MENU

Where the world comes to study the Bible

11. “บุคคลผู้ใดหิวกระหาย ความชอบธรรม” (มัทธิว 5:6)

Related Media

1คำนำ

“บุคคลผู้ใดหิวกระหายความชอบธรรม ผู้นั้นเป็นสุข เพราะว่าพระเจ้าจะทรงให้อิ่มบริบูรณ์” (มัทธิว 5:6)2

อีกครั้งที่ บทเรียนคำเทศนาบนภูเขาตอนนี้ด้วยข้อเขียนของ มาร์ทิน ลอยด์-โจนส์:

ขอเริ่มคำเทศนาบนภูเขาเป็นไปตามหลักการที่สมเหตุสมผล และสอดคล้องจากที่มีนำร่องมาก่อน เป็นบทสรุปตามตรรกะที่ดำเนินตามกันมา และเป็นบางสิ่งที่เราควรต้องขอบคุณอย่างซาบซึ้งต่อพระคุณของพระเจ้า ผมไม่รู้จักบททดสอบไหนที่ดีกว่า ที่ใครก็ตามสามารถนำมาใช้กับตนเองในความเป็นคริสเตียนเท่ากับพระวจนะข้อนี้ ถ้าพระวจนะข้อนี้เป็นหนึ่งในข้อที่คุณได้รับพระพรมากจากพระคัมภีร์ แน่ใจได้ว่าคุณเป็นคริสเตียนแท้ ถ้าไม่ คุณควรกลับไปสำรวจรากฐานชีวิตคริสเตียนของคุณอีกครั้ง3

พระวจนะสั้นๆตอนนี้นำข่าวแห่งความหวังใจมาให้เราอย่างเหลือเชื่อ เป็นข่าวที่ควรจุดประกายแห่งความปิติล้ำลึกในเราผู้เชื่อทุกคน เป็นความหวังแก่คนที่แสวงหาพระเยซูที่จะได้รับความอิ่มใจเต็มเปี่ยมที่มีแต่ ในองค์พระเยซูคริสต์เท่านั้น

ในแง่มุมหนึ่ง เราต่างก็มีส่วนสัมผัสกับพระวจนะตอนนี้ – เราหิวกระหาย เราไม่อาจสัมผัสได้ถึงความหิวกระหายลึกล้ำของคนในยุคนั้น ในสิ่งที่พวกเขากำลังเผชิญ แต่เราต่างมีประสบการณ์ความหิวกระหายที่ต้องการการเติมเต็ม แล้วก็กลับมาหิวใหม่ กลับมาใหม่ทุกๆวัน ผมจำได้ตอนที่อยากกินอาหารบางอย่าง ทั้งหิวและกระหายบอกไม่ถูก นึกถึงเวลาไปประเทศที่ไม่คุ้นเคย เช่นตอนไปเดินป่าหกวันในเขตอิเรียนชวาในอินโดนีเซีย เรามีแค่หมี่อินโดกิน เป็นหมี่กึ่งสำเร็จรูปเหมือนราเม็ง หลังจากหกวัน ผมมีภาพแฮมเบอร์เกอร์ สเต็ก และอาหารอื่นๆลอยไปมาในหัว ผมหิวและอยากกินอาหารแบบนี้จริงๆ ครั้งหนึ่งตอนกลับจากรัสเซีย ทีมพันธกิจของเราต้องพักค้างคืนที่กรุงโซล ประเทศเกาหลี เราถามนักเรียนที่ไปด้วยว่าอยากกินอะไรเป็นอาหารเที่ยง คิดว่าพวกเขาอาจอยากลองอาหารชั้นเลิศของเกาหลี แต่พวกเขากลับยืนยันจะกินแมคโดนัลด์และไอศครีมบาสกินรอบบินส์เท่านั้น เพราะไม่ได้กินอาหารอเมริกันมาหกสัปดาห์เต็ม พวกเขาเบื่ออาหารที่ไม่คุ้นลิ้น และกระหายหาอาหารที่ไม่ได้กินมาพักใหญ่ เราต่างก็คุ้นเคยกับเรื่องหิวกระหายดี และนี่คือสิ่งที่พระเยซูนำมาใช้อธิบายในคำเทศนาบนภูเขาตอนนี้

ให้เราอ่านบริบทจาก มัทธิว 5:1-12

ครั้นทอดพระเนตรเห็นคนมากดังนั้น พระองค์ก็เสด็จขึ้นไปบนภูเขาและเมื่อประทับแล้ว เหล่าสาวกของพระองค์มาเฝ้าพระองค์ แล้วพระองค์จึงตรัสสอนเขาว่า:

3 “บุคคลผู้ใด รู้สึกบกพร่องฝ่ายวิญญาณ ผู้นั้นเป็นสุข
เพราะแผ่นดินสวรรค์เป็นของเขา
4 “บุคคลผู้ใดโศกเศร้า ผู้นั้นเป็นสุข
เพราะว่าเขาจะได้รับการทรงปลอบประโลม
5 “บุคคลผู้ใดมีใจอ่อนโยน ผู้นั้นเป็นสุข
เพราะว่าเขาจะได้รับแผ่นดินโลกเป็นมรดก
6 “บุคคลผู้ใดหิวกระหาย ความชอบธรรม ผู้นั้นเป็นสุข
เพราะว่าพระเจ้าจะทรงให้อิ่มบริบูรณ์
7 “บุคคลผู้ใดมีใจกรุณา ผู้นั้นเป็นสุข
เพราะว่าเขาจะได้รับพระกรุณาตอบ
8 “บุคคลผู้ใดมีใจบริสุทธิ์ ผู้นั้นเป็นสุข
เพราะว่าเขาจะได้เห็นพระเจ้า
9 “บุคคลผู้ใดสร้างสันติ ผู้นั้นเป็นสุข
เพราะว่าพระเจ้าจะทรงเรียกเขาว่าเป็นบุตร
10 “บุคคลผู้ใดต้องถูกข่มเหงเพราะเหตุความชอบธรรม ผู้นั้นเป็นสุข
เพราะว่าแผ่นดินสวรรค์เป็นของเขา

“เมื่อเขาจะติเตียนข่มเหง และนินทาว่าร้ายท่านทั้งหลายเป็นความเท็จเพราะเรา ท่านก็เป็นสุข จงชื่นชมยินดี เพราะว่าบำเหน็จของท่านมีบริบูรณ์ในสวรรค์ เพราะเขาได้ข่มเหงผู้เผยพระวจนะทั้งหลาย ที่อยู่ก่อนท่านเหมือนกัน (มัทธิว 5:1-12)

ข่าวประเสริฐแห่งความหวังใจ!

ทำไมความหิวและกระหายจึงเป็นภาพสาธิตได้อย่างดี? เพราะน้ำและอาหารสำคัญต่อร่างกายอย่างไร ความชอบธรรมก็สำคัญต่อชีวิตฝ่ายวิญญาณเท่านั้น เราที่เป็นมนุษย์มีความหิวและกระหายไม่เพียงแต่อาหาร แต่ยังหิวกระหายความพอใจในชีวิตด้วย เราค้นหาส่วนต่างๆเพื่อจะได้รับการเติมเต็ม ได้รับความอิ่มใจ แต่กลับจบลงด้วยความผิดหวัง ไม่เคยพอใจ

11 พระองค์ทรงกระทำให้สรรพสิ่งงดงามตามฤดูกาลของมัน พระองค์ทรงบรรจุนิรันดร์กาลไว้ในจิตใจของมนุษย์ แต่มนุษย์ยังมองไม่เห็นว่า พระเจ้าทรงกระทำอะไรไว้ตั้งแต่ปฐมกาลจนกาลสุดปลาย (ปัญญาจารย์ 3:11)

จอห์น ไพเพอร์ กล่าวว่า: “พระเจ้าทรงใส่นิรันดร์กาลไว้ในหัวใจของเรา และเรามีความโหยหาที่ไม่อาจเติมเต็มได้”4 เบลส พาสคาล กล่าวว่าเราต่างก็มี ช่องว่างของพระเจ้า” อยู่ในชีวิต มนุษย์ทุกคนหิวและกระหาย แต่ปัญหาคือเราพยายามเติมช่องว่างที่กระหายนั้นด้วยสิ่งอื่นๆที่ไม่ใช่ความ ชอบธรรมของพระเจ้า คุณบางคนที่กำลังอ่านพระวจนะตอนนี้ อาจมีความว่างเปล่าและไม่เคยมีความพอใจเลย คุณพยายามเติม “ช่องว่างของพระเจ้า” ในชีวิตด้วยสิ่งสารพัด แต่ก็ยังว่างเปล่า ไม่เคยอิ่มใจ มีข่าวล้ำเลิศแห่งความหวังใจให้คุณ ถ้าคุณกำลังแสวงหาคำตอบ

1 “เชิญทุกคนที่กระหาย จงมาถึงน้ำ และผู้ที่ไม่มีเงิน มาซื้อกินเถิด มาซื้อเหล้าองุ่นและน้ำนมเถิด โดยไม่ต้องเสียเงินเสียค่า 2 ทำไมเจ้าจึงใช้เงินของเจ้าเพื่อของซึ่งไม่ใช่อาหาร และใช้ทรัพยากรซื้อสิ่งซึ่งมิให้อิ่มใจ จงเอาใจใส่ฟังเรา และรับประทานของดี และให้ตัวปีติยินดีในไขมัน (อิสยาห์ 55:1-2)

11 มีประชาชาติใดเคยได้เปลี่ยนพระของตน ถึงแม้ว่าพระเหล่านั้นไม่เป็นพระ แต่ประชากรของเราได้เอาศักดิ์ศรีของเขา แลกกับสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์อย่างใด” 12 พระเจ้าตรัสว่า “สวรรค์ทั้งหลายเอ๋ย จงตกตะลึงด้วยสิ่งเหล่านี้ จงสยดสยองและจงเริศร้างเสียเลย 13 เพราะว่าประชากรของเราได้กระทำ ความชั่วถึงสองประการ เขาได้ทอดทิ้งเราเสีย ซึ่งเป็นแหล่งน้ำเป็น แล้วสกัดหินขังน้ำไว้สำหรับตนเอง เป็นแอ่งแตกที่ขังน้ำตาย ซึ่งขังน้ำไม่ได้ (เยเรมีย์ 2:11-13)

