MENU

Where the world comes to study the Bible

12. “บุคคลผู้ใดมีใจบริสุทธิ์ ผู้นั้นเป็นสุข” (มัทธิว 5:8)

Related Media

คำนำ1

คณะกรรมการรับนักเรียนกำลังสัมภาษณ์ผู้สมัครเข้ามาเรียนในวิทยาลัย คริสเตียน พวกเขาถามผู้สมัครทุกคนด้วยชุดคำถามเดียวกัน และคำตอบก็ออกมาคล้ายๆกัน

“คุณจะทำอะไรถ้าได้รับการตอบรับให้เข้าเรียนที่นี่?” – “ผมก็พยายามจะตั้งใจเรียนให้ดีที่สุด” – “แล้วคุณจะทำอะไรหลังจากเรียนจบได้ปริญญาแล้ว?” – “ผมก็จะหางานดีๆทำ” – แล้วหลังจากนั้นล่ะครับ?” – “ผมก็จะหารายได้ให้มากพอที่จะมีชีวิตที่มีความสุข” – “แล้วหลังจากนั้นล่ะครับ?” – “ก็มีความสุขกับชีวิตหลังเกษียน” – “แล้วหลังจากนั้นล่ะครับ?” ไม่มีคำตอบครับ และการสัมภาษณ์ก็จบลง

สิ่งนี้ทำให้เราเห็นระดับสติปัญญาของนักศึกษาในทุกวันนี้ และเป็นสิ่งเดียวกับที่คนส่วนใหญ่ในโลกเป็น – มีการศึกษาที่ดี – ได้งานที่ดีทำ – มีชีวิตที่สุขสบายจนแก่เฒ่า – แต่ไม่เคยคิดว่าหลังจากนั้นจะเกิดอะไรขึ้น แนวคิดระยะยาวของพวกเขาจบลงที่เงินออมหลังเกษียน และเงินชดเชยเมื่อครบอายุงาน

ลืมเรื่องสัมภาษณ์นักศึกษาและเป้าหมายชีวิตพวกเขาไปก่อน ลืมเรื่องคนที่เราเคยพบ คนที่มีชีวิตเพื่อตอนนี้และที่นี่เท่านั้น “…พระของเขาคือกระเพาะ เขายกความที่น่าอับอายของเขาขึ้นมาโอ้อวด เขาสนใจในวัตถุทางโลก” (ฟีลิปปี 3:19)2

ให้มาคิดถึงตัวเราเอง เราที่อ้างว่าเชื่อในพระเยซูคริสต์และอุทิศชีวิตเพื่อพระเจ้า เป้าหมายและแผนชีวิตระยะยาวของเราต่างจากนักศึกษาพวกนั้นหรือเปล่า? อะไรคือสิ่งที่เราปรารถนาที่สุด? เรามีชีวิตอยู่เพื่ออะไร? นี่เป็นคำถามที่สำคัญที่สุดในชีวิตคริสเตียน หรือชีวิตใครก็ตาม และนี่คือคำถามของคำเทศนาบนภูเขาที่เรากำลังจะเรียนในมัทธิว 5:8 ที่มีคำตอบให้อย่างชัดเจนที่สุด

“บุคคลผู้ใดมีใจบริสุทธิ์ ผู้นั้นเป็นสุข เพราะว่าเขาจะได้เห็นพระเจ้า” (มัท ธิว 5:8) สิ่งนี้ครับ คือสิ่งที่เป็นเป้าหมายของชีวิต คริสเตียน สิ่งที่เรามีชีวิตอยู่เพื่อ – ให้เรามีชีวิตในแบบที่เราจะได้เห็นพระเจ้า ถ้าเราได้เห็นพระเจ้า ก็เท่ากับเรากำลังเปิดขุมทรัพย์มหาศาลแห่งพระพรทุกประการ ไม่เพียงแต่ชีวิตนิรันดร์ แต่สำหรับชีวิตที่นี่และเวลานี้ด้วย และกุญแจที่ไขไปสู่ขุมทรัพย์นี้คือใจที่บริสุทธิ์!

นี่เป็นคำสอนที่อยู่ตรงใจกลางและสำคัญที่สุดในคำเทศนาบนภูเขาในมัทธิวบท ที่ห้า คุณไม่อาจรู้สึกขัดสนฝ่ายวิญญาณโดยที่ใจไม่บริสุทธิ์ คุณไม่อาจโศกเศร้าต่อสิ่งที่ทำให้พระเจ้าเสียพระทัยโดยที่ใจไม่บริสุทธิ์ คุณไม่อาจมีใจอ่อนโยน คุณไม่อาจหิวกระหายความชอบธรรม ไม่อาจมีใจกรุณา ไม่อาจเป็นผู้สร้างสันติ หรือพร้อมจะรับการติเตียนข่มเหงเพื่อพระนามของพระคริสต์ได้ถ้าไม่มีใจที่ บริสุทธิ์ ที่จริง นี่เป็นหัวใจหลักของชีวิตคริสเตียนที่เราพบได้ในพระคัมภีร์ทั้งเล่ม หัวใจของเรื่องคือเรื่องของหัวใจครับ

อะไรคือมีใจบริสุทธิ์?

