Where the world comes to study the Bible

บทที่ 19: บุรุษไร้แผ่นดิน (1 ซามูเอล 21:1--22:4)

คำนำ

ก่อนผมเข้ามหาวิทยาลัย ผมทำงานในช่วงปิดเทอมอยู่สองแห่ง ผมทำอยู่ที่ร้านขายอะ ไหล่รถยนตร์อยู่สองสามปี แต่เนื่องจากกิจการไม่ค่อยดี ผมเลยมองหาที่อื่นด้วยเพื่อ จะมีเงินพอใช้จ่าย ผมไปสมัครที่ร้านแดรี่ควีน ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับร้านเดิม หน้าที่ผมไม่ ได้ทำประจำอยู่ที่ร้าน แต่ต้องนั่งรถสกู๊ตเตอร์ออกไปขายไอสครีมหวานเย็น รถที่ว่านี้ ทำเป็นเหมือนรถป๊อกๆ ตรงกลางรถเป็นตู้สำหรับแช่ไอสครีม "หวานเย็น" ด้านหน้ารถ จะเป็นกันแดดยื่นออกไป ด้านข้างโล่งๆไม่มีประตู หน้าที่ของผมคือต้องขับเจ้ารถคันนี้ ไปขายไอสครีมให้เด็กๆในบริเวณแถวบ้านที่ผมอยู่ พวกเด็กๆพอได้ยินเสียงสกู๊ตเตอร์ ก็จะวิ่งมาหาด้วยความดีใจ การต้องขับรถนี้ขึ้นลงไปตามพื้นที่สูงๆต่ำๆนับว่าเป็นเรื่อง ท้าทาย แต่ที่เป็นอันตรายสุดๆคือพวกหมา บางตัวก็วิ่งไล่ ถ้าตัวที่ร้ายๆหน่อยก็จะพยา ยามโดดขึ้นมานั่งด้วย ไอ้พวกร้ายที่สุดคือพยายามทำให้ผมตกจากรถ งานนี้ผมคงเรียก ไม่ได้ว่าเป็นงานโก้หรู ที่ผมต้องทำคือพยายามดึงดูดเด็กๆมาซื้อไอสครีมให้มากๆ แต่ ในขณะเดียวกันต้องพยายามไม่ทำตัวให้เป็นที่ดึงดูดของพวกหมาๆ

มีอยู่ครั้งหนึ่ง ผมตกอยู่ในที่นั่งลำบาก ร้านอะไหล่รถยนตร์พร้อมๆกับร้านแดรี่ควีนต้อง การให้ผมไปช่วยงานด่วน ผมไปขอคำปรึกษาจากคุณพ่อ ท่านก็แสนดี อาสาจะไปขับ รถสกู๊ตเตอร์แดรี่ควีนแทนให้ผม ทุกอย่างดูจะเป็นไปด้วยดี คุณพ่อควบคุมรถขึ้นลงภู เขาได้เป็นอย่างดี พวกหมาๆดูจะประพฤติตัวดีตามไปด้วย ระหว่างทางมีสุภาพสตรี ท่านหนึ่งโบกเรียกให้จอด เพื่อจะซื้อไอสครีมให้ลูก แต่พอเห็นหน้ากัน ทั้งคู่ทั้งตกใจ และประหลาดใจ สามีของผู้หญิงคนนี้เป็นหนึ่งในคณะกรรมการของโรงเรียนที่คุณพ่อ เป็นครูใหญ่ ทั้งสองพยายามทำให้เป็นเรื่องตลกโดยที่เธอพูดว่า "ขายหวานเย็นส่ง ลูกเข้ามหาลัยหรือคะ ?" แล้วทั้งคู่ก็หัวเราะกันลั่น

ทุกคนมีเรื่องน่าอับอายในชีวิตด้วยกันทั้งนั้น คุณว่าไหม ? ผมยังจำได้ ในระหว่างนมัส การที่โบสถ์ คุณนายเดรบริกเกิดหน้ามืดเป็นลม มีคนพยายามมาช่วยอุ้มเธอออกไปข้าง นอก ในขณะที่ผู้ชายสองคนพยายามอย่างดีที่สุดค่อยๆอุ้มเธอออกมา อยู่ดีๆขาของเธอ ก็กระตุก ปลายเท้าไปเตะเอาหมวกของผู้หญิงที่นั่งข้างหน้า ทำให้หมวกตกลงมาปิด หน้าผู้หญิงคนนั้นมิด ผมรู้ว่าไม่สมควร แต่ก็กลั้นไว้ไม่อยู่ หัวเราะเสียดังสนั่น …

แต่เรื่องน่าอับอายที่สุดของผมเกิดขึ้นเมื่อผมต้องขึ้นไปพูดเป็นพยานที่โบสถ์ เกี่ยวกับ เรื่องค่ายฤดูร้อนที่ผมไปมา ผมพูดเพียงสั้นๆ ทุกอย่างจึงเป็นไปด้วยดี พูดจบมีการร้อง เพลงสั้นๆขอบคุณพระเจ้าโดยมีท่านศิษยาภิบาลเล่นกีต้าร์ไฟฟ้าให้ พอเพลงจบ ขณะ ที่ผมก้าวลงจากธรรมาสน์ ขาผมเกิดไปพันเข้ากับสายไฟของกีต้าร์ไฟฟ้า ผมสดุดล้ม กลิ้งลงมาอย่างไม่เป็นท่า ดีที่หัวไม่แตกและสายไฟไม่ขาด

เราทุกคนเคยผ่านเรื่องน่าอับอายมาแล้วทั้งนั้น ผมอยากฟังเรื่องของพวกคุณๆเหมือน กัน กษัตริย์ดาิวิดก็เช่นกัน ท่านมีช่วงเวลาที่น่าอับอายมากมาย ในพระธรรมตอนนี้ ดาวิดมีประสพการณ์ที่น่าอับอายอยู่หลายครั้ง เป็นเพราะความอิจฉาของซาอูลที่อยาก จะฆ่าท่านให้ตาย นับเป็นเวลาที่ตกต่ำของดาวิด เป็นประสพการณ์ที่เจ็บปวดแต่ช่วย เสริมสร้างท่านให้แข็งแกร่งขึ้น เมื่อเรามองดูเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดกับดาวิด เราจะเริ่ม เห็นว่าพระเจ้าทรงใช้สถานการณ์ต่างๆนี้ให้เป็นประโยชน์สำหรับเราด้วย ให้เรามาตั้งใจ เรียนในสิ่งที่พระเจ้าต้องการสอนเราผ่านพระธรรมตอนนี้

ทบทวนอย่างย่อๆ

ครั้งหนึ่ง ทุกอย่างเคยดูดีระหว่างซาอูลและดาวิด ซาอูลดูจะชอบพอดาวิดมาก (16:21) และท่านมีความชื่นชมเมื่อดาวิดเอาชนะโกลิอัทและชาวฟิลิสเตียได้ (19:5) การที่ดาวิด ได้รับการเจิมขึ้นเป็นกษัตริย์องค์ต่อไปของอิสราเอล ท่านไม่ได้ทะเยอทะยานอยากเป็น แต่เป็นเพราะความเขลาของซาอูลเอง ในเวลาที่คุมสติไม่อยู่ ซาอูลขัดคำสั่งของซามู เอลที่ให้รออยู่ (10:8) โดยไปทำพิธีเผาเครื่องบูชาถวายเสียเอง (บทที่ 13) ซามูเอล กล่าวตำหนิท่านอย่างแรง แต่ซาอูลไม่เคยคิดจะกลับใจจากบาปครั้งนี้ ต่อมาท่านก็ก่อ เรื่องอีกโดยไม่ยอมทำตามคำสั่งของพระเจ้าที่ให้ฆ่าชาวอามาเลขเสียให้สิ้น (บทที่ 15) ทุกสิ่งนี้เป็นชะนวนที่ทำให้อาณาจักรและราชวงศ์ของซาอูลต้องจบสิ้นลง และซามูเอล แจ้งเรื่องนี้ให้ซาอูลได้รับรู้

