MENU

Where the world comes to study the Bible

Report Inappropriate Ad

6. “พระเยซูถูกมารทดลองครั้งที่สอง” “ก้าวกระโดดของความเชื่อ” (มัทธิว 4:5-7)

Related Media

คำนำ1

การเผชิญการทดลองของพระเยซูมีหลายตอนที่เชื่อมโยงกับพระคัมภีร์เดิม เราเห็นการโต้ตอบระหว่างการล่อลวงแรกของอาดัมและเอวาในปฐมกาล 3 และการทดลองที่พระเยซูเผชิญใน มัทธิว 4 มัทธิวเน้นการเชื่อมโยงระหว่างการทดลองของพระเยซูในถิ่นทุรกันดาร กับการทดสอบอิสราเอลในถิ่นทุรกันดารด้วยตามที่อ่านตอนต้นของเฉลยธรรมบัญญัติ นอกจากนี้ยังมีการเชื่อมโยงอื่นๆระหว่างการทดลองของพระเยซู และในเฉลยธรรมบัญญัติที่ผมเห็นอีกตอนเตรียมบทเรียนนี้ ถ้อยคำที่เชื่อมโยงกันนี้เกี่ยวข้องกับกษัตริย์อิสราเอลในเฉลยธรรมบัญญัติ 17:

14 "เมื่อท่านมาถึงแผ่นดินที่พระเยโฮวาห์พระเจ้า ของท่านประทานแก่ท่าน และท่านถือกรรมสิทธิ์อาศัยอยู่ในแผ่นดินนั้น แล้วท่านจะกล่าวว่า 'เราจะตั้งกษัตริย์ไว้เหนือเราเหมือนประชาชาติอื่นซึ่งอยู่รอบเรา' 15 ก็จงตั้งผู้ซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทรงเลือก  ไว้ให้เป็นกษัตริย์เหนือท่าน คือตั้งผู้หนึ่งผู้ใดในพวกพี่น้องของท่านให้เป็นกษัตริย์เหนือท่าน ท่านอย่าตั้งคนต่างด้าวซึ่งมิใช่พี่น้องของท่านให้อยู่เหนือท่าน 16 แต่ว่าอย่าให้ผู้นั้นมีม้าของตนเองมากเกินไป หรือเป็นเหตุให้ประชาชนกลับไปอียิปต์ เพื่อจะมีม้ามากๆ  เพราะพระเจ้าได้ตรัสกับท่านทั้งหลายแล้วว่า 'เจ้าทั้งหลายจะไม่ได้กลับไปทางนั้นอีกเลย' 17 และอย่าให้ผู้นั้นมีภรรยามาก เกรงว่าจิตใจของเขาจะหันเหไปเสีย หรืออย่าให้มีเงินมีทองเป็นของตนอย่างมากมาย 18 "เมื่อผู้นั้นนั่งบัลลังก์ในราชอาณาจักรก็ให้ผู้นั้นคัดลอก กฎหมายนี้ไว้ในหนังสือเพื่อประโยชน์แก่ตนเองจากหนังสือ ที่ปุโรหิตคนเลวีรักษาอยู่นั้น 19 ให้กฎหมายนั้นอยู่กับผู้นั้น  และให้เขาอ่านอยู่เสมอตลอดชีวิตของตน เพื่อเขาจะได้เรียนรู้ที่จะยำเกรงพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของเขา โดยรักษาถ้อยคำในกฎหมายนี้ และกฎเกณฑ์เหล่านี้และ กระทำตาม 20 เพื่อว่าจิตใจของเขาจะมิได้พองขึ้นสูงกว่าพี่น้องของตน และเพื่อเขาเองจะมิได้หันเหจากพระบัญญัติไปทางขวามือหรือทางซ้ายมือ เพื่อเขาจะได้ปกครองราชอาณาจักรของเขาอยู่ได้นาน ทั้งตนเองและลูกหลานของตนในอิสราเอล (เฉลยธรรมบัญญัติ 17:14-20)2

โดยทางโมเสส พระเจ้ามองไกลไปถึงเวลาที่อิสราเอลจะเรียกร้อง3 ขอมีกษัตริย์ พระองค์กำหนดคุณสมบัติของผู้จะมาเป็นกษัตริย์ไว้:

(1) คุณสมบัติแรก กษัตริย์ของอิสราเอลต้องเป็นคนอิสราเอล ไม่ใช่คนต่างชาติ (เฉลยธรรมบัญญัติ 17:15) พระเยซูทรงมีคุณสมบัตินี้ เหนือไปกว่านั้นถ้าดูตามลำดับพงศ์พันธ์ของมัทธิว พระเยซูทรงเป็นทั้ง “บุตรของอับราฮัม” และ “บุตรของดาวิด” (มัทธิว 1)

(2) คุณสมบัติประการที่สองสำหรับกษัตริย์อิสราเอล ต้องเป็นการเลือกที่มาจากพระเจ้า (เฉลยธรรมบัญญัติ 17:15) ซึ่งสอดคล้องกับสถานะของพระเยซู ตอนแรกยอห์นผู้ให้บัพติศมาไม่รู้ชัดว่าใครคือพระเมสซิยาห์ (ยอห์น 1:26-24) พระเยซูได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพระเมสซิยาห์เริ่มจากคำของทูตสวรรค์ที่มาบอกกับโยเซฟ (มัทธิว 1:20-23) และต่อมาจากการปรากฎของดวงดาวและคำพยานของพวกโหราจารย์ (มัทธิว 2:1-12) ในพิธีบัพติศมา พระเยซูทรงรับการแต่งตั้งโดยพระเจ้าให้เป็นพระเมสซิยาห์ กษัตริย์ของอิสราเอล และพระวิญญาณเสด็จลงมาเป็นพยาน ยืนยันให้ยอห์นผู้ให้บัพติศมาด้วย (มัทธิว 3)

(3) คุณสมบัติประการที่สาม เกี่ยวข้องกับสิ่งอื่นๆ: ม้า เงิน ทองคำ ภรรยา – ม้า เงิน ทองคำ เป็นสิ่งที่ทำให้คนอาจหลงอำนาจและหลุดจากการบังคับตน มีภรรยามากเหมือนมีศัตรูทางการเมืองเพิ่ม บ่งชัดอยู่ในเฉลยธรรมบัญญัติ 17 ผมเชื่อว่ากษัตริย์ต้องวางใจในพระเจ้าสำหรับชัยชนะของกองทัพ ไม่ใช่ด้วย “อาวุธของเนื้อหนัง”

31 ม้าก็เตรียมไว้พร้อมแล้วสำหรับวันสงคราม 

แต่ความมีชัยเป็นของพระเจ้า (สุภาษิต 21:31)

1 วิบัติแก่คนเหล่านั้นผู้ลงไปที่อียิปต์ เพื่อขอความช่วยเหลือ

และหมายพึ่งม้า ผู้ที่วางใจในรถรบเพราะมีมาก และวางใจในพลม้า เพราะเขาทั้งหลายแข็งแรงนัก 

แต่มิได้หมายถึงองค์บริสุทธิ์ของอิสราเอล หรือปรึกษากับพระเจ้า (อิสยาห์ 31:1)

มากไปกว่านั้น ภรรยาต่างชาติทั้งหลายจะหันเหพระทัยของกษัตริย์ไปจากทางของพระเจ้าสู่พระอื่นๆ (เฉลยธรรมบัญญัติ 17:17) นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของซาโลมอน (ดู 1พงศ์กษัตริย์ 11:1-8)

พระเยซูคริสต์ไม่ได้สั่งสมสิ่งเหล่านี้ ไม่ได้สะสมเงินทอง เครื่องนุ่งห่ม บ้าน หรือที่ดิน แม้แต่ที่ฝังพระศพยังต้องยืมคนอื่น พระเยซูทรงวางพระทัยในพระบิดาเพียงพระองค์เดียว พระเยซูจึงมีคุณสมบัติในเรื่องไม่สะสมทรัพย์สิ่งของๆโลก

(4) คุณสมบัติประการที่สี่  กษัตริย์จำต้องคัดลอกกฎหมายของพระเจ้าไว้สำหรับตนเอง ต้องมีติดตัวเสมอ (เฉลยธรรมบัญญัติ 17:18-20) เนื่องจากกษัตริย์ไม่อาจแบกกฎหมายติดตัวไปในที่ต่างๆระหว่างวัน โดยเฉพาะเมื่อเข้าสงคราม แต่สามารถมีกฎหมายของพระเจ้า “ติดตัว” ไปได้โดยเก็บไว้ในจิตใจ คุณสมบัติหลายอย่างนี้เกี่ยวข้องกับธรรมบัญญัติในพระคัมภีร์เดิม ผู้เป็นกษัตริย์ต้อง “รักษาถ้อยคำในกฎหมายนี้ และกฎเกณฑ์เหล่านี้” (17:19) นอกจากนั้น กษัตริย์ต้องไม่ยกตัวขึ้นสูงกว่าประชาชนของตน “เพื่อจะมิได้หันเหจากพระบัญญัติไปทางขวามือหรือทางซ้ายมือ” (17:20) ผมคิดว่าสิ่งนี้หมายถึงกษัตริย์ต้องไม่เห็นว่าตนเอง “อยู่เหนือกฎหมาย” และอยู่เหนือกฎเกณฑ์ที่พระเจ้ากำหนด