  1. ดำเนินชีวิตตามกฎเกณฑ์ของพระเจ้า ดำเนินชีวิตอย่างที่พระเจ้าพอพระทัย
  2. ดำเนินชีวิตตามพระประสงค์ของพระเจ้า และทุ่มเททั้งใจให้พระองค์ผู้เดียว

มีใจที่บริสุทธิ์ประการแรกคือดำเนินชีวิตตามกฎเกณฑ์ของพระเจ้าที่นำมา ซึ่งความบริสุทธิ์ด้านศีลธรรม คำว่า “บริสุทธิ์” ที่นำมาใช้เริ่มแรกในพระคัมภีร์มีความหมายแง่เดียวกับ “สะอาด” ที่ตรงข้ามกับ “ไม่สะอาด” – สัตว์ที่สะอาดหรือไม่สะอาด อาหารที่สะอาดหรือไม่สะอาด สถานะของคนสะอาดหรือไม่สะอาด คุณคิดว่าอะไรคือพื้นฐานความต่างของสิ่งของ (หรือคน) ที่ “สะอาด” หรือ “ไม่สะอาด”? เป็นการตัดสินตามสิทธิอำนาจของพระเจ้า ในบางกรณี เราอาจเห็นตรรกะของเหตุผลนั้น ตัวอย่างเช่น อีกาไม่สะอาดเพราะมันกินเนื้อที่เน่าเสีย คนเป็นโรคเรื้อนไม่สะอาดเพราะเป็นโรคติดต่อถึงคนอื่นได้ แต่ว่าอาจไม่สมเหตุผลเสมอไปที่ทำไมเนื้อของสัตว์บางอย่างถูกมองว่าสะอาด และเนื้อบางอย่างไม่สะอาด ถ้ามนุษย์ถูกสั่งให้มีลูกดกทวีคูณ และถ้าเรื่องเพศเป็นของขวัญจากพระเจ้า เราไม่รู้ว่าอสูจิของผู้ชายทำไมถึงทำให้คนๆนั้นไม่สะอาด ถ้าการให้กำเนิดบุตรเป็นเรื่องของความปิติยินดี แต่เราไม่รู้ว่าทำไมทำให้ผู้เป็นมารดาไม่สะอาด และถ้ามีคนบอกว่าทางการแพทย์แล้วกินหมูไม่ดี กรมปศุสัตว์คงจะสั่งห้ามเลี้ยงหมูไปนานแล้ว และองค์กรอาหารและยาคงสั่งห้ามขายเนื้อหมู

นี่เป็นการตัดสินของพระเจ้าในสิ่งที่ครั้งหนึ่งถูกมองว่าไม่สะอาด แต่พระเจ้าสามารถประกาศว่าสะอาดได้ในอีกเวลา อย่างที่เปโตรเห็นในภวังค์ (กิจการ 10) ที่พระเจ้าต้องการให้เปโตรทานสิ่งที่เคยมองว่าไม่สะอาด “…ซึ่งพระเจ้าได้ทรงชำระแล้วอย่าว่าเป็นของต้องห้าม” (กิจการ 10:15) อ.เปาโลเคยประกาศว่า “ข้าพเจ้า รู้และปลงใจเชื่อเป็นแน่ในองค์พระเยซูเจ้าว่า ไม่มีสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เป็นมลทินในตัวเองเลย แต่ถ้าผู้ใดถือว่าสิ่งใดเป็นมลทินสิ่งนั้นก็เป็นมลทินสำหรับคนนั้น” (โรม 14:4).

ถ้าเป็นเช่นนี้ คุณคิดว่าทำไมพระเจ้าถึงแยกแยะว่าอะไร “สะอาด” และ “ไม่สะอาด” พระองค์มีพระประสงค์ใดในเรื่องนี้? พระเจ้าทรงพระประสงค์ให้คนของพระองค์รู้ว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าผู้ บริสุทธิ์ และปรารถนาให้คนของพระองค์ดำเนินชีวิตตามมาตรฐานที่ทรงกำหนดไว้

“…เพราะนี่จะเป็นหมายสำคัญระหว่างเรากับ เจ้า ตลอดชั่วชาติพันธุ์ของเจ้า เพื่อเจ้าจะได้รู้ว่าเราคือพระเจ้า ผู้ได้กระทำเจ้าให้บริสุทธิ์” (อพยพ 31:13ข)

