MENU

Where the world comes to study the Bible

Report Inappropriate Ad

บทที่ 2: โยนาห์อธิษฐานโมทนาพระคุณ (โยนาห์ 2:1-10)

1 แล้วโยนาห์ก็อธิษฐานต่อพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของท่านจากภายใน ท้องปลานั้นว่า 2 "ในคราวที่ข้าพระองค์ตกทุกข์ได้ยาก ข้าพระองค์ ร้องทุกข์ต่อพระเจ้า และพระองค์ทรงตอบข้าพระองค์ ข้าพระองค์ร้อง ทูลจากท้องของแดนคนตาย และพระองค์ทรงฟังเสียงข้าพระองค์ 3เพราะพระองค์ทรงเหวี่ยงข้าพระองค์ลงไปในที่ลึก ในท้องทะเล และ น้ำก็ท่วมล้อมรอบข้าพระองค์ไว้ บรรดาคลื่นและระลอกของพระองค์ ท่วมข้าพระองค์แล้ว 4 ข้าพระองค์จึงทูลว่า ‘ข้าพระองค์ถูกเหวี่ยงให้ พ้นจากพระพักตร์ของพระองค์ แต่ข้าพระองค์จะเงยหน้ามองพระวิหาร บริสุทธิ์ของพระองค์ได้อีก ’ 5 น้ำก็ท่วมมิดตัวข้าพระองค์ ที่ลึกก็อยู่รอบ ตัวข้าพระองค์ สาหร่ายทะเลก็พันศีรษะข้อพระองค์อยู่ 6 ที่รากแห่ง ภูเขาทั้งหลาย ข้าพระองค์ลงไปยังแผ่นดิน ซึ่งดาลประตูปิดกั้นข้าพระ องค์ไว้เป็นนิตย์ แต่กระนั้นก็ดี ข้าแต่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของข้า พระองค์ พระองค์ยังทรงนำชีวิตของข้าพระองค์ ขึ้นมาจากปากแดนคน ตาย 7 เมื่อจิตใจอ่อนเพลียไปในตัวของข้าพระองค์ ข้าพระองค์ระลึกถึง พระเจ้า และคำอธิษฐานของข้าพระองค์มาถึงพระองค์ เข้าสู่พระวิหาร บริสุทธิ์ของพระองค์ 8 บรรดาผู้ที่แสดงความนับถือต่อพระเทียมเท็จ ย่อมสละทิ้งพระองค์ผู้ทรงสำแดงความรักมั่นคงเสีย 9 แต่ข้าพระองค์ จะถวายสัตวบูชาแด่พระองค์ พร้อมด้วยเสียงโมทนาพระคุณ ข้าพระ องค์บนไว้อย่างไร ข้าพระองค์จะแก้บนอย่างนั้น การที่ช่วยกู้นั้นเป็น ของพระเจ้า " 10 และพระเจ้าตรัสั่งปลานั้น มันก็สำรอกโยนาห์ออก ไว้บน แผ่นดินแห้ง

คำนำ

หลายปีมาแล้ว เพื่อนผมคนหนึ่งมีคำอธิบายที่เหมาะสมสำหรับสถานการณ์ที่เราพูด คุยกันอยู่ "นี่บ็อบ เวลาผมมองดูสิ่งนี้ เหมือนกับมองดูหิมะสูงสามนิ้วที่ปกคลุมอยู่ บนกองขยะ มันก็ดูสวยดีจนกระทั่งคุณเริ่มไปคุ้ยมัน" และนี่เป็นความรู้สึกเดียวกับที่ ผมกำลังรู้สึกต่อ "คำอธิษฐาน" ของโยนาห์ในโยนาห์บทที่ 2 ดูทีแรก เห็นแต่ภาพ ของคนที่เคร่งครัดศรัทธา แต่พอเจาะลงไปสักหน่อย ภาพที่สะท้อนออกมา ดูเหมือน ภาพลวงตาทางศาสนามากกว่าอย่างอื่น คงมีนักเรียนพระคริสตธรรมหลายคนไม่เห็น ด้วย ที่จริงผมไม่แน่ใจว่ามีสักคนหรือเปล่าที่ผมรู้จัก ตัวอย่างเช่น ธีโอดอร์ แล็ทช์ ตั้งชื่อบทนี้ว่า "พระเจ้าช่วยกู้ผู้เผยพระวจนะที่กลับใจ."16 ผมคิดว่ายังไม่เห็นหลักฐาน ที่มาสนับสนุนข้อสรุปว่าโยนาห์กลับใจในรูปแบบใหนเลย .

บริบทของหนังสือไม่ได้ให้หลักฐานที่ชี้ไปในทิศทางนี้เลย เราเห็นมาจากบทที่ 1 ว่า ผู้เผยพระวจนะผู้ไม่เอาใหนคนนี้ตั้งใจที่จะขัดคำสั่งของพระเจ้าที่ให้ไปป่าวร้องที่นคร นีนะเวห์ แทนที่จะเดินทางมากกว่า 500 ไมลส์ขึ้นไปตะวันออกเฉียงเหนือสู่นีนะเวห์ โยนาห์กลับนั่งเรือจากยัฟฟาไปทางตะวันตกเฉียงเหนือไปยังทารชิช การไม่เชื่อฟัง ของโยนาห์ทำให้เกิดพายุใหญ่ขึ้น ที่เป็นอันตรายยิ่งต่อทั้งเรือและลูกเรือ ถ้าไม่เป็น เพราะคำถามที่ชาวเรือซักไซร้ก็อาจไม่รู้ถึงสาเหตุของพายุ และพวกเขาก็ได้้พยายาม อย่างยิ่งที่จะช่วยชีวิตโยนาห์ก่อนที่จะตัดสินใจโยนเขาลงทะเลไป ชาวเรือที่ต่างจาก โยนาห์ ตอบรับการทรงเปิดเผยของพระเจ้าอย่างเชื่อฟัง และยังได้อยู่ต่อบนเรือและ มีโอกาสได้สรรเสริญพระเจ้า

บทที่ 2 เริ่มต้นในทะเลด้วยการพูดถึงคำอธิษฐาน คำสัญญาของโยนาห์ที่พรรณาออก มาเป็นบทกลอน ในบทที่ 3, โยนาห์ได้รับคำสั่งอีกเป็นครั้งที่สอง ให้ไปป่าวประกาศ ที่นครนีนะเวห์ ซึ่งในที่สุดเขาก็ยอมทำ และทำให้เกิดการกลับใจครั้งใหญ่ของทั้งเมือง และ "เปลี่ยนพระทัยพระเจ้า." บทที่ 4 แสดงให้เห็นว่าทัศนคติของโยนาห์ก็ยังไม่ เปลี่ยน เพราะมีการอธิบายถึงสาเหตุที่ขัดคำสั่งด้วยคำพูดที่ไม่น่าประทับใจว่า ทำไม จึงไม่อยากไปประกาศแก่ชาวอัสซีเรีย

ถึงแม้จะมีหลักฐานท่วมท้นที่แย้งกับบริบทในพระธรรมโยนาห์ มีบางคนยังอุตส่าห์ หาเรื่องการกลับใจให้เจอให้ได้ในบทที่ 2. ยังไงมันก็ไม่เจอ เราอาจจะไขว้เขวไปด้วย ศัพท์แสงต่างๆที่โยนาห์ใช้ ซึ่งคัดลอกมาจากพระธรรมสดุดีเกือบทั้งหมด แต่เมื่อเรา เปรียบเทียบ "สดุดี" ของโยนาห์กับ "พระธรรมสดุดี" ทางศาสนศาสตร์ เราจะเห็นชัด เจนทันทีว่าสดุดีของโยนาห์นั้นทั้งตื้นและไร้คุณภาพ

