MENU

Where the world comes to study the Bible

Report Inappropriate Ad

บทที่ 18: เมื่อซาอูลขว้างหอก โยนาธานก็รู้ว่าเอาจริง (1 ซามูเอล 20:1-42)

คำนำ

ภรรยาผมมีชื่อเหมือนคุณป้าของเธอ คุณป้าคนนี้ตายไปเมื่อท่านอายุประมาณเก้าสิบกว่า ผมไม่แน่ใจว่าตอนเข้าสู่วัยเลขเก้าท่านรู้สึกอย่างไร แต่คาดว่าคงจะดี "คุณป้าเจ" (ชื่อ เต็มว่าเจ็นเนท) ค่อนข้างจะเป็นคนแข็งแรงกระฉับกระเฉง ในช่วงท้ายของชีวิต ความ จำของท่านเริ่มเสื่อมลง ไม่ถึงกับว่าจำอะไรไม่ได้เลย แต่เป็นเหมือนกับว่าความจำสับสน (ที่พวกนักคอมพิวเตอร์เรียกว่าไฟล์ล้มน่ะครับ) ข้อมูลจากบางที่บางเวลาถูกนำมารวม กับอีกที่อีกเวลา ทำให้เรื่องราวต่างๆที่ท่านเล่าผิดไปจากที่ภรรยาผมจำได้

ตอนที่เราไปเยี่ยมป้าเจ มีการคุยกันเรื่องวันเก่าๆ ป้าเจจะชวนคุยบางเรื่องที่ภรรยาผม เจ็นเนทต้องคอยแก้ให้ถูกต้อง เธอชอบพูดว่า "ไม่ใช้แล้วค่ะคุณป้าเจ ป้าจำไม่ได้หรือ คะว่าตอนอยู่ที่ซานฟรานซิสโกบ้านเป็นอีกแบบหนึ่ง ?" ป้าเจจำไม่ได้หรอกครับ ที่เธอ จำได้เป็นอีกแบบไปเลย ผมนั่งฟังเรื่องที่ป้าเจเล่า และภรรยาผมคอยพูดแ้ก้อยู่พักใหญ่ ในที่สุด พอป้าเจเล่าเรื่องสุดท้ายจบ ภรรยาผมพูดว่า "ผิดอีกแล้วค่ะป้าเจ เรื่องมันเป็น อย่างนี้ๆค่ะ … . . " ป้าเจอาจจะแก่ และความจำไม่ค่อยจะดี แต่ท่านก็ยังคงแหลมคม ไม่ใช่เล่น ท่านตอบภรรยาผมว่า "ป้าว่าไม่พูดถึงจะดีกว่า… ." เป็นคำตอบที่เข้าท่าดี นะครับ! ถึงแม้ป้าเจจะจำเรื่อราวได้ไม่ถูกต้องนัก แต่ท่านคิดว่าความจำของท่านนั้นเป็น จริง ท่านไม่อยากให้ภรรยาผมเสียความรู้สึก แต่ท่านก็ไม่ได้ปมายความว่าท่านเห็นด้วย กับที่ภรรยาผมแย้ง คำตอบว่า "ป้าว่าไม่พูดถึงจะดีกว่า" นั้นเหมาะจริงๆ ท่านเห็นด้วย ไรือไม่เห็นด้วยท่านก็ไม่ต้องแสดงออกมา

เมื่อผมอ่าน 1 ซามูเอลบทที่ 20 ผมนึกถึงป้าเจและคำพูดของท่าน ท่านทำให้ผมนึกถึง โยนาธานที่พูดตอบดาวิดในตอนต้นบท ดาวิดไปหาโยนาธานเพื่อบอกให้รู้ว่าบิดาของ โยนาธาน ซาอูลจงใจฆ่าท่านให้ตาย ดาวิดต้องการรู้ว่าท่านทำสิ่งใดผิดจึงทำให้ซาอูล ทำเช่นนี้ โยนาธานไม่เชื่อหูตัวเอง โยนาธานคิดแต่เพียงว่าซาอูลจะยึดมั่นในคำพูดที่ สัญญาว่าจะไม่ฆ่าดาวิด (19:6) ดาวิดต้องย้ำให้โยนาธานเข้าใจให้ได้ว่าท่านไม่ไ้ด้บ้า หรือคิดไปเอง เหมือนที่ซาอูลหวาดกลัว ท่านจึงสาบานกับโยนาธานว่าท่านพูดความ จริง โยนาธานตอบเหมือนกับที่ป้าเจตอบ "โอ เค ผมเชื่อคุณ คงจะเป็นเรื่องจริง"

พระธรรมบทนี้เป็นเรื่องเศร้าสำหรับซาอูล โยนาธานและดาวิด เพราะตอนนี้ยิ่งกว่าชัด เจนแล้วว่าซาอูลต้องการฆ่าดาวิดจริงๆ แล้วก็จะฆ่าลูกตัวเองด้วยถ้าเข้ามาขวางทาง เป็นตอนที่สัมพันธ์ภาพระหว่างดาวิดกับโยนาธาน และระหว่างดาวิดกับซาอูลกำลังจะ หักเห เป็นโอกาสที่จะพิสูจน์ถึงสัญญาที่ดาวิดและโยนาธานมีต่อกัน แม้จะต้องจากกัน ด้วยความเศร้า แต่ยังมีแสงสว่างอยู่บ้างในบทที่แสนมืดมัวนี้ เป็นบทเรียนที่สำคัญยิ่ง สำหรับคริสเตียนในทุกวันนี้

ดาวิดเสนอให้พิสูจน์

(20:1-23)