พระวจนะสองตอนด้านบนมีพลังมาก เรากำลังจ่ายเงินของเราไปในสิ่งที่ไม่อาจทำให้อิ่มใจ เรากำลังดื่มจากบ่อที่ขังน้ำไว้ไม่ได้ ความอิ่มใจของเราไม่อาจเติมได้ด้วยสิ่งของๆโลกนี้ เราพยายามเติมความพอใจด้วยเงินทอง อำนาจ การศึกษา เรื่องเพศ ภาพโป๊ คนรักทั้งชายและหญิง ของเล่นแบบผู้ใหญ่ ได้ครอบครองทรัพย์สินของโลกที่อาจทำให้เรามีความสุขเพลิดเพลินได้เพียงชั่ว คราว แต่ทุกสิ่งเหล่านี้นำไปสู่ความกระหายที่ลึกลงไปอีก โหยหาความอิ่มใจ เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่อาจดับความกระหายเราได้ ซี เอส ลูวิส กล่าวว่า:

เราเป็นสิ่งทรงสร้างที่มีหัวใจครึ่งเดียว วิ่งวนไปมา มึนเมาด้วยเหล้า เรื่องเพศ และความทะเยอทะยาน ทั้งๆที่มีผู้หยิบยื่นความอิ่มเอิบใจไม่รู้จบให้ เหมือนเด็กไม่ประสาที่อยากเล่นดินโคลนอยู่ในสลัม เพราะนึกไม่ออกว่าการได้ไปเที่ยวพักร้อนที่ชายทะเลเป็นอย่างไร เราเป็นพวกที่หลงไหลอะไรๆได้ง่ายดาย157

เป็นถ้อยคำจาก ซีเอส ลูวิสที่มีพลังมาก เราที่เป็นมนุษย์ เป็นพวกที่หลงไหลอะไรๆได้ง่ายดาย เราวิ่งวุ่นไปมาด้วยหลายสิ่งที่ไม่เคยให้ความพอใจ สิ่งที่ไม่สามารถและไม่อาจเติมช่องว่างและความว่างเปล่าในชีวิตได้ ทั้งหมดเป็นเพราะเราหลงไหลอะไรๆได้ง่ายดาย เราคิดว่าสิ่งของๆโลกจะทำให้เราอิ่มใจ แต่กลับจบลงที่ไม่เคยได้ตามใจปรารถนา และส่วนใหญ่เป็นเพราะเราแสวงหาสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ความชื่นชมยินดีที่เสนอให้เรา สันติสุขที่มอบให้เรา ความอิ่มเอิบใจที่มีให้เรา เป็นสิ่งเหลือเชื่อถ้าเพียงแต่เรายึดเอาองค์พระเยซูคริสต์และข้อเสนอของ พระองค์เท่านั้น

อีกตัวอย่างที่ยิ่งใหญ่สำหรับเรื่องนี้คือบุตรน้อยหลงหายในลูกา 15:11-32 บุตรคนเล็กเอามรดกที่พ่อแบ่งให้ ออกจากบ้านไปอยู่เมืองไกล ล้างผลาญมรดกที่พ่อให้ อยู่อย่างหรูหราฟุ่มเฟือย ไม่เคยพอใจ จนเงินทองหมดสิ้น เขาเป็นพวกหลงไหลอะไรๆได้ง่ายดาย โง่พอที่จะคิดว่าชีวิตคือสิ่งเหล่านี้ แต่ไม่เป็นอย่างนั้น ตอนที่มีเงินเยอะ เพื่อนก็เยอะและมีปาร์ตี้เยอะ แต่เมื่อเงินหมด เพื่อนก็หมด ถึงจุดนี้ เขาเริ่ม “ดิ่งลง” อย่างแรง ต้องไปอาศัยเลี้ยงหมูและกินอาหารหมู มาร์ทีน ลอยด์-โจนส์ นำคำของ เจ เอ็น ดาร์บี้มาพูดถึง:

แค่หิวกระหายยังไม่พอ คงต้องอดอยากจนใกล้ตายถึงจะรู้ว่าหัวใจเขาเป็นอย่างไร เมื่อบุตรน้อยหิวโหย ต้องไปกินแกลบ แต่เมื่อหิวจัดจนใกล้ตาย ต้องกลับไปหาบิดาของตน158

ในมัทธิว 5:6 พระเยซูไม่ได้ตรัสถึงความหิวกระหายตามปกติ แต่ตรัสถึงความหิวในความชอบธรรมจนแทบจะใกล้ตาย

นึกภาพผู้ฟังที่นั่งฟังพระเยซูอยู่ที่นั่น เป็นชาวกาลิลี ซึ่งไม่เป็นที่ชอบใจของชาวยิวกลุ่มอื่นๆ เป็นพลเมืองชั้นต่ำ ถูกมองเหมือนกับที่ชาวยิวมองชาวสะมาเรีย คุณอาจจำสิ่งที่ผมพูดไว้ในบทเรียนก่อนหน้าที่เรียกว่า “ทฤษฎีผกผัน”159 ได้ อยากให้คุณกลับไปดูสิ่งที่ผมอธิบายถึงชาวกาลิลี