“เราจะสำแดงความบริสุทธิ์ของเรา
ท่ามกลางผู้ที่อยู่ใกล้เรา
เขาจะถวายความยิ่งใหญ่แก่เรา
ต่อหน้าประชาชนทั้งปวง’ (เลวีนิติ 10:3)

และนี่คือสิ่งที่พระเจ้าย้ำแล้วย้ำอีกเมื่อตรัสว่า “จงชำระตัวไว้ให้บริสุทธิ์ เพราะเราบริสุทธิ์” (เลวีนิติ 11:44, 45)

และด้วยการแยกแยะให้เห็นชัดเจนระหว่างสะอาดและไม่สะอาด พระเจ้าต้องการให้คนของพระองค์รู้ว่าพระองค์คือพระเจ้า พระองค์เป็นผู้สร้างกฎเกณฑ์ และพวกเขาต้องดำเนินตามกฎเกณฑ์นี้ ‘มนุษย์จะบำรุงชีวิตด้วยอาหารสิ่งเดียวหามิได้ แต่บำรุงด้วยพระวจนะทุกคำ ซึ่งออกมาจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า’ (มัท ธิว 4:4) กฎเกณฑ์ที่พระเจ้ากำหนดไว้ให้เรา ไม่ใช่หน้าที่เราที่จะเข้าใจทุกสิ่งที่พระเจ้าทำ แต่ให้เราเชื่อฟัง โมเสสขณะเมื่อกล่าวทบทวนพระบัญญัติ ได้กล่าวถ้อยคำที่สำคัญมาก:

“สิ่งลี้ลับทั้งปวงเป็นของพระเยโฮวาห์พระ เจ้า ของเราทั้งหลาย แต่สิ่งทรงสำแดงนั้นเป็นของเราทั้งหลายและของ ลูกหลานของเราเป็นนิตย์ เพื่อเราจะกระทำตามถ้อยคำทั้งสิ้นของกฎหมายนี้” (เฉลยธรรมบัญญัติ 29:29)

จะเห็นได้ว่าตั้งแต่เริ่มต้น มันไม่ใช่เป็นเรื่องของกฎเกณฑ์และบทบัญญัติที่เห็นได้จากภายนอก แต่เป็นทัศนคติของจิตใจที่มุ่งตรงต่อพระเจ้า ในธรรมบัญญัติโมเสสกล่าวว่า “เพราะฉะนั้นจงตัดใจ อย่าดื้อดึงอีกต่อไป” (เฉลยธรรมบัญญัติ 10:16) ซามูเอลถามซาอูลว่า:

“พระเจ้าทรงพอพระทัยในเครื่องเผาบูชาและ เครื่องสัตวบูชามาก เท่ากับการที่จะเชื่อฟังพระสุรเสียงของพระองค์หรือ ดูเถิด ที่จะเชื่อฟังก็ดีกว่าเครื่องสัตวบูชา และซึ่งจะสดับฟังก็ดีกว่าไขมันของบรรดาแกะผู้” (1ซามูเอล 15:22)

มันง่ายกว่าที่จะทำตามกฎเกณฑ์แต่ลืมเรื่องของจิตใจ เราระมัดระวังที่จะทำทุกสิ่งให้สะอาดตามที่คนอื่นมองเห็น แต่ลืมสิ่งที่พระเจ้าเท่านั้นที่มองเห็น ถ้ามือผมเปื้อนโคลน คงไม่มีใครอยากเช็คแฮนด์ด้วย ผมจึงต้องรีบล้างให้สะอาด ถ้าเช้านี้ผมใส่เสื้อสกปรกมา คุณจะมองแต่เสื้อของผมและไม่ได้ฟังสิ่งที่ผมพูด เราต้องมีบุคลิกที่ดีต่อหน้ามนุษย์ แต่เราลืมที่จะตรงไปตรงมาต่อหน้าพระเจ้า

นี่คือเหตุที่พระเยซูกล่าวตำหนิอย่างรุนแรงต่อพวกธรรมาจารย์และฟาริสี ที่คิดว่าตนเองบริสุทธิ์กว่าคนทั้งปวง พวกเขาระมัดระวังมากต่อรูปลักษณ์ภายนอกที่ต้องดูสะอาด แต่ไม่เคยสนใจในความสัมพันธ์กับพระเจ้า พระเยซูบอกกับพวกเขาว่า:

“25 “วิบัติแก่เจ้า พวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสี คนหน้าซื่อใจคด ด้วยเจ้าขัดชำระถ้วยชามแต่ภายนอก ส่วนภายในถ้วยชามนั้นเต็มด้วยโจรกรรมและการมัวเมากิเลส 26 โอ พวกฟาริสีตาบอด จงชำระถ้วยชามภายในเสียก่อน เพื่อข้างนอกจะได้สะอาดด้วย 27 “วิบัติแก่เจ้า พวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสี คนหน้าซื่อใจคด เพราะว่าเจ้าเป็นเหมือนอุโมงค์ฝังศพซึ่งฉาบด้วยปูนขาว ข้างนอกดูงดงาม แต่ข้างในเต็มไปด้วยกระดูกคนตาย และสารพัดโสโครก 28 เจ้าทั้งหลายก็เป็นอย่างนั้นแหละ ภายนอกแลดูเหมือนว่าเป็นคนชอบธรรม แต่ภายในเต็มไปด้วยความเท็จเทียมและอธรรม” (มัทธิว 23:25-28)

“โอ ชาติงูร้าย เจ้าเป็นคนชั่ว แล้วจะพูดความดีได้อย่างไร ด้วยว่าปากนั้น พูดจากสิ่งที่มาจากใจ” (มัทธิว 12:34)

พระเยซูทรงนำพระวจนะจากอิสยาห์

“8 ประชาชนนี้ให้เกียรติเราแต่ปาก
ใจของเขาห่างไกลจากเรา
9 เขานมัสการเราโดยหาประโยชน์มิได้
ด้วยเอาบทบัญญัติของมนุษย์มาตู่ว่า เป็นพระดำรัสสอนของพระเจ้า” (มัทธิว 15:8-9)

พระองค์ทรงอธิบายให้พวกสาวกฟัง

“19 ความคิดชั่วร้าย การฆ่าคน การผิดผัวผิดเมีย การล่วงประเวณี การลักขโมย การเป็นพยานเท็จ การใส่ร้าย ก็ออกมาจากใจ 20 สิ่งเหล่านี้แหละที่ทำให้มนุษย์เป็นมลทิน แต่ซึ่งจะรับประทานอาหารโดยไม่ล้างมือก่อน ไม่ทำให้มนุษย์เป็นมลทิน“ (มัทธิว 15:19-20)

นี่คือจิตใจที่ไม่สะอาด

จะมีใจที่บริสุทธิ์แปลว่าต้องมีใจที่ยอมอุทิศตนดำเนินชีวิตอย่างที่พระเจ้าพอพระทัย เพราะ “…พระเจ้าทรงพิจารณาจิตใจทั้งปวง และทรงเข้าใจในแผนงานและความคิดทั้งปวง” (1พงศาวดาร 28:9) และดาวิดจึงมีคำอธิษฐานว่า:

23 ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงค้นดูข้าพระองค์และทรงทราบจิตใจของข้าพระองค์
ขอทรงลองข้าพระองค์และทรงทราบความคิดของข้าพระองค์
24 และทอดพระเนตรว่ามีทางชั่วใดๆ ในข้าพระองค์หรือไม่
และขอทรงนำข้าพระองค์ไปในมรรคานิรันดร์ (สดุดี 139:23-24)

ดังนั้นใจที่บริสุทธิ์คือมีชีวิตตามกฎเกณฑ์ของพระเจ้า ดำเนินชีวิตอย่างที่พระเจ้าพอพระทัย มีกฎธรรมชาติบางอย่างที่มนุษย์ไม่อาจฝ่าฝืนโดยไม่ได้รับผลของมัน แต่พระเจ้าทรงทำได้ ตัวอย่างเช่น คุณไม่อาจเอามือไปใส่ในไฟโดยไม่ใหม้ นี่เป็นกฎของอุณหพลศาสตร์ รวมทั้งจะต้องใช้อาหารจำนวนมากพอที่จะเลี้ยงคนห้าพัน แต่พระเจ้าทรงมีอำนาจเหนือกฎเหล่านี้ พระองค์สามารถให้คนเดินเข้าไปในไฟโดยที่ไม่เป็นอันตรายเลยแม้แต่เสื้อผ้า พระองค์สามารถเลี้ยงคนห้าพันด้วยขนมปังห้าก้อนและปลาสองตัว เราเรียกสิ่งนี้ว่าอัศจรรย์ คำว่า “อัศจรรย์” หมายถึงบางสิ่งที่ไม่อาจอธิบายได้ตามกฎธรรมชาติ