ความสำคัญและการเข้าถึงเนื้อเรื่อง

ผมเคยเทศนาเรื่องพระธรรมโยนาห์เมื่อสิบกว่าปีมาแล้ว และพบว่าวิธีการและข้อสำคัญ ต่างๆทีเคยใช้นั้นเปลี่ยนไปเป็นอันมาก เมื่อก่อนผมจะใช้เวลามากในการค้นคว้าหา เอกสารข้อมูลเรื่องปลาที่กลืนคนลงไป แล้วคนนั้นยังรอดชีวิตกลับมาเล่าให้ฟังได้ แต่เมื่อมองดูเนื้อหาเราจะเห็นทันทีว่าแทบไม่มีการพูดเรื่องปลามาก พูดแต่เพียงว่า ปลามหึมาเท่านั้น อาจเป็นเพราะปลาเชื่อฟังคำสั่ง แต่โยนาห์ไม่ และในเมื่อพระธรรม เล่มนี้เลือกที่จะพุ่งความสนใจไปที่การไม่เชื่อฟังของโยนาห์ และชาวอิสราเอล ปลาก็ เลยถูกเบียดเนื้อที่ให้เหลือเล็กนิดเดียว เราอาจมัวสนใจแต่เรื่องปลาเพื่อพยายามพิสูจน์ เรื่องการอัศจรรย์ เลยทำให้เราพลาดวัตถุประสงค์ที่แท้จริงไป ถึงยังไงก็ตามถ้ามีเอกสาร ที่ยืนยันได้เรื่องปลากลืนคนแล้วไม่ตาย เรื่องนี้ก็คงไม่เป็นเรื่องอัศจรรย์อีกต่อไป แต่จะ กลายเป็นเรื่องแปลกประหลาดธรรมดาที่เกิดขึ้นบางครั้งบางคราว และไม่ควรนับเป็น เรื่องเหนือธรรมชาติใดๆทั้งสิ้น

รวมทั้งเรื่องที่สงสัยกันว่าโยนาห์ตายหรือไม่ตาย จริงว่าการที่โยนาห์อธิษฐานบนกับ พระเจ้านั้น เล็็งไปถึงภาพของการสิ้นพระชนม์ การฝังพระศพไว้ในอุโมงค์ และการ ฟื้นคืนพระชนม์ของพระคริสต์ แต่ว่าเขาตายจริงหรือเปล่าหาใช่เรื่องสำคัญไม่ โดยส่วนตัวแล้ว ผมเชื่อว่าเขาน่าจะเป็นเหมือน "ตายทั้งเป็น" จนกระทั่งปลามา ช่วยเอาไว้ จุดสำคัญคือ โยนาห์พูดว่า "พระองค์ยังทรงนำชีวิตของข้าพระองค์ ขึ้นมาจากปากแดนคนตาย"

ผมกำลังจะแจกแจงเรื่องคำอธิษฐานของโยนาห์ในบทนี้เพื่อแสดงให้เห็นว่าห่างไกล จากพระธรรมสดุดีในพระคัมภีร์เดิมขนาดใหน และบอกเหตุผลบางประการที่ทำไมเรา ถูกโน้มน้าวในทางจิตวิญญาณจาก "คำอธิษฐานนี้" มากจนเกินควร ก่อนอื่นเราต้อง กลับไปดูพระธรรมสดุดีในพระคัมภีร์เดิมก่อนเพื่อหาข้อแตกต่าง หลังจากนั้นเราจะนำ สิ่งที่เราได้รับจากคำอธิษฐานของโยนาห์ไปใช้กับผู้เผยพระวจนะที่หลงลืมพระคุณผู้นี้ กับชาวอิสราเอล และที่สุดกับตัวเรา

โครงร่างของพระธรรมโยนาห์ 2

โครงร่างจากเนื้อหาที่เราคัดออกมามีดังนี้ :

1:17, 2:1

บทนำ: ความรอดของโยนาห์ และลักษณะคำอธิษฐานของเขา

2:2-9

คำอธิษฐานของโยนาห์

2:10

บทสรุป: การอพยพของโยนาห์

ลักษณะของคำอธิษฐาน

17 และพระเจ้าทรงกำหนดให้ปลามหึมาตัวหนึ่งกลืนโยนาห์เข้าไป โยนาห์ก็อยู่ในท้องปลานั้นสามวันสามคืน

1 แล้วโยนาห์ก็อธิษฐานต่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านจากภายใน ท้องปลา...

"คำอธิษฐาน" ของโยนาห์เป็นบทกลอนอรรถาธิบายการช่วยกู้จากการจมน้ำ ปลามหึมา ไม่เพียงเป็นการเลือกสรรของพระเจ้าในการช่วยเหลือเท่านั้น (1:17), แต่ยังเป็นสถาน ที่ที่คำอธิษฐานนี้เกิดขึ้น (2:1). เราคงพอจินตนาการออกว่าความคิดที่แล่นเข้าไปใน สมองของโยนาห์ในขณะที่กำลังเผชิญวิกฤตการคับขันขนาดนั้นเป็นเช่นใด ขณะที่ กำลังจมสู่ผิวน้ำ โยนาห์รู้ว่าต้องตายแน่ๆ (2:2-7) ในวินาทีแห่งสัมปชัญญะสุดท้าย เขา ร้องหาความช่วยเหลือจากพระเจ้า ทันใดนั้นทุกสิ่งก็มืดมิด อาจจะมืดเพราะมีปลา มหึมามาบังแต่โยนาห์ไม่ทันสังเกตุเห็น แล้วก็มีบางสิ่งเกิดขึ้น มีความรู้สึกเหมือนเคลื่อน ที่ไป น่าจะเป็นความรู้สึกที่ใกล้เคียงกับตอนทารกแรกเกิดตอนผ่านจากปากปลาลงไป สู่ท้องปลา ทางแคบๆที่ผ่านไปอาจเป็นทางที่ปลาใช้กำจัดน้ำออกจากปอดซึ่งน่าจะ คล้ายๆกับเครื่องที่ช่วยหายใจ

เมื่อสติค่อยๆกลับคืนมา ลองจินตนาการความรู้สึกหวาดผวาแรกที่โยนาห์มี : สัมผัสของ ผนังท้องปลาที่หุ้มห่อตัวเขาอยู่ ความระคายจากน้ำย่อยที่ซึมอยู่ที่ผิวหนัง กลิ่นที่ไม่ สามารถบรรยายได้ถูก เศษอาหารต่างๆที่ปลากินเข้าไป ความมืดที่อยู่รอบตัว คงจะสัก พักใหญ่ กว่าโยนาห์จะรู้ว่าท้องปลานี้ยังไม่ใช่จุดจบของเขา แต่น่าจะเป็นการช่วยกู้ พระ เจ้าได้ยินคำอธิษฐานที่เขาร้องขอ เขาต้องมีชิวิตอยู่ คำอธิษฐานในข้อ 2-9 นั้นแต่งขึ้น ในท้องปลา และถูกถ่ายทอดออกมาทีหลังตามที่เราได้อ่านกัน ให้เรามาดูต่อในเนื้อหา ของ "คำอธิษฐานของผู้เผยพระวจนะที่เหลือเชื่อผู้นี้" เพื่อจะค้นหาว่ามีสิ่งใดที่สอนใจ เกี่ยวกับโยนาห์ ชนชาติอิสราเอล และเราทั้งหลาย

"คำอธิษฐาน" ของโยนาห์ และพระธรรมสดุดี

วิธีที่จะเข้าใจ "คำอธิษฐาน" ของโยนาห์ให้ดีที่สุดคือต้องมาค้นหาลักษณะพิเศษเฉพาะ ตัว และนำลักษณะเด่นเหล่านี้ไปเปรียบเทียบกับลักษณะเฉพาะของพระธรรมสดุดีใน พระคัมภีร์เดิม พอลองทำดูแล้วจะเห็นความด้อยใน "คำอธิษฐาน" ของโยนาห์ชัดเจน ให้ลองมาพิจารณาดูลักษณะต่างๆต่อไปนี้จาก "คำอธิษฐาน" ของโยนาห์

(1) "คำอธิษฐาน" ของโยนาห์ใช้บทกลอน และถ้อยคำต่างๆในรูปแบบเดียวกับ บทสดุดีในพระคัมภีร์

ในโยนาห์ 2:9 อ่านว่า "การที่ช่วยกู้นั้นเป็นของพระเจ้า"

เช่นกัน ในสดุดี 3:8 อ่านว่า "การช่วยกู้เป็นของพระเจ้า"

สังเกตุดูความเหมือนของถ้อยคำระหว่าง สดุดี 18 และโยนาห์ 2:

สายมัจจุราชล้อมข้าพระองค์ไว้ กระแสแห่งความหายนะท่วมข้า พระองค์ สายใยของแดนผู้ตายพันตัวข้าพระองค์ บ่วงมัจจุราชประทะ ข้าพระองค์ ในยามทุกข์ระทมใจข้าพเจ้าร้องทูลต่อพระเจ้า ข้าพเจ้า ร้องทูลขอความช่วยเหลือจากพระเจ้าของข้าพเจ้า จากพระวิหารของ พระองค์ และเสียงร้องของข้าพเจ้าได้ยินไปถึงพระกรรณพระองค์ (สดุดี 18:4-6).