1 ดาวิดก็หนีจากนาโยทในเมืองรามาห์ และมาหาโยนาธานกล่าวว่า "ข้าพเจ้าได้กระทำสิ่งใด อะไรเป็นความผิดของข้าพเจ้า และข้าพเจ้า ได้กระทำบาปอันใดต่อเสด็จพ่อของท่าน พระองค์จึงได้แสวงชีวิตของ ข้าพเจ้า" 2 และโยนาธานจึงตอบเธอว่า "ไม่มีวี่แววเลย เธอไม่ต้องตาย ดอก ดูเถิด เสด็จพ่อมิได้ทรงกระทำการใหญ่น้อยสิ่งใดโดยมิให้ฉันรู้ ทำไมเสด็จพ่อจะปิดบังเรื่องนี้จากฉันเล่า คงไม่เป็นเช่นนั้นแน่" 3 แต่ ดาวิดตอบว่า "เสด็จพ่อของท่านทรงทราบดีว่า ข้าพเจ้าเป็นที่พอใจท่าน และพระองค์คงดำริว่า 'อย่าให้โยนาธานรู้เรื่องนี้เลย เกรงว่าเขาจะเศร้าใจ' พระเจ้าทรงพระชนม์อยู่แน่ฉันใด และท่านมีชีวิตแน่ฉันใด ความจริงมีอยู่ว่า ระหว่างข้าพเจ้ากับความตายก็ยังเหลืออีกเพียงก้าวเดียว" 4 โยนาธาน จึงพูดกับดาวิดว่า "เธอว่าอย่างไร ฉันจะทำตามเพื่อเธอ" 5 ดาวิดจึงกล่าว กับโยนาธานว่า "ดูเถิด พรุ่งนี้เป็นวันขึ้นค่ำ ข้าพเจ้าไม่ควรขาดที่จะนั่ง ร่วมโต๊ะเสวยกับพระราชา แต่ขอโปรดให้ข้าพเจ้าไปซ่อนตัวอยู่ที่ในทุ่งนา จนถึงเย็นวันที่สาม 6 ถ้าเสด็จพ่อของท่านเห็นข้าพเจ้าขาดไป ก็ขอโปรด ทูลพระองค์ว่า 'ดาวิดได้วิงวอนขอลาข้าพระบาทรีบกลับไปเมืองเบธเลเฮม เมืองของตน เพราะที่นั่นวงศ์ญาติทำการถวายสัตวบูชาประจำปี' 7 ถ้าพระ องค์รับสั่งว่า 'ดีแล้ว' ผู้รับใช้ของท่านก็ดีไป แต่ถ้าพระองค์ทรงกริ้วก็ขอ ทราบเถิดว่าพระองค์ดำริการร้าย 8 เพราะฉะนั้นขอท่านกรุณากระทำแก่ ผู้รับใช้ของท่านด้วยใจจงรัก เพราะท่านได้กระทำพันธสัญญาแห่งพระ เจ้ากับผู้รับใช้ของท่านแล้ว แต่ถ้าความผิดมีอยู่ในข้าพเจ้า ขอท่านฆ่า ข้าพเจ้าเสียเองเถิด เพราะท่านจะนำข้าพเจ้าไปให้เสด็จพ่อของท่านทำไม" 9 โยนาธานจึงกล่าวว่า "อย่าให้มีวี่แววอย่างนี้เลยน่ะ ถ้าฉันทราบว่าเสด็จ พ่อคิดร้ายต่อเธอ ฉันจะไม่ไปบอกเธอหรือ" 10 แล้วดาวิดก็กล่าวแก่ โยนาธานว่า "ถ้าเสด็จพ่อของท่านตอบท่านอย่างดุดัน ใครจะบอกแก่ ข้าพเจ้าได้" 11 และโยนาธานบอกดาวิดว่า "มาเถิดให้เราเข้าไปในทุ่งนา" เขาทั้งสองจึงเข้าไปในทุ่งนา 12 และโยนาธานกล่าวแก่ดาวิดว่า "ขอ พระเยโฮวาห์ พระเจ้าแห่งอิสราเอลทรงเป็นพยาน เมื่อฉันได้หยั่งดูเสด็จ พ่อของฉันในวันพรุ่งนี้ประมาณเวลานี้ หรือในวันที่สาม ดูเถิด ถ้ามีอะไร ดีต่อดาวิดแล้ว ฉันจะไม่ใช้คนไปบอกเธอทีเดียวหรือ 13 แต่ถ้าเสด็จพ่อ พอพระทัยที่จะทำร้ายเธอ ถ้าฉันไม่บอกเธอให้ทราบ และไม่ส่งให้เธอ หนีไปให้พ้นภัยแล้ว ก็ขอพระเจ้าทรงลงโทษแก่โยนาธาน และยิ่งหนักกว่า ขอพระเจ้าทรงสถิตกับเธอ อย่างที่พระองค์ทรงสถิตกับเสด็จพ่อของฉัน 14 ถ้าฉันยังมีชีวิตอยู่ต่อไป ขอเธอสำแดงความรักมั่นคงแห่งพระเจ้าต่อฉัน เพื่อฉันจะไม่ต้องตาย 15 ขออย่าตัดความรักมั่นคงของเธอที่มีต่อพงศ์พันธุ์ ของฉันเป็นนิตย์ ในเมื่อพระเจ้าทรงกำจัดศัตรูทั้งสิ้นของดาวิด เสียจากผิว พิภพแล้ว" 16 โยนาธานจึงทำพันธสัญญากับพงศ์พันธุ์ของดาวิดว่า "ขอ พระเจ้าทรงแก้แค้นต่อศัตรูของดาวิดเถิด" 17 และโยนาธานก็ให้ดาวิด ปฏิญาณอีกครั้งหนึ่ง โดยความรักของท่านที่มีต่อเธอ เพราะท่านรักเธอ อย่างกับรักชีวิตของตนเอง 18 แล้วโยนาธานจึงพูดกับเธอว่า "พรุ่งนี้เป็น วันขึ้นค่ำ และเขาจะเห็นว่าเธอขาดไป เพราะที่นั่งของเธอจะว่างอยู่ 19 เมื่อเธออยู่สามวันแล้ว เธอจงลงไปโดยเร็ว ไปยังที่ที่เธอได้ซ่อนตัวอยู่ ในวันแห่งการกระทำนั้น และคอยอยู่ข้างศิลาเอเซล 20 ฉันจะยิงลูกธนู สามลูกไปข้างๆที่นั่น อย่างกับว่าฉันยิงเป้า 21 และดูเถิด ฉันจะใช้เด็ก ไปสั่งว่า 'จงไปหาลูกธนู' ถ้าฉันพูดกับเด็กนั้นว่า 'ดูเถิด ลูกธนูอยู่ทาง ข้างนี้ของเจ้า ไปเอามา' แล้วขอเธอเข้ามาเพราะพระเจ้าทรงพระชนม์ แน่ฉันใด เธอก็ปลอดภัยแล้ว ไม่มีอันตรายอันใด 22 ถ้าฉันพูดกับเด็ก หนุ่มนั้นว่า 'ดูเถิด ลูกธนูอยู่ข้างหน้าเจ้าโน้น' เธอจงไปเถิดเพราะว่า พระเจ้าได้ทรงส่งเธอไปแล้ว 23 ส่วนเรื่องที่เธอและฉันได้พูดกันนั้น ดูเถิด พระเจ้าทรงเป็นพยานระหว่างเธอและฉันเป็นนิตย์"

ผมว่าผมเข้าใจดีว่าทำไมดาวิดจึง "หนี" จากรามาห์ไปหาโยนาธานที่วังของซาอูล (ข้อ 1) ที่รามาห์ ดาวิดอยู่กับผู้เผยพระวจนะซามูเอล และซาอูลไม่สามารถแตะต้องท่านได้ เมื่อซาอูลส่งผู้สื่อสารถึงสามกลุ่มไปจับกุมดาวิด ทุกคนถูกพระวิญญาณครอบครองและ เกิดการอัศจรรย์ และเกิดกับซาอูลด้วย (19:18-24) แล้วเพราะเหตุใดดาวิดจึง "หนี" ออกไปยังสถานที่ที่ซาอูลและโยนาธานอยู่ ? มีคำอธิบายเดียวที่สมเหตุผลที่สุดสำหรับ ผมคือ ที่นั่นเป็นที่แห่งเดียวที่ท่านจะพบกับโยนาธานเพื่อนรักได้ ดาวิดไม่ได้คิดหนี ไปจากซาอูล 86 เท่ากับที่ท่านอยากหนีไปหาโยนาธาน เหมือนกับที่ท่านหนีไปหา อาหิเมเลข และซามูเอลก่อนหน้านี้

ดาวิดไม่ได้พูดจาหลอกลวงโยนาธาน ท่านถ่อมใจลงอย่างน่านับถือ ท่านไม่ได้กล่าวหา หรือโจมตีซาอูล ท่านเพ่งไปที่ความบาปของท่านเองก่อน สังเกตุดูว่ามีการใช้คำสอง คำเมื่อพูดถึงบาป ("ความผิด" "บาป") ในข้อ 1 ดาวิดต้องการรู้ด้วยใจจริงว่าท่านทำ ผิดสิ่งใดหรือ ซาอูลถึงได้ปฏิบัติต่อท่านเช่นนี้

โยนาธานยังล้าหลังดาวิดอยู่สองสามก้าว ท่านไม่ได้ตอบดาวิดเรื่องความผิดบาป แต่ กลับให้ดาวิดทบทวนดูใหม่ถึงเรื่องที่ว่าตกอยู่ในอันตราย – เพราะซาอูล ! โยนาธาน กลับพูดเรื่องที่ซาอูลต้องการฆ่าดาวิด แต่กลับไม่พูดเรื่องความผิดบาป โยนาธานดูจะ ใสซื่อไปหน่อย เพราะท่านกลับไปย้ำกับดาวิดว่า ถ้าบิดาท่านจะฆ่าดาิวิดจริง คงต้อง บอกให้ท่านรู้ – ท่านเป็นบุตร – น่าจะต้องรู้ก่อน

ดาวิดไม่เห็นด้วยกับการประเมิณสถานการณ์ของโยนาธาน ท่านจึงต้องสาบานว่าเรื่อง นี้เป็นเรื่องจริง และโยนาธานไม่ควรมองข้ามไป โดยเฉพาะเมื่อซาอูล รู้ว่าทั้งสองเป็น เพื่อนรักกัน มีพันธสัญญาต่อกัน ทำไมซาอูลจะโง่ไปบอกแผนการนี้กับโยนาธานเล่า ? ซาอูลต้องการเก็บเรื่องนี้ไว้เงียบๆคนเดียว ไม่ต้องการให้โยนาธานรู้

ดาวิดจึงต้องย้ำด้วยคำพูดที่หนักแน่น ว่าชีวิตของท่านกำลังอยู่ในอันตรายอันใหญ่หลวง ท่านอยู่ห่างจากความตายเพียงก้าวเดียว ตอนนี้โยนาธานเริ่มรู้แล้วว่าดาวิดพูดจริงเรื่อง ความตาย ท่านเข้าใจแล้วว่าดาวิดต้องการให้ท่านช่วยจริงๆ โยนาธานจึงใจอ่อนและ บอกกับดาวิดว่าท่านจะช่วยตามที่ดาวิดต้องการ โยนาธานอาจจะยังไม่ค่อยมั่นใจว่าบิดา คิดทำการชั่ว แต่ท่านมั่นใจว่าดาวิดทั้งหวาดวิตกทั้งกลัว โยนาธานตกลงใจเชื่อดาวิด

จากข้อ 5 ไป ดาวิดเสนอแผนการที่จะพิสูจน์ว่าซาอูลคิดจะฆ่าท่าน และแผนการนี้จะได้ ประโยชน์ทั้งดาวิดและโยนาธาน เป็นแผนการง่ายๆ ในวันรุ่งขึ้น ดวงจันทร์เต็มดวง เป็น เวลาที่ซาอูลต้องถวายเครื่องบูชา และรับประทานเนื้อจากการถวาย ดาวิดเป็นส่วนหนึ่ง ของครอบครัว และต้องอยู่ในพิธีด้วย ถ้าซาอูลคิดจะฆ่าดาวิด ท่านจะรู้สึกไม่พอใจที่ ดาวิดไม่มาร่วมรับประทานด้วย ถ้าซาอูลไม่คิดจะฆ่าดาวิด ดาวิดอยู่หรือไม่อยู่ก็ไม่ใช่ เรื่องใหญ่สำหรับซาอูล ดาวิดจึงมีแผนจะไม่ไปร่วมรับประทานอาหาร เมื่อท่านหายหน้า ไป จะเ็ป็นการพิสูจน์ถึงใจจริงของซาอูล