มัทธิวเห็นชัดว่าพระเยซูทรงมีคุณสมบัติเหล่านี้ทุกประการ ทรงมี “กฎหมายของพระเจ้าอยู่กับตัว” ที่ในถิ่นทุรกันดารเมื่อถูกทดลองทรงตอบสนองโดยนำพระวจนะหรือกฎหมายของพระเจ้ามาใช้ พระเยซูทรงปฏิเสธการล่อลวงของมารที่มาแนะนำให้ละเมิดพระบัญญัติ

ทั้งหมดนี้เพื่อบอกว่าพระเยซูคริสต์ องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราผู้เดียวทรงมีคุณสมบัติครบถ้วนสำหรับตำแหน่งกษัตริย์อิสราเอลตามที่กำหนดไว้ในเฉลยธรรมบัญญัติ 17 ทรงเป็นพระเมสซิยาห์องค์เที่ยงแท้

ความเกี่ยวข้องระหว่างการทดลองครั้งแรกและครั้งที่สองของพระเยซู

ในการทดลองครั้งแรก ซาตานพยายามล่อลวงให้พระเยซูทำตามพระทัย ไม่ขึ้นกับพระบิดาและการทรงนำของพระวิญญาณบริสุทธิ เลือกรักษาชีวิตตนเองไว้ สั่งก้อนหินให้เป็นอาหาร ดูเหมือนมารยึดตามคำโบราณที่ว่า “ที่ใดมีชีวิต ที่นั่นยังมีความหวัง” หลังสี่สิบวันและคืนผ่านไปในถิ่นทุรกันดารโดยไม่มีอาหาร ชีวิตของพระเยซูเริ่มอ่อนแอ ทำตามการทรงนำของพระเจ้าดูเหมือนไปสู่ความตาย พระเยซูทรงมีฤทธิเปลี่ยนก้อนหินให้เป็นขนมปังได้ แล้วทำไมถึงไม่ทำ? นี่คือเหตุผลของซาตาน

พระเยซูทรงทราบดีกว่านั้น ในหนังสือเฉลยธรรมบัญญัติ พระเจ้าบอกชาวอิสราเอลว่าพระองค์จะทรงทดสอบพวกเขาในถิ่นทุรกันดาร เพื่อพิสูจน์จิตใจพวกเขา :

1 "บัญญัติทั้งสิ้นซึ่งข้าพเจ้าบัญชาท่านในวันนี้นั้น ท่านทั้งหลายจงระวังกระทำตาม เพื่อท่านทั้งหลายจะมีชีวิตและทวีมากขึ้น และเข้าไปยึดครองแผ่นดินซึ่งพระเยโฮวาห์ ทรงปฏิญาณที่จะกระทำแก่บรรพบุรุษของท่าน 2 ท่านทั้งหลายจงระลึกถึงทางซึ่งพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของท่านทรงนำท่านอยู่ในถิ่นทุรกันดารถึงสี่สิบปี เพื่อพระองค์จะทรงกระทำให้ท่านถ่อมใจ และทดลองให้ทราบว่าจิตใจของท่านเป็นอย่างไร ดูว่าท่านจะรักษาพระบัญญัติของพระองค์หรือไม่ 3 พระองค์ทรงกระทำให้ท่านถ่อมใจ และปล่อยท่านให้หิวและเลี้ยงท่านด้วยมานา ซึ่งท่านเองหรือปู่ย่าตายายของท่านก็ไม่ทราบว่าเป็นอะไร เพื่อพระองค์จะทรงกระทำให้ท่านตระหนักแก่ใจว่า มนุษย์จะบำรุงชีวิตด้วยอาหารสิ่งเดียวก็หามิได้ แต่มนุษย์จะมีชีวิตอยู่ได้ ด้วยทุกสิ่งที่ออกมาจากพระโอษฐ์ของพระเจ้า (เฉลยธรรมบัญญัติ 8:1-3)

ในบทสุดท้ายของเฉลยธรรมบัญญัติ โมเสสชี้ให้เห็นอีกครั้งถึงชีวิตแท้ที่มาจากการเชื่อฟังพระคำของพระเจ้า:

46 ท่านก็กล่าวแก่เขาว่า "จงใส่ใจในถ้อยคำซึ่งข้าพเจ้ากล่าวแก่ท่านในวันนี้ เพื่อท่านจะได้บัญชาแก่ลูกหลานของท่าน เพื่อเขาจะได้ระวังที่จะกระทำตามถ้อยคำ แห่งธรรมบัญญัตินี้ทั้งสิ้น 47 เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยสำหรับท่านทั้งหลาย แต่เป็นเรื่องชีวิตของท่านทั้งหลาย และเรื่องนี้จะกระทำให้ท่านทั้งหลายมีชีวิตยืนนานในแผ่นดิน ซึ่งท่านทั้งหลายกำลังจะข้ามแม่น้ำจอร์แดนไปยึดครองนั้น" (เฉลยธรรมบัญญัติ 32:46-47)

พระเจ้าทรงนำชาวอิสราเอลเข้าไปในสถานการณ์ที่พวกเขาหิวและกระหาย เพื่อดูวาพวกเขาวางใจในพระองค์แค่ไหน พระเจ้าทรงเลี้ยงดูพวกเขาด้วยวิธีที่อัศจรรย์4 เพื่อพวกเขาจะได้เข้าใจว่าชีวิตมีมากกว่าความต้องการอยู่รอดทางกาย จะพบชีวิตได้โดยวางใจในพระเจ้าและเชื่อฟังพระวจนะของพระองค์ครบถ้วน แล้วพระเยซูจะล้มเลิกไม่วางใจในพระเจ้าผู้ทรงนำเข้าถิ่นทุรกันดารได้อย่างไร และทรงทำให้พระเยซูหิว และอาจกระหายน้ำด้วย? พระเยซูต้องวางใจในพระเจ้าไม่ใช่ในความคิดของพระองค์เอง

การทดลองแรกเป็นเรื่องของชีวิตและความตาย ซาตานต้องการให้พระเยซูสงสัยในความดีและการทรงนำของพระเจ้า และเกรงว่าพระองค์อาจตายได้ถ้ามัวแต่วางใจและเชื่อฟังพระบิดา ซาตานต้องการให้พระเยซูเป็นอิสระ ไม่ขึ้นกับพระบิดา รักษาชีวิตตนเองไว้ เสกก้อนหินให้เป็นอาหาร พระเยซูทรงทราบดีว่าชีวิตเที่ยงแท้มาจากการวางใจในพระวจนะโดยทางความเชื่อ

ซาตานนำนัยในคำตรัสของพระเยซูมาใช้ มันรู้ว่าพระองค์ยอมวางใจในพระวจนะอย่างหมดสิ้น มันเห็นว่าพระเยซูมอบชีวิตไว้ในพระหัตถ์ของพระบิดา จึงหาทางบิดความวางใจในพระบิดา ล่อให้พระองค์ทำในสิ่งที่เป็นการทดสอบพระบิดา ทั้งหมดทำในนามของความเชื่อ เราอาจเรียบเรียงการล่อลวงของซาตานครั้งที่สองได้ดังนี้:

“ท่านได้วางชีวิตของท่านไว้กับพระเจ้า ใช่หรือไม่? ดีแล้ว เห็นด้วยว่าท่านเป็นบุคคลแห่งความเชื่อแท้ และเห็นด้วยว่าจุดประสงค์ของท่านคือดำเนินชีวิตโดยความเชื่อ เห็นว่าท่านมีความเคารพอย่างลึกซึ้งในพระวจนะของพระเจ้า ท่านวางใจในพระเจ้าและพระวจนะของพระองค์ เป็นสิ่งที่ดีมาก แต่ขอนำพระวจนะตอนนี้มากล่าวให้ฟัง:

11 เพราะพระองค์จะรับสั่งเหล่าทูตสวรรค์ ของพระองค์ในเรื่องท่าน ให้ระแวดระวังท่านในทางทั้งปวงของท่าน

12 เขาทั้งหลายจะเอามือประคองชูท่านไว้

เกรงว่าเท้าของท่านจะกระแทกหิน (สดุดี 91:11-12)

“พระวจนะตอนนี้พูดในสิ่งที่ท่านเชื่ออยู่แล้ว พระเจ้าจะทรงปกป้องชีวิตท่าน รู้ว่าท่านเชื่อพระวจนะตอนนี้ และยอมเสี่ยงชีวิตให้ได้ เช่นเดียวกับที่ยอมมอบชีวิตให้พระเจ้าเมื่อหิวและกระหาย เมื่อท่านแน่ใจว่าพระเจ้าจะส่งทูตของพระองค์มาปกป้องชีวิตท่านไว้ ทำไมไม่ลองทดสอบด้วยชีวิตล่ะ? ทำไม่ไม่แสดงให้เห็นว่าท่านวางใจในพระเจ้าและพระวจนะมากพอที่จะกระโดดลงไปจากหลังคาพระวิหาร?”