เรารู้ว่าพระวิญญาณพรากไปจากซาอูล และถูกแทนที่ด้วย "วิญญาณชั่วจากพระเจ้า" เรารู้ด้วยว่าพระวิญญาณไปสถิตอยู่เหนือดาวิดพร้อมด้วยฤทธานุภาพ (16:13-14) สิ่ง นี้เปิดโอกาสให้ดาวิดถูกจ้างให้ไปเล่นพิณขับกล่อมซาอูล (16:14-23) ถึงแม้ซาอูล จะรักดาวิดในตอนแรก ต่อมาท่านกลับอิจฉาและเกลียดชัง ท่านได้ยินเพลงที่พวกผู้ หญิงร้องยกย่องดาวิดแว่วอยู่ตลอดเวลา (18:7) และเห็นถึงความรักที่คนในครอบครัว ของท่านมีให้กับดาวิด (18:1-5, 20) รวมทั้งความนิยมชมชื่นที่ดาวิดได้รับจากทหารใน กองทัพด้วย (18:13-16, 30) ซาอูลระแวงในทุกสิ่งที่ดาวิดกระทำ เพลงที่พวกผู้หญิง ร้อง ชัยชนะต่างๆที่ดาวิดได้รับจากการรบ ในที่สุดทำให้ทำนบของซาอูลพังลง

ซาอูลพยายามหลายครั้งที่จะเอาชีวิตดาวิด บางครั้งแบบแอบแฝง เช่นเสนอยกธิดาให้ แต่งงานด้วย (แต่ดาวิดต้องออกไปรบด้วยความกล้าหาญเพื่อที่จะพิสูจน์ว่าคู่ควรกับเธอ – 18:17-29) บางครั้งก็กระทำอย่างเปิดเผย เช่นท่านต้องการใช้หอกปักดาวิดไว้กับฝา ผนัง (18:10-12) ในที่สุด ท่านถึงกับสั่งฆ่าอย่างเปิดเผย (19:1) แต่เป็นเพราะโยนา ธานพูดขอร้องไว้ ท่านจึงล้มเลิกคำสั่งเสีย (19:1-7) แต่หลังจากนั้นอีกไม่นาน ท่านก็ คิดหาทางฆ่าดาวิดอีก (19:8) โยนาธานและดาวิดจึงต้องมาวางแผนเพื่อพิสูจน์ว่าซา อูลต้องฆ่าดาวิดแน่ๆ ผลพิสูจน์ทำให้ดาวิดถึงกับต้องหลบหนีไปจากซาอูล และต้องจาก โยนาธานไปด้วยความเศร้า (บทที่ 20)

ในบทที่ 21 นี้ เราจะพบว่าดาวิดกลายเป็นผู้ลี้ภัยทางการเมืองไปแล้ว เป็นบุรุษที่ไม่มี แผ่นดิีนอาศัย เราได้เข้าสู่บทใหม่ในชีวิตของดาวิดอีกครั้ง เป็นเวลาแห่งความเจ็บปวด ที่ต้องจากภรรยาไป จากหน้าที่การงานรับใช้ซาอูล และจากเพื่อนรักอย่างโยนาธานไป เป็นเวลาที่ตกอยู่ในอันตราย แต่สำหรับคนที่พระเจ้าเจิมตั้งไว้จะไม่มีวันถูกฆ่า ไม่ว่าอัน ตรายจะหนักหนาเพียงใด นับเป็นเวลาที่พระเจ้าทรงเตรียมไว้เพื่อเสริมสร้างท่านให้ จำเริญขึ้น พร้อมที่จะปกครองอิสราเอลในฐานะกษัตริย์ที่พระองค์เจิมตั้งไว้

ขอยืมขนมปังหน่อยครับ
(21:1-9)

1 แล้วดาวิดก็มาหาอาหิเมเลคปุโรหิตเมืองโนบ และอาหิเมเลคออก มาหาดาวิดตัวสั่นอยู่พูดกับท่านว่า "ทำไมท่านจึงมาคนเดียว และไม่ มีผู้ใดมากับท่าน" 2 ดาวิดจึงพูดกับอาหิเมเลคปุโรหิตว่า "พระราชา ทรงบัญชาข้าพเจ้าให้ทำเรื่องหนึ่ง รับสั่งแก่ข้าพเจ้าว่า 'อย่าบอกเรื่อง ซึ่งเราใช้เจ้าไปกระทำนั้นแก่ผู้ใดให้รู้เลย และด้วยเรื่องซึ่งเรามอบ หมายแก่เจ้านั้น' ข้าพเจ้าได้นัดหมายไว้กับพวกคนหนุ่ม ณ ที่แห่งหนึ่ง 3 ท่านมีอะไรติดมืออยู่บ้างเล่า ขอขนมปังข้าพเจ้าสักห้าก้อน หรืออะ ไรๆที่มีที่นี่ก็ได้" 4 ปุโรหิตนั้นตอบดาวิดว่า "ข้าพเจ้าไม่มีขนมปังธรรม ดาเลย แต่มีขนมปังบริสุทธิ์ ขอแต่คนหนุ่มได้อยู่ห่างจากผู้หญิงมาแล้ว ก็แล้วกัน" 5 และดาวิดก็ตอบท่านปุโรหิตว่า "ที่จริงเมื่อเราทั้งหลายออก ไปปฏิบัติงาน ผู้หญิงก็ถูกกันให้ห่างจากเราอย่างทุกครั้ง การเดินทาง ธรรมดากายของคนหนุ่มก็บริสุทธิ์อยู่แล้ว ยิ่งวันนี้กายของเราก็ยิ่งบริสุทธิ์ กว่า" 6 ดังนั้นปุโรหิตจึงมอบขนมปังให้แก่ดาวิดเพราะที่นั่นไม่มีขนมปัง อื่นนอกจากขนมปังที่ตั้งถวาย ซึ่งเก็บมาจากหน้าพระพักตร์พระเจ้าเพื่อวาง ขนมปังใหม่ในวันที่เก็บเอาขนมปังเก่านั้นออกไป 7 ในวันนั้นมีชายคนหนึ่ง อยู่ที่นั่นเป็นผู้รับใช้ของซาอูล มีธุระต้องเฝ้าพระเจ้าอยู่ เขาชื่อโดเอก คน เอโดม เป็นหัวหน้าคนเลี้ยงสัตว์ของซาอูล 8 และดาวิดกล่าวแก่อาหิเมเลค ว่า "ท่านไม่มีหอกหรือดาบติดมืออยู่สักเล่มหนึ่งหรือ ด้วยข้าพเจ้ามิได้นำ ดาบ หรือเครื่องอาวุธติดมาเลย เพราะราชการของพระราชาเป็นการด่วน" 9 ปุโรหิตนั้นจึงกล่าวว่า "ดาบของโกลิอัทคนฟีลิสเตียซึ่งท่านฆ่าเสียที่หุบ เขาเอลาห์นั้น ดูเถิด ยังห่อผ้าอยู่ที่ข้างหลังเอโฟด ถ้าท่านต้องการดาบนั้น จงเอาไปเถิด นอกจากเล่มนั้นแล้วก็ไม่มีดาบอื่นอีก" และดาวิดกล่าวว่า "ไม่มีดาบอื่นเหมือนดาบเล่มนั้นแล้ว ขอให้ข้าพเจ้าเถิด"

ดาวิดจะไปที่ใหนถ้าต้องการที่หลบภัยและความช่วยเหลือ ? แน่นอน อาหิเมเลข มหาปุ โรหิตน่าจะไว้ใจได้ ดาวิดจึงหนีไปที่เมืองโนบ เมืองของปุโรหิต อยู่ไปทางตะวันออก เฉียงเหนือของกรุงเยรูซาเล็มประมาณ 3-4 กม. (2-3 กม. ทางตอนใต้ของกิเบอาห์ บ้าน เกิดของซาอูล) ดาวิดตระหนักดีถึงความดุร้ายและอิทธิพลของซาอูล ท่านจึงเก็บจุด ประสงค์ที่แท้จริงไว้เป็นความลับ เพราะคิดว่าจะได้เป็นการปกป้องท่านปุโรหิต แต่เหตุ การณ์ไม่เป็นไปตามที่ท่านคิด ซึ่งเราจะมาดูกันต่อไป

อาหิเมเลขคงไม่ถูกหลอกง่ายๆ เมื่อท่านเห็นดาวิด ท่านออกมาหาด้วยตัวสั่น (เปรียบ เทียบกับ 16:1-5) และยิ่งตกใจเมื่อเห็นว่าดาวิดมาตามลำพัง ท่านจึงถามออกไป ดาวิด ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้บังคับการกองพัน ถ้าท่านมาในหน้าที่ (ซึ่งท่านเคยปฏิบัติอยู่ เป็นประจำ – ดู 22:15) ท่านต้องมีลูกน้องมาด้วย "พวกเขาอยู่ที่ไหนกัน ?" ท่านปุโรหิต คงสงสัย จึงถามดาวิด