มีคำอธิบายที่ดูมีเหตุผลในการหายไปของดาวิด ดาวิดอธิบายแผนการนี้ให้โยนาธานฟัง เพราะโยนาธานจะอยู่ในพิธีและจะเป็นคนตอบข้อสงสัยให้กับบิดาถ้าท่านถามถึงดาวิด โยนาธานต้องบอกซาอูลว่าดาวิดขออนุญาติไปร่วมฉลองกับครอบครัวบิดาที่เบธเลเฮม เป็นคำอธิบายที่สมเหตุผล และไม่น่าจะสร้างปัญหาให้กับซาอูล ยกเว้นท่านอยากจะหา เรื่อง – หาเรื่ื่องฆ่าดาวิด

แต่เหตุใดการหายไปของดาวิดจึงเป็นเรื่องใหญ่สำหรับซาอูล ? ผมคิดว่าน่าจะเป็นเพราะ ดาวิดไม่มาร่วมโต๊ะเสวยหลายครั้ง อย่างน้อยก็สองครั้งแล้ว ซาอูลเคยคิดจะฆ่าดาวิด ด้วยการพุ่งหอกใส่ที่ในวัง ดาวิดหนีไปจากวังของซาอูล และหนีไปจากบ้านของท่าน เองด้วย ท่านหลบไปอยู่กับซามูเอลที่รามาห์ระยะหนึ่ง การหายไปของดาวิดเป็นที่น่า สงสัย เพราะการรับประทานอาหารในพิธีฉลองนี้เป็นเหมือนกับที่เราฉลองคริสตมาสกัน เป็นเวลาของครอบครัวที่สมาชิกควรอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา ถึงแม้ดาวิดจะแยกครอบ ครัวไปแล้ว ท่านก็ยังคงต้องมาร่วมฉลองด้วย ซาอูลต้องการให้ดาวิดมาอยู่ด้วย เพื่อจะมี โอกาสฆ่าอีกครั้ง ถ้าดาวิดไม่มาร่วมฉลอง ซาอูลไม่แน่ใจว่าเมื่อใดจะมีโอกาสอีก ดังนั้น การหายตัวไปของดาวิดจะเป็นสิ่งที่พิสูจน์ถึงความตั้งใจจริงของซาอูล

ดาวิดขอร้องให้โยนาธานทำตามแผนเพื่อจะพิสูจน์ว่าซาอูลต้องการฆ่าท่านจริงหรือไม่ ท่านใช้ความรักและสัญญาที่ทั้งสองผูกพันกันอยู่ขอร้องให้โยนาธานทำตามแผน (ดู 18:1-4; 19:1) ดาวิดพูดกับโยนาธานเหมือนพูดกับเจ้านาย ตัวท่านเป็นเพียงผู้รับใช้ (20:8) ที่จริงก็ถูก เพราะเวลานั้นโยนาธานเป็นโอรสของกษัตริย์ และดาวิดยังอยู่ภาย ใต้ท่าน ดาวิดขอให้เห็นกับคำสัญญาที่ทั้งสองมีต่อกัน เพื่อโยนาธานจะยอมทำตามแผน แทนที่จะนำดาวิดไปมอบให้กับซาอูล ดาวิดขอให้โยนาธานฆ่าท่านแทน ถ้าพบว่าท่าน ทำผิดสิ่งใด โยนาธานตกใจต่อคำพูดของดาวิด ดาวิดคิดจริงๆหรือว่าท่านจะหักหลัง ด้วยการส่งเพื่อนรักไปให้ถูกฆ่า ? ถ้าเกิดโยนาธานรู้เรื่องแผนการที่บิดาคิดจะฆ่าดาวิด ท่านจะไม่เตือนเพื่อนรักให้รู้ตัวเชียวหรือ ท่านจะหักหลังเพื่อนได้อย่างไร ?

โยนาธานจึงบอกว่าถ้าท่านรู้เรื่องใดเกี่ยวกับแผนการฆ่าดาวิด ท่านจะเตือนให้ดาวิด รู้ตัวแน่นอน ถ้าบิดาท่านคิดจะฆ่าดาวิด ท่านจะรีบบอกให้ดาวิดรู้แน่ มีทางเป็นไปได้ว่า ถ้าแผนนี้เกิดพลิกผัน สมมุติว่าถ้าซาอูลต้องการจะฆ่าดาวิดจริงๆ ท่านจะฆ่าโยนาธาน ด้วยหรือไม่ที่มารู้เข้า ? และถ้าเกิดซาอูลฆ่าโยนาธานเพราะรู้ว่ามาช่วยดาวิด แล้วใคร จะมาเตือนดาวิดให้รู้ตัวได้ ? ผมพูดอย่างชัดเจนตรงไปตรงมา แต่ดาวิด ท่านมีวิธีการ พูดที่นุ่มนวลกว่า :

"ถ้าเสด็จพ่อของท่านตอบท่านอย่างดุดัน ใครจะบอกแก่ข้าพเจ้าได้" (ข้อ 10ข)

มาถึงตอนนี้ โยนาธานทำสิ่งที่ค่อนข้างจะแปลกและคาดไม่ถึง ท่านไม่ได้พูดอะไรต่อไป แต่กลับชวนดาวิดไปที่กลางทุ่งนา (ข้อ 12) ซึ่งคงจะเป็นทุ่งนาเดียวกับที่ท่านเคยกล่าว ตักเตือนบิดา โดยมีดาวิดเฝ้าดูอยู่ (19:1-6) ผมเชื่อว่าโยนาธานคงตระหนักดีแล้วว่า สถานการณ์นั้นร้ายแรง ถ้าซาอูลอิจฉาจนบ้าคลั่ง วางแผนฆ่าดาวิดให้ตาย ก็น่ากลัวว่า สิ่งที่ทั้งสองพูดกันอยู่อาจมีคนได้ยินและนำไปบอกกับซาอูล ทั้งสองคงไม่ได้ตั้งใจออก ไปสูดอากาศที่กลางทุ่งแน่ ทั้งสองต้องออกไปเพื่อให้พ้นจากหูและสายตาของพวก สอดรู้สอดเห็น และที่ในทุ่งยังเป็นสถานที่ที่จะใช้สำหรับ "พิสูจน์" เพื่อจะได้วางแผนให้ รัดกุมยิ่งขึ้น

ถ้าพิสูจน์ออกมาว่าซาอูลเปลี่ยนใจเกี่ยวกับเรื่องดาวิด และความตั้งใจของท่านนั้นดี โยนาธานจะส่งสัญญาณให้ดาวิดรู้ตัว (ข้อ 12) แต่ถ้าซาอูลยังมีความเกลียดชังดาวิด อยู่ โยนาธานจะหาทางบอกให้ดาวิดรู้ตัวและรีบหนีไปเสีย ถ้าเป็นตามนั้น และดาวิด ต้องรีบหนี (อย่างที่โยนาธานหวั่นๆอยู่) ก็ขอให้ดาวิดรู้ว่าท่านทั้งรัก และปรารถนาให้ พระเจ้าประทานพระพรให้ดาวิด (ข้อ 13).

และถ้าดาวิดต้องหนีไปจริงๆ โยนาธานขอบางอย่างจากดาวิด ท่านขอให้ดาวิดระลึก ถึงพันธสัญญาที่ทั้งสองมีต่อกัน ถ้าโยนาธานยังมีชีวิตอยู่ 87 ขอให้ดาวิดไว้ชีวิตท่าน เช่นเดียวกับที่ท่านพยายามปกป้องชีวิตดาวิด โยนาธานรู้ดีว่าดาวิดจะมีชีวิตอยู่ และจะ ขึ้นปกครองอิสราเอลในฐานะกษัตริย์ และเมื่อท่านขึ้นเป็นกษัตริย์แล้ว โยนาธานขอให้ ท่านไว้ชีวิต ท่านรู้ดีว่าเมื่อมีการเปลี่ยนราชวงศ์ใหม่ กษัตริย์องค์ใหม่จะฆ่าเชื้อสายของ ราชวงศ์เก่าให้หมดสิ้นเพื่อปกป้องราชบัลลังก์ โยนาธานต้องการความมั่นใจว่าตัวท่าน และลูกหลานจะไม่ถูกกำจัดออกไปเหมือนที่อื่นๆ ทั้งสองทบทวนสัญญาด้วยกันอีกครั้ง เพื่อเป็นการแสดงถึงความรักผูกพันที่มีต่อกัน มีข้อแตกต่างที่สำคัญมากระหว่างพันธ สัญญาครั้งนี้กับครั้งก่อนหน้า พันธสัญญาที่ทำกันก่อนหน้านี้ ทำระหว่างสองคนเท่านั้น คือดาวิดและโยนาธาน แต่ครั้งนี้ทำระหว่างสองตระกูล สองราชวงศ์ คือระหว่างราช วงศ์ของดาวิด และราชวงศ์ของโยนาธาน

มีการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ในข้อ 18-23 โยนาธานกลายมาเป็นผู้นำในเรื่องนี้ ดาวิด เป็นผู้เริ่มเรื่อง ท่านหลบออกจากรามาห์เพื่อมาตามหาโยนาธาน ตอนแรกโยนาธาน ไม่ค่อยอยากจะเชื่อเรื่องที่ดาวิดเล่าเกี่ยวกับบิดา แต่พอเห็นว่าดาวิดจริงจังกับเรื่องนี้ มาก ท่านจึงตกลงใจช่วยในสิ่งที่ดาวิดเห็นสมควร ดาวิดเสนอแผนที่จะเปิดเผยความ ตั้งใจจริงของซาอูล ต่อมาในข้อ 11 โยนาธานพาดาวิดออกไปที่กลางทุ่งนา เพื่อพูด คุยกันต่อ ผมคงต้องขอบอกว่าเนื้อหานับจากจุดนี้ไป โยนาธานขึ้นมาเป็นคนจัดการแทน ท่านไม่ได้เพียงแค่รับฟังหรือรอคำสั่งจากดาวิดอีกต่อไป ท่านเป็นผู้นำ 88

ในข้อ 18-23 โยนาธานค่อยๆวางแผนการ เพื่อจะแจ้งดาวิดให้ทราบถึงคำตอบในการ พิสูจน์ ดาวิดต้องหลบซ่อนอยู่สามวันเพื่อทำตามแผน หลังจากนั้นให้ท่านออกไปที่ยัง ทุ่งนาเดียวกันนี้ แล้วโยนาธานจะส่งสัญญาณให้รู้คำตอบ โยนาธานจะยิงธนูสามลูก เหมือนกับว่าเล็งไปที่เป้า แล้วโยนาธานจะส่งเด็กไปหาลูกธนู ถ้าโยนาธานสั่งให้เด็ก ไปข้างที่ท่านชี้ไป ก็ให้ดาวิดรู้ว่าซาอูลประสงค์ดีต่อท่าน และท่านก็ออกมาจากที่ซ่อน ได้ แต่ถ้าโยนาธานส่งเด็กออกไป ให้ไปเก็บลูกธนูซึ่งอยู่ข้างหน้าเด็กออกไป ก็ให้ดาวิด รู้ว่าซาอูลประสงค์จะฆ่าท่าน และท่านควรรีบหนีไปโดยเร็ว

มีการพูดถึงเรื่องพันธสัญญาระหว่างทั้งสองอีกครั้งในแผนการนี้ โยนาธานพูดให้ดาวิด มั่นใจว่าท่านจะทำทุกอย่างตามที่วางแผน เพราะเห็นแก่สัญญาของทั้งสอง การที่นำคำ ว่า เป็นนิตย์ มาใช้ในข้อ 23 แสดงให้เห็นว่าพันธสัญญานี้ครอบคลุมทั้งโยนาธานและ พงศ์พันธ์ของท่าน และดาวิดและพงศ์พันธ์ของท่านด้วย การทำพันธสัญญาครั้งนี้ทำ ด้วยความไว้ใจและความรักที่มีต่อกัน

ซาอูลสอบตก
(20:24-34)

24 ดาวิดจึงซ่อนตัวอยู่ในทุ่งนาและเมื่อถึงวันขึ้นค่ำ พระราชาก็ ประทับเสวยพระกระยาหาร 25 พระราชาประทับบนพระที่นั่งของ พระองค์อย่างที่เคยทรงกระทำ คือประทับที่พระที่นั่งข้างๆฝาผนัง โยนาธานยืนอยู่และอับเนอร์นั่งอยู่ข้างซาอูล แต่ที่ของดาวิดก็ว่าง อยู่ 26 อย่างไรก็ดีในวันนั้นซาอูลมิได้ตรัสประการใด เพราะทรง ดำริว่า "ดาวิดคงเกิดเหตุบางอย่าง เขาคงมลทิน เขาคงมลทินแน่" 27 แต่รุ่งขึ้นจากวันขึ้นค่ำ คือวันที่สอง ที่ของดาวิดก็ว่างอยู่ และ ซาอูลก็ตรัสกับโยนาธานราชบุตรของพระองค์ว่า "ทำไมบุตรเจส ซีมิได้มารับประทานอาหารทั้งวานนี้และวันนี้" 28 โยนาธานทูล ตอบซาอูลว่า "ดาวิดได้วิงวอนขอลาข้าพระบาทไปยังบ้านเบธเลเฮม 29 เขาว่า 'ขออนุญาตให้ข้าพเจ้าไป เพราะตระกูลของข้าพเจ้า มีการถวายสัตวบูชาในเมือง และพี่ชายของข้าพเจ้าบัญชาให้ข้าพ เจ้าไปที่นั่น ถ้าข้าพเจ้าได้รับความปรานีในสายตาของท่าน ก็ขอ ให้ข้าพเจ้าไปเพื่อเยี่ยมพี่ชายของข้าพเจ้า' ด้วยเหตุนี้เขาจึงมิได้ มาที่โต๊ะของพระราชา" 30 แล้วความกริ้วของซาอูลก็พลุ่งขึ้นต่อ โยนาธาน พระองค์ตรัสกับท่านว่า "เจ้าลูกของหญิงกบฏและวิปลาส ข้าไม่รู้หรือว่าเจ้าเลือกบุตรเจสซีมาให้ ความอับอายแก่เจ้าเอง และ ให้ท้องแม่ของเจ้าได้อาย 31 ตราบใดที่ลูกของเจสซีมีชีวิตอยู่บนดิน ตัวเจ้าหรือราชอาณาจักรของเจ้าก็จะตั้งอยู่ไม่ได้ เพราะฉะนั้นจงใช้ คนไปตามเขามาให้เรา เพราะเขาจะต้องตายแน่" 32 แล้วโยนาธาน จึงทูลตอบพระราชบิดาของท่านว่า "ทำไมเขาจะต้องถูกประหาร เขาได้กระทำผิดสิ่งใดพระเจ้าข้า" 33 แต่ซาอูลได้ทรงพุ่งหอกใส่ท่าน เพื่อจะฆ่าท่าน ดังนั้นโยนาธานจึงทราบว่าพระราชบิดาของท่านหมาย ฆ่าดาวิดเสีย 34 โยนาธานจึงลุกขึ้นจากโต๊ะด้วยความโกรธยิ่งนักมิได้ รับประทานอาหารในวันที่สองของเดือนนั้น เพราะท่านเศร้าใจด้วย เรื่องดาวิด เพราะว่าพระราชบิดาของท่านได้หยามน้ำหน้าดาวิด

วันต่อมา โยนาธานไปนั่งร่วมโต๊ะกับบิดาเหมือนเช่นเคย ซาอูลนั่ง "ประทับพระที่ นั่งข้างๆฝาผนัง" (ข้อ 25) เพื่อความปลอดภัย (ไม่มีใครยิงหรือเอามีดมาฟันทางด้าน หลังได้) โยนาธานยืนอยู่ อับเนอร์นั่งข้างๆซาอูล ทุกคนนั่งตามที่นั่งในตำแหน่ง แต่ที่ นั่งของดาวิดว่างเปล่า ซาอูลไม่ได้พูดอะไร ท่านให้เหตุผลกับตัวเองว่าดาวิดคงจะเป็น มลทิน จึงไม่สามารถมาร่วมพิธีฉลองได้

วันต่อมา ที่นั่งดาวิดก็ยังว่างเปล่า ซึ่งมองดูเหมือนไม่เห็นความสำคัญ ซาอูลจึงถาม โยนาธานว่าทำไม "บุตรเจสซี"89 จึงไม่มาร่วมรับประทานอาหารถึงสองวันแล้ว โยนาธานตอบบิดาตามที่วางแผนไว้ ท่านตอบว่า ดาวิดมาขออนุญาตท่านเพื่อลา ไปร่วมฉลองกับครอบครัวบิดาที่เบธเลเฮม เพราะพี่ชายอยากให้ไป ท่านจึงมาขอ อนุญาติจากโยนาธาน และโยนาธานอนุญาติตามที่ขอ เป็นเรื่องแสนธรรมดา -- ไม่ เห็นน่าจะมีปัญหา