เปลี่ยนฉากใหม่

ก่อนจะมาดูคำตอบของพระเยซู ขอชี้ให้เห็นว่าตอนนี้ฉากเปลี่ยนไปแล้ว พระเยซูไม่ได้อยู่ในถิ่นทุรกันดารขณะเผชิญการทดลองที่สอง พระองค์อยู่ที่พระวิหารในเยรูซาเล็ม บนยอดหลังคาพระวิหาร ผมจะไม่พยายามอธิบายว่าพระองค์ไปอยู่ที่นั่นได้อย่างไร แต่ผมเชื่อว่าพระองค์อยู่ที่นั่นแน่ อยู่ในเยรูซาเล็มบนยอดหลังคาพระวิหาร ไม่ยังงั้นซาตานจะท้าให้พระองค์กระโดดลงไปทำไม?

ความเห็นของผม ฉากใหม่นี้ชวนให้อยากลิ้มรสการทดลอง เช่นเดียวกับในถิ่นทุรกันดาร ความหิวของพระเยซูเป็นพื้นฐานทำให้ซาตานชักจูงพระองค์ให้เปลี่ยนก้อนหินเป็นขนมปัง ดังนั้นที่เยรูซาเล็มบนยอดพระวิหารก็มีความสำคัญต่อการทดลองครั้งที่สองของซาตานด้วย

แล้วเชื่อมโยงกันอย่างไร? เยรูซาเล็มและพระวิหาร ทำไมถึงเป็นสถานที่ๆซาตานใช้เพื่อการทดลอง? ทนฟังอีกนิดนะครับ การทดลองแรก ซาตานหาทางชักจูงให้พระเยซูรู้สึกว่าพระเจ้าทรงอยู่ห่างไกล ย้ำกับพระองค์ว่าต้องตายแน่ถ้าขาดอาหาร ทุกวันนี้บางคนยังเรียกถิ่นทุรกันดารว่าเป็นสถานที่ๆ “พระเจ้ายังทิ้ง” ในถิ่นทุรกันดารที่ “พระเจ้ายังทิ้ง” นี้ ซาตานให้เหตุผลว่าพระเยซูคงต้องตายถ้าไม่ช่วยตัวเองโดยเสกอาหารจากก้อนหิน ในการทดลองครั้งที่สอง ซาตานไม่ได้บอกว่าพระเจ้าอยู่ห่างไกล และพระเยซูต้องลงมือทำอะไรสักอย่าง มันพาพระเยซูไปในที่ๆพระเจ้าสถิตย์อยู่ หลายต่อหลายครั้งกฎหมายในพระคัมภีร์เดิม พระเจ้าตรัสถึงที่ๆพระองค์เลือกประทับ ต่อมาเราก็รู้ว่าที่ๆนั้นคือเยรูซาเล็ม และรู้เจาะจงด้วยว่าคือพระวิหาร:

13 เพราะพระเจ้าทรงเลือกศิโยน

พระองค์มีพระประสงค์จะให้เป็นที่ประทับของพระองค์

14 ตรัสว่า "นี่เป็นที่พำนักของเราเป็นนิตย์

เราจะอยู่ที่นี่  เพราะปรารถนาเช่นนั้น (สดุดี 132:13-14)5

ซาตานนำพระเยซูไปยังสถานที่ๆพระเจ้าประทับ (อย่างน้อยก็ในความคิดของมัน) ใกล้ที่สุด ถ้าซาตานไม่อาจชักจูงพระเยซูให้ขัดขืนพระวจนะ เลิกวางใจพระบิดาเพราะคิดว่าถูกละทิ้งแล้ว (ในถิ่นทุรกันดาร) ซาตานจึงพยายามชักจูงพระเยซูให้กล้าลอง บอกว่าพระบิดาอยู่ใกล้นิดเดียว จะปล่อยให้พระเยซูร่วงลงไปตายบนพื้นข้างพระวิหารในเยรูซาเล็มหรือ? ดังนั้นเยรูซาเล็มและพระวิหารคืออุปกรณ์ประกอบฉากของซาตาน มันคิดว่ามีน้ำหนักพอเชื่อได้ว่าพระเจ้าจะทรงช่วยแน่

แล้วซาตานได้อะไร?

ขณะคิดถึงพระธรรมตอนนี้และการล่อลวงของมาร ทำให้นึกได้ว่า “ทูตสวรรค์” น่าจะมีบทบาทสำคัญในการทดลองนี้ ซาตานเองก็เคยเป็นทูตสวรรค์ ตอนนี้เป็นทูตตกสวรรค์ พระวจนะที่ซาตานนำมาใช้จากสดุดี 91 เป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับทูตสวรรค์ ทูตสวรรค์ของพระเจ้าจะคุ้มครองผู้ที่วางใจในพระองค์ และเมื่อการทดสอบทดลองนี้ผ่านไป จึงมีทูตสวรรค์เข้ามาเกี่ยวข้อง:

11 แล้วมารจึงละพระองค์ไป และมีเหล่าทูตสวรรค์มาปรนนิบัติพระองค์ (มัทธิว 4:11)

“แล้วซาตานได้อะไรจากเรื่องนี้? ผมถามตัวเอง มันคิดว่ามันจะได้อะไร? ถ้าคิดแบบปลอดภัย ซาตานคงเชื่อว่ามันจะชนะถ้าฆ่าพระเยซูได้ และนี่คือสิ่งที่มันพยายามทำทางยูดาส มันไม่เข้าใจว่าการสิ้นพระชนม์ของพระเยซู (และการคืนพระชนม์) จะทำให้มันล่มสลาย การสิ้นพระชนม์ของพระเยซูจึงเหมือนชัยชนะของซาตาน แล้วมันคิดจะฆ่าพระเยซูอย่างไร?

และนี่คือสิ่งที่ผมหลุดจากความมึนได้ ขอบอกว่าจะไม่พบเรื่องนี้ในหนังสืออรรถาธิบายเล่มอื่น – อย่างน้อยก็เท่าที่ผมอ่าน แต่มันสมเหตุผลสำหรับผม และคิดว่าสำหรับซาตานด้วย ซาตานเป็นทูตที่ตกจากสวรรค์ และมันสามารถกระดิกนิ้วเรียกสมุนที่ตกสวรรค์มาด้วยกันมาใช้งานได้ มันอ้างพระวจนะจากสดุดีที่สัญญาว่าพระเจ้าจะสั่งทูตสวรรค์ให้มาปกป้องผู้ที่วางใจในพระองค์ และแน่นอนคำสัญญานี้ใช้ในกรณีของพระเยซูด้วย แล้วซาตานคิดได้อย่างไรว่ามันอาจทำให้พระเยซูตายได้?