มองไปที่ฝูงชนที่ห้อมล้อมพระเยซู คุณคิดว่าพวกเขามองเรื่องความชอบธรรมเป็นอย่างไร? ผมรับรองว่ามุมมองเรื่องความชอบธรรมของพวกเขาน่าจะแฉลบออกไปจนถึงขั้นผิด พลาด เพราะฝีมือของพวกผู้นำศาสนาที่นำเสนอจนผิดเพี้ยน เมื่อได้อ่านและศึกษามัทธิว 5:6 คุณต้องมองข้ามไปที่มัทธิว 5:20 เพื่อจะเห็นการเชื่อมโยงของพระเยซู มุมมองในเรื่องความชอบธรรมของคนเหล่านี้เป็นมุมมองที่ผิด พระเยซูกำลังแก้ไขมุมมองพวกเขาใหม่ แสดงให้พวกเขาเห็นว่าเป็นเรื่องของจิตใจ

เพราะเราบอกท่านทั้งหลายว่า ถ้าความชอบธรรมของท่าน ไม่ยิ่งกว่าความชอบธรรมของพวกธรรมาจารย์ และพวกฟาริสี ท่านจะไม่มีวันได้เข้าสู่แผ่นดินสวรรค์ (มัทธิว 5:20)

ผมมองเห็นว่านี่เป็นภาพความชอบธรรมของผู้ที่ฟังอยู่ ภาพผู้นำศาสนาที่ภายนอกดูว่าชอบธรรมและเคร่งครัดศรัทธา แต่ภายในเต็มด้วยความบาป ทุจริตและฉ้อฉล พวกเขามองเห็นทัศนคติที่ชอบตัดสินของพวกฟาริสี ความหน้าซื่อใจคดของคนพวกนี้ซึ่งอาจจะดูดีจากภายนอก แต่ภายในพวกเขาผิดพลาดทำในสิ่งที่กำลังทำอยู่ พวกฟาริสีทำราวกับว่าการกระทำของพวกเขาทำให้เกิดความชอบธรรมและถูกต้องในสาย พระเนตรพระเจ้า พระวจนะตรงนี้ พระเยซูทรงแสดงให้เห็นถึงระยะห่างระหว่างพระเจ้าและมนุษย์ และตรัสถึงความชอบธรรมของตนเองของพวกฟาริสี รวมถึงเรื่องที่อยู่ภายในใจของฝูงชนที่นั่งฟังอยู่ด้วย ตรงนี้ที่พระเยซูทรงยกระดับขึ้น และพูดถึงเรื่องของจิตใจ พระองค์บอกกับฝูงชนว่าพระองค์คือความชอบธรรมเที่ยงแท้นั้น เป็นผู้ที่คนต่างก็กระหายหา และเป็นผู้เดียวที่สามารถเติมเต็มความว่างเปล่าภายในพวกเขาได้ พระองค์กำลังบอกว่าพระองค์เองคือข่าวประเสริฐแห่งพระกิตติคุณ พระกิตติคุณมาถึงแล้ว และอยู่ในพระองค์ พระเยซูตรัสกับพวกเขาว่าพระองค์คือเหตุและหนทางแห่งความอิมใจที่สมบูรณ์

ถ้ามองไปที่พระวจนะตอนอื่นๆ เราจะเห็นพระองค์พูดในเรื่องเดียวกัน พระเยซูทรงเป็นทางเดียวไปสู่ความชอบธรรม และความชอบธรรมของพระองค์มอบความอิ่มเอิบพึงพอใจได้

หญิงที่บ่อน้ำ – พระเยซูทรงตอบและบอกกับเธอว่า “ทุก คนที่ดื่มน้ำนี้จะกระหายอีก แต่ผู้ที่ดื่มน้ำซึ่งเราจะให้แก่เขานั้น จะไม่กระหายอีกเลย น้ำซึ่งเราจะให้เขานั้น จะบังเกิดเป็นบ่อน้ำพุในตัวเขาพลุ่งขึ้นถึงชีวิตนิรันดร์” (ยอห์น 4:13-14)

เลี้ยงคน 5000 – พระเยซูตรัสกับเขาว่า “เรา บอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ท่านทั้งหลายตามหาเรามิใช่เพราะได้เห็นหมายสำคัญ แต่เพราะได้กินขนมปังอิ่ม อย่าขวนขวายหาอาหารที่เสื่อมสิ้นไป แต่จงหาอาหารที่ดำรงอยู่คืออาหารแห่งชีวิตนิรันดร์ ซึ่งบุตรมนุษย์จะให้แก่ท่าน เพราะพระเจ้าคือพระบิดาได้ทรงประทับตรามอบอำนาจแก่พระบุตรแล้ว” (ยอห์น 6:26-27)

พระเยซูคริสต์ทรงเป็นผู้เดียวที่เติมเต็มความพึงพอใจได้ และพระวจนะข้อนี้ในมัทธิว พระองค์เสนอประเด็นนี้ให้กับผู้ที่กำลังนั่งฟัง สำหรับบางคน คำสอนนี้นำความสดชื่นใจมาให้ เพราะพวกเขาเห็นฟาริสีและความชอบธรรมของคนเหล่านี้ที่ทำให้ “หมดศรัทธา” เดี๋ยวนี้พวกเขามีมุมมองใหม่ในพระคริสต์ ได้รับความพึงพอใจผ่านทางพระองค์ เป็นความชอบธรรมเที่ยงแท้ แต่คนอื่นๆในกลุ่มผู้ฟังก็ยัง “หมดศรัทธา” ผมเชื่อว่ามีพวกผู้นำศาสนาฟังอยู่ด้วย และรู้สึกโกรธแค้นไม่พอใจ เพราะพระเยซูตรัสว่าพวกเขาไม่อาจทำให้พระเจ้าพอพระทัยได้ด้วยบทบัญญัติและ ความชอบธรรมของตนเอง ความพอพระทัยของพระเจ้ามีในความชอบธรรมของพระเยซูคริสต์เท่านั้น