แต่เป็นปัญหาร้ายแรงสำหรับซาอูล ! ท่านโกรธเป็นอย่างมาก และระบายลงไปที่โยนา ธาน โดยสรุปว่าเป็นความผิดของโยนาธานทั้งหมด ท่านด่าว่าบุตรด้วยถ้อยคำรุนแรง ทุกสิ่งที่ท่านพูดถูกเกือบทั้งหมด โดยเฉพาะพันธสัญญาที่โยนาธานทำกับดาวิด โยนา ธานเป็นบุตรหัวปีของซาอูล เป็นรัชทายาท แต่โยนาธานกลับไม่ใยดี ขว้างทิ้งด้วยการ ไปทำพันธมิตรด้วยความรักกับดาวิด ถ้าดาวิดยังมีชีวิตอยู่ บัลลังก์จะตกอยู่กับดาวิด ไม่ ใช่กับโยนาธาน เป็นเพราะเหตุนี้ ซาอูลจึงสั่งให้โยนาธานไปนำตัวดาวิดมาเพื่อฆ่าเสีย

เหตุผลของซาอูลเป็นความเห็นแก่ตัว ไมใช่เป็นไปตามพระทัย ซาอูลไม่ยอมรับความ จริงที่ว่า พระเจ้าตรัสสั่งทางซามูเอลว่าราชอาณาจักรของซาอูลจะถูกตัดออกไป (13:13 -14; 15:22-23) ท่านไม่สนใจความจริงเรื่องการที่ซามูเอลเจิมตั้งดาวิดให้เป็นกษัตริย์ องค์ต่อไปของอิสราเอล (16:13) การฆ่าดาวิดก็เท่ากับเป็นการฆ่าผู้ที่พระเจ้าเจิม ดาวิด ไม่เคยคิดจะทำเช่นนี้กับซาอูล แต่ซาอูลกลับตั้งใจอย่างแรงกล้าที่จะฆ่าดาวิด โยนาธาน พยายามชี้ให้บิดาเห็นผิดถูกชั่วดี ทำไมต้องฆ่าดาวิด ? ท่านทำผิดประการใดหรือ ? ผิด มากถึงกับต้องโทษประหารเชียวหรือ ? ถ้าตามบทบัญญัติ (เช่น บัญญัติของโมเสส) ซาอูลต่างหากที่กำลังทำผิดบาปอย่างร้ายแรง ไม่ใช่ดาวิด

ตอนนี้ซาอูลบ้าจริง ท่านหยิบหอกที่ข้างตัว และพุ่งใส่โยนาธานบุตรของท่านเอง ทันที ที่ซาอูลขว้างหอก โยนาธานก็ถึงบางอ้อ หอกพลาดเป้า ดีหน่อยที่ซาอูลเป็นพวกมือไม่ เที่ยง 90 โยนาธานไม่มีใจสงสัยอีกต่อไป ตอนนี้ที่ว่างในโต๊ะเสวยเพิ่มเป็นสองที่ คือที่ ของดาวิดและโยนาธาน โยนาธานเสียใจมาก ที่ท่านเสียใจไม่ใช่เพราะบิดาทำให้ท่าน รู้สึกอับอายที่โต๊ะเสวย แต่เป็นเพราะบิดาท่านไม่ให้เกียรติกับดาวิด (ข้อ 34) ดาวิดพูด ถูกทั้งหมด ซาอูลต้องการฆ่าท่าน และฆ่าใครก็ตามที่บังอาจมาขวางทาง

การอำลาที่แสนเศร้า
(20:35-42)

35 รุ่งเช้าขึ้นโยนาธานก็ออกไปที่ทุ่งนาตาม ที่นัดหมาย ไว้กับดาวิด มีเด็กไปด้วยคนหนึ่ง 36 และท่านสั่งเด็กนั้น ว่า "จงวิ่งไปหาลูกธนูที่ฉันยิงไป" เมื่อเด็กนั้นวิ่งไป โย นาธานก็ยิงธนูลูกหนึ่งขึ้นหน้าไป 37 และเมื่อเด็กนั้นมา ถึงที่ที่ลูกธนูซึ่งโยนาธานยิงไปนั้น โยนาธานก็ร้องสั่งเด็ก นั้นว่า "ลูกธนูอยู่ข้างหน้าโน้นไม่ใช่หรือ" 38 และโยนา ธานร้องสั่งเด็กนั้นว่า "จงรีบไปโดยเร็วอย่าหยุดอยู่" เด็ก ของโยนาธานก็ไปเก็บลูกธนู และกลับมาหานายของตน 39 แต่เด็กนั้นไม่ทราบเรื่อง โยนาธานและดาวิดเท่านั้นที่ ทราบ 40 และโยนาธานก็มอบอาวุธของท่านให้เด็กนั้น และบอกเขาว่า "ไป จงแบกสิ่งเหล่านี้ไปในเมือง" 41 เมื่อเด็กนั้นไปแล้ว ดาวิดก็ลุกขึ้นมาจากที่ที่อยู่ทิศใต้ซบ หน้าลงถึงดินแล้วกราบลงสามครั้ง และทั้งสองก็จุบกัน และร้องไห้กัน จนดาวิดร้องมากเหลือเกิน 42 โยนาธาน จึงกล่าวกับดาวิดว่า "ขอจงไปเป็นสุขเถิด เพราะเราทั้ง สองได้ปฏิญาณไว้แล้วในพระนามแห่งพระเจ้าว่า 'พระเจ้า จะทรงเป็นพยานระหว่างฉันและเธอ และระหว่างพงศ์พันธุ์ ของฉันกับพงศ์พันธุ์ของเธอสืบไปเป็นนิตย์'" ดาวิดก็ลุกขึ้น จากไปและโยนาธานก็เข้าไปในเมือง

เวลาที่จะต้องทำตามแผนก็มาถึง โยนาธานต้องหาทางส่งสัญญาณให้ดาวิดรู้ตัว ว่าซาอูลตั้งใจจะฆ่าท่านแน่ ตามที่ตกลงกันไว้ โยนาธานจะออกไปทีทุ่งนาที่ดาวิด ซ่อนตัวคอยอยู่ ท่านส่งเด็กรับใช้ไปเตรียมหาลูกธนูที่จะยิงออกไป โยนาธานยิง ธนูลูกแรกเลยผ่านเด็กไป และตะโกนบอกเด็กว่า ลูกธนูอยู่เลยออกไปข้างหน้า ดาวิดรู้ได้ในทันทีว่าซาอูลจะฆ่าท่านแน่ ท่านต้องรีบหนีไปโดยเร็วที่สุึด เมื่อเด็กรับใช้ นำธนูมาคืนให้โยนาธาน โยนาธานจึงสั่งให้กลับเข้าเมืองไป

ถ้าทำตามแผน ดาวิดต้องรีบหนีเข้าป่าไปก่อนที่ใครจะมาเห็น แต่ไม่เป็นเช่นนั้น ทั้งสอง รู้ว่านับจากนี้ ชีวิตของทั้งคู่จะไม่มีวันเหมือนเดิม อาจจะไม่ได้เห็นหน้ากันอีก ถ้าจะเจอ ก็ต้องเป็นการแอบซ่อนลับๆ เพียงระยะสั้นๆ ดังนั้นวิดจึงตัดสินใจออกมาจากที่ซ่อน มาหาโยนาธาน และกล่าวลาด้วยน้ำตา ทั้งสองจุบและร้องไห้ ดาวิดร้องหนักกว่า โยนาธาน เพราะท่านรู้ดีว่านี่เป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ ก่อนจากกัน โยนาธานย้ำเตือน ดาวิดเรื่องคำสัญญาเกี่ยวกับวงศ์ตระกูล ดาวิดจึงลุกขึ้นและจากไป ส่วนโยนาธานกลับ เข้าเมือง ทุกอย่างจะไม่มีวันเหมือนเดิม ทั้งคู่รู้ดี

บทสรุป

เราจะเห็นว่าพระธรรมบทนี้เป็นจุดหักเหครั้งใหญ่ ระหว่างสัมพันธ์ภาพของดาวิด ซาอูล และโยนาธาน ก่อนหน้านี้ดาวิดหนีไปจากซาอูล แต่ก็เป็นเพียงชั่วคราว แต่บัดนี้คงเป็น การถาวร ดาวิดจะไม่มีวันได้นั่งร่วมโต๊ะเสวยกับซาอูลอีก ไม่ได้เล่นพิณถวายกล่อมท่าน และจะไม่ได้ร่วมรบในกองทัพอิสราเอลอีกต่อไป ดาวิดกลายเป็นผู้ลี้ีภัยผู้ซึ่งต้องคอย หลบหนีซาอูลผู้จะมาฆ่าท่าน เพราะเหตุนี้มิตรภาพที่เคยมีความสุขกับโยนาธานจำต้อง จบสิ้นลง ดังนั้นดาวิดจึงต้องบอกลาโยนาธานด้วยความเศร้า ไม่รู้ว่าจะมีโอกาส หรือเมื่อ ใดจะได้พบกันอีก

