนที่จะไปทำหน้าที่ตัวแทนให้ประเทศ เราพูดว่า “ถ้าฉันทำการงานของฉันอย่างดีเลิศ พระเจ้าทรงทราบดีว่านี่เป็นไปเพื่อพระสิริของพระองค์” แน่นอนครับ แต่คุณไม่ได้เป็นทูตของพระคริสต์ เป็นแค่สายลับ “แต่ฉันไม่มีของประทานในการประกาศ” ถูกครับ แต่อย่างน้อยคุณก็รู้เรื่องข่าวประเสริฐ มันยากแค่ไหนที่จะกล่าวว่า “พระเยซูทรงตายแทนความบาปของฉันตามที่มีอยู่ในพระคัมภีร์”? “ครับ แต่อาจทำให้ผมตกงาน” ในอีกมุม มันคงจะยากถ้าคนอเมริกันสักคนต้องตกงานเพราะพูดว่า “ผมเชื่อว่าพระเยซูเป็นพระบุตรของพระเจ้าที่ฟื้นขึ้นมาจากความตาย” ถ้าคุณต้องตกงานเพราะคำพยานของคุณ คุณก็มีเหตุไปฟ้องร้องได้ ที่เราหมายความจริงๆเมื่อพูดว่า “ผมไม่ได้รับอนุญาตให้พูดเรื่องพระกิตติคุณในที่ทำงาน” เพราะกลัวว่าอาจไม่ได้เลื่อนขั้น – หรือที่จริง เรากลัวการถูกข่มเหงเหตุเพราะพระนามของพระเยซู6

สตรีคริสเตียนท่านหนึ่งกระตือรือร้นเมื่อได้มาร่วมกลุ่มอธิษฐานเล็กๆของ เธอ เธอมีอาชีพทำงานดูแลสุขภาพในโรงเรียนรัฐ นักเรียนคนหนึ่งของเธอเป็นมะเร็งร้าย เป็นเด็กที่ต้องการความสว่างของโลกนี้เป็นอย่างยิ่ง แต่ในฐานะลูกจ้างรัฐและถูกห้ามไม่ให้ประกาศ เราอธิษฐานเผื่อเธอและให้คำแนะนำจากพระคัมภีร์ บอกว่าถ้าพวกเขาสั่งให้หยุดพูดในนามของพระเยซู จงพูดต่อ – ความกล้าเป็นพยานของเธอทำให้แฮรรี่ลูกศิษย์ได้มาวางใจในพระเยซู แต่เรื่องไม่ได้จบแค่นั้น เมื่อใดที่แพตตี้หนุนใจแฮรรี่ด้วยข้อพระคำ เพื่อนร่วมงานอีกสองคนของแพตตี้จะได้ยินด้วย แฮรรี่เองก็เริ่มเป็นพยานด้วยใจกล้าหาญกับเพื่อนๆ แถมครั้งหนึ่งได้แบ่งปันเรื่องความเชื่อของเขาในที่ประชุมด้วย แพตตี้ได้รับเชิญไปที่บ้านของแฮร์รี่เพื่อจะไปพบพ่อแม่ที่ไม่ได้เป็น คริสเตียน ทุกวันนี้ แพตตี้ยังไม่โดนไล่ออก ลดตำแหน่ง หรือถูกว่ากล่าวใดๆ แต่ถ้าโดนล่ะ? การได้ไปสวรรค์ของแฮร์รี่มันคุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม ใช่มั้ยครับ?

แพตตี้เป็นความสว่างของโลก ไม่ใช่เพราะเธอทำสิ่งที่มีเมตตา แต่เพราะคำพยานที่สัตย์ซื่อของเธอ เพราะพระเยซูคริสต์ ผู้เป็นความสว่างของโลกที่อยู่ในเราที่ทำให้เป็นทูตของพระองค์ และเราไม่เคยปิดบังเอาไว้เลย


1 163 ลิขสิทธิ์ของ- Copyright 2003 by Community Bible Chapel, 418 E. Main Street, Richardson, TX 75081 เป็นต้นฉบับที่ปรับใหม่ของบทเรียนต่อเนื่องของพระกิตติคุณมัทธิวบทที่ 19 จัดเตรียมโดย คอลิน แมคดูกัลป์ 29 มิถุนายน 2003

2 164 พระวจนะภาษาอังกฤษที่นำมาใช้มาจาก Holy Bible, New King James Version. Copyright 1982 by Thomas Nelson, Inc., Nashville, Tennessee. All rights reserved.

3 165 เปโตรชี้ให้เห็นเมื่อท่านกล่าวถึงการข่มเหงในคำเทศนาบนภูเขาใน 1เปโตร 3:13-14 สังเกตดูที่ท่านนำพระวจนะในตอนนี้มาใช้ (3:15)

4 166 David Van Biema, “Keeping the Faith Without Preaching It,” Time 161.26 (June 30, 2003), p. 40.

5 167 ข้อเท็จจริงที่นักวิชาการพากันค้นคว้าเรื่องเกลือสูญเสียความเค็มอย่างไร นอร์แมน ฮิลเยอร์ พูดถูกเมื่อตระหนักว่า “ความเป็นโซเดียมคลอไรด์ที่เป็นองค์ประกอบเคมีในเกลือ ทำให้เกิดคำถามว่าเกลือจะสูญเสียความเค็มได้อย่างไร แล้วก็เล่าเรื่องประกอบว่าเกลือสูญเสียความเค็มจากคัมภีร์ของปาลสไตน์ “เกลือ” in New International Dictionary of New Testament Theology, Vol. 3 (Grand Rapids, Michigan: Zondervan, 1986), p. 446.

6 168 บางคนรู้สึกว่าการประกาศข่าวประเสริฐอย่างกล้าหาญในท่ามกลางสาธารณะเป็นการ กระทำที่ไม่ฉลาดนัก และไม่น่าจะเกิดผล แต่อย่าลืมว่าเรามียุทธภัณฑ์ทั้งชุดให้ผู้เชื่อสวมใส่ (เอเฟซัส 6:10-17) โดยเฉพาะการอธิษฐานเพื่อจะสู้ในสนามรบฝ่ายวิญญาณได้ (เอเฟซัส 6:19) อธิษฐานให้มีความกล้าในการประกาศข่าวประเสริฐ (เอเฟซัส 6:19-20) อย่าลืมการเทศนาของ อ.เปาโลที่ทำให้ท่านไม่ก้าวหน้าในการงาน ตกจากตำแหน่งฟาริสีไปถูกจำคุก ท่านไม่ได้กังวลเรื่องความฉลาดหรือเรื่องเกิดผลมากกว่าใจที่กล้าหาญในการ ประกาศข่าวประเสริฐ!

Related Topics: Assurance, Cultural Issues