"2ในคราวที่ข้าพระองค์ตกทุกข์ได้ยาก ข้าพระองค์ ร้องทุกข์ต่อพระเจ้า และพระองค์ทรงตอบข้าพระองค์ ข้าพระองค์ร้อง ทูลจากท้องของ แดนคนตาย และพระองค์ทรงฟังเสียงข้าพระองค์ 7 เมื่อจิตใจอ่อน เพลียไปในตัวของข้าพระองค์ ข้าพระองค์ระลึกถึงพระเจ้า และคำอธิษฐานของข้าพระองค์มาถึงพระองค์ เข้าสู่พระวิหาร บริสุทธิ์ของพระองค์ (โยนาห์ 2:2, 7).

ในสดุดี 42, ผู้แต่งใช้คำว่า "น้ำ" เพื่อสร้างจินตนาการ ซึ่งมีความเหมือน กับคำที่โยนาห์ใช้ใน "คำอธิษฐาน" ของเขา

จิตใจของข้าพเจ้าเอ๋ย, ไฉนเจ้าจึงฝ่ออยู่? ไฉนเจ้าจึงกระสับกระส่าย ภายในข้าพเจ้า? จงหวังใจในพระเจ้า, เพราะข้าพเจ้าจะถวายสดุดีแด่ พระองค์อีก ผู้ทรงเป็นความอุปถัมภ์ และพระเจ้าของข้าพเจ้า; จิตใจ ของข้าพระองค์ฝ่ออยู่ภายในข้าพระองค์ เพราะฉะนั้นข้าพระองค์จึงระ ลึกถึงพระองค์ ตั้งแต่แผ่นดินแห้งแม่น้ำจอร์แดนและแห่งภูเขาเฮอร์โมน ตั้งแต่เนินมิซาร์ เมื่อเสียงน้ำแก่งตก; ที่ลึกก็กู่เรียกที่ลึก บรรดาคลื่น และระลอกของพระองค์ ท่วมข้าพระองค์แล้ว. กลางวันพระเจ้าทรง บัญชาความรักมั่นคงของพระองค์ ; และกลางคืนเพลงของพระองค์อยู่ กับข้าพเจ้า เป็นคำอธิษฐานต่อพระเจ้าแห่งชีวิตของข้าพเจ้า (สดุดี 42:5-8, ที่ผมอยากจะย้ำ).17

(2) "คำสดุดี" ของโยนาห์เพ่งไปที่การช่วยทางกายจากการจมน้ำตาย. คำร้อย กรองของโยนาห์ที่เขาอธิษฐานออกมานั้นมุ่งไปที่ความรู้สึกของคนใกล้ตายในทะเล. เมื่อถูกห่อหุ้มไปด้วยระลอกคลื่น (ข้อ. 3, 5), ถูกสาหร่ายพันอยู่รอบกาย (ข้อ. 5). ท่านใกล้หมดสติลงเมื่อร้องขอให้พระเจ้าช่วยกู้ (ข้อ. 2, 4, 7). เสียงร้องขอน่าจะ ทำนองเดียวกันกับเปโตรที่กำลังเดินบนทะเลเพื่อไปหาพระเยซู, และอยู่ดีๆก็เริ่มจมลง (มัทธิว. 14:22-33). ไม่มีเวลาคิดทำสิ่งอื่นนอกจากร้องเรียกให้ช่วยโดยด่วน. "ปลา มหึมา" ถูกพระเจ้าเลือกให้กลืนโยนาห์ลงไป, ขณะที่โยนาห์ไม่ได้พูดถึงปลา แต่เราก็รู้ ว่าปลาให้ที่พักพิงท่านใต้ท้องน้ำถึงสามวันสามคืน (1:17). ขณะที่อยู่ในพุงปลานี้เอง ที่ผู้เผยพระวจนะแต่งคำอธิษฐานนี้ขึ้น (2:1). เช่นเดียวกับเซาโลซึ่งต่อมากลาย เป็นอัครทูตเปาโล ท่านตามืดมัวไปถึงสามวันเพื่อมีเวลาพิจารณาถึงพระกิตติคุณ (กิจการ 9:9), โยนาห์มีเวลาคิดคำนึงการช่วยกู้ของพระเจ้าถึงสามวัน. แต่เรื่องยัง ไม่จบลงเพียงแค่นี้ ยังมีปัญหาเล็กๆบางประการก่อนที่ท่านจะได้รับการปลดปล่อย ให้ออกมาจากคุกใต้น้ำ

(3) คำอธิษฐานของโยนาห์มีแต่เรื่องของตนเอง. โยนาห์พร่ำพรรณนาแต่ความเดือด ร้อนของตัวเอง อันตรายตนเองที่กำลังเผชิญอยู่ การช่วยกู้ และความชื่นชมยินดี. ในพระธรรมสดุดีี ผู้แต่งก็พรรณนาถึงการช่วยกู้ เหมือนกัน ถึงแม้อาจจะละเลยรายละเอียดออกไปบ้าง พูดถึงแต่เพียงเล็กน้อยบ้าง อาจกล่าวถึงเล็กน้อยในตอนขึ้นต้นของพระธรรมสดุดี (เช่นสดุดี 3, 18). แต่แล้ว บรรดาผู้เขียนพระธรรมสดุดีในพระคัมภีร์เดิมก็จะรีบเปลี่ยนจากเรื่องราวของตนเอง ไปเป็นการพูดถึงพระลักษณะขององค์พระผู้เป็นเจ้าที่ทรงสำแดงอยู่ในการช่วยกู้แทน ถ้าจะสรุปอย่างสั้นๆก็คือ พระธรรมสดุดีเพ่งไปที่พระเจ้า ในขณะที่คำอธิษฐานของ โยนาห์เพ่งไปที่ตัวเอง

สังเกตุดูใ้ห้ดีว่าคำอธิษฐานของโยนาห์เคลือบแฝงไปด้วยความทุกข์ระทมของตนเอง และทำเป็นเปลี่ยนไปเพ่งที่พระเจ้าแทนอย่างรวดเร็ว

บ่วงของความตายดักอยู่ล้อมข้าพเจ้า ความเจ็บปวดแห่งแดนผู้ตายจับ ข้าพเจ้าไว้ ข้าพเจ้าประสพความทุกข์ใจและความระทม แล้วข้าพเจ้า ร้องทูลออกพระนามพระเจ้าว่า : "ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงช่วยชีวิต ข้าพระองค์ให้รอด!" พระเจ้าทรงพระกรุณาและชอบธรรม พระเจ้าของ เราทั้งหลายกอปรด้วยเมตตา (สดุดี 116:3-5, รวมทั้งผมด้วย).

คำอธิษฐานเช่นนี้ไม่ใช่แบบของโยนาห์. ในบทที่ 2 นั้นเต็มไปด้วยเรื่องความทุกข์ระทม ของโยนาห์ ในขณะที่แทบจะไม่มีการกล่าวถึงพระคุณของพระเจ้าเลย จนกระทั่งบทที่ 4 ที่โยนาห์เริ่มกลับมาพูดถึงพระลักษณะของพระเจ้าอีกครั้ง ในเรื่องของพระคุณ พระกรุณา ทรงอดทน และเต็มไปด้วยความรักมั่นคง :

ท่านจึงอธิษฐานต่อพระเจ้าว่า "ข้าแต่พระเจ้า เมื่อข้าพระองค์ยังอยู่ใน ประเทศของข้าพระองค์ ข้าพระองค์พูดแล้วว่าจะเป็นไปเช่นนี้มิใช่หรือ? นี่แหละเป็นเหตุให้ข้าพระองค์ได้รีบหนีไปยังเมืองทารชิช เพราะข้าพระ องค์ทราบว่า พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงกอปรพระคุณ และทรง พระกรุณา ทรงกริ้วช้า และบริบูรณ์ด้วยความรักมั่นคง และทรง กลับพระทัยไม่ลงโทษ ข้าแต่พระเจ้า เพราะฉะนั้น บัดนี้ขอพระองค์ ทรงเอาชีวิตของข้าพระองค์ไปเสีย เพราะว่าข้าพระองค์ตายเสียก็ดีกว่า อยู่ " (โยนาห์ 4:2-3,).