มีคำๆหนึ่งที่น่าจะใช้เป็นบทสรุปเรื่องราวในพระธรรมตอนนี้ คำนั้นคือ พันธสัญญา ดาวิดแอบหนีไปพบโยนาธาน ในเวลาที่ท่านเกือบจะสิ้นหวัง เพราะสัญญาที่ทั้งคู่มีต่อ กัน ดาวิดจึงแน่ใจว่าจะได้รับความรักและการช่วยเหลือจากโยนาธาน เป็นเพราะความ รักและปรารถนาดีที่ทั้งสองมีต่อกัน โยนาธานจึงเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญยิ่ง ท่าน ยินยอมที่จะช่วยดาวิดพิสูจน์ความจริง เราจะเห็นว่าโยนาธานทำการนี้อย่างรอบคอบ (เช่นออกไปคุยกันที่ในทุ่งนา และคิดวางแผนโดยใช้สัญญาณต่างๆ) มีการนำพันธสัญ ญามาพูดคุยกันให้เข้าใจ พันธสัญญาเดิมที่ทำไว้สำหรับสองคนเปลี่ยนมาเป็นสำหรับ สองตระกูลแทน คำสัญญาที่ไม่เคยถือเอาจริงเอาจังนัก ทำในสมัยที่ซาอูลยังไม่ เกลียดชังดาวิด แต่บัดนี้เมื่อซาอูลชังดาวิดและกำลังใช้ความรุนแรงเข้ากำจัด เรื่อง พันธสัญญาระหว่างดาวิดและโยนาธานจึงเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้ซาอูลยิ่งไม่พอใจ คำ สัญญาที่ทั้งสองทำเพื่อครอบครัว ยิ่งทำให้ซาอูลโกรธและเกลียดดาวิดและโยนาธาน หนักขึ้นไปอีก ซาอูลไม่สามารถต่อต้านคนหนึ่งคนใด โดยไม่ต่อต้านอีกคนได้ . .

พันธสัญญาระหว่างดาวิดและโยนาธานเป็นพื้นฐานและเป็นหลักของความสัมพันธ์ของ บุคคลสองคน เป็นสิ่งที่สร้างความมั่นคงและการยอมรับที่จะดูและปรนนิบัติซึ่งกันและ กัน เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญที่เราต้องนำมาคิดทบทวนดู เราควรนำเรื่องคำสัญญาที่เรามี ต่อผู้มาอื่นพูดคุยกัน เราจะสรุปเรื่องนี้โดยการนำพันธสัญญาที่ควบคุมความสัมพันธ์ระ หว่างเรากับพระเจ้ามาทบทวนกันใหม่

คำสัญญาที่ควบคุมความสัมพันธ์ระหว่างเรากับผู้อื่น

ผืนดินที่เรายืนอยู่นี้ถูกควบคุมด้วยพันธสัญญาที่มนุษย์มีให้แก่กัน การลงนามในสัญญา ประกาศอิสรภาพ เกิดขึ้นเพราะคนในประเทศกลัวว่าเครือจักรภพอังกฤษจะไม่รักษาและ ทำตามคำสัญญาที่ให้ไว้ รัฐธรรมนูญของเราก็เป็นพันธสัญญาแบบหนึ่ง ซึ่งรวบรวมเรา ให้เป็นประเทศชาติ ไม่ว่าจะเป็นคำพูด ลงนาม และนำมาใช้ปฏิบัติ ล้วนเป็นคำสัญญา ที่มนุษย์เป็นผู้ทำขึ้นทั้งสิ้น

ผมคิดว่าการแต่งงานเป็นพันธสัญญาที่สำคัญที่สุดที่ชาย-หญิงมีให้แก่กัน คู่ที่นิยมอยู่กัน เฉยๆโดยไม่แต่งงาน มักจะกล่าวว่า : "เรารักกัน โดยไม่ต้องมีกระดาษอะไรมายึดเหนี่ยว เราไว้ด้วยกัน" แต่บทเรียนตอนนี้บอกเราชัดเจนว่า พันธสัญญาเกิดขึ้นเพราะความรัก เป็นการแสดงความจริงใจในความรัก ดาวิดและโยนาธานมีพันธสัญญาต่อกัน เพราะทั้ง คู่รักกัน ในความคิดของทั้งสอง คงจะประหลาดถ้าไม่ทำพันธสัญญากัน เหตุใดคนทั้ง สองที่รักกันเหมือนพี่เหมือนน้อง จะไม่ยอมผูกมัดตัวในสิ่งที่เขาสาบานจะรักษาไปจนชั่ว ชีวิต ?

พันธสัญญาเป็นเครื่องพิสูจน์ความรัก พันธสัญญาที่ทั้งคู่ทำร่วมกันคือสิ่งที่สะท้อนให้ เห็นถึงความรักที่มีอยู่ในสัมพันธภาพนั้น ผมคิดด้วยว่าพันธสัญญาทำให้ความรักเจริญ งอกงาม เมื่อความชังของซาอูลที่มีต่อดาวิดถูกเปิดเผย ทั้งดาวิดและโยนาธานนำพันธ สัญญามาทบทวน (ขยายความ) ขึ้นใหม่โดยนำเรื่องที่เกิดขึ้นเข้ามารวมด้วย คำสัญญา ที่ทั้งสองผูกมัดกันไว้ไม่ได้ลดลงไปเลย ถึงแม้สถานการณ์ในสัมพันธภาพจะดูย่ำแย่ ; แต่กลับเป็นว่าทั้งสองยิ่งผูกมัดกันมากขึ้น 91 สิ่งเดียวกันนี้ใช้สำหรับคำสัญญาการ แต่งงานด้วย เมื่อชายและหญิงมาผูกพันเป็นสามีภรรยา ทั้งคู่แสดงความจำนงด้วยคำ สัญญา และเป็นสัญญาที่ล้มเลิกไม่ได้ พันธสัญญานี้เป็นรากฐาน เป็นสิ่งที่โยงใยไว้ด้วย กันยามเผชิญปัญหา และยามที่ความรักถดถอย พันธสัญญาให้ความมั่นคงที่ความ โรมันติกไม่สามารถให้ได้ เพราะอารมณ์่เป็นสิ่งแปรปรวน

สำหรับผู้ที่เชื่อในพระคริสต์ พันธสัญญานี้ไม่ได้มีระหว่างผู้เชื่อแต่ละคนกับพระคริสต์ เท่านั้น แต่มีในท่ามกลางผู้เชื่อด้วยกันด้วย เราเป็นชุมชนแห่งพันธสัญญา ผูกพันกัน ไว้ด้วยพันธสัญญา ให้เรามาดูคำพูดที่ผู้เผยพระวจนะมาลาคีกล่าวตำหนิชาวอิสราเอล ในยุคก่อนที่ล้มเหลวในการรักษาพันธสัญญา :

10 เราทุกคนมิได้มีบิดาคนเดียวดอกหรือ พระเจ้าองค์เดียว ได้ทรงสร้างเรามิใช่หรือ แล้วทำไมเราจึงทรยศต่อกันและกัน กระทำให้พันธสัญญาของบรรพบุรุษของเราสาธารณ์ 11 ยูดาห์ ก็ทรยศ การน่าเกลียดน่าชังเขาก็ทำกันในอิสราเอล และใน เยรูซาเล็ม เพราะว่ายูดาห์ได้กระทำให้สถานศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้า ซึ่งพระองค์ทรงรักนั้นสาธารณ์ และได้ไปแต่งงานกับบุตรีของ พระต่างด้าว 12 ขอพระเจ้าทรงกำจัดชายคนใดๆที่กระทำเช่นนี้ ทั้งครอบครัวเสียจากเต็นท์ของยาโคบ ถึงแม้ว่าเขาจะนำเครื่อง บูชาถวายแด่พระเจ้าจอมโยธาก็ตามเถิด 13 และเจ้าได้กระทำ อย่างนี้อีกด้วย คือเจ้าเอาน้ำตารดทั่วแท่นบูชาของพระเจ้า ด้วย เหตุเจ้าได้ร้องไห้คร่ำครวญเพราะพระเจ้าไม่สนพระทัยหรือรับ เครื่องบูชาด้วยชอบพระทัยจากมือของเจ้าอีกแล้ว 14 เจ้าถาม ว่า "เหตุใดพระองค์จึงไม่รับ" เพราะว่าพระเจ้าทรงเป็นพยาน ระหว่างเจ้ากับภรรยาคนที่เจ้าได้เมื่อหนุ่มนั้น แม้ว่านางเป็นคู่เคียง ของเจ้าและเป็นภรรยาของเจ้าตามพันธสัญญา เจ้าก็ทรยศต่อนาง 15 แต่ไม่มีสักคนหนึ่งที่มีสติจะกระทำอย่างนี้ ผู้มีสตินั้นย่อมประ สงค์สิ่งใด ย่อมประสงค์ลูกหลานที่เชื่อฟังพระเจ้า ดังนั้นจงระวัง ตัวให้ดี อย่าให้ผู้ใดทรยศต่อภรรยาคนที่ได้เมื่อหนุ่มนั้น 16 พระ เยโฮวาห์พระเจ้าของอิสราเอลตรัสว่า "เพราะว่าเราเกลียดชังการ หย่าร้าง และการที่ใครกระทำทารุณต่อภรรยาของตน" พระเจ้า จอมโยธาตรัสดังนี้แหละ เพราะฉะนั้น จงระวังตัวให้ดีอย่าเป็นคน ทรยศ" (มาลาคี 2:10-16)

