MENU

Where the world comes to study the Bible

22. มัทธิว บทเรียนที่ 22 “พระเยซู ยอห์นผู้ให้บัพติศมา และชาวยิว (มัทธิว 11:1-30)

Related Media

คำนำ1

หลายปีมาแล้วตอนที่ผมยังเรียนอยู่วิทยาลัยพระคริสตธรรม สังเกตุเห็นเพื่อนนักเรียนบางคนพยายามเอาตัวเข้าไปใกล้ชิดสนิทสนมกับโป รเฟสเซอร์หรืออาจารย์ที่เขาชื่นชมเป็นพิเศษ พวกเขาจะมีความสุขและดีใจมากถ้าอาจารย์ท่านนั้นเชิญไปบ้าน ไปทานข้าวหรือแค่ไปนั่งดื่มกาแฟ หรือถ้าอาจารย์เอามือโอบบ่าแล้วถามว่า “เป็นอย่างไรบ้าง?” ซึ่งบางคนก็ได้รับประสบการณ์เช่นนี้ ในขณะที่อีกหลายคนไม่ได้ บางคนอาจผิดหวังเพราะหวังจะได้รับความใกล้ชิดในฐานะพี่เลี้ยงน้องเลี้ยง ไม่ใช่ว่าจะไม่เคยมี แต่อาจเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก ไม่เป็นอย่างที่บางคนคาดหวัง

ตอนเตรียมบทเรียนนี้ ผมคิดถึงยอห์นผู้ให้บัพติศมาและความสัมพันธ์ของเขากับพระเยซู ยอห์นน่าจะเป็นคนที่ค่อนข้างสันโดษ อาศัยอยู่ในพื้นที่ห่างไกล มีสาวกวงในไม่กี่คนที่มีสามัคคีธรรมด้วย มันจะดีแค่ไหนถ้ายอห์นได้มีโอกาสนั่งลงข้างเตาผิงสนทนาอย่างเป็นกันเองกับ พระเยซู มีพระเยซูโอบบ่าแล้วถาม “งานรับใช้เป็นอย่างไรบ้างยอห์น?”

มันยากที่จะรับว่าจริงๆแล้วยอห์นแทบไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์กับพระเยซู เท่าที่เรารู้ทั้งคู่เคย “พบ” กันตอนที่ยังอยู่ในครรภ์มารดา (ลูกา 1:39-55) แต่ไม่รู้เอามานับได้หรือเปล่า (เพราะยอห์นที่อยู่ในครรภ์เอลีซาเบธดิ้นเมื่อนางมารีย์มาเยี่ยม) แล้วก็มาพบกันตอนพระเยซูมาขอรับบัพติศมาจากยอห์น (มัทธิว 3:13-17) แต่ทั้งหมดนี้ทั้งคู่แทบไม่ได้พูดคุยกันเลย อย่าลืมว่ายอห์นถูกจับเข้าคุกตั้งแต่ตอนต้นพระราชกิจของพระเยซู จึงหมดโอกาสที่จะได้พบปะพูดคุยกันหลังจากนั้น

บิดามารดาของยอห์นคงแจ้งให้ท่านทราบถึงภารกิจในชีวิตของท่าน ตามที่ทูตองค์หนึ่งของพระเจ้ามาแจ้งแก่เศคาริยาห์ผู้เป็นบิดา:

11มี​ทูต‍สวรรค์​องค์​หนึ่ง​ของ​ องค์‍พระ‍ผู้‍เป็น‍เจ้า​มา​ปรา‌กฏ​แก่​เศ‌คา‌ริ‌ยาห์ยืน​อยู่​ที่​ข้าง‍ขวา​ แท่น​เผา​เครื่อง‍หอม​นั้น 12เมื่อ​เศ‌คา‌ริ‌ยาห์​เห็น​ก็​ตก‍ใจ​กลัว 13แต่​ทูต‍สวรรค์​องค์​นั้น​กล่าว​แก่​ท่าน​ว่า“เศ‌คา‌ริ‌ยาห์​เอ๋ยอย่า​ กลัว​เลย เพราะ​พระ‍องค์​ทรง​ฟัง​คำ​อธิษ‌ฐาน​ของ​ท่าน​แล้วนาง​เอ‌ลี‌ซา‌เบธ​ภรรยา​ ของ​ท่าน​จะ​ให้​กำ‌เนิด​บุตร‍ชายท่าน​จง​ตั้ง‍ชื่อ​บุตร​นั้น​ว่า​ยอห์น 14ท่าน​จะ​มี​ความ​ยินดี​และ​เปรม‍ปรีดิ์และ​คน​จำ‌นวน​มาก​จะ​ชื่น‍ชม​ ยินดี​ที่​บุตร​นั้น​เกิด​มา 15เพราะ‍ว่า​เขา​จะ​เป็น​ใหญ่​เฉพาะ‍พระ‍พักตร์​องค์‍พระ‍ผู้‍เป็น‍เจ้าเขา​ จะ​ไม่​ดื่ม​น้ำ‍องุ่น‍หมัก​และ​เหล้า​เลย​และ​เขา​จะ​เต็ม‍เปี่ยม​ด้วย​ พระ‍วิญ‌ญาณ‍บริ‌สุทธิ์​ตั้ง‍แต่​อยู่​ใน​ครรภ์​มารดา 16เขา​จะ​นำ​พงศ์‍พันธุ์​อิสรา‌เอล​หลาย​คน​ให้​หัน‍กลับ‍มา‍หา​ องค์‍พระ‍ผู้‍เป็น‍เจ้า​ผู้​เป็น​พระ‍เจ้า​ของ​พวก‍เขา 17เขา​จะ​นำ‍หน้า​พระ‍องค์​ด้วย​จิต‍วิญ‌ญาณ​และ​ฤทธิ์‍เดช​ของ​เอ‌ลี‌ยา ห์ให้​พ่อ​กลับ‍คืน‍ดี​กับ​ลูกและ​ให้​คน​ดื้อ‍ด้าน​กลับ​ได้​ปัญญา​ของ​คน​ ชอบ‍ธรรมเพื่อ​จัด‍เตรียม​ชน‍ชาติ​หนึ่ง​ไว้​ให้​พร้อม​สำหรับ​ องค์‍พระ‍ผู้‍เป็น‍เจ้า” (ลูกา 1:11-17)2

ยอห์นจึงเข้าใจดี ท่านต้องทำหน้าที่ให้คำพยากรณ์ของมาลาคีเกี่ยวกับผู้จัดเตรียมหนทางให้กับพระเมสซิยาห์สำเร็จ (มาลาคี 3:1-3, 4:5-6) ยอห์นไปประกาศถึงการเสด็จมาของพระเมสซิยาห์โดยยังไม่ทราบแน่ชัดว่าคือผู้ใดจนกระทั่งได้ให้บัพติศมาพระเยซู:

30พระ‍องค์​นี้​แหละ​ที่​ข้าพ‌เจ้า​กล่าว ​ว่า ‘ภาย‍หลัง​ข้าพ‌เจ้า​จะ​มี​ผู้‍หนึ่ง​ที่​ยิ่ง‍ใหญ่​กว่า​ข้าพ‌เจ้า​เสด็จ​ มา เพราะ‍ว่า​พระ‍องค์​ทรง​ดำรง​อยู่​ก่อน​ข้าพ‌เจ้า’ 31ข้าพ‌เจ้า​เอง​ไม่​รู้‍จัก​พระ‍องค์แต่​เพื่อ​ให้​พระ‍องค์​เป็น​ที่​ ประ‌จักษ์​แก่​อิสรา‌เอลข้าพ‌เจ้า​จึง​ให้​บัพ‌ติศ‌มา​ด้วย​น้ำ” 32และ​ยอห์น​กล่าว​เป็น​พยาน​ว่า “ข้าพ‌เจ้า​เห็น​พระ‍วิญ‌ญาณ​เสด็จ​ลง‍มา​จาก​สวรรค์​เหมือน​ดัง​นก‍พิราบ และ​สถิต​กับ​พระ‍องค์ 33ข้าพ‌เจ้า​เอง​ไม่​รู้‍จัก​พระ‍องค์แต่​พระ‍องค์​ผู้​ทรง​ใช้​ข้าพ‌เจ้า​ มา​ให้​บัพ‌ติศ‌มา​ด้วย​น้ำได้​ตรัส​กับ​ข้าพ‌เจ้า​ว่า ‘เมื่อ​เห็น​พระ‍วิญ‌ญาณ​เสด็จ​ลง‍มา​สถิต​อยู่​กับ​คน‍ใดคน‍นั้น​แหละ​จะ​ เป็น​คน​ให้​บัพ‌ติศ‌มา​ด้วย​พระ‍วิญ‌ญาณ‍บริ‌สุทธิ์’ 34และ​ข้าพ‌เจ้า​ก็​เห็น​แล้ว​และ​เป็น​พยาน​ว่า​พระ‍องค์​นี้​แหละ​เป็น​ พระ‍บุตร​ของ​พระ‍เจ้า”(ยอห์น 1:30-34)