ในขณะที่บรรดาผู้เขียนพระธรรมสดุดีใช้พระลักษณะของพระเจ้าเพื่อการสรรญเสริญ นมัสการต่อพระองค์ด้วยใจเชื่อฟัง โยนาห์กลับใช้พระลักษณะของพระเจ้าเป็นข้ออ้าง ในการที่จะไม่เชื่อฟัง และต่อต้านพระองค์

มีข้ออ้างใหญ่พียงข้อเดียวในคำอธิษฐานของโยนาห์ที่นำมาใช้อ้างกับพระเจ้า มีการ พาดพิงถึงคำสอนของพระเจ้าผู้ทรงครอบครองอยู่ คำพาดพิงนี้ถูกบิดเบือนและ นำมาใช้อย่างไม่ถูกต้อง เพราะแทนที่ท่านจะโทษว่าสาเหตุความเดือดร้อนนั้นเป็น เพราะความดื้อดึงของท่านเอง ท่านกลับไปพร่ำพรรณาว่าพระเจ้าเป็นสาเหตุที่ทำให้ ท่านต้องเผชิญภัยอันตรายอันใหญ่หลวง

"เพราะพระองค์ทรงเหวี่ยงข้าพระองค์ลงไปในที่ลึก ในท้องทะเล และน้ำก็ท่วมล้อมรอบข้าพระองค์ไว้ บรรดาคลื่นและระลอกของ พระองค์ ท่วมข้าพระองค์แล้ว " (โยนาห์ 2:3).

ประโยคนี้ฟังดูคล้ายๆกับตอนอาดัมแก้ตัวกับพระเจ้าเมื่อถูกจับได้ว่าทำผิด:

"หญิงที่พระองค์ประทานให้อยู่กินกับข้าพระองค์นั้น ส่งผลไม้นั้น ให้ข้าพระองค์ ข้าพระองค์จึงรับประทาน" (ปฐก. 3:12).

(4) คำอธิษฐานของโยนาห์แสดงให้เห็นว่าท่านดูถูกคนต่างชาติ และหยิ่งยโส ในความเป็นอิสราเอลของตนเอง ในบทที่ 1 เราเรียนรู้เรื่องความเชื่อของกลาสี ต่างชาติ การเชื่อฟังและทำตามทุกสิ่งที่เขารู้ แต่ใน "คำสดุดี" ของโยนาห์ ไม่มีการ กล่าวถึงการที่พระเจ้าช่วยกู้พวกกลาสีจากความตาย และการที่พวกเขาได้ค้นพบความ เชื่อเที่ยงแท้ของพระเจ้าแห่งอิสราเอลเลย เราคงจะกล้าสรุปได้ว่าโยนาห์ไม่ได้มี ความยินดียินร้าย หรือเห็นเป็นการสมควรที่จะสรรญเสริญพระเจ้าสำหรับเหตุการณ์นี้ ถ้าเราเจาะเรื่องนี้ให้ลึกลงไปอีก เราก็คงสรุปได้ว่าโยนาห์นั้นเกลียดคนต่างชาติ และถ้า เลือกได้ คงอยากให้พวกเขาพินาศมากกว่าได้รับการช่วยกู้ และได้รับความรอด

ตอนนี้อาจดูเหมือนเดาเอาเอง แต่ถ้าอ่านไปจนถึงบทที่ 4 เราอาจจะเห็นภาพที่ชัดเจน น้ำเสียงของโยนาห์์ในข้อ 8 และ 9 ที่กล่าวว่า : "บรรดาผู้ที่แสดงความนับถือต่อพระ เทียมเท็จ ยอมสละทิ้งพระองค์ผู้ทรง สำแดงความรักมั่นคงเสีย แต่ข้าพระองค์จะถวาย สัตวบูชาแด่พระองค์ พร้อมด้วยเสียง โมทนาพระคุณ" (โยนาห์ 2:8-9ก). โยนาห์ ออกจะดูถูกคนต่างชาติมาก กล่าวว่าเป็น พวกกราบไหว้รูปเคารพ แต่ในขณะเดียวกัน ท่านคิดว่าตนเองเป็นผู้สูงส่ง เป็นผู้ที่ นมัสการพระเจ้าเที่ยงแท้ด้วยเครื่องสัตวบูชา และเป็นผู้ที่พระเจ้าเลือกไว้ โยนาห์ใน ฐานะที่เป็นคนอิสราเอล ย่อมเหนือกว่าพวก ต่างชาติป่าเถื่อนที่กราบไหว้รูปเคารพ

คำพูดของโยนาห์ตอนนี้ไม่ได้ตรงไปตรงมาเหมือนเมื่อตอนบทที่ 1 อย่าลืมว่าพวกนอก ศาสนาอธิษฐาน โยนาห์เปล่า พวกนอกศาสนาพยามยาค้นหาความบาป แต่โยนาห์ เปล่า พวกนอกศาสนากราบไหว้พระของตนเพื่อให้หายโกรธ โยนาห์เปล่า พวกนอก ศาสนามีใจสงสารโยนาห์ แต่โยนาห์กลับไม่สนใจในความทุกข์ร้อนของพวกเขา ยึด หลักมาตรฐานโดยทั่วไป ชาวเรือต่างชาตินั้นแสดงให้เห็นว่าเขาเหนือกว่าโยนาห์ใน ทุกทาง แต่โยนาห์กลับไปบอกพระเจ้าอย่างไม่อายเลยว่าท่านนั้นสูงส่งกว่าพวกนอก ศาสนา

บรรดาผู้เขียนพระธรรมสดุดีในพระคัมภีร์เดิมมีความเข้าใจที่ดีกว่า ในคำสดุดีของพวก เขา มีการกล่าวเรื่องการกลับใจและการนมัสการของชาวต่างชาติ :

ข้าพระองค์จะบอกเล่าพระนามของพระองค์แก่พี่น้องของข้าพระองค์ ; ข้าพระองค์จะสรรญเสริญพระองค์ ท่ามกลางชุมนุมชน ท่านผู้เกรงกลัว พระเจ้า จงสรรญเสริญพระองค์ ; ท่านพงษ์พันธ์ของยาโคบเอ๋ย จง ถวายพระสิริแด่พระองค์ ท่านพงษ์พันธ์ทั้งสิ้นของอิสราเอลเอ๋ย จง เกรงกลัวพระองค์ เพราะพระองค์มิได้ทรงดูถูกหรือสะอิดสะเอียนต่อ ความทุกข์ยากของผู้ที่ทุกข์ใจ และพระองค์มิได้ทรงซ่อนพระพักตร์จาก เขา เมื่อเขาร้องทูล พระองค์ทรงฟัง

คำสรรญเสริญของข้าพระองค์ในที่ชุมนุมชนใหญ่มาจากพระองค์ ข้า พระองค์จะแก้บนต่อหน้าผู้ที่เกรงกลัวพระองค์ คนเสงี่ยมเจียมตัวจะได้ กินอิ่ม บรรดาผู้แสวงหาพระองค์จะสรรญเสริญพระเจ้า ขอจิตใจของ ท่านทั้งหลายมีชีวิตอยู่เป็นนิตย์ ! ที่สุดปลายทั้งสิ้นของแผ่นดินโลก จะจดจำและหันกลับมายังพระเจ้า และตระกูลทั้งสิ้นของบรรดา ประชาชาติ จะนมัสการต่อพระพักตร์พระองค์ เพราะอำนาจการ ปกครองเป็นของพระเจ้า และพระองค์ทรงครอบครองเหนือบรร ดาประชาชาติ (สดด. 22:22-28).