พันธสัญญาควบคุมความสัมพันธ์ของเรากับพระเจ้า

ที่ผมพูดไปแล้วคือ พันธสัญญาที่ควบคุมความสัมพันธ์ในมนุษย์ด้วยกัน เป็นของประ ทานจากเบื้องบน : พระเจ้าควบคุมความสัมพันธ์ที่มนุษย์มีต่อพระองค์ด้วยพันธสัญญา เมื่อพระเจ้าทำลายล้างมนุษย์เพราะความบาป พระองค์ตั้งพันธสัญญากับโนอาห์ และ ลูกหลาน เมื่อพระเจ้าสร้างสัมพันธ์กับอับราม (ต่อมาคืออับราฮัม) พระองค์กระทำโดย ใช้พันธสัญญา "พันธสัญญาอับราฮัม" (ปฐมกาล 12:1-3 ฯลฯ) เมื่อพระเจ้าปลดปล่อย อิสราเอลจากการเป็นทาสในประเทศอียิปต์ พระองค์ทรงสร้างสัมพันธ์กับพวกเขาขึ้น ใหม่ สัมพันธภาพนี้ควบคุมโดย "ธรรมบัญญัติของโมเสส" สิ่งที่พระเจ้ากระทำกับอิสรา เอลในพระคัมภีร์เดิม เป็นผลสืบเนื่องตามพันธสัญญา พระเจ้าทรงทำในสิ่งที่พระองค์ สัญญาไว้

ทุกสิ่งที่พระเจ้ากระทำกับมนุษย์เป็นผลสืบเนื่องจากพันธสัญญาทั้งสิ้น ขณะที่พระเจ้ารัก ษาพระสัญญาของพระองค์อย่างสัตย์ซื่อ มนุษย์ยังคงเป็นฝ่ายที่ล้มเหลวอยู่ร่ำไป ไม่สา มารถรักษาสัญญา ถ้าความรอดของเราขึ้นอยู่กับการรักษาพันธสัญญา เราคงไม่มีวัน ได้รับการอภัยบาป และเข้าสู่อาณาจักรของพระเจ้าได้ พระเจ้าทรงทราบดีว่าเมื่อมนุษย์ สัญญาว่าจะถือตามพันธสัญญาของโมเสส พวกเขาไม่มีทางทำตามได้ :

28 "เมื่อท่านทั้งหลายพูดกับข้าพเจ้านั้น พระเจ้าทรงทราบถ้อย คำของท่านทั้งหลาย และพระเจ้าตรัสกับข้าพเจ้าว่า 'เราได้ยิน ถ้อยคำของชนชาติซึ่งเขาพูดกับเจ้าแล้ว ซึ่งเขาพูดกับเจ้าเช่น นั้นก็ดีอยู่ 29 โอ อยากให้มีจิตใจเช่นนี้อยู่เสมอไปหนอ คือที่ จะยำเกรงเราและรักษาบัญญัติทั้งสิ้นของเรา เขาทั้งหลายก็จะ สุขเจริญอยู่ตลอดชั่วลูกหลานของเขาเป็นนิตย์" (เฉลยธรรมบัญญัติ 5:28-29)

หลังจากนั้น เมื่อโยชูวาพูดสั่งอำลาชาวอิสราเอล พวกเขาสัญญาอีกว่าจะถือรักษาตาม ธรรมบัญญัติ (ของโมเสส) แต่โยชูวารู้ดีกว่านั้น :

19 แต่โยชูวากล่าวแก่ประชาชนว่า "ท่านทั้งหลายจะปรนนิบัติ พระเจ้าไม่ได้ ด้วยว่าพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าบริสุทธิ์ พระองค์ ทรงเป็นพระเจ้าหวงแหน พระองค์จะไม่ทรงอภัยความทรยศ หรือบาปของท่าน 20 ถ้าท่านทั้งหลายละทิ้งพระเจ้าไปปรนนิ บัติพระอื่น แล้วพระองค์จะทรงหันกลับและกระทำอันตรายแก่ ท่านและผลาญท่านเสีย หลังจากที่พระองค์ทรงกระทำดีต่อ ท่านแล้ว" 21 และประชาชนกล่าวแก่โยชูวาว่า "หามิได้ แต่ ข้าพเจ้าทั้งหลายจะปรนนิบัติพระเจ้า" 22 แล้วโยชูวากล่าวแก่ ประชาชนว่า "ท่านทั้งหลายเป็นพยานปรักปรำตนเองว่า ท่าน ได้เลือกพระเจ้า เพื่อปรนนิบัติพระองค์นะ" และเขากล่าวว่า "ข้าพเจ้าทั้งหลายเป็นพยาน" 23 ท่านจึงกล่าวว่า "เพราะฉะนั้น จงทิ้งพระอื่นซึ่งอยู่ในหมู่พวกท่านนั้นเสีย และโน้มจิตใจของ ท่านเข้าหาพระเยโฮวาห์พระเจ้าของอิสราเอล" 24 และประชาชน กล่าวแก่โยชูวาว่า "ข้าพเจ้าทั้งหลายจะปรนนิบัติพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของข้าพเจ้า และเชื่อฟังพระสุรเสียงของพระองค์" 25 ดังนั้นโยชูวาก็ได้กระทำพันธสัญญากับประชาชน และวาง กฎเกณฑ์และกฎหมายให้แก่เขาในวันนั้นที่เมืองเชเคม (โยชูวา 24:19-25)

ข้อสรุปมีอยู่ประการเดียว ความรอดต้องไม่ขึ้นอยู่กับการกระทำ และความดีของมนุษย์ ความรอดขึ้นอยู่กับความดีเลิศและการกระทำของพระเจ้า ดังนั้นในสมัยพระคัมภีร์เดิม พระเจ้าจึงเริ่มพูดถึง "พันธสัญญาใหม่" ที่พระองค์จะทำขึ้นกับมนุษย์ เพื่อความรอด นิรันดร์จะมาถึงได้ :

31"พระเจ้าตรัสว่า ดูเถิด วันเวลาจะมาถึงซึ่งเราจะทำ พันธสัญญาใหม่กับประชาอิสราเอลและประชายูดาห์ 32 ไม่เหมือนกับพันธสัญญาซึ่งเราได้กระทำกับบรรพ บุรุษของเขาทั้งหลาย เมื่อเราจูงมือเขาเพื่อนำเขาออก มาจากแผ่นดินอียิปต์ เป็นพันธสัญญาของเราซึ่งเขาผิด ถึงแม้ว่าเราได้เป็นสามีของเขา พระเจ้าตรัสดังนี้แหละ 33 แต่นี่จะเป็นพันธสัญญาซึ่งเราจะกระทำกับประชาอิส ราเอลภายหลังสมัยนั้น พระเจ้าตรัสดังนี้แหละ เราจะ บรรจุพระธรรมไว้ในเขาทั้งหลาย และเราจะจารึกมันไว้ บนดวงใจของเขาทั้งหลาย และเราจะเป็นพระเจ้าของเขา และเขาจะเป็นประชากรของเรา 34 และทุกคนจะไม่สอน เพื่อนบ้านของตน และพี่น้องของตนแต่ละคนอีกว่า 'จงรู้ จักพระเจ้า' เพราะเขาทั้งหลายจะรู้จักเราหมดตั้งแต่คน เล็กน้อยที่สุดถึงคนใหญ่โตที่สุด พระเจ้าตรัสดังนี้แหละ เพราะเราจะให้อภัยบาปชั่วของเขา และจะไม่จดจำบาป ของเขาทั้งหลายอีกต่อไป" (เยเรมีย์ 31:31-34)

"พันธสัญญาใหม่" นี้จะเกิดขึ้นโดยองค์พระเยซูคริสต์ พระเมสซิยาห์ที่ทรงสัญญาไว้

19 พระองค์ทรงหยิบขนมปัง โมทนาพระคุณ แล้วหักส่ง ให้แก่เขาทั้งหลายตรัสว่า "นี่เป็นกายของเรา ซึ่งได้ให้ สำหรับท่านทั้งหลาย จงกระทำอย่างนี้ให้เป็นที่ระลึกถึง เรา" 20 เมื่อรับประทานแล้ว จึงทรงหยิบถ้วยกระทำ เหมือนกันตรัสว่า "ถ้วยนี้ซึ่งเทออกเพื่อท่านทั้งหลายเป็น คำสัญญาใหม่ โดยโลหิตของเรา" (ลูกา 22:19-20)