นี่เป็นข่าวแห่งความหวังใจเที่ยงแท้สำหรับผู้หลงหายและกำลังจะพินาศ สำหรับคนในสมัยของพระเยซูและในสมัยของเรา ความว่างเปล่าที่มีในชีวิตพวกเขาและพวกเรา จะเติมเต็มได้ในองค์พระคริสต์เท่านั้น เป็นความชอบธรรมเที่ยงแท้ มีได้ด้วยความหิวกระหายในสิ่งที่พระเยซูเติมเต็มช่องว่างในใจให้ได้ สิ่งต่างๆในโลกไม่อาจทำได้ มีแต่ในพระเยซูเท่านั้น นี่เป็นคำสอนทั้งในสมัยนั้นและในสมัยนี้ สำหรับคนที่ยังไม่รู้จักกับพระเยซูคริสต์ นี่คือข่าวแห่งกำลังใจ แล้วทำไมเราถึงยังวิ่งวนไปมา หลงไหลในสิ่งที่มีแต่จะสร้างความเจ็บปวดและความว่างเปล่ามากขึ้น? ข้อเสนอที่ให้ความชื่นชมยินดี สันติสุข และความพึงพอใจในท่ามกลางสิ่งอื่นๆมีในองค์พระเยซูคริสต์ – และในพระองค์เพียงผู้เดียว

สำหรับผู้เชื่อ

นี่เป็นข่าวแห่งความหวังใจสำหรับผู้ไม่เชื่อ แต่สิ่งนี้กำลังบอกอะไรแก่ผู้เชื่อ? ผมเชื่อแน่ว่าเป็นข่าวที่ยิ่งใหญ่ และสำคัญสำหรับพวกเราผู้เชื่อ คำถามแรกนั้นง่ายมาก –ชีวิตคุณในปัจจุบัน คุณหิวกระหายหรือกำลังติดตามสิ่งใด? ใจคุณอยู่ที่ไหน? ในแง่มุมหนึ่ง มันง่ายสำหรับเราผู้เชื่อที่เห็นว่าเราได้รับการเติมเต็มด้วยความอิ่มใจ เมื่อรับของขวัญแห่งความรอดที่ประทานให้ แต่บ่อยครั้งนี่กลับเป็นสิ่งที่ทำให้ความหิวกระหายของเราหยุดลง ผู้เชื่อหลายคนกำลังต่อสู้กับความบาป และพยายามเติมช่องโหว่ด้วยสิ่งอื่นที่ไม่ใช่พระเยซูคริสต์ ศิษยาภิบาลหลายคนตกลงไปในหล่มโศกนาฎกรรมเรื่องบาปทางเพศ หลายครอบครัวถูกทำลายเพราะไม่ได้หิวกระหายความชอบธรรมอีกต่อไป และจบลงที่การหย่าร้าง บางคนนั่งอยู่ในโบสถ์อาทิตย์แล้วอาทิตย์เล่าเฝ้ามองหาความพึงพอใจมาเติมให้ เต็ม เราในฐานะผู้เชื่อยังหิวกระหายความชอบธรรมอยู่หรือเปล่าครับ?

ความหิวและกระหายเป็นสิ่งที่มีและดำเนินไปต่ออย่างเนื่อง ทุกวันผมยังหิว พอใกล้ 11 โมง หรือบางวันก็ก่อนนั้น ท้องผมเริ่มร้อง คิดว่าถ้าไม่มีอะไรตกถึงท้องกะเพาะคงต้องพัง นี่เป็นชีวิตประจำวันที่เราแต่ละคนต้องเผชิญ เพราะร่างกายเราต้องการอาหาร เป็นเรื่องเดียวกับความกระหายและเป็นเรื่องเดียวในมิติชีวิตฝ่ายวิญญาณด้วย เราต้องหิวและกระหาย จนแทบจะตายเพื่อได้ความชอบธรรมในชีวิต เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นและต่อเนื่องไปแต่ละวัน เหมือนไปกินสเต็กที่ภัตตาคาร เนื้อหนานุ่มชิ้นใหญ่ มันฝรั่งอบ เฟรนช์ฟรายด์ เสิร์ฟพร้อมสลัด คุณทานจนอิ่ม แต่พอเช้าวันรุ่งขึ้น ก็อยากจะกินอีก รวมถึงวันต่อไปและต่อๆไปด้วย ความชอบธรรมก็เช่นกัน เมื่อได้ลิ้มรสและหิวกระหายความชอบธรรม เราควรหมั่นเติมความปรารถนาเพื่อให้ชีวิตเราเต็มอิ่มด้วยความชอบธรรม เราถูกเรียกให้ดำเนินชีวิตที่บริสุทธิ์ในฐานะผู้เชื่อ เราถูกเรียกให้มาดำเนินชีวิตในฐานะผู้บริสุทธิ์ของพระเจ้า เป็นดังกลิ่นหอมถวายแด่พระองค์