ดาวิดเตรียมหาคำตอบอยู่แล้ว ผมไม่ทราบว่าท่านปุโรหิตเชื่อหรือไม่ แต่อย่างน้อยท่าน ก็ไม่ได้กดดันดาวิดด้วยการถามต่อ ท่านรับรู้ตามที่ดาวิดบอก ดาวิดเชื่อว่าเป็นการดี กว่า ที่อาหิเมเลขจะไม่รู้อะไร ซาอูลคงจะไม่ทำอันตรายท่าน ดาวิดคิดผิด ดาวิดบอก กับท่านปุโรหิตแต่เพียงว่า มาทำงานพิเศษตามที่กษัตริย์ซาอูลใช้มา เป็นราชการลับ ซึ่งท่านไม่อาจเล่าให้อาหิเมเลขฟังได้ ดาวิดบอกกับปุโรหิตว่าท่านไม่ได้มาตามลำพัง ; ลูกน้องของท่านซ่อนตัวอยู่ในที่ที่นัดแนะกันไว้ เรื่องที่ท่านเล่าทำให้งานนี้ดูจะสำคัญ มาก อย่างน้อยดาวิดคิดว่าเป็นเช่นนั้น

เมื่อเล่าเสร็จแล้วดาวิดจึงบอกถึงสาเหตุที่แวะมา : ท่านต้องการเสบียง เพื่อทำให้เรื่อง ที่ท่านเล่าดูสมจริง ท่านบอกกับอาหิเมเลขว่าท่านต้องการขนมปัง แต่ที่อาหิเมเลขมีคือ ขนมปังบริสุทธิ์ ขนมปังหน้าพระพักตร์ ซึ่งมีแต่ปุโรหิตเท่านั้นที่รับประทานได้ แต่ถ้าดา วิดและลูกน้องไม่ได้ข้องเกี่ยวกับผู้หญิงมา92 ท่านจะมอบขนมปังบริสุทธิ์นี้ให้ห้าก้อน ดาวิดยืนยันกับท่านว่า ท่านทราบกฎดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลางานราชการด้วยแล้ว ดาวิดไม่มีเวลากลับไปที่บ้านเลย อาหิเมเลขจึงมอบขนมปังบริสุทธิ์ให้ดาวิดไป ในขณะ เดียวกัน โดเอก ชาวเอโดม มองดูด้วยความสนใจ โดเอกเป็น "หัวหน้าดูแลฝูงแกะให้ กับซาอูล" งานที่ดาวิดเชี่ยวชาญ คงไม่ต้องรอนาน โดเอกนำเรื่องนี้ไปบอกกับซาอูล เป็นเหตุนำความตายมาสู่แทบทุกชีวิตในเมืองโนบ (ดู 22:6-23)

ดาวิดถามอาหิเมเลขถึงอาวุธ มีดาบอยู่เพียงไม่กี่เล่มทั่วทั้งอาณาจักร ยิ่งในที่พักของ ปุโรหิตยิ่งแล้วใหญ่ พวกเขาจะมีอาวุธไปทำไม ? แต่ก็มีดาบอยู่เล่มหนึ่งที่นั่น ดาบของ โกลิอัท ดาบที่ดาวิดได้มาจากการฆ่ายักษ์โกลิอัท ดาบนี้เป็นเหมือนรางวัลที่ระลึกแห่ง ชัยชนะที่พระเจ้ามอบให้กับชาวอิสราเอลผ่านทางดาวิดในครั้งนั้น ที่จริงดาบนี้เป็นสิทธิ ของดาวิดอยู่แล้ว ท่านปุโรหิตจึงยินดีมอบให้ ท่านคงสงสัยไม่น้อยเลยถึงสภาพของ ดาวิดในตอนนั้น ดาวิดให้เหตุผลว่าท่านรีบร้อนมาก จนไม่ได้เตรียมอาวุธใดติดตัวมา เลย ท่านปุโรหิตคงมีสีหน้าที่งุนงงอยู่ไม่น้อย เพราะเรื่องที่ดาวิดเล่ายิ่งฟังก็ยิ่งไม่เข้า ท่า ถึงกระนั้น ท่านก็มอบดาบของโกลิอัทให้ดาวิดไป และดาวิดจึงรีบเดินทางไปที่เมือง กัท

แล้วเหตุการณ์ก็ดำเนินต่อไป
หรือ
หาทางสร้างสัมพันธ์กับอาคีช
(21:10-15)

10 และดาวิดก็ลุกขึ้นในวันนั้น หนีจากซาอูลไปหาอาคีช พระราชาเมืองกัท 11 และมหาดเล็กของอาคีชทูลว่า "ดา วิดคนนี้ไม่ใช่หรือที่เป็นกษัตริย์ของแผ่นดินนั้น เขามิได้เต้น รำและขับเพลงรับกันหรือว่า 'ซาอูลฆ่าคนเป็นพันๆ และดา วิดฆ่าคนเป็นหมื่นๆ'" 12 และดาวิดก็จำถ้อยคำเหล่านี้ไว้ใน ใจและกลัวอาคีชกษัตริย์เมืองกัท 13 ท่านจึงเปลี่ยนอากัป กริยาต่อหน้าเขาทั้งหลาย และกระทำตนเป็นคนบ้าเที่ยวกา ไว้ที่ประตู และปล่อยให้น้ำลายไหลลงเปรอะเครา 14 อาคีช จึงสั่งผู้รับใช้ของท่านว่า "นี่แน่ะ เจ้าเห็นว่าคนนั้นบ้า แล้วเจ้า พาเขามาหาเราทำไม 15 ข้าขาดคนบ้าหรือ เจ้าจึงพาคนนี้ มาทำบ้าให้ข้าดู คนอย่างนี้ควรเข้ามาในนิเวศของข้าหรือ"

ในฐานะที่ผมเป็นครูสอนพระคัมภีร์ ผมเคยเข้าไปจัดสัมนาในคุกหลายหน และผมก็ค่อน ข้างหวั่นใจ บางครั้งผมเคยลองถามตัวเองว่า ถ้ามีการจลาจลเกิดขึ้นในคุกตอนที่ผมอยู่ ผมจะทำยังไงดี ผมคงอยากอยู่หลังลูกกรงกับพวกผู้เชื่อมากกว่าออกไปอยู่ด้านนอกกับ พวกพัศดีที่ไม่มีความเชื่อ การได้เข้าไปจัดสัมนาในคุกบ่อยๆจึงทำให้ผมเข้าใจถึงพระ คำข้อสุดท้ายของ 1 ซามูเอล 21 ได้เป็นอย่างดี

สิ่งที่ดาวิดทำตอนนี้น่าทึ่งมากนะครับ ดาวิดหนีออกจากแผ่นดินอิสราเอลไปยังดินแดน ฟิลิสเตีย ท่านจากประชากรของพระเจ้าเพื่อไปหาศัตรูของพระเจ้า ท่านไปขอลี้ภัยกับ กษัตริย์อาคีชที่ท่านเคยทำสงครามด้วยมาก่อน ดาวิดเคยไปที่เมืองกัทมาก่อน – อย่าง น้อยก็เกือบถึง หลังจากที่ท่านฆ่าโกลิอัททหารกล้าของฟิลิสเตีย ดาวิดและทหารอิสรา เอลไล่ตามฆ่าคนฟิลิสเตียไปจนถึงเมืองกัท และเอโครน (1 ซามูเอล 17:51-52) ตอนนี้ ดาวิดต้องมาที่เมืองกัทอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มาในฐานะนักโทษลี้ภัยการเมือง มาขอความคุ้ม ครองจากกษัตริย์อาคีช

ดาวิดมาที่เมืองกัทเพื่อเสาะหาที่พึ่งพิงคุ้มภัย แต่เมืองนี้เป็นบ้านเกิดของโกลิอัทที่ท่าน ฆ่า (17:23) ที่แย่ไปกว่านั้น ดาวิดถือดาบของโกลิอัทมาด้วย (ข้อ 8-9) ผมว่าดาวิดถ้า จะบ้าที่เลือกไปเมืองกัท ที่บ้าไปกว่านั้นคือการประพฤติตนของท่านที่กัท (ข้อ 13) ถ้า จะมีอะไรแอบแฝงอยู่ในพระคำตอนนี้ ก็น่าจะเป็นการที่ซาอูลตามฆ่าดาวิดอย่างเอาจริง เอาจัง ถ้าดาวิดต้องหลบหนีไปพึ่งพิงศัตรู สิ่งนี้บอกอะไรเราถึงความเป็น "เพื่อน" อย่าง ซาอูล ? นอกจากจะบอกให้เรารู้ถึงความเกลียดชังอย่างรุนแรง (ขั้นใกล้บ้า) ของซาอูล ทุกอย่างดูสิ้นหวังจริงๆ !