ในสดุดี 67 ผู้เขียนพูดยิ่งกว่านี้ โดยยึดตามพระสัญญาที่พระเจ้าให้ใว้แก่อับราฮัม ว่าพระ พรสำหรับลูกหลานของท่านนี้ วันหนึ่งจะตกไปถึงบรรดาประชาชาติด้วย

ขอพระเจ้าทรงพระเมตตาต่อข้าพระองค์ทั้งหลาย และอำนวยพระพรแก่ข้าพระองค์ ขอพระองค์ทรงให้พระพักตร์ฉายสว่างแก่ข้าพระองค์ เพื่อพระมรรคาของพระองค์ จะเป็นที่รู้จักในแผ่นดินโลก ความรอดของพระองค์จะเป็นที่ทราบท่ามกลางบรรดา ประชาชาติทั้งสิ้น ข้าแต่พระเจ้า ขอชนชาติทั้งหลายสรรญเสริญพระองค์ ให้ชนชาติ ทั้งหลายสรรญเสริญพระองค์ และให้ชาวประเทศทั้งหลายยินดีและร้องเพลง ด้วย ความชื่นบาน เพราะพระองค์ทรงพิพากษาชนชาติทั้งหลาย ด้วยความเที่ยงธรรม และ ทรงนำชาวประเทศทั้งหลายในโลก ข้าแต่พระเจ้า ขอชนชาติทั้งหลายสรรญเสริญพระ องค์ ให้ชนชาติทั้งหลายสรรญเสริญพระองค์ แผ่นดินโลกได้เกิดผล พระเจ้า คือพระ เจ้าของเราทรงอำนวยพระพรแก่เรา พระจ้าทรงอวยพระพรแก่เราแล้ว ให้ที่สุดปลายแผ่นดินโลกเกรงกลัวพระองค์ (สดุดี 67).

โยนาห์ไม่ต้องการให้พระพรที่สงวนไว้เฉพาะชาวยิวตกไปถึงคนต่างชาติ และท่านไม่ ต้องการให้พระองค์อวยพระพรคนต่างชาติโดยผ่านทางคนยิวด้วย ดังนั้นเมื่อพระเจ้า ตรัสสั่งโยนาห์ซึ่งเป็นคนยิว ให้ไปประกาศที่นีนะเวห์ เมืองของคนต่างชาติ โยนาห์จึง รีบเผ่นหนี จึงไม่เป็นที่น่าประหลาดใจเลยว่า เมื่อคนต่างชาติกลับใจ จึงไม่มีคำสรรญ เสริญออกมาจากปากโยนาห์ แต่เป็นคำพูดอธิบายย้ำให้พระเจ้าฟังว่าชาวยิวนั้นสูงส่ง กว่าชาวต่างชาติ

(5) คำสัญญาเดียวที่โยนาห์มีให้กับพระเจ้า คือสัญญาว่าจะไปถวายสัตวบูชา ที่พระวิหาร ในอดีต ผมอ่านพระธรรมโยนาห์์ โดยเฉพาะข้อ 9 บ่อยเป็นพิเศษ : "แต่ข้าพระองค์จะถวายสัตวบูชาแด่พระองค์ พร้อมด้วยเสียงโมทนาพระคุณ ข้าพระองค์ บนไว้อย่างไร ข้าพระองค์จะแก้บนอย่างนั้น การช่วยกู้เป็นของพระเจ้า" ตอนนั้นผมรู้สึก ว่าคำพูดของท่านในข้อนี้เป็นนัยว่าพระเจ้าทรงเป็นผู้ครอบครอง ดังนั้นพระองค์จึงมี อิสระที่จะเลือกประทานความรอดให้ผู้ใดก็ได้ และโยนาห์นั้นสัญญาว่าจะทำตามคำสั่ง ของพระองค์ที่จะไปยังนีนะเวห์

แต่เดี๋ยวนี้ความเข้าใจของผมเปลี่ยนไป เพราะถ้าโยนาห์สาบานว่าจะไปนีนะเวห์ ทำไม พระเจ้าจึงต้องสั่งเป็นคำรบสองในข้อแรกของบทที่ 3 ? เมื่อโยนาห์กล่าวว่า "การช่วย กู้ เป็นของพระเจ้า" ผมเชื่อว่าเขาคงขอบคุณที่พระเจ้าช่วยกู้เขาให้รอดทางกายต่าง หาก ที่จริงเขากำลังกล่าวว่า "ความรอดนี้ คือความรอดที่ข้าพระองค์กล่าวถึงในคำ อธิษฐาน" เนื้อหาคำบนบานที่โยนาห์พูดถึงนี้ปรากฎอยู่เต็มๆในข้อ 9 โยนาห์ตั้งใจจะ ไปที่กรุงเยรูซาเล็มเพื่อไปถวายสัตวบูชาโมทนาพระคุณ โดยทั่วไปเวลาบนบานมักมี การสัญญาว่าจะถวายบูชา (สดด 66:13-15) และผมเชื่อว่าโยนาห์หมายความตามที่ ท่านอธิษฐานในตอนแรกของข้อ 9 ท่านคงจะดีใจพิลึกที่ได้กล่าวคำอำลาภูมิลำเนาเดิม ในท้องปลากลับคืนสู่แผ่นดินแห้ง และอยากเร่งรีบกลับไปยังดินแดนแห่งพันธสัญญา เพื่อทำการถวายสัตวบูชาและโมทนาขอบพระคุณ

(6) คำอธิษฐานของโยนาห์ไม่มีเรื่องการกลับใจ หรือการสารภาพบาป ถึงแม้เราจะเห็นอย่างชัดเจนจากบทที่ 1ว่า เป็นเรื่องจำเป็น โยนาห์มีเรื่อง มากมายที่ต้องสารภาพ แต่ไม่เห็นท่านสารภาพเรื่องใดในคำอธิษฐาน ถึงแม้จะ พรรณาถึงสาเหตุที่ท่านต้องเผชิญภัยในข้อ 3 ท่านไม่ได้กล่าวว่าเป็นเพราะบาปใด ท่านจึงถูกเหวี่ยงลงที่กลางทะเล แต่เมื่อนำคำอธิษฐานของโยนาห์ไปเปรียบเทียบกับ พระธรรมสดุดี ที่ผู้เขียนวิงวอนและสารภาพบาปกับพระเจ้า เช่นตัวอย่างดังต่อไปนี้

ข้าพระองค์สารภาพบาปของข้าพระองค์ต่อพระองค์ และข้าพระองค์มิได้ซ่อนบาปผิด ของข้าพระองค์ไว้ ข้าพระองค์ทูลว่า "ข้าพระองค์จะสารภาพการละเมิดของข้าพระองค์ ต่อพระเจ้า" (สดุดี 32:5).

ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงแสดงพระกรุณาต่อข้าพระองค์ตามความรักมั่นคง ของพระองค์ ขอทรงลบการทรยศของข้าพระองค์ออกไปตามแต่พระ กรุณาอันอุดมของพระองค์ ขอทรงล้างข้าพระองค์จากความบาปผิดให้ หมดสิ้น และทรงชำระข้าพระองค์จากบาปของข้าพระองค์ เพราะข้า พระองค์ทราบถึงการละเมิดของข้าพระองค์แล้ว และบาปของข้า พระองค์อยู่ต่อหน้าข้าพระองค์เสมอ ข้าพระองค์ได้ทำบาปต่อพระองค์ ต่อพระองค์เท่านั้น และได้กระทำสิ่งที่ชั่วร้ายในสายพระเนตรพระองค์ ทั้งนี้เพื่อพระองค์จะทรงยุติธรรมในคำพิพากษา และไร้ตำหนิในการ พิพากษานั้น (สดุดี 51:1-4).

ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงช่วยข้าพระองค์ให้รอด เพราะน้ำขึ้นมาถึงคอข้า พระองค์แล้ว ข้าพระองค์จมอยู่ในเลนลึกไม่มีที่ยืน ข้าพระองค์อยู่ในน้ำ ลึกและน้ำท่วมข้าพระองค์ . … ข้าแต่พระเจ้า พระองค์ทรงทราบถึง ความโง่ของข้าพระองค์ ความผิดที่ข้าพระองค์กระทำแล้วจะซ่อนไว้ จากพระองค์ไม่ได้ ข้าแต่พระเจ้าจอมโยธา ขออย่าให้บรรดาผู้ที่หวังใจ ในพระองค์ได้รับความอายเพราะข้าพระองค์ ข้าแต่พระเจ้าของ อิสราเอล …แต่ส่วนข้าพระองค์ ข้าพระองค์อธิษฐานต่อพระองค์ ข้าแต่ พระเจ้า ในเวลาอันเหมาะสม โดยความรักมั่นคงอันอุดมของพระองค์ ขอทรงโปรดตอบข้าพระองค์ด้วยความอุปถัมภ์อย่างวางใจได้ ขอทรง ช่วยข้าพระองค์ให้พ้นจากจมลงในเลน ขอทรงช่วยกู้ข้าพระองค์จากคน ที่เกลียดชังข้าพระองค์ และจากน้ำลึก ขออย่าให้น้ำท่วมข้าพระองค์์ หรือน้ำที่ลึกกลืนข้าพระองค์เสีย หรือปากแดนผู้ตายงับข้าพระองค์ไว้ (สดุดี 69:1-2, 5-6, 13-15).