มานึกถึงพระวจนะตอนนี้ในหนังสือดาเนียลเกี่ยวข้องกับทูตตกสวรรค์ และทูตสวรรค์ของพระเจ้า:

1 ในปีที่สามแห่งรัชกาลไซรัสพระราชาประเทศเปอร์เซีย พระเจ้าทรงสำแดงสิ่งหนึ่งแก่ดาเนียลผู้ได้ชื่อว่า เบลเทชัสซาร์ และสิ่งนั้นก็จริง เป็นสงครามใหญ่โต ท่านเข้าใจสิ่งนั้น และมีความเข้าใจในนิมิตนั้น 2 ในคราวนั้น ข้าพเจ้าดาเนียลเป็นทุกข์อยู่สามสัปดาห์ 3 ข้าพเจ้าไม่ได้รับประทานอาหารอร่อย เนื้อ หรือเหล้าองุ่นก็มิได้เข้าปากข้าพเจ้า ข้าพเจ้าไม่ได้ชโลมน้ำมันตัวเลยตลอดสามสัปดาห์ 4 เมื่อวันที่ยี่สิบสี่เดือนต้น ข้าพเจ้ายืนอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำใหญ่ คือแม่น้ำไทกริส 5 ข้าพเจ้าแหงนขึ้นมอง ดูเถิด มีชายคนหนึ่งสวมเสื้อผ้าป่านมีทองเมืองอุฟาสคาดเอวไว้ 6 ร่างกายของท่านดั่งเพทาย และหน้าของท่านก็เหมือนฟ้าแลบ ดวงตาของท่านก็เหมือนกับคบเปลวเพลิง แขนและเท้าเป็นเงางามเหมือนกับทองสัมฤทธิ์ขัด และเสียงถ้อยคำของท่านเหมือนเสียงมวลชน 7 และข้าพเจ้าดาเนียลเห็นนิมิตนั้นแต่ผู้เดียว คนที่อยู่กับข้าพเจ้ามิได้เห็นนิมิตนั้น แต่เขาตัวสั่นมากจึงวิ่งไปซ่อนเสีย 8 แล้วข้าพเจ้าอยู่แต่ลำพัง และข้าพเจ้าได้เห็นนิมิตใหญ่ยิ่งนี้ ข้าพเจ้าก็สิ้นเรี่ยวสิ้นแรง หน้าตาสุกใสของข้าพเจ้าก็เปลี่ยนเป็นหน้าซีด ข้าพเจ้าหมดแรง 9 แล้วข้าพเจ้าจึงได้ยินเสียงถ้อยคำของท่าน และเมื่อข้าพเจ้าได้ยินเสียงถ้อยคำนั้น ข้าพเจ้าก็ซบหน้าลงสลบอยู่ หน้าของข้าพเจ้าฟุบกับดิน 10 และดูเถิด มีมือมาแตะต้องข้าพเจ้า พยุงให้ข้าพเจ้ายันตัวที่สั่นด้วยมือและเข่า 11 ท่านกล่าวแก่ข้าพเจ้าว่า "โอ ดาเนียล  บุรุษผู้เป็นที่รักอย่างยิ่ง จงพิเคราะห์ถ้อยคำที่เราพูดกับท่าน และยืนตรง เพราะบัดนี้ข้าพเจ้าได้รับใช้ให้มาหาท่าน" ขณะที่ท่านกล่าวคำนี้แก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็ยืนสั่นสะท้านอยู่ 12 แล้วท่านพูดกับข้าพเจ้าว่า "ดาเนียลเอ๋ย อย่ากลัวเลย เพราะตั้งแต่วันแรกที่ท่านได้ตั้งใจจะเข้าใจ และถ่อมลงต่อพระเจ้าของท่านนั้น พระเจ้าทรงฟังถ้อยคำของท่าน และข้าพเจ้ามาด้วยเรื่องถ้อยคำของท่าน 13 เจ้าผู้พิทักษ์ราชอาณาจักรเปอร์เซีย ได้ขัดขวางข้าพเจ้าไว้ถึงยี่สิบเอ็ดวัน แต่มีคาเอล เจ้าผู้พิทักษ์ชั้นหัวหน้าผู้หนึ่งมาช่วยข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจึงละท่านไว้ที่นั่นให้อยู่กับเจ้าผู้ พิทักษ์ราชอาณาจักรเปอร์เซีย (ดาเนียล 10:1-14 ผมเน้นให้เห็นบางข้อ)

นี่คือข้อพิสูจน์ว่าซาตาน ทูตตกสวรรค์ สามารถต้านและขัดขวางทูตสวรรค์ของพระเจ้าได้ ทำให้ล่าช้า ซาตานกำลังบิดเบือนพระประสงค์ของพระเจ้าหรือ? ไม่ใช่ครับ ถ้าการมาของทูตสวรรค์เป็นเรื่องสำคัญมาก พระเจ้าสามารถใช้วิธีอื่นส่งทูตสวรรค์มาให้ทันท่วงที แต่จากมุมมองของซาตาน มันเชื่อว่าสามารถขัดขวางทูตสวรรค์ของพระเจ้าได้ ทำให้ล่าช้าออกไป

ซาตานนั่งอยู่บนหลังคาพระวิหาร มองลงไปหลายร้อยฟุตเบื้องล่าง (มีหลากหลายความเห็นเรื่องความสูงของพระวิหาร แต่ส่วนใหญ่เห็นด้วยว่าถ้าตกลงไปน่าจะตาย) ผมเห็นภาพมันมองลงไป โยนหินแล้วจับเวลา ถ้าหินตกถึงพื้นในสี่วินาที ผมเชื่อว่าถ้ามันทำให้พระเยซูกระโดดลงไปได้ และทูตสวรรค์พยายามเข้ามาช่วย มันและสมุนน่าจะขัดขวางทำให้มาช่วยไม่ทันได้ คิดเยอะไปมั้ยครับ? เป็นได้ แต่อย่าลืมว่าซาตานเป็นจอมวางแผน และหาทุกวิถีทางกำจัดพระเยซู

คำตอบของพระเยซู: กุญแจไขปัญหาการทดลองนี้

เราอาจอธิบายเรื่องการทดลองนี้ได้ง่ายๆเช่น: ชาวยิวต้องการให้พระเมสซิยาห์มาปรากฎในแบบที่ตื่นเต้นประทับใจ กระโดดลงจากยอดหลังคาพระวิหาร และได้รับการช่วยเหลืออย่างอัศจรรย์ พระเยซูก็จะเป็นไปตามความคาดหวังของชาวยิว และสร้างความมั่นใจให้ผู้เห็นเหตุการณ์ถึงฤทธิอำนาจของพระองค์ในฐานะพระเมสซิยาห์ พูดอีกแบบคือ ซาตานกำลังล่อลวงให้พระเยซูทำในสิ่งที่พระเจ้าเหมือนถูกบีบบังคับให้เข้ามาช่วย

มีปัจจัยที่เป็นได้หลายอย่างจากคำอธิบายนี้ แต่ผมว่ายังไม่พอ เพราะไม่ได้มาจากพระคัมภีร์ ที่แน่ๆไม่ใช่บริบทของตอนนี้ แต่จากแนวคิดของชาวยิวที่มีต่อพระเมสซิยาห์ในสมัยนั้น ผมว่าน่าจะอธิบายได้ตรงและง่ายกว่า ในการทดลองครั้งแรก พระเยซูปฏิเสธที่จะรักษาชีวิตตนเองไว้ เพราะวางใจในพระเจ้าและในทุกถ้อยคำของพระองค์ พระเยซูทราบจากพระบัญญัติของพระเจ้าว่าชีวิตสำคัญกว่ารักษาความรอดฝ่ายกาย ชีวิตมาจากพระเจ้า จากการไว้ใจและเชื่อฟังพระวจนะ คำตอบที่พระเยซูตอบซาตานในการทดลองครั้งแรก ทำให้มันปรับท่าทีใหม่ มุ่งการทดลองไปที่พระกำลังของพระเยซูแทน

พระเยซูไม่ได้กลัวความตายฝ่ายกายว่าเป็นเรื่องน่ากลัวที่สุด ซาตานจึงล่อลวงพระองค์ให้มีชีวิตเสี่ยงตาย พระเยซูทรงวางใจในทุกถ้อยคำของพระเจ้า ซาตานจึงดึงความสนใจพระองค์ไปที่สดุดี 91:11-12 พูดถึงการปกป้องของพระเจ้า พระเยซูทรงประกาศถึงความเชื่อของพระองค์ในพระบิดา มันจึงท้าให้พระเยซูพิสูจน์ความเชื่อนี้ โดยฉวยจากสิ่งที่พระองค์ตรัส มันรู้สึกว่าการล่อลวงนี้น่าสนใจมาก พระเยซูจะได้พิสูจน์ถึงความเชื่อในพระเจ้าและในพระวจนะ ด้วยการกระโดดลงมาจากยอดหลังคาพระวิหาร ถ้าพระองค์เป็นพระบุตรของพระเจ้าจริง แน่นอนพระเจ้าต้องเข้ามาปกป้อง ในเมื่อพระองค์ประทับอยู่ใกล้นิดเดียว แค่ในพระวิหาร

จากหนังสือเฉลยธรรมบัญญัติ6 พระเยซูทรงทราบดี เช่นเดียวกับอิสราเอลที่ถูกทดสอบในถิ่นทุรกันดาร พระเจ้ากำลังทดสอบพระบุตรของพระองค์ พระเมสซิยาห์ ว่าจะเชื่อฟังคำสั่งของพระองค์ตามที่บัญญัติไว้ (ดูเฉลยธรรมบัญญัติ 8:2) พระเยซูทรงนำพระวจนะจากเฉลยธรรมบัญญัติ 6 มาตอบซาตาน:

"อย่าทดลองพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของท่านทั้งหลาย ดังที่ได้ทดลองพระองค์ที่มัสสาห์” (เฉลยธรรมบัญญัติ 6:16)