ผู้เขียนพระธรรมตอนนี้ไม่ได้ให้ความสนใจเรื่องการมาถึงเมืองกัทของดาวิด มากเท่ากับ อธิบายตอนที่ท่านออกไป ไม่ว่าดาวิดไปที่เมืองกัทด้วยเหตุผลใดก็ตาม ดูเหมือนพระ เจ้าไม่ทรงพอพระทัยที่จะให้ท่านอยู่ที่เมืองนี้ พระเจ้าทรงใช้ให้มหาดเล็กของอาคีช กดดันกษัตริย์ฟิลิสเตีย ให้ถือเรื่องดาวิดเป็นเรื่องอันตรายร้ายแรงต่อความมั่นคงของประ เทศ พระธรรมตอนนี้และในบทที่ 27-29 อาคีชดูเหมือนเป็นคนไม่มีเล่ห์เหลี่ยมและเซ่อ ซ่า แต่ท่านออกจะชอบดาวิด ท่านมีความเชื่อมั่นว่าดาวิดยอมจำนนกับท่านจริงๆ และ น่าจะเป็นพันธมิตรที่เอื้อประโยชน์ได้ ท่านไม่อยากจะคิดว่าดาวิดยังคงสัตย์ซื่อต่ออิสรา เอล และในไม่ช้าจะขึ้นครองราชย์ในอิสราเอล

เป็นเรื่องปกติที่กษัตริย์จะช่วยคุ้มครองนักโทษลี้ภัยการเมืองจากประเทศรอบด้านเอาไว้ (ดูตัวอย่างจาก 1 พกษ 11:40; 2 พกษ 25:27-30) ถ้าให้ความคุ้มครองช่วยเหลือ ใคร จะไปรู้วันหนึ่งข้างหน้าอาจจะมาเป็นพันธมิตรกัน พวกผู้ลี้ภัยเหล่านี้เป็นเหมือนถ้วยราง วัลชนิดหนึ่ง เป็นพยานที่มีชีวิตที่แสดงถึงอำนาจทางการเมืองของประเทศนั้นๆ มหาด เล็กของอาคีชทำให้ท่านตื่นจากความฝัน ท่านจำไม่ได้หรือว่า ดาวิดได้รับการเจิมตั้งให้ เป็นกษัตริย์องค์ต่อไปของอิสราเอล ? ท่านจำไม่ได้หรือ ถึงการตายของโกลิอัท และ ความปราชัยต่ออิสราเอลโดยการนำของดาวิด ? ท่านลืมเพลงที่แต่งให้สำหรับดาวิดไป แล้วหรือ เพลงที่ประกาศว่าดาวิดเป็นใหญ่กว่าซาอูล ? :

"ซาอูลฆ่าคนเป็นพันๆ ดาวิดฆ่าคนเป็นหมื่นๆ"

อาคีชถูกกดดันให้คิดอย่างรอบคอบก่อนที่จะรับให้ดาวิดมาอาศัยอยู่ในเมืองกัท ท่าน คิดหนัก ดาวิดก็เช่นกัน ท่านได้ยินเรื่องที่มหาดเล็กให้คำปรึกษาต่ออาคีช และท่านรู้ดี ว่า ถ้ากษัตริย์ยอมทำตามคำแนะนำ ท่านอาจถูกประหาร ท่านกำลังตกที่นั่งลำบาก ลำ บากมากซะด้วย ดาวิดจะออกจากสถานการณ์เสี่ยงตายเช่นนี้ได้อย่างไร ?

ดูเหมือนจะมีหนทาง ดาวิดเอาชีวิตรอดได้ แต่ต้องยอมเสียศักดิ์ศรี ถ้าท่านมาถึงเมืองนี้ อย่างนักรบผู้น่าเกรงขาม น่ากลัวกว่าโกลิอัท เมื่อท่านจากไป ท่านจากไปแบบคนบ้า ดาวิดคิดทางออกได้โดยทำตัวเป็นคนบ้า ถ้าท่านทำให้กษัตริย์เชื่อได้ว่าท่านเสียสติไป แล้ว จะไม่มีใครอยากมายุ่งกับท่าน และท่านอาจมีชีวิตอยู่ต่อไป คิดได้แล้ว ดาวิดก็ทำ ตามแผน ท่านเที่ยวขีดเขียนไปทั่วประตูเมือง ปล่อยให้น้ำลายไหลยืดเลอะหนวดเครา ช่างน่าสะอิดสะเอียนและน่าสมเพชเสียจริง

อาการบ้าของท่านอาจหลอกใครไม่ได้ แต่น่าจะหลอกกษัตริย์ได้ เพราะถึงอย่างไร อาคีชก็ไม่ได้อยากจะฆ่าดาวิดอยู่แล้ว ดูเหมือนท่านจะชอบใจดาวิดจริงๆ ทางออก ของท่านคือ กษัตริย์ไม่ควรไปยุ่งเกี่ยวกับคนบ้า ! การฆ่าดาวิดไม่ทำให้เกิดอะไรขึ้น และการเก็บท่านเอาไว้ก็ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์กับเมืองกัทด้วย เพราะเมืองกัทไม่ใช่ เป็นโรงพยาบาลบ้า ! มีพวกฟิลิสเตียบ้าๆอยู่ในเมืองมากพอแล้ว ; ไม่รู้จะเอาคนบ้า อิสราเอลมาไว้อีกทำไม อาคีชจึงปล่อยดาวิดออกจากเมืองไป ชีวิตท่านรอดพ้นอีกครั้ง และปัญหาของบรรดาผู้ให้คำปรึกษาก็จบสิ้นลง ดูเหมือนสถานการณ์ครั้งนี้ไม่มีใครได้ ใครเสีย

ดาวิดเป็นคนถ้ำและเป็นผู้นำ
(22:1-2)

1 ดาวิดก็จากที่นั่นหนีไปอยู่ที่ถ้ำอดุลลัม เมื่อพี่ชาย ของท่านและพงศ์พันธุ์บิดาของท่านทั้งสิ้นได้ยินเรื่อง เขาก็ลงไปหาท่านที่นั่น 2 นอกนั้นทุกคนที่มีความ ทุกข์ยาก และทุกคนที่มีหนี้สิน และทุกคนที่ไม่มีความ พอใจก็พากันมาหาท่าน และท่านก็เป็นหัวหน้าของเขา ทั้งหลาย มีคนมามั่วสุมอยู่กับท่านประมาณสี่ร้อยคน

ดาวิดหนีกลับไปที่เขตแดนของยูดาห์ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากชายแดนอิสราเอลและฟิลิสเตีย ท่านซ่อนตัวอยู่ในถ้ำอดุลลัม ซึ่งไม่มีใครทราบแน่ชัดว่าอยู่ที่ใด แต่ดูเหมือนจะอยู่ห่าง จากเมืองกัทไปทางตะวันออกหลายกิโลเมตร อยู่ค่อนไปทางเมืองเบธเลเฮมและเยรู ซาเล็ม ดาวิดหาที่ปลอดภัยพออยู่ได้ ไกลจากเมืองกัทและห่างจากซาอูล

ก่อนหน้านี้ดาวิดเหมือนตัวคนเดียว แต่เมื่อท่านมาซ่อนตัวอยู่ในถ้ำอดุลลัม มีคนเริ่มมา หามาเข้าพวก คนกลุ่มแรกที่ได้ยินเรื่องท่านก็คือครอบครัวของท่านเอง และพวกเขามา หาท่านที่ถ้ำ พวกเขาคงรู้ตัวดีว่าถ้าดาวิดถูกนับเป็นศัตรูของซาอูลแล้ว ครอบครัวต้อง เดือดร้อนแน่ๆ น่าจะเป็นการคาดเดาที่ถูกต้อง โดยดูจากชะตาที่พวกปุโรหิตเผชิญ (ดูบทที่ 22) มีคนตามมาสมทบอีก คนที่ถูกข่มเหง เป็นหนี้ หรือเป็นฝ่ายตรงข้ามกับ ซาอูล พวกเขามาโดยให้ดาวิดเป็นผู้นำ มีหลายคนสงสัย คนพวกนี้เป็นแบบเดียวกับ สาวกพระเยซูหรือเปล่า คือหวังว่าจะมีกษัตริย์องค์ใหม่มาโค่นองค์เก่าออกไป ? ในช่วง ที่ท่านอาศัยอยู่ในถ้ำ มีคนมาเข้าพวกกับท่านถึง 400 คน

ไปโมอับและกลับคืน
(22:3-5)