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อพระเยซูรับบัพติศมาทำให้ยอห์นเข้าใจ พระเยซูคือพระเมสซิยาห์ ไม่ต้องสงสัย และยอห์นประกาศอย่างชัดเจนต่อผู้ที่มาฟัง รวมถึงสาวกของท่านเองด้วย:

35รุ่ง‍ขึ้นยอห์น​ยืน​อยู่​ที่​นั่น​อีก​ กับ​ศิษย์​ของ​ท่าน​สอง​คน 36และ​ท่าน​มอง‍ดู​พระ‍เยซู​ขณะ‍ที่​พระ‍องค์​เสด็จ​ผ่าน​ไปและ​ท่าน​กล่าว​ ว่า“จง​ดู​พระ‍เมษ‌โป‌ดก​ของ​พระ‍เจ้า” 37ศิษย์​สอง​คน‍นั้น​ได้‍ยิน​ท่าน​พูด​อย่าง‍นี้​ก็​ติด‍ตาม​พระ‍เยซู​ไป (ยอห์น 1:35-37)

เวลาผ่านไปหลังจากเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นเมื่อพระเยซูรับบัพติศมา ยอห์นพบว่าตนเองถูกจับขังคุกท่านยืนหยัดต่อต้านความบาป ซึ่งกระตุกต่อมสนใจของเฮโรด ตอนนี้ยอห์นรับรู้แค่ที่สาวกเล่าให้ฟัง พระเยซูทรงออกเทศนาและสั่งสอน ว่าไปแล้วเรื่องแบบนี้คงไม่ได้อยู่ใน “สคริปต์” ที่ยอห์นคิดไว้

พระเยซูและยอห์นนั้นต่างกันมาก และความต่างนี้ทำให้ยอห์นรู้สึกไม่สบายใจ ชุดที่ยอห์นสวมใส่ แน่นอนทำให้ท่านแตกต่างจากผู้คนรอบข้าง แต่พระเยซูทรงดูเหมือนกลมกลืนไปกับผู้คนได้ในเรื่องเสื้อผ้า ยอห์นและสาวกของท่านอดอาหารเป็นประจำ (“ไม่ได้กินหรือดื่ม”) ในขณะที่พระเยซูและพวกสาวกทั้งกินและดื่ม (อย่างน้อย) กับพวกคนบาป (มัทธิว 11:18-19) ยอห์นไม่ได้ทำหมายสำคัญใดๆในระหว่างที่ท่านเริ่มงานพันธกิจ (ยอห์น 10:41) แต่พระเยซูทรงทำ (และเดี๋ยวนี้สาวกของพระองค์ทำ) การอัศจรรย์ทุกอย่าง (มัทธิว 9:35, 10:1) แต่ตอนนี้ท่านนั่งอยู่ในคุก ถ้าพระเยซูทรงเป็นพระเมสซิยาห์จริงอย่างที่ยอห์นประกาศ ทำไมพระองค์ไม่ทำอะไรบ้าง? ทำไมพระเยซูลืมเรื่องการเสด็จมาจัดตั้งแผ่นดินของพระเจ้าแล้วหรือ?