มาดูตัวอย่างจากพระวจนะในพระคัมภีร์เดิมสำหรับผู้ที่หิวกระหายความชอบธรรม

สดุดี 63:1-11

1 ข้าแต่พระเจ้า พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าของข้าพระองค์
ข้าพระองค์แสวงพระองค์ จิตวิญญาณของข้าพระองค์กระหายหาพระองค์
เนื้อหนังของข้าพระองค์กระเสือกกระสนหาพระองค์ ในดินแดนที่แห้งและอ่อนโหย ที่ที่ไม่มีน้ำ
2 เช่นนั้นแหละ ข้าพระองค์จึงเคยเห็น พระองค์ในสถานนมัสการ
เห็นฤทธานุภาพและพระสิริของพระองค์
3 เพราะว่าความรักมั่นคงของพระองค์ดีกว่าชีวิต
ริมฝีปากของข้าพระองค์จะสรรเสริญพระองค์
4 เช่นนั้นแหละข้าพระองค์จะสรรเสริญพระองค์ ตราบเท่าชีวิตของข้าพระองค์
ข้าพระองค์ชูมือต่อพระนามของพระองค์
5 จิตใจของข้าพระองค์จะอิ่มหนำดังกินเนื้ออย่างดี และไขมัน
และปากของข้าพระองค์จะสรรเสริญพระองค์ด้วย ริมฝีปากที่ชื่นบาน
6 เมื่อข้าพระองค์คิดถึงพระองค์ ขณะอยู่บนที่นอน
และภาวนาถึงพระองค์ทุกๆยาม
7 เพราะพระองค์ทรงเป็นความอุปถัมภ์ของข้าพระองค์
ข้าพระองค์เปรมปรีดิ์อยู่ในร่มปีกของพระองค์
8 จิตวิญญาณของข้าพระองค์เกาะติดอยู่ที่พระองค์
พระหัตถ์ขวาของพระองค์ ชูข้าพระองค์ไว้
9 แต่บรรดาผู้แสวงชีวิตของข้าพระองค์เพื่อทำลาย
จะลงไปในที่ลึกแห่งแผ่นดินโลก
10 เขาจะถูกมอบไว้กับฤทธิ์ของดาบ
เขาจะเป็นเหยื่อของสุนัขจิ้งจอก
11 แต่พระราชาจะทรงเปรมปรีดิ์ในพระเจ้า
ทุกคนที่สาบานในพระนามของพระองค์จะ อวดอ้างพระนามนั้น
เพราะปากของคนมุสาจะถูกปิด

สดุดี 42:1-11

1 กวางกระเสือกกระสนหาลำธาร ที่มีน้ำไหลฉันใด
ข้าแต่พระเจ้า จิตวิญญาณของข้าพระองค์ ก็กระเสือกกระสนหาพระองค์ฉันนั้น
2 จิตวิญญาณของข้าพระองค์กระหายหาพระเจ้า หาพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์
เมื่อไรข้าพระองค์จะได้มาเห็นพระพักตร์พระเจ้า
3 ข้าพระองค์กินน้ำตาต่างอาหารทั้งวันคืน
ขณะที่คนพูดกับข้าพระองค์ วันแล้ววันเล่าว่า “พระเจ้าของเจ้าอยู่ที่ไหน”
4 เมื่อข้าพระองค์ระบายความในใจออกมา ข้าพระองค์ระลึกถึงสิ่งเหล่านี้ได้
คือข้าพระองค์ไปกับประชาชน และนำเขาไปเป็นกระบวนแห่ถึงพระนิเวศของพระเจ้า
ด้วยเสียงโห่ร้องยินดีและเสียงเพลงโมทนา คือมวลชนกำลังมีเทศกาลฉลอง
5 จิตใจของข้าพเจ้าเอ๋ย ไฉนเจ้าจึงฝ่ออยู่ ไฉนเจ้าจึงกระสับกระส่ายภายในข้าพเจ้า
จงหวังใจในพระเจ้า เพราะข้าพเจ้าจะถวายสดุดีแด่พระองค์อีก
ผู้ทรงเป็นความอุปถัมภ์ และพระเจ้าของข้าพเจ้า
6 จิตใจของข้าพระองค์ฝ่ออยู่ภายในข้าพระองค์
เพราะฉะนั้นข้าพระองค์จึงระลึกถึงพระองค์
ตั้งแต่แผ่นดินแห้งแม่น้ำจอร์แดนและแห่งภูเขาเฮอร์โมน ตั้งแต่เนินมิซาร์
7 เมื่อเสียงน้ำแก่งตก ที่ลึกก็กู่เรียกที่ลึก
บรรดาคลื่นและระลอกของพระองค์ ท่วมข้าพระองค์แล้ว
8 กลางวันพระเจ้าทรงบัญชาความรักมั่นคงของพระองค์
และกลางคืนเพลงของพระองค์อยู่กับข้าพเจ้า
เป็นคำอธิษฐานต่อพระเจ้าแห่งชีวิตของข้าพเจ้า
9 ข้าพเจ้าทูลพระเจ้าพระศิลาของข้าพเจ้าว่า
“ไฉนพระองค์ทรงลืมข้าพระองค์เสีย
ไฉนข้าพระองค์จึงต้องไปอย่างเป็นทุกข์ เพราะการบีบบังคับของศัตรู”
10 ปรปักษ์ของข้าพระองค์เยาะเย้ยข้าพระองค์ ประดุจแผลร้ายภายในร่างของข้าพระองค์
ในเมื่อเขากล่าวแก่ข้าพระองค์เสมอๆ อยู่ว่า “พระเจ้าของเจ้าอยู่ที่ไหน”
11 จิตวิญญาณของข้าพเจ้าเอ๋ย ไฉนเจ้าจึงฝ่ออยู่
ไฉนเจ้าจึงกระสับกระส่ายภายในข้าพเจ้า
จงหวังใจในพระเจ้า เพราะข้าพเจ้าจะถวายสดุดีแด่พระองค์อีก
ผู้ทรงเป็นความอุปถัมภ์ และพระเจ้าของข้าพเจ้า