4 เรามีความไว้ใจในพระเจ้าโดยพระคริสต์อย่างนั้น 5 มิ ใช่เราจะคิดถือว่าสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดจากความสามารถของ เราเอง แต่ว่าความสามารถของเรามาจากพระเจ้า 6 ผู้ทรง โปรดประทานให้เราสามารถที่จะเป็นพันธกรแห่งพันธสัญ ญาใหม่ อันมิใช่ประมวลกฎแต่เป็นมาโดยพระวิญญาณ ด้วย ว่าประมวลกฎนั้นประหารให้ตาย แต่ส่วนพระวิญญาณประ ทานชีวิต 7 แต่ถ้าการปฏิบัติที่ประหารให้ตาย คือตามตัว อักษรที่จารึกไว้ที่แผ่นศิลานั้น ยังมาด้วยรัศมี แม้ว่าจะเป็น รัศมีที่จางหายไป ก็ยังทำให้พวกอิสราเอลแลดูหน้าของ โมเสสไม่ได้ 8 ดังนั้นการที่ปฏิบัติตามพระวิญญาณจะไม่มี รัศมียิ่งกว่านั้นอีกหรือ 9 เพราะว่าถ้าการปฏิบัติสำหรับปรับ โทษยังมีรัศมี การปฏิบัติสำหรับความชอบธรรมก็ยิ่งมีรัศมี มากกว่านั้นอีก 10 อันที่จริงรัศมีซึ่งได้ทรงประทานให้นั้น ก็อับแสงไปแล้ว เพราะถูกรัศมีอันเลิศประเสริฐนั้นได้ส่อง ข่มเสียหมด 11 เพราะถ้าสิ่งที่ได้จางไปยังเคยมีรัศมีถึง เพียงนั้น สิ่งซึ่งจะดำรงอยู่ก็จะมีรัศมีมากยิ่งกว่านั้นอีก (2 โครินธ์ 3:4-11)

11 แต่เมื่อพระคริสต์ได้เสด็จมาเป็นมหาปุโรหิตแห่งสิ่ง ประเสริฐซึ่งมาถึงแล้ว พระองค์ก็ได้เสด็จเข้าไปสู่เต็นท์ อันใหญ่ยิ่งกว่าแต่ก่อน (ที่ไม่ได้สร้างขึ้นด้วยมือ คือไม่ใช่ เต็นท์แห่งโลกนี้) 12 พระองค์เสด็จเข้าไปในวิสุทธิสถาน เพียงครั้งเดียวเท่านั้น และพระองค์ไม่ได้ทรงนำเลือดแพะ และเลือดลูกวัวเข้าไป แต่ทรงนำพระโลหิตของพระองค์ เองเข้าไป และทรงสำเร็จการไถ่บาปชั่วนิรันดร์ 13 เพราะว่า ถ้าเลือดแพะและเลือดวัวตัวผู้ และเถ้าของลูกโคตัวเมีย ที่ประพรมลงบนคนบาปสามารถชำระมนุษย์ให้บริสุทธิ์ได้ 14 พระโลหิตของพระเยซูคริสต์ ผู้ได้ทรงถวายพระองค์เอง แด่พระเจ้าโดยพระวิญญาณนิรันดร์ให้เป็นเครื่องบูชาอัน ปราศจากตำหนิ ก็จะทรงชำระได้มากยิ่งกว่านั้นสัก เพียงใด เพื่อให้จิตใจของคนที่หมกมุ่นในการประ พฤติที่นำไปสู่ความตาย หันไปรับใช้พระเจ้าผู้ทรง พระชนม์อยู่ 15 เพราะเหตุนี้ พระองค์จึงทรงเป็นผู้ กลางแห่งพันธสัญญาใหม่ เพื่อให้คนทั้งหลายที่พระ องค์ทรงเรียกมาได้รับมรดกนิรันดร์ตามพระสัญญา เพราะการพลีชีวิตนั้นไถ่คนให้พ้นจากบาปอันเกิดใต้ พันธสัญญาเดิมแล้ว (ฮีบรู 9:11-15; ดูบทที่ 8 ด้วย)

ทั้งหมดสรุปได้ดังนี้ พระเจ้าทรงปฏิบัติกับมนุษย์ตามพันธสัญญา แต่มนุษย์ล้มเหลว ในการรักษาตามพันธสัญญาในทุกกรณี ถึงแม้พระเจ้าจะทรงสัตย์ซื่อและรักษาพระสัญ ญาของพระองค์ ในการที่จะช่วยมนุษย์ให้หลุดพ้นจากบาป และมีสิทธิจะเข้าในแผ่นดิน สวรรค์ได้ พระเจ้าได้ตัดพันธสัญญาเดิมออกไป เพื่อทำพันธสัญญาใหม่ที่ดีกว่าเดิม พันธสัญญานี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการกระทำของเรา แต่ขึ้นอยู่กับพระเจ้า พระองค์ส่งพระบุตร องค์เดียว พระเยซูคริสต์ ลงมาใช้ชีวิตบนโลกนี้โดยปราศจากตำหนิ สมบูีรณ์เพียบพร้อม ที่สุดเพื่อทำให้พันธสัญญาเดิมของโมเสสจบลง และเมื่อพระองค์สิ้นพระชนม์บนไม้กาง เขนที่ิเนินหัวกระโหลกนั้น พระองค์ทรงแบกรับเอาโทษบาปทั้งสิ้นของมนุษย์ไป เมื่อ พระองค์ฟื้นคืนพระชนม์ พระองค์สำแดงให้เห็นถึงความชอบพระทัยของพระบิดา และ ความชอบธรรมของพระองค์ (พระคริสต์) โดยการสิ้นพระชนม์ของพระคริสต์ ถูกฝังไว้ และการฟื้นคืนพระชนม์ พระเจ้าทรงจัดเตรียมพันธสัญญาใหม่ให้กับมนุษย์ ที่มนุษย์ สามารถมั่นใจได้ว่า ทรงอภัยบาปและมอบชีวิตนิรันดร์ให้ เพื่อจะได้รับความรอด เรา ต้องรับเอาพันธสัญญานี้ไว้ เป็นความหวังเดียวสำหรับความรอด พันธสัญญานี้ ผูก พันไว้เพียงครั้งเดียวและตลอดไป ไม่มีการล้มล้างหรือยกเลิก เพียงแต่ต้องรับเอาไว้ เป็นของตนเอง โดยยอมจำนนว่าเราไม่สามารถทำตามพระทัยพระเจ้าด้วยกำลังของเรา และมาวางใจในสิ่งที่พระคริสต์ทรงทำเพื่อเราทั้งหลาย เราจึงจะเข้าสู่พันธสัญญาใหม่ และรับเอาความรอดนี้ได้ ท่านเข้าสู่พันธสัญญานี้หรือยัง ? ผมอยากให้ท่านทำในวันนี้ เพราะเรามีพระเจ้าที่ยิ่งใหญ่ ทรงมอบพันธสัญญานี้เพื่อให้เราทั้งหลายมีความสัมพันธ์์ กับพระองค์ อย่าเมินเฉยอีกต่อไป


86 คุณจะหนีไปจากซาอูลได้ยังไง ในเมื่อคุณรีบกลับไปยังที่ที่ซาอูลและบุตรอาศัยอยู่ ?

87 ดูเหมือนโยนาธานค่อยๆซึมซับไปเรื่อยๆว่าบิดาของท่านมีความรู้สึก และต้องการทำอย่างไร กับดาวิด และกับตัวท่านเอง "ถ้าฉันยังมีชีวิตอยู่ต่อไป…" บ่งว่าโยนาธานเริ่มสัมผัสได้ถึง ความเป็นจริงในสถานการณ์นี้

88 จากข้อ 11 ไป มีประโยคว่า "และโยนาธานบอกดาวิดว่า …" หลายครั้งมาก

89 เหมือนกับสมัยนี้ เวลาที่เราพูดถึงคนอื่นแสดงให้เห็นว่าเรากำลังคิดอะไรอยู่ เช่นเวลาแม่ เรียกชื่อลูกเต็มๆ ธงชัย หรือ "โยนาธาน" เราเริ่มรู้แล้วว่าถ้าจะไม่ค่อยดี และเมื่อพ่อกลับบ้าน มาตอนเย็นและแม่พูดว่า "วันนี้ลูกคุณ … ." เราก็จะรู้สึกเช่นเดียวกัน

90 หรือ เป็นพระเจ้าที่ทำให้หอกพลาดเป้า ? ไม่มีใครทำให้แผนการของพระเจ้าล้มเหลวไปได้ (เทียบกับ ลูกา 4:28-30; John 18:3-6)

91 อาจไม่จำเป็นที่ผมต้องนำเรื่องนี้มาพูด สัมพันธภาพระหว่างดาวิดและโยนาธานไม่ใช่เรื่อง โรมันติก เรื่องทางเพศ หรือรักร่วมเพศ ทั้งสองรักกันเหมือนมนุษย์รักกัน เหมือนพี่เหมือนน้อง ผมคิดว่าเป็นเรื่องน่าเศร้าที่ต้องนำเรื่องนี้มาพูดกัน

Related Topics: Introductions, Arguments, Outlines

Report Inappropriate Ad