เมื่ออดทนต่อไปไม่ไหว ยอห์นจึงส่งสาวกของท่านไปถามพระเยซูตามตรง: “ท่านเป็นพระเมสซิยาห์ตามพระสัญญาหรือเปล่า? ชาวยิวควรต้องรับพระองค์ในฐานะพระเมสซิยาห์ หรือว่าพวกเขาต้องคอยผู้อื่น?” พระเยซูเป็นความหวังเดียวของพวกเราหรือ? พี่น้องครับ นี่เป็นคำถามสำคัญที่สุดที่เคยถามหรือเคยตอบ และยังเป็นคำถามสำคัญสำหรับพวกเราที่นี่พอๆกับในสมัยของยอห์นและสาวกของท่าน เมื่อสองพันกว่าปีที่แล้ว ให้เราตั้งใจเรียนพระวจนะจากพระเยซูตอนนี้ให้ดี ดูว่าพระองค์ทรงตอบอย่างไร

บานพับเชื่อมต่อ (มัทธิว 11:1)

1เมื่อ​พระ‍เยซู​ตรัส‍สั่ง​สาวก​สิบ‍สอง​ คน​ของ​พระ‍องค์​เสร็จ​แล้วพระ‍องค์​เสด็จ​จาก​ที่​นั่น​ไป​ทรง​สั่ง‍สอน​ และ​ทรง​ประ‌กาศ​ใน​เมือง​ของ​เขา3‍ทั้ง‍หลาย (มัทธิว 11:1)

ข้อ 1 เป็นตัวเชื่อม เป็นเหมือนบานพับเชื่อมเหตุการณ์ของบทที่ 10 ไปบทที่ 11 หลังจากพระเยซูตรัสสั่งสาวกของพระองค์ให้พวกเขาออกไปทำพันธกิจตามที่ได้รับ มอบหมาย:

1พระ‍องค์​ทรง​เรียก​สาวก​สิบ‍สอง​คน​ของ ​พระ‍องค์​มาแล้ว​ประ‌ทาน​สิทธิ‍อำนาจ​ให้​พวก‍เขา​ขับ‍ผี​โส‌โครก​ออก​ได้ และ​ทรง​ให้​รักษา​โรค​และ​ความ​เจ็บ‍ป่วย​ทุก‍อย่าง​ให้​หาย​ได้…5สิบ‍สอง​ คน​นี้ พระ‍เยซู​ทรง​ใช้​ให้​ออก​ไป​และ​มี​รับ‍สั่ง​พวก‍เขา​ว่า “อย่า​ไป​ยัง​ที่​อยู่​ของ​พวก​ต่าง‍ชาติและ​อย่า​เข้า​ไป​ใน​เมือง​ของ​ชาว ​สะ‌มา‌เรีย 6แต่​ว่า​จง​ไป​หา​แกะ​หลง​ของ​วงศ์‍วาน​อิสรา‌เอล​นั้น​ดี​กว่า 7จง​ไป​พลาง​ประ‌กาศ​พลาง​ว่า‘แผ่น‍ดิน​สวรรค์​มา​ใกล้​แล้ว’ (มัทธิว 10:1, 5-7)

เหตุการณ์นี้ในบทที่ 11 เป็นตอนต่อจากที่ส่งสาวกทั้งสิบสองไป ที่น่าสนใจคือแม้ว่าภารกิจที่สาวกต้องไปทำอาจใช้เวลาหลายสัปดาห์หรืออาจถึง เดือน แต่ไม่มีพระกิตติคุณเล่มใดบันทึกว่าเกิดอะไรขึ้นในระหว่างที่สาวกออกไปทำ ภารกิจนั้น นี่เป็นสิ่งที่มนุษย์ให้ความสนใจมาก แต่กลับเป็นเรื่องที่ผู้เขียนพระกิตติคุณทั้งสี่เลือกที่จะไม่บันทึกไว้ ที่จริงคำตรัสของพระเยซูในบทนี้รวบเอาท่าทีการตอบสนองของชาวยิวที่มีต่อพระ ราชกิจของพระองค์และพวกสาวก มัทธิวต้องการให้เรา “ลากเส้นเชื่อมจุดประ” จากบทที่ 10 ไปบทที่ 11 จากส่งสาวกทั้งสิบสองออกไป จนถึงยอห์นผู้ให้บัพติศมา สิ่งที่ยอห์นสงสัย และการตอบสนองต่อข่าวประเสริฐของชาวยิวในกาลิลี4

คำถามของยอห์น และคำตอบของพระเยซู (มัทธิว 11:2-6)