3 ดาวิดก็ออกจากที่นั่นไปยังเมืองมิสปาห์ในแผ่นดินโมอับ และท่านทูลพระราชาเมืองโมอับว่า "ขอโปรดให้บิดามาร ดาของข้าพเจ้ามาอยู่กับพระองค์เถิด จนกว่าข้าพเจ้าจะ ทราบว่าพระเจ้าจะทรงกระทำประการ ใดเพื่อข้าพเจ้า" 4 และท่านก็นำบิดามารดามาฝากไว้กับพระราชาแห่งโมอับ และท่านทั้งสองก็อาศัยอยู่กับพระราชาตลอดเวลาที่ดาวิด อยู่ในที่กำบังเข้มแข็ง 5 แล้วผู้เผยพระวจนะกาดกล่าวแก่ ดาวิดว่า "ท่านอย่าอยู่ในที่กำบังเข้มแข็งนี้เลย จงไปเข้า ในแผ่นดินยูดาห์เถิด" ดาวิดก็ไปและมาอยู่ในป่าเฮเรท

ถ้ำดูจะเล็กไปแล้ว หรือมีคนเริ่มรู้เรื่องดาวิดอยู่ในถ้ำนี้แล้ว ดาวิดจึงไปที่มิสปาห์ในแผ่น ดินโมอับ เพื่อไปหาที่อยู่อาศัยให้กับบิดามารดาผู้ชราภาพ (ดู 1 ซามูเอล 17:12) พวก เขาคงไม่ปลอดภัยในเบธเลเฮม เพราะซาอูลมาหาได้โดยง่ายและอาจใช้ท่านเป็นสะ พานมาหาดาวิด และยังทำให้ดาวิดไม่กล้าหอบท่านเดินทางไปไหนมาไหนในแถวทะเล ทรายได้นาน ท่านไม่สมควรมาใช้ชีวิตเป็นเหมือนนักโทษลี้ภัยอย่างนี้ ดาวิดจึงไปหาที่ พักให้ท่านในแผ่นดินโมอับ คุณคงจำได้ว่านางรูธ คุณยายทวดของดาวิดเป็นหญิงชาว โมอับ (ดูนางรูธ 1:4; 4:13-17) นี่อาจจะเป็นเหตุให้กษัตริย์โมอับทำตามที่ดาวิดร้องขอ บิดามารดาของดาวิดจึงอยู่ในที่ปลอดภัยในช่วงเวลานับปีที่ดาวิดหลบหนีซาอูล

ในขณะที่ดาวิดหลบซ่อนตัวอยู่ในแผ่นดินโมอับ ผู้เผยพระวจนะกาดมหาท่านพร้อมกับ พระคำของพระเจ้าว่า ดาวิดต้องไม่หลบซ่อนตัวอีกต่อไป ท่านต้องออกจากที่นั่นและ กลับไปที่แผ่นดินยูดาห์93 ดาวิดทำตามคำสั่งของท่านผู้เผยพระวจนะ ถึงแม้ท่านคง สงสัยว่าให้กลับไปที่ยูดาห์ทำไม เมื่ออ่านไปถึงบทที่ 26 ดาวิดถึงรู้ว่าทำไม และท่าน จะบอกกับเรา (และบอกซาอูลด้วย) ดาวิดกลับไปยังยูดาห์ แอบซ่อนตัวอยู่ในป่าเฮเรท เลยทำให้เรานึกถึงพระเอกตลอดกาล "โรบินฮู้ด"

บทสรุป

สิ่งหนึ่งที่แสดงให้เราเห็นความจริงอันชัดเจน คือพระคำที่เขียนโดยอัครสาวกยากอบ ในพระคัมภีร์ใหม่ :

17 ท่านเอลียาห์ก็เป็นมนุษย์ที่มีสภาพเหมือนกับเราทั้งหลาย และท่านได้อธิษฐานด้วยความเชื่ออันแรงกล้าขอไม่ให้ฝนตก และฝนก็ไม่ตกต้องแผ่นดินถึงสามปีกับหกเดือน
(ยากอบ 5:17)

หลายคนคิดว่าดาวิดเป็นมนุษย์ที่แท้จริง ผมเชื่อว่าพระธรรมตอนนี้แสดงให้เราเห็นความ เป็นมนุษย์ที่แท้จริงของท่าน ท่านไม่ได้คิดหรือทำในแง่จิตวิญญาณเสมอไป ท่านมีใจ ให้กับพระเจ้า แต่เท้าท่านก็ยังติดดิน ดาวิดไปขอความช่วยเหลือจากอาหิเมเลข โดย คิดว่าตนเองรู้ดีกว่า ท่านยอมรับว่าการตายของบรรดาปุโรหิตและครอบครัวทั้งสิ้นของ พวกเขาเป็นความผิดของท่านทั้งหมด (22:22) ท่านหนีเข้าไปในดินแดนฟิลิสเตีย ไป ขอพึ่งพิงศัตรูแทนที่จะพึ่งพิงพระเจ้า แล้วท่านก็หนีไปยังโมอับ ที่ซึ่งผู้เผยพระวจนะ กาดต้องมาบอกให้ท่านกลับไปบ้าน ดาวิดไม่ได้ทำถูกไปเสียทุกเรื่อง ท่านเป็นมนุษย์ ธรรมดา ไม่ใช่เป็นภาพฝัน ไม่ใช่เป็นมนุษย์วิเศษที่ผู้เขียนแต่งขึ้นตามจินตนาการ หลายครั้งที่ความล้มเหลวของดาวิดทำให้เราเองได้รับการหนุนใจและมีความหวัง ท่าน เป็นเพียงผู้ชายคนหนึ่ง "มีธรรมชาตินิสัยเหมือนพวกเรา" พระเจ้าปฏิบัติต่อเราทั้งหลาย อย่างเปี่ยมไปด้วยพระคุณ เช่นเดียวกับที่พระองค์ปฏิบัติต่อดาวิด

เราอาจจะผ่านเหตุการณ์ในพระธรรมตอนนี้ไปโดยไม่ดูซ้ำสอง สำหรับสายตาของผู้ที่ไม่ ได้รับการฝึกฝน ดูเหมือนดาวิดโชคดี อย่างน้อยถึงสองครั้ง ครั้งแรก ดาวิดสามารถหนี รอดไปจนถึงเมืองโนบ ไม่มีขนมปังให้ท่าน เว้นแต่ขนมปังสำหรับปุโรหิต อาหิเมเลข ยอมยกเว้นและมอบขนมปังนี้ให้กับดาวิด ครั้งที่สอง ดาวิด "หนี" ไปยังดินแดนฟิลิสเตีย ถือดาบของโกลิอัทไปด้วย ไปยังบ้านเกิดของยักษ์ตนนี้ ท่านถูกหมายหัวไว้ว่าต้องตาย แน่ๆ แต่การทำตัวแกล้งบ้าทำให้ท่านถูกส่งออกไปจากเมือง คนอะไรจะโชคดีได้ ขนาดนี้?

การช่วยกู้ และบทเพลงสรรเสริญของดาวิด

พระธรรมตอนอื่นทำให้เห็นชัดเจนว่า นี่ไม่ใช่เรื่อง "โชคดี" การที่ดาวิดรอดตัวไปได้ ไม่ใช่เป็นเพราะท่านใช้เล่ห์เหลี่ยม แต่เป็นการช่วยกู้ที่มาจากพระเจ้า อันที่จริง เรากำลัง จะเห็นในไม่ช้า (ในบทที่ 22) ว่าระหว่างที่ดาวิดหนีจากโนบไปที่เมืองกัทนั้น พวกปุโรหิตและครอบครัวกำลังเคราะห์ร้าย สิ่งนี้ถูกเปิดเผยให้เรารู้่ในพระธรรมสดุดี 52 เบื้องหลังประวัติศาสตร์ของสดุดี 52 คือสิ่งที่โดเอกรายงานให้ซาอูลรู้ว่าเห็นดาวิดอยู่ที่ เมืองโนบ สดุดีบทที่ 34 และ 56 เขียนในระหว่างที่ดาวิดอยู่ในเมืองกัท สดุดีบทที่ 57 และ 142 เขียนในระหว่างที่ดาวิดหลบซ่อนอยู่ในถ้ำ บทเพลงสดุดีเหล่านี้เป็นภาพสะ ท้อนของดาวิด เป็นเรื่องราวเบื้องหลังของพระธรรมตอนนี้ ให้เราหยุดสักชั่วครู่เพื่อดูว่า บทสดุดีนี้สอนและนำเราในเรื่องใด