แล้วยังมีกฎด้านศีลธรรมที่มนุษย์ละเมิดได้ แต่พระเจ้าไม่อาจทำได้ รู้หรือไม่มีบางสิ่งที่ผมทำได้ แต่พระเจ้าทรงทำไม่ได้? ผมพูดโกหกได้ ผมล่วงประเวณีได้ ผมโกงได้ ขโมยก็ได้ แต่พระเจ้าไม่อาจละเมิดกฎแห่งศีลธรรม หรือมองข้ามไปเมื่อมีการละเมิดเกิดขึ้น เราระมัดระวังมากที่จะไม่ฝ่าฝืนกฎธรรมชาติเพราะมันส่งผลในทันที แต่หลายครั้งเรามองข้ามกฎแห่งศีลธรรมที่ส่งผลร้ายแรงกว่า มีใจที่บริสุทธิ์หมายถึงรักษากฎแห่งศีลธรรมของพระเจ้า

ดังนั้น ประการแรก มีใจบริสุทธิ์หมายถึงดำเนินชีวิตตามกฎเกณฑ์ของพระเจ้า ดำเนินชีวิตเพื่อให้พระเจ้าพอพระทัย ประการที่สอง มีใจบริสุทธิ์หมายถึงมีชีวิตเพื่อพระประสงค์ของพระเจ้าเท่านั้น มีใจที่อุทิศทั้งหมดให้พระเจ้า แปลว่ามีใจเดียวที่ยอมมอบทั้งหมดให้พระเจ้า ทำทุกสิ่งในชีวิตเพื่อจุดมุ่งหมายเดียวคือถวายพระสิริแด่พระเจ้า (1โครินธ์ 10:31) “บริสุทธิ์” ในแง่นี้หมายถึงไม่มีสิ่งใดเจือปน

ผมขอถาม ผิดประเวณีคืออะไร? เมื่อพูดถึงผิดประเวณี เราคิดในแง่ทางกาย คือมีความสัมพันธ์ทางเพศนอกสมรส พระคัมภีร์พูดถึงผิดประเวณีในแบบนี้ และแน่นอนสั่งห้าม แต่พระคัมภีร์ยังพูดถึงผิดประเวณีฝ่ายวิญญาณมากกว่าฝ่ายกาย มีหนังสือทั้งเล่มสำหรับเรื่องผิดประเวณีฝ่ายวิญญาณในท่ามกลางคนของพระเจ้า หนังสือโฮเชยา และมีหลายบทในพระคัมภีร์เดิมที่พูดถึงคนของพระเจ้าที่ทำผิดประเวณีฝ่าย วิญญาณ ตัวอย่างเช่นในเอเสเคียล 16 และ 22

ในพระคัมภีร์ใหม่ พระเยซูตรัสว่าเราไม่อาจนมัสการพระเจ้าและเงินทองพร้อมกันได้ เมื่อเราทุ่มเทใจให้กับสิ่งอื่นๆนอกเหนือจากสิ่งของพระเจ้า เราก็กำลังทำผิดประเวณีฝ่ายวิญญาณ อย่างที่ยากอบพูด:

คนทุจริตเอ๋ย ไม่รู้หรือว่า การเป็นมิตรกับโลกนั้น คือการเป็นศัตรูกับพระเจ้า เหตุฉะนั้น ผู้ใดใคร่เป็นมิตรกับโลก ผู้นั้นก็ตั้งตัวเป็นศัตรูกับพระเจ้า…ท่านทั้งหลายจงเข้าใกล้พระเจ้า และพระองค์จะเสด็จมาใกล้ท่าน คนบาปทั้งหลายเอ๋ย จงชำระมือให้สะอาด และคนสองใจ จงชำระใจของตนให้บริสุทธิ์ (ยากอบ 4:4, 8)

ทั้งในพระคัมภีร์เก่าและใหม่กล่าวว่า

37 พระเยซูทรงตอบเขาว่า “จงรักพระองค์ผู้เป็นพระเจ้าของเจ้าด้วยสุดใจสุดจิตของเจ้า และด้วยสิ้นสุดความคิดของเจ้า 38 นั่นแหละเป็นพระบัญญัติข้อใหญ่ และข้อต้น (มัทธิว 22:37-38 และดู เฉลยธรรมบัญญัติ 6:5 ด้วย)

นี่คือใจที่บริสุทธิ์ฝ่ายวิญญาณ

แล้วเราจะมีใจที่บริสุทธิ์ได้อย่างไร?

คำถามคือเราจะมีใจที่บริสุทธิ์ได้อย่างไร ใจที่สะอาดในด้านศีลธรรม? ใจที่ทุ่มเททั้งสิ้นให้พระเจ้า?