ในขณะที่โยนาห์รีบกล่าวโทษคนต่างชาติว่ากราบไหว้รูปเคารพ (โยนาห์ 2:8), ท่าน เองคงลืมไปว่า การไม่เชื่อฟังก็เป็นบาปเช่นเดียวกับการกราบไหว้รูปเคารพ โยนาห์ คงทำได้ดีกว่านี้ถ้าท่านไวในการฟังคำเตือนของสดุดีตอนต่อไปนี้ :

"เรากินเนื้อวัวผู้หรือ หรือดื่มเลือดแพะหรือ จงนำเครื่องการโมทนา พระคุณมาเป็นเครื่องสักการะบูชาแด่พระเจ้า และแก้บนของเจ้าต่อ องค์ผู้สูงสุด และจงร้องทูลเราในวันทุกข์ยากลำบาก เราจะช่วยกู้เจ้า และเจ้าจะถวายพระสิริแก่เรา" แต่พระเจ้าตรัสกับคนอธรรมว่า "เจ้ามี สิทธิ์อะไรที่จะท่องกฎเกณฑ์ของเรา หรือรับปากตามพันธสัญญาของ เรา เพราะเจ้าเกลียดวินัย และเจ้าเหวี่ยงคำของเราไว้ข้างหลังเจ้า" (สดุดี 50:13-17).

ตรงนี้ ที่พระเจ้าตรัสอย่างเจาะจงว่า ข้อปฏิบัติและพิธีกรรมทางศาสนา (อย่างที่โยนาห์ บนในคำอธิษฐาน)นั้น ไม่มีค่าไปกว่าการเชื่อฟังและทำตามคำสั่งของพระองค์ ในคำอธิษฐานของโยนาห์นี้ ท่านได้ "เหวี่ยงคำสอนของพระเจ้าทิ้งไป" โยนาห์จงใจ ขัดคำสั่งของพระเจ้าที่ให้ไปยังนีนะเวห์ เหตุใดคำอธิษฐานบนบานของท่านจะมีค่า ในสายพระเนตรพระเจ้าเล่า ?

โยนาห์น่าจะจำได้ถึงคำพูดที่ซามูเอลกล่าวตำหนิกษัตริย์ซาอูลที่ไม่เชื่อฟังคำสั่งของ พระเจ้าว่า :

"พระเจ้าทรงพอพระทัยในเครื่องเผาบูชา และเครื่องสัตวบูชามากเท่า กับการที่จะเชื่อฟังพระสุรเสียงของพระองค์หรือ ? ดูเถิด ที่จะเชื่อฟังก็ ดีกว่าเครื่องสัตวบูชา และซึ่งจะสดับฟังก็ดีกว่าใขมันของบรรดาแกะผู้ เพราะการกบฎก็เป็นเหมือนบาปแห่งการถือฤกษ์ถือยาม และ ความดื้อดึงก็เป็นเหมือนบาปชั่ว และการไหว้รูปเคารพ . เพราะ เหตุที่ท่านทอดทิ้งพระวจนะของพระเจ้า พระองค์จึงทรงถอดท่านออก จากตำแหน่งกษัตริย์ " (1 ซามูเอล 15:22-23).

แล้วเราก็มาถึงบันทัดสุดท้าย "คำอธิษฐาน" ของโยนาห์นั้นไม่ได้มีข้อพิสูจน์เลยว่าท่าน เปลี่ยนใจ หรือได้กลับใจแล้ว แต่กลายเป็นการเปิดเผยความบาปและความหยิ่งยโส ของท่าน ถ้าจะพูดให้ดูดีที่สุดคือ ท่านโมทนาพระคุณเพราะการช่วยกู้ "ทางกาย" เท่านั้น เหตุใดพระเจ้าจึงช่วยกู้โยนาห์จากความตายใน "ท้องปลามหึมา" ถ้าทัศนคติ ของท่าน ที่มีต่อพระเจ้ายังไมยอมเปลี่ยนแปลง ? ผมเชื่อว่ามีเหตุผลหลายประการ :

(1) พระเจ้ากำลังสำแดงพระคุณต่อโยนาห์ เช่นเดียวกับที่พระองค์ทรงสำแดง แก่ชาวเรือ และจะสำแดงแก่ชาวนีนะเวห์ด้วย

(2) พระเจ้าพยายามที่จะสอนโยนาห์ และเปลี่ยนทัศนคติคู่พิพาทของพระองค์ โดยสำแดงทางพระคุณ การมประสพการณ์รับพระคุณของพระเจ้า อาจช่วยทำให้ โยนาห์รู้สึกซาบซึ้ง ในสิ่งที่พระเจ้าต้องการประทานให้กับผู้อื่น เช่นชาวอัสซีเรียด้วย

(3) พระเจ้าต้องการให้โยนาห์มีชีวิตอยู่ต่อ เพื่อสามารถไปยังนีนะเวห์ และต้อง ไป เพื่อประกาศเรื่องความบาปของชาวเมืองนั้นให้ได้ พระเจ้ากำลังรับรองว่า โยนาห์ต้องทำตามคำสั่งของพระองค์ทุกประการ

"ทำไมเราจึงด่วนคิดเอาเองว่าโยนาห์ได้กลับใจแล้ว จากคำอธิษฐานนี้ ? "

(1) ผมคิดว่าที่เราด่วนสรุปแบบนี้ เพราะเรามองเห็นแต่เพียงภายนอกเท่านั้น โยนาห์เป็นคนอิสราเอล เป็นผู้เผยพระวจนะ และที่จำเป็นที่สุดคือ ต้องมีใจฝ่าย วิญญาณ คำอธิษฐานนี้ใกล้เคียงกับคำสดุดีในพระคัมภีร์เดิม ดังนั้นควรเป็นเรืื่องที่ ลึกซึ้งทางจิตวิญญาณ เราจึงต้องรู้ลึกกว่าตัดสินจากที่เห็นเพียงภายนอกเท่านั้น

(2) เรากระหายอยากจะเห็นโยนาห์กลับใจ เพราะเราไม่อาจยอมรับได้ที่ ผู้เผยพระ วจนะเป็นคนหัวดื้อหัวแข็ง เป็นคนบาปที่กบฎต่อพระเจ้า เป็นคนที่ให้ตนเองเป็นใหญ่ และไม่ยอมกลับใจ เรายอมรับไม่ได้ที่จะคิดว่าผู้เผยพระวจนะเป็นคนบาปหนา เราอยาก ให้เรื่องนี้จบลงแบบ "แฮปปี้เอนดิ้ง" หรือทุกคนมีความสุขอิ่มเอิบใจ รวมทั้งเราที่เอาใจ ช่วยอยู่ด้วย พระธรรมเล่มนี้ไม่ได้เขียนมาเพื่อความสุขสมใจ แต่กลับเป็นเพื่อการตำหนิ ติเตียน ไม่ได้เพื่อให้เรารู้สึกดี แต่กลับทำให้รู้สึกอึดอัดคับข้องใจ พระธรรมเล่มนี้เขียน ขึ้นเพื่อสอนเราให้รับรู้ข้อเท็จจริงบางประการที่ไม่น่าอภิรมย์เกี่ยวกับชนชาติอิสราเอล และเกี่ยวกับตัวเราเอง ที่เราจะเห็นต่อไป