(1) การช่วยกู้เป็นของพระเจ้า พระเจ้าเป็นผู้ประทานความรอด ดังนั้นพระองค์จึง เป็นผู้เดียวที่เราควรร้องทูลขอความรอด (34:4-7; 57:1-3; 142) เป็นผู้เดียวที่เราต้อง โมทนาสรรเสริญในความรอดนี้ บางทีเรามองไม่ออกว่าพระองค์คือผู้กระทำ แต่แน่ใจ เถิดว่าการช่วยกู้มาจากพระองค์ ดูอย่างผิวเผิน เราคงดูไม่ออกว่าพระเจ้าช่วยกู้ดาวิด ออกมาจากเมืองกัท แต่ในสดุดี 34 ทำให้เราเห็นชัดเจนว่าการช่วยกู้มาจากพระเจ้า

(2) พระเจ้าเป็นผู้ช่วยกู้จากบรรดาผู้ประสงค์จะทำลายเรา (56:1-7; 57:4-6) ดาวิดเห็นจุดจบของท่านในเงื้อมมือคนชั่วร้าย และเห็นพระเจ้าเป็นผู้ช่วยท่านออกจาก เงื้อมมือคนชั่วเหล่านั้น

(3) การช่วยกู้จะไปถึงยังบรรดาคนที่รักและวางใจในพระเจ้า ผู้ที่ร้องทูลขอให้ พระองค์ช่วย (56:3-4, 9-11; 57:1-3; 142:1-2) พระเจ้าทรงห่วงใย และต้องการ ปกป้องคนที่พระองค์รัก ผู้ใดเข้าพึ่งพิงในพระองค์ ผู้ใดที่มีความยำเกรงพระองค์ และผู้ ใดร้องทูลต่อพระองค์ พระองค์จะประทานความรอดให้

(4) เราไม่สมควรได้รับการช่วยกู้ ; เป็นของประทานโดยพระคุณ (57:1) พระเจ้า ช่วยกู้มนุษย์ไม่ใช่เพราะมนุษย์สมควรได้รับ แต่เป็นเพราะพระเจ้าทรงพระกรุณาและมี เมตตา พระองค์สงสารที่เห็นมนุษย์ถูกข่มเหง (34:17-18; 56:8) การช่วยกู้ของพระ เจ้าเป็นเพราะความบาปและความโง่เขลาของเรา

(5) พระเจ้าช่วยกู้มนุษย์ เพื่อพระสิริ คำสรรเสริญและโมทนาพระคุณของพระ องค์ (สดุดี 56:12; 57:5, 8, 9, 11; 142:7) เมื่อพระเจ้าช่วยกู้มนุษย์ออกจากความ ยากลำบาก พวกเขาสมควรประกาศพระนามและโมทนาขอบพระคุณพระองค์ให้ชาวโลก ได้รับรู้ถึงพระเมตตาของพระองค์ ดังนั้นการช่วยกู้ไม่ใช่เพื่อสำหรับตัวเราจะได้ดี แต่เพื่อ พระสิริขององค์พระผู้เป็นเจ้า

(6) พระเจ้าทรงช่วยกู้เพื่อให้มนุษย์รู้จักพระองค์ดีขึ้น และนำสิ่งที่รู้ไปสั่งสอน ผู้อื่นต่อ (34:8-14) ผมเชื่อว่าดาวิดเขียนเรื่องความกลัวในสดุดีบทที่ 34 เพราะท่าน เรียนรู้มากมายเกี่ยวกับความกลัว ดาวิดกลัวมนุษย์ก่อน นี่คือสาเหตุที่ท่านหนีไปเมือง กัท ท่านกลัวซาอูล ต่อมาท่านกลัวพวกฟิลิสเตีย ไม่นานดาวิดก็เรียนรู้ว่า พระเจ้าขจัด ความกลัวของมนุษย์ออกไปเสีย และเมื่อพระองค์ทำ เราจึงเรียนรู้ที่จะยำเกรงพระองค์ มากกว่าเกรงกลัวมนุษย์ ความยำเกรงพระเจ้าสอนเราให้ "จงระวังลิ้นของเจ้าจาก ความชั่ว และอย่าให้ริมฝีปากพูดเป็นอุบายล่อลวง" (34:13) ผมเชื่อว่าดาวิด เข้าใจดีถึงความสำคัญของการพูดความจริง และเมื่อท่านยำเกรงพระเจ้ามากกว่า เกรงกลัวมนุษย์ ท่านพูดความจริงและต้องการให้คนรอบข้างทำเช่นกัน การช่วยกู้ ดาวิดทำให้ท่านสามารถนำสิ่งที่ท่านเรียนรู้ไปใช้สั่งสอนผู้อื่นได้

(7) พระเจ้าทรงช่วยกู้ โดยหลากหลายวิธีการ (34) ใครจะไปคิดถึงว่า การที่ดาวิด แกล้งบ้าและถูกขับออกจากเมืองกัทนั้นเป็นมาจากพระหัตถ์พระเจ้า ? ไม่ใช่โชคดี หรือ ดาวิดแสดงได้สมบทบาท ไม่ใช่เป็นความคิดของดาวิด ! เป็นพระเจ้าเองที่ช่วยกู้ดาิวิด ออกมาจากเมืองกัท ถึงแม้จะต้องใช้วิธีแกล้งบ้า (เป็นพระเจ้าใช่หรือไม่ที่ใส่ความคิด เรื่องแกล้งบ้าเข้าไปในหัวของดาวิด ?)

(8) พระเจ้าทรงใช้วิธีการที่แสนธรรมดามาช่วยกู้ ซึ่งบางครั้งดูอาจน่ารังเกียจ สำหรับมนุษย์ (34) คุณเคยดูหนังที่มีบางตอนเป็นเรื่องของจิตวิญญาณบ้างไหม ? ถึงผมจะไม่ได้อยู่หน้าจอโทรทัศน์ แค่ได้ยินเสียง ผมบอกได้เลยว่าเป็นฉากบรรยากาศ ของสวรรค์ มีเสียงเพลงประกอบแบบ "สวรรค์ๆ" ไม่รู้จะอธิบายยังไงดี เแต่เป็นเพลง ที่ฟังแล้วทำให้รู้สึกสงบ มีความสุข (ส่วนมากจะใช้เครื่องดนตรีจำพวกไวโอลินหรือพิณ บรรเลง)

คุณเคยเห็นป้ายบนถนนหลวงที่เตือนผู้ขับขี่ว่า "ขับช้าๆ ข้างหน้ามีคนทำงาน" หรือ เปล่า ? ผมคิดว่าคริสเตียนหลายคนหวังจะให้พระเจ้าทำเช่นเดียวกัน เมื่อพระเจ้าช่วย กู้ใครก็ตามในพระคัมภีร์ เราคาดจะเห็นป้ายที่เขียนว่า "ขับช้าๆ พระเจ้ากำลังทำงานอยู่" เราหวังจะได้ยินเสียงเพลงลอยมาจากสวรรค์ขับกล่อม สร้างบรรยากาศของการสถิตอยู่ แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเมื่อครั้งพวกพี่ๆขายโยเซฟให้ไปเป็นทาส ไม่ได้เกิดขึ้นเมื่อ ซาตานมาสร้างความทุกข์สาหัสให้กับโยบ หรือแม้กระทั่งเมื่อดาวิดน้ำลายไหลยืด เดิน ไปมาอยู่ที่เมืองกัท แต่พระเจ้าทรงทำงานของพระองค์โดยที่ตาเรามองไม่เห็น ในพระ ธรรม 2 ซามูเอล เราจะเห็นว่าซาโลมอนได้เป็นผู้สืบต่อราชบัลลังก์จากบิดา(ดาวิด) ถึง แม้ว่าท่านจะเกิดจากนางบัทเชบา หญิงที่เคยเป็นภรรยาของอุรียาห์มาก่อน มีการสร้าง พระวิหารบนแผ่นดินที่ดาวิดซื้อไว้หลังจากที่ท่านทำผิดโดยนับกำลังพลอิสราเอล ท่าน ขึ้นไปสร้างแท่นเพื่อถวายบูชาแด่พระเจ้าบนแผ่นดินนั้น เพื่อพระเจ้าจะทรงพระกรุณา ยับยั้งโรคระบาดเสียจากอิสราเอล แผ่นดินนั้นเคยเป็นลาดนวดข้าวของอาราวนาห์ คน เยบุส (2 ซามูเอล 24) พระเจ้าทรงทำงานของพระองค์อยู่เสมอโดยเราไม่ต้้องคาด หวังจะเห็นพระหัตถ์ของพระองค์อยู่เหนือพระราชกิจที่ทรงทำการอยู่