แรกสุด เราต้องตระหนักว่าเรา ตัวตนของเรา ไม่อาจมีใจที่สะอาดในด้านศีลธรรมและทุ่มเททั้งหมดให้พระเจ้าได้ อย่างที่พระคัมภีร์กล่าวย้ำแล้วย้ำอีก “พระเจ้าทรงเห็นว่า…เค้าความคิดในใจของเขา (มนุษย์) ล้วนเป็นเรื่อง ร้ายเสมอไป” (ปฐมกาล 6:5) และตามที่ผู้เผยพระวจนะเยเรมีย์กล่าว “จิตใจก็เป็นตัวล่อลวงเหนือกว่าสิ่งใดทั้งหมด มันเสื่อมทรามอย่างร้ายทีเดียว” (เยเรมีย์ 17:9) และ

“คนเอธิโอเปียเปลี่ยนวรรณของตนเองได้หรือ หรือเสือดาวเปลี่ยนลายของมัน ถ้าได้แล้วเจ้าทั้งหลายผู้ที่เคยต่อการกระทำความชั่ว จะมากระทำความดีก็ได้” (เยเรมีย์ 13:23)

ในหนังสืออธิบายคำเทศนาบนภูเขา ของเคนท์ ฮิวจ์ ที่ยกตัวอย่างจากนักประพันธ์รัสเซียสมัยศตวรรษที่ 19 อีวาน ทูร์เกเนฟ:

“ผมไม่รู้ว่าจิตใจของคนชั่วเป็นอย่างไร แต่ผมรู้ว่าจิตใจของคนดีเป็นอย่างไร และมันแย่”3

เราสามารถมีใจที่บริสุทธิ์ได้

แม้เป็นไปไม่ได้ที่เราจะมีใจบริสุทธิ์ด้วยตัวของเรา เราสามารถมีใจที่บริสุทธิ์ด้วยพระคุณของพระเจ้า อะไรที่เป็นไปไม่ได้สำหรับมนุษย์ เป็นไปได้สำหรับพระเจ้า ใจที่บริสุทธิ์เป็นของขวัญจากพระเจ้าที่ได้รับเมื่อเราบังเกิดใหม่ สร้างขึ้นใหม่โดยพระวิญญาณในเรา

พระเจ้าสัญญาไว้ในพระคัมภีร์เดิมทางผู้เผยพระวจนะเยเรมีย์ “เราจะบรรจุพระธรรมไว้ในเขาทั้งหลาย และเราจะจารึกมันไว้บนดวงใจของเขาทั้งหลาย…” (เยเรมีย์ 31:33) และ “เราจะให้ใจเดียวและทางเดียวแก่เขา” (เยเรมีย์ 32:39) และสิ่งนี้สำเร็จแล้วในองค์พระเยซูคริสต์ ผู้สร้างเราขึ้นใหม่ด้วยหัวใจดวงใหม่ (2โครินธ์ 5:17)

มีวิธีที่เราสามารถรักษาความบริสุทธิ์ไว้ในใจเราได้ และหนึ่งในสิ่งแรกๆคือใช้เวลากับพระคำของพระเจ้า ผู้เขียนสดุดีกล่าวว่า “หนุ่มจะรักษาทางของตนให้บริสุทธิ์ได้อย่างไร โดยระแวดระวังตามพระวจนะของพระองค์” (สดุดี 119:9) และ “ข้าพระองค์ได้สะสมพระดำรัสของ พระองค์ไว้ในใจของข้าพระองค์ เพื่อข้าพระองค์จะไม่ทำบาปต่อพระองค์” (สดุดี 119:11)

ทางที่สองที่จะรักษาความบริสุทธิ์ของใจไว้คือการมีสามัคคีธรรมกับคนของพระเจ้า การมีส่วนรับผิดชอบซึ่งกันและกัน กษัตริย์ซาโลมอนกล่าวว่า:

9 สองคนดีกว่าคนเดียว
เพราะว่าเขาทั้งสองได้รับผลของงานดี
10 ด้วยว่าถ้าคนหนึ่งล้มลง
อีกคนหนึ่งจะได้พยุงเพื่อนของตนให้ลุกขึ้น
แต่วิบัติแก่คนนั้นที่อยู่คนเดียวเมื่อเขาล้มลง
และไม่มีผู้อื่นพยุงยกเขาให้ลุกขึ้น (ปัญญาจารย์ 4:9-10)

และนี่คือเหตุที่ผู้เขียนพระธรรมฮีบรูเตือนเราว่า “และขอให้เราพิจารณาดูว่าจะทำอย่างไร จึงจะปลุกใจซึ่งกันและกันให้มีความรักและทำความดี” (ฮีบรู 10:24)

ประการที่สาม เราสามารถฝึกฝนใจให้บริสุทธิ์ได้โดยทำการงานของพระเจ้า เมื่อเราเข้าไปมีส่วนร่วมรับใช้ และเมื่อพระเจ้าใช้ให้เราไปเป็นพระพรต่อผู้อื่น เราต่างก็หนุนใจกันขึ้นเพื่อทุ่มเทให้พระเจ้า และรักษาใจให้บริสุทธิ์ด้านศีลธรรม