ข้อสอนใจสำหรับททนี้

ถึงแม้ข้อเท็จจริงอันคับข้องใจเรื่องการกบฎของโยนาห์ยังมีอยู่ในบทนี้ - ที่จริงแล้ว เป็นเพราะ
มีบทเรียนที่สำคัญหลายเรื่องสำหรับตัวเราเอง ก่อนจบบท ให้ผมไ้มีโอกาสชี้ให้เห็น ถึงบทเรียนสำหรับอิสราเอล และสำหรับคริสตจักรด้วย

บทเรียนสำหรับอิสราเอล

จากที่เราเห็น โยนาห์ไม่ใช่ผู้เผยพระวจนะที่มีคุณความดีเพราะการออกไปประกาศหรือ เพราะการกระทำอื่นๆ แถมยังไม่เชื่อฟังอีกด้วย โยนาห์คือภาพพจน์ของชนชาติ อิสราเอลจอมกบฎของพระเจ้าตัวจริง โยนาห์ไม่ทำตามคำสั่งของพระเจ้า อิสราเอล ก็ไม่ปฏิบัติตามธรรมบัญญัติของโมเสส โยนาห์ปฏิเสธภารกิจไปประกาศกับคนต่างชาติ คนอิสราเอลก็เหมือนกัน เมื่ออิสราเอลร้องทูลขอการช่วยกู้ เช่นเดียวกัน โยนาห์ก็ร้อง ทุกข์กับพระเจ้า แต่ไม่ยอมกลับใจอย่างแท้จริง อิสราเอลก็ด้วย โยนาห์ประดับฉาก ความชอบธรรมภายนอกอย่างสวยหรู ถูกต้องตรงตามแบบแผนพิธีการ แต่ขาดความ ชอบธรรมที่แท้จริง อิสราเอลก็ด้วยเช่นกัน

พวกธรรมาจารย์และฟาริสีในสมัยของพระเยซู ก็แสดงภาพพจน์ของผู้จงใจกบฏให้เห็น แต่เมื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าของเราสถิตย์อยู่ที่นั่น พระองค์ทรงกวาด ¾ ของหิมะที่ปกคลุม อยู่เหนือกองขยะที่พอกพูนอยู่บนศาสนายูดาห์ออกไป พระเยซูทรงเปิดโปงความหน้า ซื่อใจคด และหลอกลวงของบรรดาผู้นำอิสราเอล แบบเดียวกับที่พระธรรมโยนาห์เปิด โปงผู้เผยพระวจนะท่านนี้

พวกอาลักษณ์และฟาริสีเข้มงวดกวดขันกับรายละเอียดในเรื่องเล็กเรื่องน้อยของพิธี กรรมทางศาสนา (ลูกน้ำที่พวกเขากรองออก), แต่กลับมองข้ามสิ่งจำเป็นที่สุดในการ ปรนนิบัติพระเจ้า —การเชื่อฟัง ("อูฐ" ที่พวกเขากลืนเข้าไป) เช่นเดียวกับที่โยนาห์ คิดว่าชาวอัสซีเรียไม่สมควรกลับใจและได้รับการอภัย พวกหน้าซื่อใจคดอย่างอาลักษณ์ และฟาริสีก็ทำเป็นโกรธเคืองเหมือนพี่คนโตเมื่อน้องผู้เป็น "บุตรน้อยหลงหาย" กลับคืน (ลูกา 15:11-32). พวกเขาประท้วงไม่พอใจเมื่อพระเยซูใช้เวลากับ "พวกคนบาป" แทนที่จะเป็นพวกเขา (มาระโก 2:16) โยนาห์มองว่าตนเองเป็นผู้ชอบธรรม และ คนต่างชาติล้วนแต่เป็นคนบาป (โยนาห์ 2:8-9), พวกธรรมาจารย์และฟาริสีก็มองคนอื่น ด้วยสายตาทำนองเดียวกัน :

"คนฟาริสีนั้นยืนนึกในใจของตน อธิษฐานว่า ‘ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ โมทนาขอบพระคุณของพระองค์ ที่ข้าพระองค์ไม่เหมือนคนอื่น ซึ่งเป็น คนโลภ คนอธรรม และคนล่วงประเวณี และไม่เหมือนคนเก็บภาษีคนนี้ ในสัปดาห์หนึ่งข้าพระองค์ถืออดอาหารสองหน และของสารพัดซึ่งข้า พระองค์หาได้ ข้าพระองค์ได้เอาสิบชักหนึ่งมาถวาย’ ฝ่ายคนเก็บภาษี นั้นยืนอยู่แต่ไกล ไม่แหงนดูฟ้า แต่ตีอกของตนว่า ‘ข้าแต่พระเจ้า ขอ ทรงโปรดพระเมตตาแก่ข้าพระองค์ผู้เป็นคนบาปเถิด!’ เราบอกท่านทั้ง หลายว่า คนนี้แหละเมื่อกลับลงไปยังบ้านของตนก็นับว่าชอบธรรม มิใช่ อีกคนหนึ่งนั้น เพราะว่าทุกคนที่ยกตัวขึ้นจะต้องถูกเหยียดลง แต่ทุกคน ที่ได้ถ่อมตัวลง จะต้องถูกยกขึ้น" (ลูกา 18:11-14).

การที่คนยิวปฏิเสธพระคริสต์และข่าวประเสริฐของพระองค์ คนต่างชาติจึงมีโอกาสได้ รับความรอด และการไม่เชื่อฟังของโยนาห์ก็เป็นหนทางให้ชาวเรือและ ชาวอัสซีเรีย ได้รับความรอดเช่นกัน :

ข้าพเจ้าจึงถามว่า พวกอิสราเอลสะดุดจนหกล้มที่เดียวหรือ ? หามิได้ แต่การที่เขาละเมิดนั้น เป็นเหตุให้ความรอดแผ่มาถึงพวกชาวต่างชาติ เพื่อจะให้พวกอิสราเอลมีใจมานะขึ้น แต่ถ้าการที่พวกอิสราเอลละเมิด นั้นเป็นเหตุให้ทั้งโลกบริบูรณ์ และถ้าการพ่ายแพ้ของเขาเป็นเหตุให้คน ต่างชาติบริบูรณ์ หากได้เขามาเพิ่มเข้าด้วย จะดียิ่งกว่านั้นอีกมากหนอ (โรม 11:11-12).

เหตุเพราะการไม่เชื่อฟัง พระเจ้าทรงกระทำให้พันธสัญญาที่มีต่ออับราฮัมในการนำพระ พรของพระองค์ไปสู่คนต่างชาติโดยผ่านชาวอิสราเอลนั้นเกิดเป็นจริง

บทเรียนสำหรับคริสเตียนร่วมสมัยอย่างเราๆ

ก่อนที่จะแสดงให้เห็นถึงความบาปของโยนาห์และความบาปของธรรมมิกชนอย่าง พวกเราในทุกวันนี้ ผมอยากจะชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างด้านความคิดของโยนาห์ กับความคิดของพวกเรา ความคิดของโยนาห์ตั้งมั่นอยู่ตามธรรมบัญญัติในพระคัมภีร์ เดิมของชาวยิว ยึดมั่นในความคิดที่ตนเองเป็นชาวอิสราเอล ผู้ที่ถูกเลือกสรร หลงลืม และผิดพลาดไปในพระคุณของพระเจ้า กลับไปหลงยึดติดให้ความสำคัญกับการเป็น ชนชาติที่ได้รับการ "คัดเลือก" โดยเฉพาะอย่างยิ่งให้เป็นถึงผู้เผยพระวจนะ ทุกวันนี้ พวกเราเองก็ถือทึกทักเอาแต่พระคุณพระเจ้า เราแอบอ้างใช้พระคุณเป็นข้อแก้ตัวเพื่อ หลีกเลี่ยงการเชื่อฟัง โยนาห์มองไม่เห็นว่าตัวเองเป็นคนบาปพอๆ หรือมากกว่าคน ต่างชาติด้วยซ้ำไป ในทางกลับกัน เราเห็นว่าเราเองนั้นเป็นคนผิดบาป และคิดว่า นี่คือความอ่อนแอของมนุษย์ เราเลยเหมาเอาว่ายังไงๆ พระเจ้าก็ต้องมีหน้าที่ให้อภัย ดังนั้นความคิดทั้งสมัยโน้น และสมัยนี้ก็ไม่ต่างกัน คือเรามองภาพพระเจ้าว่าต้องให้ อภัย และอำนวยพระพร "ประชากรของพระองค์" ไม่ว่าพวกเขาจะกบฎสักแค่ไหนก็ตาม แต่กลับไปมองภาพความบาปของ"คนนอกศาสนา" ว่าเลวร้ายกว่า "บาปบริสุทธิ์" เช่นการไม่เชื่อฟังของเราแทน

"คำอธิษฐาน" ของโยนาห์เตือนเราถึงอันตรายใกล้ตัวของบรรดาจิตวิญญานที่ฉาบหน้า สาเหตุที่นักวิชาการด้านพระคัมภีร์และฆราวาสทั้งหลายใส่ใจในคำอธิษฐานของโยนาห์ มากเป็นพิเศษนั้น เตือนเราให้ระมัดระวังถึงจิตวิญญาณที่ฉาบหน้าอยู่อย่างผิวเผิน เช่น ในวิวรณ์บทที่สามที่พระเจ้าทรงตักเตือนคริสตจักรในเมืองซาร์ดิสว่า "เรารู้จักแนว การกระทำของเจ้า เจ้าได้ชื่อว่ามีชีวิตอยู่ แต่ว่าเจ้าได้ตายเสียแล้ว" (วิวรณ์ 3:1ข).