2ยอห์น​ซึ่ง​อยู่​ใน​คุก ได้‍ยิน​เกี่ยว‍กับ​งาน​ต่างๆ5ของ ​พระ‍คริสต์​ก็​ใช้​พวก​ศิษย์​ไป 3ทูล​ถาม​พระ‍องค์​ว่า“ท่าน​เป็น​คน​ที่​จะ​มา​นั้น หรือ​ว่า​เรา​จะ​ต้อง​รอ‍คอย​คน​อื่น?” 4พระ‍เยซู​ตรัส​ตอบ​พวก‍เขา​ว่า“ไป​บอก​ยอห์น​ใน​สิ่ง​ที่​พวก‍ท่าน​ได้‍ยิน ​และ​ได้​เห็น 5คือ​ว่า​บรร‌ดา​คน‍ตา‍บอด​เห็น​ได้พวก​คน‍ง่อย​เดิน​ได้บรร‌ดา​คน​ที่​เป็น ​โรค‍เรื้อน​หาย​สะอาดบรร‌ดา​คน‍หู‍หนวก​ได้‍ยินบรร‌ดา​คน‍ตาย​เป็น​ขึ้นและ ​คน​ยาก‍จน​ทั้ง‍หลาย​ได้​รับ​ข่าว‍ดี 6ใคร​ไม่‍มี​เหตุ​สะดุด​ใน​ตัว​เราคน‍นั้น​ก็​เป็น​สุข” (มัทธิว 11:2-6)

ขอเริ่มโดยกล่าวว่าปัญหาของยอห์นเรื่องพระเยซูไม่ได้มาจากความไม่เชื่อ แต่อาจมาจากความกังวลว่าพระเยซูยังไม่ได้ทำตามที่พยากรณ์ไว้ในพระคัมภีร์ ผมมั่นใจว่าสิ่งที่ท่านสงสัยนั้นมาจากใจของผู้มีความเชื่อเต็มเปี่ยม เชื่อในพระเจ้าและพระวจนะ ที่ท่านสงสัยไม่ได้เป็นการปฏิเสธพระเจ้าหรือพระวจนะของพระองค์ ที่จริงแล้วความสงสัยของท่านมาจากความเชื่อมั่นคงในพระวจนะ อย่างที่เราทราบ ยอห์นตระหนักดีถึงบทบาทของท่านในฐานะผู้มาเตรียมทางให้พระเมสซิยาห์ เพื่อให้คำพยากรณ์ในอิสยาห์สำเร็จลง (อิสยาห์ 40:3; มัทธิว 3:3) และมาลาคี (3:1-3; 4:4-6; มัทธิว 11:10; ลูกา 1:11-17)

ยอห์นยังคุ้นเคยกับพระวจนะตอนอื่นๆที่กล่าวถึงการเสด็จมาด้วยพระราชอำนาจ ของพระเมสซิยาห์ เพื่อจัดการกับศัตรู และจัดตั้งอาณาจักรของพระองค์:

1เหตุ‍ใด​บรร‌ดา​ประ‌ชา‍ชาติ​จึง​คิด​กบฏ?
ทำไม​ชาว​ประ‌เทศ​ทั้ง‍หลาย​คิด​ลมๆ แล้งๆ?
2บรร‌ดา​กษัตริย์​แห่ง​แผ่น‍ดิน​โลก​ตั้ง​ตน‍เอง​ขึ้น
และ​นัก‍ปก‍ครอง​ปรึก‌ษา​กัน
ต่อ‍สู้​พระ‍ยาห์‌เวห์​กับ​ผู้‍รับ‍การ‍เจิม​ของ​พระ‍องค์กล่าว​ว่า
3“ให้​เรา​หัก​โซ่​ตรวน
และ​สลัด​เครื่อง‍จำ‍จอง​ของ​เขา​ให้​พ้น​จาก​เรา​เถิด”
4พระ‍องค์​ผู้​ประ‌ทับ​ใน​สวรรค์​ทรง​พระ‍สรวล
องค์‍เจ้า‍นาย​ทรง​เย้ย‍หยัน​เขา​เหล่า‍นั้น
5แล้ว​ตรัส​กับ​เขา‍ทั้ง‍หลาย​ด้วย​ความ​กริ้ว
และ​ด้วย​ความ​เดือด‍ดาล​ก็​ทรง​ทำ​ให้​เขา​หวาด‍กลัว ตรัส​ว่า
6“เรา​เอง​ได้​ตั้ง​กษัตริย์​ของ​เรา​ไว้​แล้ว
บน​ศิ‌โยน ภูเขา​บริ‌สุทธิ์​ของ​เรา”
7ข้าพ‌เจ้า​จะ​บอก​ถึง​กฎ‍เกณฑ์​ของ​พระ‍ยาห์‌เวห์
พระ‍องค์​ตรัส​กับ​ข้าพ‌เจ้า​ว่า “เจ้า​เป็น​บุตร​ของ​เรา วัน‍นี้​เรา​ให้​กำ‌เนิด​เจ้า​แล้ว
8จง​ขอ​จาก​เรา​เถิด และ​เรา​จะ​มอบ​บรร‌ดา​ประ‌ชา‍ชาติ​ให้​เป็น​มรดก​ของ​เจ้า
ตลอด‍จน​แผ่น‍ดิน​โลก​ให้​เป็น​กรรม‍สิทธิ์​ของ​เจ้า
9เจ้า​จะ​ตี​พวก‍เขา​ให้​แตก​ด้วย​คทา​เหล็ก
และ​ฟาด​ให้​แหลก​เป็น​ชิ้นๆ ดุจ​ภาชนะ​ของ​ช่าง‍ปั้น‍หม้อ”
10เพราะ‍ฉะนั้น กษัตริย์​ทั้ง‍หลาย​เอ๋ย จง​ฉลาด​เถิด
บรร‌ดา​ผู้‍ปก‍ครอง​แห่ง​แผ่น‍ดิน​โลก​เอ๋ย จง​รับ​คำ​เตือน​เถิด
11จง​ปรน‌นิ‌บัติ​พระ‍ยาห์‌เวห์​ด้วย​ความ​ยำ‌เกรง
และ​จง​เปรม‍ปรีดิ์​จน​เนื้อ‍เต้น
12จง​จุม‌พิต​พระ‍บุตร
หา​ไม่ พระ‍องค์​จะ​กริ้ว และ​เจ้า​ต้อง​พินาศ​จาก​ทาง​นั้น
เพราะ​ความ​กริ้ว​ของ​พระ‍องค์​จุด​ให้​ลุก​ได้​รวด‍เร็ว
ทุก​คน​ที่​เข้า‍มา​ลี้‍ภัย​ใน​พระ‍องค์​ก็​เป็น​สุข(สดุดี 2:1-12)

เมื่อยอห์นพูดถึงการเสด็จมาของพระเมสซิยาห์ ท่านพูดว่าพระองค์จะเสด็จมาพร้อมด้วยฤทธิอำนาจ และด้วยการพิพากษา เช่นเดียวกับคำพยากรณ์ในพระคัมภีร์เดิมที่พูดถึงการเสด็จมาของพระองค์:

11ข้าพ‌เจ้า​ให้​ท่าน​รับ​บัพ‌ติศ‌มา​ ด้วย​น้ำ แสดง​ว่า​กลับ‍ใจ​ใหม่​ก็​จริงแต่​พระ‍องค์​ผู้​จะ​มา​ภาย‍หลัง​ข้าพ‌เจ้า ทรง​ยิ่ง‍ใหญ่​กว่า​ข้าพ‌เจ้าซึ่ง​ข้าพ‌เจ้า​ไม่​คู่‍ควร​แม้​แต่​จะ​ถือ​ ฉลอง‍พระ‍บาท​ของ​พระ‍องค์ พระ‍องค์​จะ​ทรง​ให้​พวก‍ท่าน​รับ​บัพ‌ติศ‌มา​ด้วย​พระ‍วิญ‌ญาณ‍บริ‌สุทธิ์​และ​ด้วย​ไฟ 12พระ‍องค์​ทรง​ถือ​พลั่ว​อยู่​ใน​พระ‍หัตถ์​แล้วและ​จะ ​ทรง​ชำระ​ลาน‍ข้าว​ของ​พระ‍องค์​ให้​ทั่วพระ‍องค์​จะ​ทรง​รวบ‍รวม​ เมล็ด‍ข้าว​ของ​พระ‍องค์​ไว้​ใน​ยุ้ง‍ฉางแต่​พระ‍องค์​จะ​ทรง​เผา​แกลบ​ด้วย ​ไฟ​ที่​ไม่‍มี​วัน​ดับ” (มัทธิว 3:11-12)

ยอห์นเป็นผู้เผยพระวจนะ จึงเป็นผู้ที่ได้รับการดลใจ ท่านพูดด้วยสิทธิอำนาจของพระเจ้า แต่ในฐานะผู้เผยพระวจนะ ท่านต้องทนทุกข์จากปัญหาเดียวกับที่ผู้เผยพระวจนะคนอื่นๆในพระคัมภีร์เดิม เผชิญ – ท่านไม่ได้รู้ทุกสิ่ง!