ใจที่บริสุทธิ์เห็นได้จากวิถีชีวิตของเรา

เราจะรู้ได้อย่างไรว่าใครบางคนมีใจที่บริสุทธิ์? ใจที่บริสุทธิ์จะสำแดงให้เห็นในการดำเนินชีวิตของพวกเขา อย่างที่เปโตรกล่าว คนที่อุทิศทุ่มเทเพื่อพระเจ้า “เพื่อจะได้ไม่ดำเนินชีวิตที่ยังเหลืออยู่ในโลกตามใจปรารถนาของมนุษย์ แต่ตามพระประสงค์ของพระเจ้า” (1เปโตร 4:2)

และพระพรตามที่ทรงสัญญา

“บุคคลผู้ใดมีใจบริสุทธิ์ ผู้นั้นเป็นสุข เพราะว่าเขาจะได้เห็นพระเจ้า” ไม่ ต้องสงสัยนี่เป็นพระพรที่ครอบคลุมพระพรทั้งหมด เช่นเดียวกับที่ใจบริสุทธิ์เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อครอบคลุมชีวิตผู้เชื่อ ไม่มีสิ่งใด นอกจากจะได้เห็นพระเจ้าจะเติมเต็มความกระหายในจิตใจสาวกของพระองค์ได้

ได้เห็นพระเจ้าแปลว่าอะไร?

แน่นอน หมายถึงได้เห็นพระองค์จริงๆเมื่อได้ไปอยู่ชั่วนิรันดรกับพระองค์ อย่างที่ท่านยอห์นกล่าว “…แต่ เรารู้ว่าเมื่อพระองค์จะเสด็จมาปรากฏนั้น เราทั้งหลายจะเป็นเหมือนพระองค์ เพราะว่าเราจะเห็นพระองค์อย่างที่พระองค์ทรงเป็นอยู่นั้น” (1ยอห์น 3:2)

…พระที่นั่งของพระเจ้าและของพระเมษโปดกจะ ตั้งอยู่ที่นั่น และบรรดาผู้รับใช้ของพระองค์จะนมัสการพระองค์ เขาเหล่านั้นจะเห็นพระพักตร์พระองค์ และพระนามของพระองค์จะประทับอยู่ที่หน้าผากเขา (วิวรณ์ 22:3-4)

นี่เป็นสิ่งที่เราตั้งตารอ – ไกลกว่าปริญญา ไกลกว่างานดีๆ ไกลกว่าชีวิตที่มีความสุขในโลกนี้ และไกลกว่าเงินออมก้อนโตหลังเกษียน

3 สาธุการแด่พระเจ้าพระบิดาแห่งพระเยซูคริสตเจ้าของเรา ผู้ได้ทรงพระมหากรุณาแก่เรา ทรงโปรดให้เราบังเกิดใหม่ เข้าสู่ความหวังใจอันมีชีวิตอยู่ โดยการคืนพระชนม์ของพระเยซูคริสต์ 4 และเพื่อให้ได้รับมรดก ซึ่งไม่รู้เปื่อยเน่า ปราศจากมลทิน และไม่ร่วงโรยซึ่งได้เตรียมไว้ในสวรรค์เพื่อท่านทั้งหลาย (1เปโตร 1:3-4)

พระพรสูงสุดที่ทรงสัญญาไว้ในคำเทศนาบนภูเขา

ถ้อยคำสุดท้ายในพระวจนะตอนนี้กล่าวว่า “จงชื่นชมยินดี เพราะว่าบำเหน็จของท่านมีบริบูรณ์ในสวรรค์” เป็นถ้อยคำที่สรุปทุกสิ่งในคำเทศนาบนภูเขา

หนทางเดียวที่เราจะเห็นพระเจ้าได้ และได้ไปอยู่ชั่วนิรันดร์กับพระองค์ในความหมายนี้คือต้องสร้างความสัมพันธ์ กับพระองค์โดยทางพระเยซูคริสต์ พระเยซูตรัสกับเขาว่า “เราเป็นทางนั้น เป็นความจริงและเป็นชีวิต ไม่มีผู้ใดมาถึงพระบิดาได้นอกจากจะมาทางเรา” (ยอห์น 14:6)

แล้วชีวิตในโลกนี้ล่ะ?