(9) การช่วยกู้ของพระเจ้ามักเกิดขึ้นในสถานการณ์ที่เราจนมุม (142:4) หลาย ครั้งพระเจ้าต้องการปล่อยให้เราตกอยู่ในสถานการณ์คับขันที่สุด เพราะเมื่อพระองค์ทรง ช่วยกู้ เราจะเห็นภาพชัดว่ามาจากพระองค์ ในบทเพลงสดุดี ดาวิดบรรยายถึงสถาน การณ์ที่คับขันที่สุดของท่าน และบรรยายถึงวิธีการที่พระเจ้าทรงช่วยกู้ท่านออกมา

10) พระเจ้าไม่ได้ช่วยกู้เราด้วยวิธีการที่ทำให้เราสมใจนึก แต่ด้วยวิธีการที่ทำ ให้เราต้องถ่อมใจ หลายครั้งเมื่อเราดูข่าวการช่วยชีวิตคนในโทรทัศน์ เราจะเห็นภาพ ที่ไม่น่าประทับใจ เช่นผู้หญิงผมเผ้าเป็นกระเซิงหน้าตามอมแมมดูไม่ได้ในชุดนอน ไม่มี ใครอยากให้สถานการณ์เช่นนั้นเกิดกับตนเอง แต่ไม่มีทางเลือก คุณอยากรอดชีวิตหรือ เปล่า ? คงตัดสินใจได้ไม่ยาก พระเจ้าทรงช่วยกู้ดาวิดด้วยวิธีการที่ทำให้ท่านต้องถ่อม ใจเป็นอย่างมาก พระเจ้าไม่ได้ทำให้ดาวิดรู้สึกผยอง; แต่พระองค์ทรงช่วยด้วยวิธีการที่ ทำให้ดาวิดต้องถ่อมใจหันมาพึ่งพิงในพระองค์ แปลกแต่จริง พระเจ้าสอนเราให้รู้จักที่ จะถ่อมใจก่อน เพื่อเราจะเห็นถึงความอ่อนแอไร้สมรรถภาพของตัวเอง และต้องร้องทูล ขอการช่วยกู้จากพระองค์

เมื่อผมคิดถึงเรื่องราวต่างๆในพระคัมภีร์ ผมตระหนักว่าบ่อยครั้งที่พระเจ้าทรง "ช่วยกู้" คนของพระองค์จากความพินาศ ด้วยวิธีการที่ดูแสนจะต่ำต้อย ผมนึกถึงอับราฮัม ที่หนี ไปยังแผ่นดินอียิปต์เพื่อ "ให้รอด" จากการกันดารอาหาร เมื่อท่านทำเช่นนั้น ท่านไม่ เพียงแต่เสี่ยงชีวิตตนเอง แต่เสี่ยงกับพระสัญญาที่พระเจ้าจะประทานบุตรให้ทางนาง ซาราห์ เพื่อพระพรของพระองค์จะตกอยู่กับท่านและมนุษยชาติด้วย (ดูปฐมกาล 12:1-3) อับราฮัมโกหกเรื่องนางซาราห์ว่าเป็นเพียงน้องสาว ไม่ใช่ภรรยา ผลก็คือนางถูกส่ง ไปอยู่ในฮาเร็มของฟาโรห์ พระเจ้าทรงช่วยคนทั้งสองด้วยวิธีการที่ต่ำต้อย ฟาโรห์ให้ คนใช้ส่งทั้งสองออกไปจากแผ่นดินอียิปต์ พร้อมด้วยทรัพย์สมบัติที่มอบให้ด้วย (ดู ปฐมกาล 12:17-20)

การช่วยกู้ที่ดูจะต่ำต้อยที่สุดอีกเรื่องหนึ่ง (นอกจากเรื่องดาวิดที่เรากำลังเรียนอยู่) คือ เรื่องนาอามาน คุณคงจำได้ว่านาอามานเป็นผู้บัญชาการกองทัพของซีเรียที่เป็นโรค เรื้อน นาอามานรู้จากทาสสาวว่ามีท่านผู้เผยพระวจนะท่านหนึ่งในอิสราเอลสามารถรัก ษาได้ แต่เมื่อท่านไปยังบ้านผู้เผยพระวจนะท่านนี้ แทนที่จะได้รับการต้อนรับเป็นส่วน ตัว กลับรับคำสั่งผ่านคนใช้แทน ท่านถูกสั่งให้ไปอาบน้ำในแม่น้ำจอร์แดนเจ็ดครั้ง นา อามานโกรธมาก เพราะท่านไม่ได้รับเกียรติเท่าที่ควร แต่ในที่สุด คนใช้ของท่านแนะ นำให้ทำตามคำสั่ง ผู้บัญชาการกองทัพซีเรียก็ยอมเชื่อฟัง และได้รับการรักษาให้หาย พระเจ้าทรงรักษาท่าน แต่ด้วยวิธีที่ท่านต้องถ่อมใจ (ดู 2 พกษ. 5)

(11) พระเจ้าไม่ได้ช่วยกู้เฉพาะปัญหาฝ่ายโลกหรือฝ่ายกายเท่านั้น ; การช่วย กู้ของพระองค์รวมถึงกู้จากความพินาศนิรันดร์ด้วย (สดุดี 34:21-22; 56:13) น่าสนใจที่ในพระคัมภีร์ใหม่ คำว่า "ช่วยกู้" มักถูกใช้ในวงกว้างมากกว่าเรื่องการช่วย กู้ฝ่ายวิญญาณ ใช้ในการช่วยรักษาอาการทางกาย หรือจากความทุกข์ร้อนต่างๆ ในพระ ธรรมตอนนี้ พระเจ้าช่วยกู้ชีวิตของดาวิด แต่ในพระธรรมสดุดีดาวิดบอกกับผู้อ่านว่าการ ช่วยกู้ฝ่ายกายนั้นเป็นต้นแบบของการช่วยกู้ฝ่ายวิญญาณ ซึ่งพระเจ้าเป็นผู้กระทำให้ สำเร็จ พระเจ้าองค์ที่ช่วยกู้เราจากการกดขี่ข่มเหงและจากศัตรู คือพระเจ้าเดียวกับที่ช่วย กู้เราให้รอดพ้นจากพระอาชญานิรันดร์

การช่วยกู้ของดาวิดและองค์พระเยซูคริสต์ของเรา

การช่วยกู้ของดาวิดนั้นเกี่ยวพันโดยตรงกับพระคัมภีร์ใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์พระ เยซูคริสต์ ให้มาพิจารณาดูเนื้อหาที่พระองค์ตรัสในพระธรรมมัทธิว 12:

1 ในคราวนั้น พระเยซูเสด็จไปในนาในวันสะบาโต และพวก ศิษย์ของพระองค์หิว จึงเด็ดรวงข้าวมากินแก้หิว 2 เมื่อพวก ฟาริสีเห็นเข้า จึงทูลพระองค์ว่า "นั่นแน่ะศิษย์ของท่านทำการ ซึ่งต้องห้ามในวันสะบาโต" 3 พระองค์จึงตรัสกับเขาว่า "พวก ท่านยังไม่ได้อ่านหรือ ซึ่งดาวิดได้กระทำ เมื่อท่านและพรรค พวกอดอยาก 4 ท่านได้เข้าไปในพระนิเวศของพระเจ้า รับประ ทานขนมปังหน้าพระพักตร์ ซึ่งท่านหรือพรรคพวกไม่มีสิทธิ์จะ รับประทาน ควรแต่ปุโรหิตพวกเดียว 5 ท่านทั้งหลายไม่ได้ อ่านในธรรมบัญญัติหรือที่ว่า พวกปุโรหิตในพระวิหารย่อมละ เมิดกฎวันสะบาโตแต่ไม่มีความผิด 6 แต่เราบอกท่านทั้งหลาย ว่า ที่นี่มีสิ่งหนึ่งเป็นใหญ่กว่าพระวิหารอีก 7 ถ้าท่านทั้งหลาย ได้ เข้าใจความหมายของพระคัมภีร์ที่ว่า เราประสงค์ความ เมตตา ไม่ประสงค์เครื่องสัตวบูชา ท่านก็คงจะไม่กล่าว โทษคนที่ไม่มีความผิด 8 เพราะว่าบุตรมนุษย์เป็นเจ้าเป็นใหญ่ เหนือวันสะบาโต"
(มัทธิว 12:1-8)

พวกฟาริสีรู้สึกไม่พอใจมากที่เห็นว่าพระเยซูและพวกสาวกละเมิดกฎวันสะบาโต เมื่อ พวกสาวก (ซึ่งไม่รวมพระเยซู) เด็ดรวงข้าวกินในวันสะบาโต พวกฟาริสีเห็นอยู่ชัดๆว่า เป็นการละเมิดกฎวันสะบาโต พวกเขาอ้างว่าทำการต้องห้าม จึงกล้านำเรื่องนี้มาเผชิญ กับพระเยซู โดยหาว่าพระองค์ละเลยวันสะบาโต