ชาวอิสราเอล “ทดลองพระเจ้า” ที่มัสสาห์อย่างไร? ให้มาดูเหตุการณ์ที่พวกเขา “ทดลอง” พระเจ้ากัน

1 ชุมนุมชนชาติอิสราเอลทั้งหมด ยกออกจากถิ่นทุรกันดารสีน ไปเป็นระยะๆ ตามพระบัญชาของพระเจ้า และมาตั้งค่ายที่เรฟีดิม  ที่นั่นไม่มีน้ำให้ประชาชนดื่ม 2 เหตุฉะนั้นประชาชนจึงกล่าวหาว่าเป็นความผิดของโมเสส และกล่าวกับโมเสสว่า "ให้น้ำพวกข้าดื่มซิ" โมเสสจึงบอกเขาว่า "พวกเจ้าหาเรื่องเราทำไม เหตุไฉนพวกเจ้าจึงบังอาจลองดีกับพระเจ้า" 3 ประชาชนกระหายน้ำที่ตำบลนั้น  จึงบ่นต่อโมเสสว่า "ทำไมท่านจึงพาพวกข้าทั้งบุตรและฝูงสัตว์ของข้าออกมา จากประเทศอียิปต์ให้อดน้ำตาย" 4 โมเสสจึงร้องทูลพระเจ้าว่า "ข้าพระองค์จะทำอย่างไรกับชนชาตินี้ดี เขาเกือบจะเอาหินขว้างข้าพระองค์ให้ตายอยู่แล้ว" 5 พระเจ้าจึงตรัสกับโมเสสว่า "จงเดินล่วงหน้าประชาชนไป และนำพวกผู้ใหญ่บางคนของอิสราเอลไปด้วย ให้ถือไม้เท้าที่เจ้าใช้ตีแม่น้ำไนล์นั้นไปด้วย 6 เราจะยืนอยู่ต่อหน้าเจ้าที่นั่น บนศิลาที่ภูเขาโฮเรบ จงตีศิลานั้น แล้วน้ำจะไหลออกมาให้ประชาชนดื่ม" โมเสสก็ทำดังนั้นต่อหน้าพวกผู้ใหญ่ของอิสราเอล 7 โมเสสเรียกชื่อตำบลนั้นว่ามัสสาห์ และเมรีบาห์ ด้วยเหตุว่า คนอิสราเอลกล่าวหาตน ณ ที่นั้น และลองดีกับพระเจ้าว่า "พระเจ้าทรงสถิตอยู่ท่ามกลาง  พวกข้าพเจ้าจริงหรือ" (อพยพ 17:1-7)

สถานการณ์ของชาวอิสราเอลเหมือนกับที่พระเยซูเผชิญในถิ่นทุรกันดาร ขาดน้ำดื่ม พวกเขาเลิกวางใจในพระเจ้าและสรุปว่าพระองค์พาพวกเขาเข้ามาในถิ่นทุนกันดารเพื่อให้อดตาย (อพยพ 17:3) พวกเขากำลังจะโค่นโมเสส ผู้นำที่พระเจ้าแต่งตั้ง พระเยซูคริสต์ก็อยู่ในถิ่นทุรกันดารด้วย ไม่มีอาหาร (ไม่แน่ใจว่ามีน้ำหรือไม่)106 ซาตานพยายามบอกว่าพระองค์กำลังจะตาย และท้าทายให้ทำในสิ่งที่ขัดน้ำพระทัยพระบิดา เสกหินให้เป็นอาหาร พระเยซูปฏิเสธไม่ยอมเชื่อว่าพระบิดาทรงนำพระองค์เข้าไปในถิ่นทุรกันดารเพื่อให้อดตาย แต่ยอมที่จะวางใจในพระบิดา เชื่อฟังพระวจนะ พระองค์เชื่อว่าการเชื่อฟังพระวจนะเป็นจุดสำคัญระหว่างความเป็นและความตาย

ในการทดลองครั้งที่สองนี้ ซาตานชักจูงให้พระเยซูนำความเชื่อและพระวจนะมาทดสอบโดยกระโดดลงมาจากยอดหลังคาพระวิหาร มันใช้พระวจนะจากสดุดี 91 และนำมา “บิดเบือน” ชัดเจน ผู้เขียนสดุดีให้ความมั่นใจว่าใครก็ตามที่วางใจในพระเจ้าจะได้รับการปกป้อง แต่จากใคร?  ให้ความมั่นใจว่าผู้เชื่อที่สัตย์ซื่อจะได้รับการปกป้องจากการจู่โจมของผู้ที่จะเข้ามาทำลาย:

1 ผู้ที่อาศัยอยู่ ณ ที่กำบังขององค์ผู้สูงสุด

ผู้อยู่ในร่มเงาของผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์

2 จะทูลพระเจ้าว่า "ที่ลี้ภัยของข้าพระองค์และป้อมปราการของข้าพระองค์ 

พระเจ้าของข้าพระองค์ ผู้ที่ข้าพระองค์ไว้วางใจ"

3 เพราะพระองค์จะทรงช่วยกู้ตัวท่านจากกับของพรานนก

และจากโรคภัยอย่างร้ายแรงนั้น

4 พระองค์จะทรงปกท่านไว้ด้วยปีกของพระองค์

และท่านจะลี้ภัยอยู่ใต้ปีกของพระองค์ 

ความสัตย์สุจริตของพระองค์เป็นโล่และเป็นดั้ง

5 ท่านจะไม่กลัวความสยดสยองในกลางคืน 

หรือกลัวลูกธนูที่ปลิวไปในกลางวัน

6 หรือโรคภัยที่ไล่มาในความมืด 

หรือโรคซึ่งทำลายในเที่ยงวัน

7 พันคนจะล้มอยู่ที่ข้างๆท่าน

หมื่นคนที่มือขวาของท่าน 

แต่ภัยนั้นจะไม่มาใกล้ท่าน

8 ท่านจะมองดูด้วยตาเท่านั้น 

และเห็นการตอบแทนแก่คนอธรรม

9 เพราะท่านได้กระทำให้พระเจ้าผู้เป็นที่ลี้ภัยของข้าพเจ้า 

คือองค์ผู้สูงสุด เป็นที่อยู่ของท่าน

10 ไม่มีการร้ายใดๆจะตกมาบนท่าน 

ไม่มีภัยมาใกล้เต็นท์ของท่าน

11 เพราะพระองค์จะรับสั่งเหล่าทูตสวรรค์ ของพระองค์ในเรื่องท่าน 

ให้ระแวดระวังท่านในทางทั้งปวงของท่าน

12 เขาทั้งหลายจะเอามือประคองชูท่านไว้ 

เกรงว่าเท้าของท่านจะกระแทกหิน

13 ท่านจะเหยียบสิงห์และงูเห่า 

ท่านจะย่ำสิงห์หนุ่มและงู

14 เพราะเขาผูกพันกับเราด้วยความรัก

เราจะช่วยกู้เขา เราจะป้องกันเขาไว้ เพราะเขารู้จักนามของเรา

15 เมื่อเขาร้องทูลเรา เราจะตอบเขา

เราจะอยู่กับเขาในยามลำบาก 

เราจะช่วยเขาให้พ้นและให้เกียรติเขา

16 เราจะให้เขาอิ่มใจด้วยชีวิตยืนยาว

และสำแดงความรอดของเราแก่เขา (สดุดี 91:1-16)

สดุดีบทนี้สัญญาจะให้การปกป้องจากการถูกทำลายหรือถูกผู้อื่นทำร้าย ผมคิดไปทำนองว่าให้ความมั่นใจว่าผู้เชื่อแท้จะไม่ต้องเผชิญกับพระอาชญาที่เทลงมาเหนือคนบาป (ข้อ 3-7) ผู้เชื่อจะได้รับการปกป้อง แต่คนอื่นต้องเผชิญความทุกข์ (ข้อ 7) ที่จริงผู้เชื่อจะได้มองดูเมื่อพระอาชญาของพระเจ้าเทลงบนคนชั่ว (ข้อ 8) คนชอบธรรมจะได้รับการปกป้องเพราะลี้ภัยอยู่ในพระเจ้า (ข้อ 9-10) พระเจ้าทรงมอบภารกิจให้ทูตสวรรค์คอยเฝ้าระวังคนของพระองค์ ทูตสวรรค์จะคอยแทรกแซง หรือป้องกันไม่ให้สะดุดล้มเท้ากระแทกหิน พระองค์จะให้ธรรมิกชนคลาดแคล้วจากภัย (น่าสนใจที่พระเจ้าสัญญาจะให้ชัยชนะเหนือสิงห์และงูพิษ ทั้งสองนี้เป็นสัญลักษณ์ของซาตาน ) (1เปโตร 5:8, วิวรณ์ 20:2)