ชีวิตคริสเตียนไม่ใช่ “วาดวิมานในอากาศ” แต่เป็นวิมานที่อยู่ในมือเราตอนนี้ ถ้าเราดำเนินด้วยใจที่บริสุทธิ์ ชีวิตที่ดำเนินในศีลธรรมเพื่อเป็นที่พอพระทัยพระเจ้า และอุทิศตนเพื่อพระองค์ เราจะชื่นชมกับการสถิตอยู่ด้วยของพระองค์ในชีวิตตั้งแต่ตอนนี้ เปโตรกล่าวว่า:

8 พระองค์ผู้ที่ท่านทั้งหลายยังไม่ได้เห็น แต่ท่านยังรักพระองค์อยู่แม้ว่าขณะนี้ท่านไม่เห็นพระองค์ แต่ท่านยังเชื่อและชื่นชม ด้วยความปีติยินดีเป็นล้นพ้นเหลือที่จะกล่าวได้ (1เปโตร 1:8)

โยบได้เห็นพระเจ้า “ข้าพระองค์เคยได้ยินถึงพระองค์ด้วยหู แต่บัดนี้ตาของข้าพระองค์เห็นพระองค์” (โยบ 42:5) ดาวิดมีประสบการณ์การสถิตอยู่ของพระเจ้าในชีวิต

7 ข้าแต่พระเจ้า ความรักมั่นคงของพระองค์ประเสริฐสักเท่าใด
ลูกหลานของมนุษย์เข้าลี้ภัยอยู่ใต้ร่มปีกของพระองค์
8 เขาอิ่มด้วยความอุดมสมบูรณ์แห่งพระนิเวศของพระองค์
และพระองค์ประทานให้เขาดื่มจากแม่น้ำแห่งความสุขเกษมของพระองค์
9 เพราะธารน้ำพุแห่งชีวิตอยู่กับพระองค์
เราเห็นความสว่างโดยสว่างของพระองค์ (สดุดี 36:7-9)

พระพรที่ยิ่งใหญ่สุดสำหรับเป้าหมายที่ประเสริฐของชีวิตคริสเตียนคือได้ รู้จักพระเจ้า มีประสบการณ์การสถิตอยู่ของพระองค์ในทุกๆวัน และมีชีวิตเพื่อพระสิริของพระองค์ อ.เปาโลตั้งเป้าหมายชีวิตของท่านเช่นนี้เมื่อท่านกล่าวว่า:

7 แต่ว่าสิ่งใดที่เคยเป็นคุณประโยชน์แก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าถือว่าสิ่งนั้นไร้ประโยชน์แล้ว เพื่อเห็นแก่พระคริสต์ 8 ที่จริงข้าพเจ้าถือว่าสิ่งสารพัดไร้ประโยชน์ เพราะเห็นแก่ความประเสริฐแห่งความรู้ถึงพระเยซูคริสต์ องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้า เพราะเหตุพระองค์ ข้าพเจ้าจึงได้ยอมสละสิ่งสารพัด และถือว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นเหมือนหยากเยื่อเพื่อข้าพเจ้าจะได้พระคริสต์ 9 และจะได้ปรากฏอยู่ในพระองค์ ไม่มีความชอบธรรมของข้าพเจ้าเอง ซึ่งได้มาโดยธรรมบัญญัติ แต่มีมาโดยความเชื่อในพระคริสต์ เป็นความชอบธรรมซึ่งมาจากพระเจ้าซึ่งขึ้นอยู่กับความเชื่อ 10 ข้าพเจ้าต้องการจะรู้จักพระองค์ และได้รับประสบการณ์ในฤทธิ์เดช เนื่องในการที่พระองค์ทรงคืนพระชนม์นั้น และร่วมทุกข์กับพระองค์ คือยอมตั้งอารมณ์ตายเหมือนพระองค์ (ฟีลิปปี 3:7-10)

ถ้าเรามีเป้าหมายนี้ในชีวิต ผลคือการดำเนินชีวิตแต่ละวันไปกับพระเจ้าและเป็นที่ปิติของพระองค์ ได้รับพระพรและเติมเต็มชีวิตด้วยความปิติยินดี จนกว่าจะได้อยู่กับพระองค์ชั่วนิรันดร์ “บุคคลผู้ใดมีใจบริสุทธิ์ ผู้นั้นเป็นสุข เพราะว่าเขาจะได้เห็นพระเจ้า”


1 160 ลิขสิทธิ 2003 by Community Bible Chapel, 418 E. Main Street, Richardson, TX 75081. เป็นฉบับแก้ไขจากบทเรียนที่ 15 ของบทเรียนต่อเนื่อง พระกิตติคุณมัทธิว จัดทำโดย อิมมานูเอล คริสเตียน 1 มิถุนายน 2003

2 161 นอกจากที่กำกับไว้ พระวจนะ (ภาษาอังกฤษ) ทุกตอนนำมาจากฉบับแปล The Holy Bible, New International Version. Copyright 1973, 1978, 1984 by The International Bible Society. Used by permission.

3 162 R. Kent Hughes, The Sermon on the Mount: The Message of the Kingdom (Wheaton, Illinois: Crossway Books, 2001), p. 56.

Related Topics: Faith, Sanctification