จิตวิญญาณที่มีแต่เพียงฉาบหน้านั้นคือการรู้และทำตามพิธิีกรรมทางศาสนาอย่าง เคร่งครัด ครบถ้วน ถูกต้องตรงตามเวลา ทำให้ดูเป็นผู้ยึดมั่นในความดี เป็นที่น่านับถือ แต่ถ้าจะเจาะลงไปให้ลึกสักหน่อยก็จะเห็นตัวตนที่แท้จริง ผมอาจกล่าวได้ว่าถ้ามีการ ข่มเหงและความทุกข์ยากเกิดขึ้นสักหน่อย ตัวตนที่แท้จริงคงเผยโฉมออกมาให้ได้เห็น

ผมหวั่นใจมากว่าจิตวิญญาณของคนอเมริกันกำลังเป็นเช่นนี้ และโดยไม่มีข้อยกเว้น ผมเองกลัวว่าทั้งตัวผมและที่คริสตจักรกำลังเป็นด้วยเช่นกัน ขอองค์พระผู้เป็นเจ้าเปิด ตาใจให้เรามองเห็น และจัดการกับเรื่องนี้ได้อย่างถูกต้อง

จิตวิญญาณที่มีแต่ฉาบหน้านั้นมีอาการให้เห็นได้หลายอย่าง เช่นยึดถือในสิ่งผิดๆ ภูมิหลัง เทือกเถาเหล่ากอวงศ์ตระกูล ความมั่งคั่ง ตำแหน่งหน้าที่รับผิดชอบ (เช่นผู้อาวุโส ในคริสตจักร ฯลฯ) หรือความรู้ความสามารถ สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็น องก์ประกอบที่ดีฝ่ายจิตวิญญาณ และหลายครั้งก็หลอกลวงให้เราหลงผิดไปได้

จิตวิญญาณแต่เพียงฉาบหน้ามักถือเรื่องพิธีการเป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งส่วนมากสืบทอดมา จากคนอื่น ดูเหมือนเคร่ง แต่ไม่เกิดผลดีใดๆ จะอธิษฐานก็ต่อเมื่อเข้าตาจน แรง จูงใจมักมาจากสถาณการณ์ที่เกินกำลัง และอธิษฐานเพียงแค่เอาตัวให้รอดก็พอ เป็นการอธิษฐานมุ่งไปที่เรื่องของตัวเอง มากกว่าเข้าหาพระเจ้าหรือทำเพื่อคนอื่น ลืมเรื่องความบาปของตนเองเสียสนิท แต่กลับไพล่ไปเ็ห็นความบาปของคนอื่น ขาด การมีสามัคคีธรรมที่ดีกับพระเจ้า และความกระหายที่จะทำตามพระประสงค์ของพระองค์ ไม่ใส่ใจเรื่องอื่นรอบตัว กลับให้เรื่องของตัวเองเป็นใหญ่ (เช่น "ข้าแต่พระเจ้า โปรด อวยพระพรงานพันธกิจของข้าฯ") บางครั้งบิดเบือนหลักคำสอนไป เพื่อจะกลบเกลื่อน หรือหาข้อแก้ตัวให้กับความบาปของตน (เช่นเดียวกับที่โยนาห์อ้างในอธิปไตย ของ พระเจ้าเพื่อมาบดบังบาปของตนเอง).

การทรงช่วยกู้ของโยนาห์ เตือนให้เราเห็นว่า พระเจ้าเลือกเราด้วยวิธีการของพระองค์ ไม่ใช่วิธีที่แบบที่เราเลือก พระเจ้าไม่ได้ให้ความรอดแก่เราแบบที่เราเลือกเองได้ แต่ เป็นการจัดเตรียมของพระองค์ โยนาห์คงไม่ได้เลือกที่จะเข้าไปอยู่ในท้องปลามหึมา ถึงแม้จะไม่เป็นที่่น่าอภิรมย์ แต่ก็ช่วยให้รอดตาย โยนาห์อาจอยากให้การค้นหาตัว ท่านเป็นเรื่องตื่นเต้นประทับใจ เช่นยามชายฝั่งส่งเรือออกไปค้นหา เฮลิคอปเตอร์บินวน ดูจากด้านบน นักประดาน้ำดำลงไปดู หรือนักกู้ภัยอุ้มและดึงท่านด้วยสลิงขึ้นไปบน อากาศ ตามด้วยการปั๊มหัวใจ หรือเป่าปากช่วยชีวิตโดยนักกู้ภัยสาว พระเจ้าไม่ได้ สนองความต้องการในแบบของโยนาห์ เพราะปัญหาใหญ่ของท่านคือ ความหยิ่งยโส

เช่นเดียวกัน วิธีการช่วยกู้ของพระเจ้านั้นไม่ได้ยึดติดหรือเป็นไปตามที่มนุษย์ชอบใจ การตกเป็นทาสในอียิปต์ถึง 400 ปีคงไม่เป็นที่น่าปราถนาของชาวอิสราเอล การเดินข้าม ทะเลแดง ข้ามแม่น้ำจอร์แดน การฆ่าสัตว์ที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่เพื่อที่จะเอาเลือดมาพรมลง บนพระแท่่นก็เช่นกัน แต่นี่เป็นการจัดเตรียมของพระเจ้า การมองไปที่งูทองคำเพื่อ รักษาคนถูกงูกัดก็ดูไม่น่าศรัทธา แต่ก็เป็นเป็นวิธีการของพระเจ้า การเชื่อและวางใจ ในการสิ้นพระชนม์ การฝังพระศพ และการคืนพระชนม์ของจอมกษัตริย์อย่างพระเยซู คริสต์ที่โลกไม่ยอมรับนั้น เป็นวิธีการของการให้อภัย และการได้รับชีวิตนิรันดร์ในแบบ ของพระเจ้า ไม่ใช่แบบที่มนุษย์แสวงหา และเป็นวิธีการเดียวด้วย ถ้าคุณไม่มีประสพ การณ์ในความรอดกับพระองค์ คุณอาจถูกดึงให้ตกต่ำลง และถ่อมลงมากพอๆกับ โยนาห์ จนไม่ว่าการช่วยกู้จะมาในรูปแบบใดคุณก็ยินดีน้อมรับทั้งสิ้น

ขอพระเจ้าช่วยอย่าให้เราเป็นคนที่มีจิตวิญญาณที่ฉาบหน้าเหมือนกับ "คำอธิษฐาน" ของโยนาห์ แต่ช่วยให้เรามีจิตวิญญาณที่แจ่มแจ้งแท้จริงหมือนกับผู้เขียนพระธรรม สดุดี


16 อ้างอิงจาก Theodore Laetsch, จาก The Minor Prophets (St. Louis: Concordia Publishing House, 1956), p. 228.

17 เปรียบเทียบกับสดุดี 88:6-7, 17, ที่ผู้เขียนใช้คำว่า "น้ำท่วม" สำหรับตรงนี้ ความเดือดร้อนของผู้เขียนจอมกบฎเป็นมาจากพระเจ้า ไม่ใช่จากมนุษย์

Related Topics: Character Study

Report Inappropriate Ad