ซาตานบิดเบือนความจริงว่าการปกป้องของพระเจ้ามีให้สำหรับคนที่ทุ่มเทเพื่อพระองค์ สัตย์ซื่อต่อพระองค์ การปกป้องของพระเจ้ามีให้สำหรับคนที่วางใจและเชื่อฟัง จึงชักจูงพระเยซูให้ก้าวออกมา ออกจากการปกป้องของพระเจ้า ทำให้พระเยซูไม่เชื่อฟังเฉลยธรรมบัญญัติ 6:16 โดยทดสอบพระเจ้า ผมคิดว่าพระเยซูน่าจะตอกกลับซาตานโดยใช้สดุดี 91 แต่พระองค์กลับนำเฉลยธรรมบัญญัติ 6:16 มาใช้แทน ซึ่งบอกว่า “อย่าทดลองพระเจ้าของเจ้า” อย่างที่คนอิสราเอลทำในมัสสาห์ อีกครั้งที่การทดลองของซาตานคือการหลอกลวง มันไม่ใช่เป็นการทดสอบความเชื่อของพระเยซูตามที่พูด แต่กลับให้พระเยซูทดสอบพระบิดาแทน เป็นสิ่งที่มนุษย์ไม่ควรทำ พระเจ้าทรงมีสิทธิเต็มที่ๆจะทดสอบความเชื่อของเรา เราไม่มีสิทธิไปทดสอบพระเจ้า โดยเฉพาะในแบบที่มันแนะนำ ทดสอบพระเจ้าแปลว่าไม่ไว้วางใจพระองค์

ขอตั้งข้อสังเกตอีกข้อ ความมั่นใจที่ในสดุดี 91 พระเจ้าจะไม่ปล่อยให้ผู้ที่สัตย์ซื่อของพระองค์สะดุดกระแทกหิน ซึ่งห่างไกลจากการกระโดดลงมาจากที่สูง สะดุดกับกระโดดนี่คนละเรื่องครับ

บทสรุป

ซาตานอาจคิดว่านี่เป็นกรณี “ออกหัวชนะ ออกก้อยแพ้” ถ้าพระเยซูยอมกระโดดลงมาจากหลังคาพระวิหาร และซาตานขัดขวางไม่ให้ทูตสวรรค์ไปช่วยทัน พระเยซูคงตายแน่นอนในความคิดของมัน ทุกอย่างก็จบสิ้น แต่ถ้าพระเยซูกระโดดลงมาแล้วพระเจ้าให้ทูตสวรรค์มาช่วยทัน มันก็ทำให้พระเยซูละจากการยอมจำนนตามน้ำพระทัย ตลอดพระกิตติคุณทุกเล่ม พระเยซูเน้นว่าพระองค์ไม่ได้ทำสิ่งใดตามใจชอบ แต่ทำตามน้ำพระทัยพระบิดา:

28 พระเยซูจึงตรัสกับเขาว่า "เมื่อท่านทั้งหลายจะได้ยกบุตรมนุษย์ขึ้นไว้แล้ว เมื่อนั้นท่านก็จะรู้ว่า เราคือผู้นั้น และรู้ว่าเรามิได้ทำสิ่งใดตามใจชอบ แต่พระบิดาได้ทรงสอนเราอย่างไร เราจึงกล่าวอย่างนั้น (ยอห์น 8:28)

42 พระเยซูตรัสกับเขาว่า "ถ้าพระเจ้าเป็นพระบิดาของท่านแล้วท่านก็จะรักเรา เพราะเรามาจากพระเจ้า และอยู่นี่แล้ว เรามิได้มาตามใจชอบของเราเอง แต่พระองค์ทรงใช้เรามา (ยอห์น 8:42 และดู ยอห์น 5:20, 12:49, 14:10)

พระเยซูทรงยอมจำนนตามน้ำพระทัยพระบิดา พระองค์ไม่ได้ทำหรือพูดตามใจชอบ แต่พระองค์กลับพูดและทำในสิ่งที่พระบิดามอบหมาย ซาตานล้มลงเพราะกบฏต่อพระเจ้า จึงหาทางยกตัวขึ้นให้สูงเท่าเทียมกับพระองค์ (อิสยาห์ 14:13-14) ซาตานทำสำเร็จที่ล่อลวงอาดัมและเอวาให้ทำในสิ่งที่ฝ่าฝืนพระวจนะ หวังจะได้เป็นเหมือนพระองค์ (ปฐมกาล 3:1-7) บาปทุกบาปจากการล้มลงครั้งนั้นเกี่ยวข้องกับการฝ่าฝืนไม่ยอมจำนนต่อสิทธิอำนาจของพระเจ้า พระเยซูผู้เดียวเท่านั้นที่ผ่านการทดสอบและยังอยู่ภายใต้น้ำพระทัยพระบิดา พระองค์ปฏิเสธไม่ยอมบีบบังคับให้พระบิดาทำบางสิ่ง ที่เป็นการไม่ยอมจำนน

ชัยชนะของพระเยซูเหนือแผนการของซาตานหมายความว่าพระองค์ และพระองค์ผู้เดียว มีคุณสมบัติที่จะตายแทนความผิดบาปของเรา พระเยซูจะไม่ทดสอบพระบิดาด้วยการกระโดดลงมาจากหลังคาพระวิหาร แต่จะเชื่อฟังพระบิดา ยอมมุ่งสู่กางเขน พระเยซูทราบว่าพระบิดาจะไม่ช่วยพระองค์ให้พ้นจากความตาย แต่จะช่วยนำให้ผ่านความตาย และให้พระองค์กลับเป็นขึ้นมา

การทดลองครั้งที่สอง และการตอบสนองของพระเยซูสอนอะไรเรา? มีหลายบทเรียนให้เราได้เรียนรู้

ประการแรก เราควรเรียนรู้ว่าซาตานจะใช้หลากหลายกลอุบายล่อลวงให้เราทำบาป เราต้องไม่ลืมว่ามีอีกหลายการล่อลวงนอกเหนือจากสามครั้งตามที่มัทธิวและลูกาบันทึก (มาระโก 1:13,  ลูกา 4:2) เราควรตระหนักว่าการทดลองครั้งนี้ยังไม่ใช่ตอนจบ:

13 เมื่อมารทำการทดลองทุกอย่างสิ้นแล้ว จึงละพระองค์ไปจนถึงโอกาสเหมาะ (ลูกา 4:13)

ถ้าซาตานทำครั้งหนึ่งไม่สำเร็จ รอได้เลยว่ามันมาครั้งหน้าแน่ ในการทดลองครั้งแรก ซาตานหาทางโจมตีพระเยซูในจุดที่พระองค์กำลัง “อ่อนแอ” – ความหิวทำให้ร่างกายอ่อนแรง มันจึงพยายามโจมตีในจุดที่อ่อนแรง – ความวางใจในพระบิดา การยอมที่จะเชื่อฟังพระวจนะ ซาตานจะทดลองเราทุกจุดเหมือนกับที่มันทำกับพระเยซู:

15 เพราะว่า เรามิได้มีมหาปุโรหิตที่ไม่สามารถจะเห็นใจในความอ่อนแอของเรา แต่ได้ทรงถูกทดลองใจเหมือนอย่างเราทุกประการ ถึงกระนั้นพระองค์ก็ยังปราศจากบาป (ฮีบรู 4:15)

ประการที่สอง การล่อลวงของซาตานทุกครั้งสัญญาจะให้ประโยชน์แก่เรา โดยไม่พูดถึงราคาที่ต้องจ่าย ในการทดลองครั้งแรก (อาดัมกับเอวา) ซาตานสัญญากับเอวาว่าพวกเขาจะเป็น “เหมือนพระเจ้า สำนึกในความดีและชั่ว” และยังสัญญาว่าพวกเขาจะไม่ตาย แต่พวกเขาตาย และสำนึกในความดีและชั่วที่พวกเขาได้รับกลับไม่ใช่พระพร ในการทดลองครั้งที่สองของพระเยซู ดูเหมือนสิ่งที่พระองค์จะทำจะไม่มีผลสะท้อนทางลบ มีแต่ผลดี ซึ่งไม่เป็นความจริง อย่างที่พูดไป บาปนั้นเหมือนขึ้นเรือเหาะในสวนสนุก แป๊บเดียวจบ และราคาแพง