พระเยซูทรงถามกลับพวกฟาริสี ในสิ่งที่พวกเขาพยายามจะถามว่า "คุณคิดว่าคุณเป็น ใครกัน ?" "พระเยซูกล้่าดีอย่างไรจึงละเมิดวันสะบาโตด้วยการอนุญาติให้พวกสาวกไป "เกี่ยว" ข้าวในวันอันต้องห้ามเช่นนี้ !" พระเยซูทรงตอบคำถามท้าทายเรื่องวันสะบาโต ในหลายวิธี พระองค์แสดงให้เห็นว่าพวกเขาเป็นคนหน้าซื่อใจคด เพราะพวกเขาเองก็ ไม่ได้รักษาวันสะบาโตตามที่กล่าวหาผู้อื่น (พวกเขาจะฉุดแกะขึ้นจากบ่อในวันนั้นถ้าจำ เป็นต้องทำ) เช่นกันการทำความดีในวันสะบาโตไม่ได้ถือว่าเป็นการทำผิด พวกเขาขาด ความเข้าใจว่าวันสะบาโตมีไว้เพื่อเป็นประโยชน์สำหรับมนุษย์ ไม่ใช่มีมนุษย์เพื่อวันสะ บาโต อีกคำตอบคือ พระเยซูทรงทำการในวันสะบาโตเช่นเดียวกับพระบิดา ผู้ทรงทำ เช่นกันเพื่อช่วยเหลือมนุษย์ให้ได้รับความรอด

พระเยซูทรงตอบโต้ด้วยวิธีการที่ต่างออกไป พระองค์ตรัสถึงสิ่งที่เรากำลังเรียนอยู่ในบท นี้ พระองค์เตือนพวกฟาริสีว่า ดาวิดยังรับประทานขนมปังจากโต๊ะหน้าพระพักตร์ และ ท่านก็ไม่ได้เป็นปุโรหิต ทำไมพวกเขาไม่ทักท้วงในเรื่องนี้ ? คำตอบที่พระเยซูกำลัง ตอบคือ คุณคือผู้สร้างความแตกต่างให้เกิดขึ้นในโลก พวกเขาไม่ทักท้วงเรื่องการที่ ดาวิดกินขนมปังบริสุทธิ์ เพราะนั่นเป็นดาวิด ผู้ซึ่งอีกไม่นานจะขึ้นมาเป็นกษัตริย์เหนือ อิสราเอล จึงทำให้มองเรื่องนี้ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง เช่นเดียวกับปุโรหิตที่พลับพลา พวกเขาต้อง "ทำงาน" ในวันสะบาโต แต่ไม่เห็นมีใครไปประณามพวกเขา ที่เป็นเช่นนั้น เพราะพวกเขาเป็นปุโรหิต

เหตุผลหนึ่งที่พระเยซูไม่ทำตามกฎเกณฑ์ของพวกฟาริสีในเรื่องวันสะบาโตเพราะพระ องค์เป็นบุตรของพระเจ้า พระองค์เป็นพระเมสซิยาห์ ที่ได้รับการเจิมให้ครอบครองโลก นี้ในฐานะกษัตริย์ ถ้าดาวิดสามารถทานขนมปังบริสุทธิ์ได้เพราะเป็นตัวท่าน และถ้าปุโร หิตยอมละเมิดกฎวันสะบาโตเพื่อดาวิดและคนของท่าน พระเยซูคริสต์จึงไม่สมควรถูก ท้าทายด้วยคำถามของพวกฟาริสีด้วย เช่นกัน คุณคือคนที่สร้างความแตกต่างในโลก ใบนี้ เช่นเดียวกับพระธรรมตอนนี้ ที่พระเจ้ากำลังแสดงให้เราเห็นผ่านทางบทเรียน

คุณเป็นคนที่สร้างความแตกต่างให้กับโลกใบนี้ ถ้าไม่มีองค์พระเยซูคริสต์ เราก็เป็นคน แปลกหน้าต่างถิ่นในอาณาจักรของพระเจ้า เราเป็นศัตรู เป็นฝ่ายตรงข้ามกับพระองค์ เราเป็นคนบาป สมควรถูกลงโทษให้พินาศนิรันดร์ แต่ในพระเยซูคริสต์ เราได้รับการ อภัย ได้รับการชำระ มีความชอบธรรมและมีชีวิตนิรันดร์ ดาวิดได้รับการช่วยกู้หลายต่อ หลายครั้งในชีวิตของท่าน โดยเฉพาะการช่วยกู้ในพระธรรมตอนที่เรากำลังศึกษาอยู่นี้ เป็นตอนที่ต่ำต้อยที่สุด ถ้าเลือกได้ท่านคงไม่อยากให้เป็นแบบนี้ แต่ท่านก็รอดพ้นจาก ศัตรูมาได้ เป็นการช่วยกู้แบบต่ำต้อยอย่างที่สุดแล้ว แต่เป็นการช่วยกู้ที่มาจากพระเจ้า ด้วยเหตุนี้ดาวิดจึงถวายพระเกียรติทั้งสิ้นแด่พระเจ้า

เช่นเดียวกับดาวิด เราเป็นผู้ที่สมควรถูกลงพระอาชญา ถ้าไม่เพราะพระคุณ เราคงมีค่า เท่ากับศูนย์ ตัวการปัญหาคือความบาปของเรา ที่ทำให้เราไม่สมควรในสายพระเนตร พระเจ้า แต่สมควรกับการพิพากษาให้พินาศนิรันดร์ พระเจ้าทรงมีพระทัยเมตตาสงสาร และโดยพระคุณทรงประทานทางออกให้กับเรา วิธีการช่วยกู้ของพระองค์อาจดูไม่สม ใจพวกเรา แต่เป็นการถวายพระสิริแด่พระองค์ พระองค์ทรงส่งพระบุตรองค์เดียวลงมา ในโลกนี้ในฐานะมนุษย์ (เป็นทั้งมนุษย์และพระเจ้าที่สมบูรณ์) มาดำเนินชีวิตที่ปราศ จากตำหนิ ทรงสิ้นพระชนม์โดยไม่มีความผิดเพื่อชดใช้ความบาปของเรา การสิ้นพระ ชนม์บนไม้กางเขนไม่ใช่เป็นเรื่องน่าอภิรมย์ เป็นการตายที่ไม่น่าดู เพราะตายแทนความ บาปของพวกเรา แต่พระเจ้าทรงบันดาลให้พระเยซู ฟื้นจากความตาย เพื่อพระสิริทั้งสิ้น เป็นของพระองค์ และเพื่อผู้เชื่อทั้งหลายจะได้มีส่วนร่วมกันกับพระองค์ โดยความเชื่อ ในองค์พระเยซูคริสต์ ทำให้บรรดาคนบาปที่ไม่สมควร กลับได้รับการช่วยกู้ขึ้นมาจาก ความตายนิรันดร์ เพื่อมาถวายเกียรติแด่พระเจ้า คุณเคยได้รับการอภัยเช่นนี้หรือยัง การอภัยซึ่ง พระเจ้าทรงประทานความชอบธรรมให้ในองค์พระเยซูคริสต์ ? สิ่งที่คุณ ต้องทำคือยอมรับว่าเป็นคนบาป กลับใจและหันมาวางใจในองค์พระเยซูคริสต์ว่าเป็น หนทางเดียว สำหรับความรอด ผมอยากหนุนใจให้คุณทำเสียเดี๋ยวนี้


92 ในพระธรรม 2 ซามูเอล อุรียาห์แสดงให้เห็นถึงการเป็นทหารที่ทุ่มเท ด้วยการไม่ไปหาภรรยา ที่บ้านในระหว่างปฏิบัติงานในสงคราม ซึ่งก็เป็นความจริง (ดูข้อ 6-13)

93 ผมเข้าใจว่าในช่วงเวลาการหลบหนีซาอูล ดาวิดคงมีที่หลบซ่อนตัวอยู่หลายแห่ง และไม่ใช่ ทุกแห่งอยู่ในเขตแดนอิสราเอล "ที่หลบซ่อนตัว" นี้ คงอยู่ในแผ่นดินโมอับ ดังนั้นท่านผู้เผยพระ วจนะกาดจึงมาสั่งให้ท่านกลับไปยังดินแดนยูดาห์

Related Topics: Introductions, Arguments, Outlines