พระวจนะด้านบน ผู้เขียนสดุดีขยายความถึงความโหยหา ความหิวกระหายในความชอบธรรม กวางกระเสือกกระสนหาลำธาร ที่มีน้ำไหลฉันใด ข้าแต่พระเจ้า จิตวิญญาณของข้าพระองค์ ก็กระเสือกกระสนหาพระองค์ฉันนั้น” คุณ มีความโหยหาและหิวกระหายความชอบธรรมเช่นนี้หรือไม่? เป็นสิ่งที่คุณขาดจากชีวิตไม่ได้หรือเปล่า? ขอบอกว่านี่คือสิ่งที่ผู้เชื่อทุกคนควรจะหิวกระหาย เราต้องกระหายหาพระเจ้าในแต่ละวัน ทุกเวลานาทีในชีวิต หิวและกระหายควรเป็นส่วนสำคัญที่สุดของชีวิตเรา ในแบบที่เราไม่อาจดำเนินต่อไปได้ถ้าขาดความอิ่มใจแบบนี้ หลายสิ่งที่เราทำ เราคิดว่าจะไม่ส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างเรากับพระเยซู แต่ที่จริงแล้วใช่ ทำไมเราที่เป็นผู้เชื่อถึงสนุกสนานกับการไปดูหนังที่มีเต่เรื่องผิดทางเพศ การหย่าร้าง ความรุนแรง อุทานพระนามและล้อเลียนพระเจ้าอย่างไม่สมควร ที่เป็นการลดตัวลงต่ำของมนุษยชาติ? ทำไมเราใส่ไว้ในสมอง ภาพและเนื้อเพลงที่เต็มไปด้วยเรื่องเพ้อฝันโกหกพกลม? สิ่งเหล่านี้ขัดขวางการดำเนินชีวิตระหว่างเรากับพระเจ้า มันดึงเราออกนอกทางแห่งความชอบธรรม หิวกระหายหาความชอบธรรมเป็นสิ่งที่ไม่ง่าย ที่จริงเป็นสิ่งที่ยากมาก เพราะเราต้องหักห้ามใจ ต้องตัดสินใจอย่างลำบาก ตัดสินใจที่จะแตกต่าง ไม่ทำในสิ่งที่ใครๆเขาก็ทำกัน ตั้งใจเหมือนที่ดาเนียลยืนหยัดตามลำพังท่ามกลางผู้คนรอบข้างในทุกแบบและทุก วัย ไม่ต้องสงสัยเลยในช่วงชีวิตเรา มีสงครามต่อสู้กับเนื้อหนังและความบาปเกิดขึ้นตลอดเวลา อย่างที่ผู้เขียนหนังสือฮีบรูกล่าวใน 12:3-4:

3 ท่านทั้งหลายจงคิดถึงพระองค์ผู้ได้ทรงยอมทนต่อคำคัดค้านของคนบาป เพื่อว่าท่านทั้งหลายจะได้ไม่รู้สึกท้อถอย 4 ในการต่อสู้กับบาปนั้น ท่านทั้งหลายยังไม่ได้สู้จนถึงกับต้องเสียโลหิตเลย

ไม่ได้หมายความว่าเราต้องเอาตัวออกไปจากโลกนี้ – แต่หมายถึงเราที่อาศัยอยู่ในโลก และดำเนินชีวิตในความชอบธรรมในท่ามกลางเพื่อนร่วมงาน เพื่อนฝูง และศัตรู ที่ชีวิตอยู่ห่างไกลจากความชอบธรรม หมายถึงเราที่ต้องเป็นเกลือและแสงสว่างที่สำแดงความรักของพระคริสต์ทั้งใน การกระทำและในคำพูด นี่เป็นความหิวกระหายในชีวิตของคุณหรือเปล่า? คนที่เขียนบทสดุดีมีความหิวกระหายในพระคริสต์เช่นนั้น และสิ่งนี้ครอบคลุมอยู่ในชีวิตพวกเขา เป็นสิ่งที่พวกเขาโหยหา ผู้เดียวที่จะมาเติมเต็มความพึงพอใจได้

ในพระคัมภีร์ใหม่ อ.เปาโลขยายความไว้ในหนังสือฟีลิปปี 3:1-21 ที่เราจะเห็นจากข้อ 8-12 ของพระวจนะตอนนี้:

8 ที่จริงข้าพเจ้าถือว่าสิ่งสารพัดไร้ประโยชน์ เพราะเห็นแก่ความประเสริฐแห่งความรู้ถึงพระเยซูคริสต์ องค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้า เพราะเหตุพระองค์ ข้าพเจ้าจึงได้ยอมสละสิ่งสารพัด และถือว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นเหมือนหยากเยื่อเพื่อข้าพเจ้าจะได้พระคริสต์ 9 และจะได้ปรากฏอยู่ในพระองค์ ไม่มีความชอบธรรมของข้าพเจ้าเอง ซึ่งได้มาโดยธรรมบัญญัติ แต่มีมาโดยความเชื่อในพระคริสต์ เป็นความชอบธรรมซึ่งมาจากพระเจ้าซึ่งขึ้นอยู่กับความเชื่อ 10 ข้าพเจ้าต้องการจะรู้จักพระองค์ และได้รับประสบการณ์ในฤทธิ์เดช เนื่องในการที่พระองค์ทรงคืนพระชนม์นั้น และร่วมทุกข์กับพระองค์ คือยอมตั้งอารมณ์ตายเหมือนพระองค์ 11 ถ้าเป็นไปได้ข้าพเจ้าก็จะได้เป็นขึ้นมาจากความตายด้วย 12 มิใช่ว่าข้าพเจ้าได้แล้ว หรือสำเร็จแล้ว แต่ข้าพเจ้ากำลังบากบั่นมุ่งไป เพื่อข้าพเจ้าจะได้ฉวยเอาไว้เป็นของตน อย่างที่พระเยซูคริสต์ได้ทรงฉวยข้าพเจ้าไว้เป็นของพระองค์แล้ว

อ.เปาโลกำลังบอกว่า : (a) ไม่ใช่เป็นความชอบธรรมของท่านเอง แต่เป็นความเชื่อในองค์พระเยซูคริสต์ และ (b) ท่านกำลังบากบั่นมุ่งไปเพื่อคว้าพระคริสต์ไว้เหมือนที่พระองค์ได้คว้าท่าน ไว้แล้ว ท่านละทุกสิ่งที่เป็นของโลก และต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งความชอบธรรมในการดำเนินไปกับพระเยซู สิ่งที่ท่านปรารถนาเหนือสิ่งอื่นใดคือได้รู้จักพระคริสต์และฤทธิอำนาจในการ คืนพระชนม์ของพระองค์ เรามองสิ่งของๆโลกนี้ว่าเป็นหยากเยื่อเพื่อจะได้มาซึ่งองค์พระคริสต์หรือ ไม่? เราดิ้นรนเพื่อมีชีวิตที่ดำเนินในพระเจ้าและความชอบธรรมของพระองค์หรือ? เราไม่ได้พูดถึงภาพลักษณ์ภายนอกที่แสดงออกถึงความชอบธรรม แต่พูดถึงจิตใจภายใน สิ่งใดที่ใจคุณโหยหา? ใจคุณหิวกระหายในเรื่องใด? อย่างที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็น และอย่างที่ อ.เปาโลกล่าวไว้ ข้าพเจ้าต้องการจะรู้จักพระองค์ และได้รับประสบการณ์ในฤทธิ์เดช เนื่องในการที่พระองค์ทรงคืนพระชนม์นั้น และร่วมทุกข์กับพระองค์” (ฟีลิปปี 3:10)

บทสรุป

มัทธิว 5:6 เป็นพระวจนะตอนที่มีพลังมาก เป็นตอนที่ค่อยๆเปิดเผยและส่งผ่านความหวังมาถึงเรา บุคคลผู้ใดหิวกระหายความชอบธรรม ผู้นั้นเป็นสุข เพราะว่าพระเจ้าจะทรงให้อิ่มบริบูรณ์” เราจะได้รับพระพรอย่างล้นเหลือเมื่อเราหิวกระหายความชอบธรรม เป็นไปได้อย่างไร? เพราะเมื่อเราอิ่มบริบูรณ์ เราก็จะไม่หิวเหมือนอย่างที่โลกนี้หิวกระหายอีกต่อไป เพราะเราได้รับความอิ่มใจแล้วในองค์พระเยซูคริสต์ หิวกระหายความชอบธรรมเป็นทั้งข่าวประเสริฐที่ต้องประกาศออกไปสำหรับผู้ที่ ยังไม่รู้จักกับพระเยซู และเป็นข่าวที่มาถึงผู้เชื่อในพระองค์แล้ว ผมขอสรุปด้วยคำถามธรรมดาๆ “คุณกำลังหิวกระหายในเรื่องใดในชีวิต?” ขอภาวนาให้คำตอบของเราคือ “ความชอบธรรม” ครับ


1 153 เป็นต้นบับบจากบทเรียนที่ 13 ในบทเรียนต่อเนื่องของพระกิตติคุณมัทธิว จัดเตรียมโดย เลนนี่ คอร์เรล 18 พฤษภาคม 2003

2 154 นอกจากที่แจ้งไปในบทเรียนอื่นๆก่อนหน้า พระวจนะ (ภาษาอังกฤษ) นำมาจากหลากหลายฉบับแปล

3 155 Martyn Lloyd-Jones, Studies in the Sermon on the Mount (Grand Rapid, Michigan: Eerdmans Publishers, 1971), Vol. 1, pp. 73-74.

4 156 John Piper, “Blessed Are Those Who Hunger and Thirst for Righteousness,” (Desiring God Ministries, 1986),

Related Topics: Basics for Christians, Sanctification