ประการที่สาม แรงจูงใจเบื้องต้นสำหรับการทดลองสองครั้งนี้คือให้ตนเองมาก่อน ซาตานพยายามบอกพระเยซูว่าพระองค์กำลังจะตาย มันลงความเห็นว่าพระเจ้าต้องรับผิดชอบในการนำของพระองค์ และเรียกร้องให้พระเยซูไม่ต้องเชื่อฟัง (กบฎต่อพระองค์) เพื่อรักษาชีวิตตนเองไว้ การทดลองครั้งที่สองก็เหมือนกัน ให้ตนเองมาก่อนนำไปสู่การกบฎและทำบาป ยอมจำนนนำไปสู่การเสียสละ และการรับใช้ ซาตานหาทางชักนำพระเจ้าพระบิดาให้มาปรนนิบัติพระเยซู บีบบังคับให้ต้องมาช่วย

หนึ่งในการทดสอบการกระทำของเราที่ไม่มีวันผิดพลาดคือตอบคำถามธรรมดาๆ : “ใครกำลังรับใช้ใคร?” ฉันวางใจในพระเจ้าและกำลังรับใช้พระองค์ หรือฉันกำลังเรียกร้องให้พระองค์มารับใช้ฉัน? นักประกาศบางคนสอบข้อนี้ไม่ผ่าน บางครั้งผู้คนถูก “ลวง” ให้วางใจในพระคริสต์เพราะทุกสิ่งที่พระองค์ทำได้และจะทำเพื่อพวกเขา บางคนให้สัญญากับผู้สนใจว่าพระเจ้าจะทำให้พวกเขามีความสุข ร่ำรวย และมีชื่อเสียง นั่นไม่ใช่สิ่งที่พระเยซูตรัส หรือสิ่งที่ อ.เปาโลสอน:

25 คนเป็นอันมากได้ไปกับพระองค์ พระองค์จึงทรงเหลียวหลังตรัสกับเขาว่า 26 "ถ้าผู้ใดมาหาเราและไม่ชังบิดามารดา บุตรภรรยา  และพี่น้องชายหญิง แม้ทั้งชีวิตของตนเองด้วย ผู้นั้นจะเป็นสาวกของเราไม่ได้ 27 ผู้ใดมิได้แบกกางเขนของตนตามเรามา ผู้นั้นจะเป็นสาวกของเราไม่ได้ 28 ด้วยว่าในพวกท่านมีผู้ใดเมื่อปรารถนาจะสร้างตึก จะไม่นั่งลงคิดราคาดูเสียก่อนว่า จะมีพอสร้างให้สำเร็จได้หรือไม่ 29 เกรงว่าเมื่อลงรากแล้ว และกระทำให้สำเร็จไม่ได้ คนทั้งปวงที่เห็นจะเยาะเย้ยเขา 30 ว่า 'คนนี้ตั้งต้นก่อ แต่ทำให้สำเร็จไม่ได้' 31 หรือมีกษัตริย์องค์ใดเมื่อจะยกกองทัพไปทำสงครามกับกษัตริย์อื่น จะมิได้นั่งลงคิดดูก่อนหรือว่า ที่ตนมีพลทหารหมื่นหนึ่ง จะสู้กับกองทัพที่ยกมารบสองหมื่นนั้นได้หรือไม่ 32 ถ้าสู้ไม่ได้ เมื่อยังอยู่ห่างกัน ก็จะใช้พวกทูตไปขอเป็นไมตรีกัน 33 ก็เช่นนั้นแหละ ทุกคนในพวกท่านที่มิได้สละสิ่งสารพัดที่ตนมีอยู่ จะเป็นสาวกของเราไม่ได้ (ลูกา 14:25-33)

21 ท่านทั้งสองได้ประกาศข่าวประเสริฐในเมืองนั้น และได้คนมาเป็นสาวกมาก จึงกลับไปยังเมืองลิสตรา เมืองอิโคนียูม และเมืองอันทิโอก 22 กระทำให้ใจของสาวกทั้งหลายถือมั่นขึ้น เตือนเขาให้ดำรงอยู่ในพระศาสนา และสอนให้เขาเข้าใจว่า เราทั้งหลายจำต้องทนความยากลำบากมาก จึงจะได้เข้าในแผ่นดินของพระเจ้า (กิจการ 14:21-22)

10 บัดนี้ ท่านก็ประจักษ์ชัดแล้วซึ่งคำสอน พฤติกรรม ความมุ่งหมายในชีวิต ความเชื่อ ความอดทน ความรัก ความหนักแน่นมั่นคง11 การถูกข่มเหง การทนทุกข์ยากลำบากของข้าพเจ้าและสิ่งที่ได้เกิดขึ้นกับข้าพเจ้า ณ เมืองอันทิโอก เมืองอิโคนียูม และเมืองลิสตรา การกดขี่ข่มเหงที่ข้าพเจ้าได้ทนเอา ถึงกระนั้นก็ดี องค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงโปรดให้ข้าพเจ้ารอดพ้นจากสิ่งเหล่านั้นทั้งหมด 12 แท้จริงบรรดาคนที่ปรารถนาจะดำเนินชีวิตตามทางของพระเจ้า ในพระเยซูคริสต์จะถูกกดขี่ข่มเหง (2ทิโมธี 3:10-12)

ความเชื่อของคริสเตียนไม่ใช่ให้พระเจ้ามาคอยรับใช้เรา แต่เป็นเราที่จะกลายเป็นผู้รับใช้ของพระองค์ ข่าวประเสริฐต้องนำเสนออย่างซื่อสัตย์และถูกต้อง คนบาปหลงหายคือศัตรูของพระเจ้า ถูกกำหนดไว้สำหรับพระอาชญานิรันดร์ (นรก) การงานของพระเยซูคริสต์ที่บนกางเขนช่วยให้เรารอดพ้นจากโทษบาปนั้น แต่ไม่ได้สัญญาว่าชีวิตจะง่ายและสะดวกสบาย ถ้าเราเป็นผู้รับใช้ที่ซื่อสัตย์ของพระคริสต์ เราจะถูกข่มเหง ขณะที่มองไปถึงพระพรแห่งสวรรค์ที่คอยเราอยู่ จะมี “ความทุกข์และการคร่ำครวญ” ในชีวิตนี้ (โรม 8:18-25) แต่จะมีสันติสุข ความหวังใจ ความเชื่อ ความรัก และอื่นๆอีกมากมาย แต่ยังมีความทุกข์ลำบากและถูกข่มเหง ความรอดไม่ใช่ทำให้พระเจ้าเป็นผู้รับใช้เรา แต่ทำให้เราเป็นผู้รับใช้พระองค์

ประการที่สี่ เราควรต้องระมัดระวังเรื่องน่าตื่นเต้นเอาไว้ ถ้าซาตานหาทางล่อลวงให้พระเยซูตื่นเต้นไปกับการ “ช่วยไว้อย่างอัศจรรย์” เราต้องระวังว่าการช่วยแบบนี้ไม่น่าเป็นเรื่องดี ผมเชื่อว่าคริสเตียนหลายคนชอบ (หรือถูกชักจูงให้ชอบ) เรื่องตื่นเต้นประทับใจ เพราะดูเหมือนเป็นความสำเร็จ พระเจ้าอาจทำการแบบนั้นได้ แต่ไม่เสมอไป ถ้าพระองค์ต้องการทำก็เป็นสิ่งที่ดี แต่เราอย่าหาทางบีบบังคับให้พระองค์ทำด้วยวิธีที่บ้าบิ่นและโง่เขลา เอลียาห์เองก็ทำเรื่องน่าตื่นเต้น เช่นเหตุการณ์ที่บนภูเขาคารเมล แต่พระเจ้ากลับตรัสกับผู้เผยพระวจนะของพระองค์ด้วยเสียงเบาๆ (1พงศ์กษัตริย์ 19:9-18)

คริสเตียนหลายคนก็ทำสิ่งที่โง่เขลา แต่อ้างว่าทำด้วยความเชื่อ ที่จริงแล้วกำลังทดสอบพระเจ้า เราซื้อข้าวของที่ไม่มีเงินพอจ่ายและพูดว่า “วางใจในการจัดเตรียมของพระเจ้า” เราอุทิศตนในเรื่องที่โง่เขลา ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าไม่มีทางทำได้ แล้วมาร้องสั่งให้พระเจ้าแทรกแซง จำไว้นะครับเรื่อง “กระโดดลงไปด้วยความเชื่อ” ของมารที่จริงก็คือ “กระโดดด้วยข้อสรุปผิดๆ” กี่ครั้งที่การกระทำโง่เขลาของเราที่เราประทับตราว่าเป็นการทำด้วยความเชื่อ ซาตานคงปลื้มมากที่หลอกเราให้ทำบาปที่ดูเหมือนกำลังทำเรื่องดี “ฝ่ายวิญญาณ” ได้

ประการที่ห้า เราควรเรียนบทเรียนในการนำพระวจนะมาใช้อย่างผิดๆ การทดลองแรกของซาตานเหมือนไม่เกี่ยวข้องกับพระวจนะ แต่พระเยซูตอบโต้โดยใช้พระวจนะ มันจึงหาทางใช้พระวจนะบ้าง อย่าด่วนสรุปว่าคนที่นำพระวจนะมาใช้จะถูกต้องเสมอไป ซาตานเป็นเจ้าพ่อแห่ง "การบิดเบือนพระวจนะ”  สิ่งแรกเราควรต้องแน่ใจว่าการตีความพระวจนะตอนใดก็ตาม ต้องสอดคล้องกับการสอนของพระคัมภีร์ทั้งเล่ม พระเยซูปฏิเสธพระวจนะที่ซาตานนำมาใช้ด้วยพระวจนะตอนอื่น พระวจนะตอนใดก็ตามถ้าตีความถูกต้องจะไม่ค้านกับพระวจนะตอนอื่นๆ เราต้องตีความพระวจนะด้วยพระวจนะครับ ซาตานใช้พระวจนะเพื่อทำให้ผิดเป็นถูก

สังเกตุดู ความผิดพลาดของซาตานคือการนำพระวจนะมาใช้ให้เข้ากับสิ่งที่ตนเองต้องการ หนึ่งในความผิดพลาดข้อใหญ่คือนำพระวจนะมาประยุกต์ใช้อย่างไม่ถูกต้อง ในจดหมายฝากของ อ.เปาโล คำว่า “พระเจ้าห้าม” หรือ “ขออย่าให้เป็นเช่นนั้น” (ทางเราแปลว่า “ห้ามเด็ดขาด”) แสดงว่าเราต้องระวังดีๆในการนำพระวจนะนั้นมาใช้ให้เหมาะสม:

1 ถ้าเช่นนั้นแล้วเราจะว่าอย่างไร ควรเราจะอยู่ในบาปต่อไป เพื่อให้พระคุณมีมากยิ่งขึ้นหรือ 2 อย่าให้เป็นอย่างนั้นเลย พวกเราที่ตายต่อบาปแล้วจะมีชีวิตในบาปต่อไปอย่างไรได้ (โรม 6:1-2)

พระวจนะของพระเจ้าไม่ใช่ข้ออ้างเพื่อจะทำบาป แต่มีไว้เพื่อป้องกันบาป

ประการสุดท้าย เราควรตระหนักว่าพระวจนะตอนที่ซาตานนำมาใช้เพื่อลวงให้ทำบาป เป็นพระวจนะที่สัญญาว่าจะมีชัยเหนือซาตาน ความบาป และการพิพากษา สดุดีบทนี้สัญญาว่าจะปกป้องและอวยพรแก่ผู้ที่เข้าลี้ภัยในพระเจ้า ภายใต้ร่มปีกของพระองค์ผู้ทรงมหิทธิฤทธิ (สดุดี 91:1-4) ตามที่ผมเข้าใจ สดุดีบทนี้ให้สัญญาผู้เชื่อแท้ว่าจะได้รับการปกป้องจากการพิพากษาของพระเจ้าที่มีต่อคนบาป ไม่ได้สัญญาว่าจะช่วยธรรมิกชนทุกคนให้พ้นจากภัยอันตรายหรือความตาย แต่พ้นจากพระอาชญาของพระเจ้า และยังให้ความมั่นใจแก่ผู้เชื่อว่าพระเจ้าจะไม่ทรงให้ศัตรูของพระองค์ (และของเรา) ทำอันตรายเราในทางใดที่ไม่ใช่เพื่อเป็นการดีต่อเราและเพื่อพระสิริของพระองค์ ในตอนท้ายของบทเรียนนี้ ผมเชื่อว่าบทสดุดีนี้ให้ความมั่นใจถึงชัยชนะของพระเมสซิยาห์และผู้รับใช้ของพระองค์เหนือศัตรูตัวฉกาจ ซาตาน ในชีวิตของพระเยซูคริสต์ สดุดีบทนี้พระเจ้าไม่ได้ทำให้สำเร็จลงโดยช่วยพระเยซูไม่ให้ต้องตาย แต่ช่วยให้คืนจากความตายโดยกลับเป็นขึ้นมา พระวจนะตอนที่ซาตานนำไปใช้อย่างผิดๆเพื่อล่อลวงพระเยซูเป็นหนึ่งในพระวจนะที่สัญญาว่าพระเยซูจะมีชัยเหนือซาตาน ความบาป และความตาย

คุณรู้จักพระผู้ช่วยให้รอดหรือยังครับ? คุณมีความมั่นใจอย่างนี้หรือไม่? สิ่งนี้มีให้กับทุกคนที่ยอมรับในความบาปของตน และเข้ามาวางใจในการงานของพระเยซูคริสต์ที่กระทำบนไม้กางเขน ขณะที่ซาตานล่อลวงให้คุณทำบาปเสมอ พระเยซูทรงเรียกให้คุณหันจากความบาป และมารับความรอดในพระองค์ คุณกล้าวางใจในพระองค์มั้ยครับ?


106 เพื่อนผมให้เหตุผลว่าเนื่องจากโมเสสอดอหารและน้ำ 40 วัน (อพยพ 34:28) พระเยซูก็น่าจะอดน้ำด้วย อาจเป็นได้ แต่ในพระวจนะไม่ได้พูดชัดเจน


1 100 บทเรียนตอนนี้ได้รับการแก้ไขจากต้นฉบับเดิม บทเรียนต่อเนื่อง “พระกิตติคุณมัทธิว” บทที่ 7 โดย Robert L. Deffinbaugh 30 มีนาคม, 2003.

2 101 นอกจากที่กล่าวไปแล้ว พระวจนะที่นำมาอ้างอิงทั้งหมดมาจาก NET Bible (The NEW ENGLISH TRANSLATION) เป็นฉบับแปลใหม่ทั้งหมด ไม่ใช่นำฉบับเก่าในภาษาอังกฤษมาเรียบเรียงใหม่ ใช้ผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการพระคัมภีร์มากกว่า ยี่สิบคน รวบรวมข้อมูล ทั้งจากภาษาฮีบรูโดยตรง ภาษาอาราเมข และภาษากรีก โครงการแปลนี้เริ่มมาจากที่เราต้องการนำพระคัมภีร์ เผยแพร่ผ่านสื่ออีเลคโทรนิค เพื่อรองรับการใช้งานทางอินเตอร์เน็ท และซีดี (compact disk) ที่ใดก็ตามในโลก ที่ต่อเข้าอินเตอร์เน็ทได้ ก็สามารถเรียกดู และพริ้นทข้อมูลไว้เพื่อใช้ศึกษาเป็นการส่วนตัวได้โดยไม่คิดมูลค่า นอกจากนี้ ผู้ใดก็ตาม ที่ต้องการนำข้อมูลเกี่ยวกับพระคัมภีร์ไปเผยแพร่ต่อโดยไม่คิดเงิน สามารถทำได้จากเว็บไซด์ : www.netbible.org.

3 102 “เรียกร้อง” น่าจะเปลี่ยนเป็น “ออกคำสั่ง” มากกว่า เห็นได้จาก 1ซามูเอล 8 และในคำพูดของโมเสสใน เฉลยธรรมบัญญัติ 17:14 ชาวอิสราเอลเรียกร้องอยากมีกษัตริย์ด้วยเหตุผลที่ผิดหมด พระเจ้าทรงให้โมเสสเตือนคนอิสราเอลเกี่ยวกับราคาแพงที่ต้องจ่ายในการมีกษัตริย์ แต่พวกเขาไม่ฟัง แม้แต่กษัตริย์อิสราเอลที่ได้ชื่อว่าดีที่สุดยังมีปัญหา จะมีจอมกษัตริย์พระองค์เดียวเท่านั้นที่เพียบพร้อม คือพระเมสซิยาห์

4 103 อย่าลืมว่าพระเยซูคริสต์ทรงมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับการทดสอบของชาวอิสราเอลในถิ่นทุรกันดาร พระองค์ทรงประทานน้ำให้แก่ชาวอิสราเอลผู้กระหาย (1โครินธ์ 10:3-4)

5 104 ดูเฉลยธรรมบัญญัติ 12:11 2ซามูเอล 7:2  1พงศ์กษัตริย์ 6:12-14  เอสรา 6:12  เนหะมีห์ 1:9  สดุดี 65:5,  68:16

6 105 ผมไม่ได้บอกว่าพระเยซูรู้พระวจนะตอนนี้จากเฉลยธรรมบัญญัติเท่านั้น แต่น่าจะเป็นเหตุผลต้นๆที่พระองค์น่าจะเข้าใจดี เพราะทรงมีประสบการณ์ในถิ่นทุรกันดาร

Related Topics: Christology, Temptation

Report Inappropriate Ad