10พวก​ผู้‍เผย‍พระ‍วจนะ​ผู้​ได้​พยา‌กรณ์ ​ถึง​พระ‍คุณ​ซึ่ง​จะ​เกิด​แก่​พวก‍ท่านก็​ได้​เสาะ‍หา​และ​สืบ‍ค้น​อย่าง​ ถี่‍ถ้วน​เกี่ยว‍กับ​เรื่อง​ความ​รอด​นี้ 11พวก‍เขา​ได้​สืบ‍หา​บุค‌คล​และ​เวลาซึ่ง​พระ‍วิญ‌ญาณ​ของ​พระ‍คริสต์​ผู้​ สถิต​อยู่​ใน​พวก‍เขา​ได้​ทรง​แจ้งไว้ โดย​ทรง​บอก​ล่วง‍หน้า​ถึง​ความ​ทุกข์​ทร‌มาน​ของ​พระ‍คริสต์และ​พระ‍สิริ​ ที่​จะ​มา​ภาย‍หลัง​ความ​ทุกข์​เหล่า‍นั้น 12พระ‍องค์​ทรง​เผย​ให้​ผู้‍เผย‍พระ‍วจนะ​เหล่า‍นั้น​ทราบ​ว่าพวก‍เขา​ ไม่‍ได้​ปรน‌นิ‌บัติ​ตัว‍เอง​ใน​เรื่อง​เหล่า‍นี้ แต่​ปรน‌นิ‌บัติ​พวก‍ท่าน บัด‍นี้​เรื่อง​เหล่า‍นี้​ถูก​ประ‌กาศ​แก่​พวก‍ท่าน​ทาง​ผู้‍ประ‌กาศข่าว‍ ประ‌เสริฐ โดย​พระ‍วิญ‌ญาณ‍บริ‌สุทธิ์​ที่​ประ‌ทาน​จาก​สวรรค์ เรื่อง​เหล่า‍นี้​เป็น​สิ่ง​ซึ่ง​พวก​ทูต‍สวรรค์​ปรารถนาจะได้ดู (1เปโตร 1:10-12)

ผู้เผยพระวจนะในพระคัมภีร์เดิม (เช่นเดียวกับผู้เผยพระวจนะแท้ทั้งในพระคัมภีร์เดิมและพระคัมภีร์ใหม่) ได้รับการดลใจจากพระเจ้าให้ทราบบางส่วนของแผนการหรือเหตุการณ์ใหญ่ เป็นส่วนหนึ่งของจิ๊กซอว์ พวกเขาไม่เห็นหรือรู้ถึงภาพรวมทั้งหมดของคำพยากรณ์ – อย่างน้อยที่เข้าใจได้ทั้งหมด และอย่างที่เปโตรกล่าว พวกเขาสืบเสาะหาบุคคลและเวลา เพื่อจะได้เข้าใจความหมาย แต่ที่สุดแล้ว พวกเขาต้องยอมหยุด และเข้าใจว่าคำพยากรณ์เหล่านี้จะเป็นจริงในอนาคต ดังนั้นพวกเขาจึงกำลังปรนนิบัติผู้อื่น เช่นพวกเราและคนในยุคที่คำพยากรณ์นั้นจะเกิดขึ้นเป็นจริง

ยอห์นจึงเป็นทุกข์เพราะอาการที่ผมขอเรียกว่า “ปัญหาแห่งความสับสน” ตอนนั้นยอห์นไม่อาจแยกแยะได้ระหว่างคำพยากรณ์ที่พูดถึงการเสด็จมาครั้งแรก และครั้งที่สองของพระเมสซิยาห์ การเสด็จมาครั้งแรกตามคำพยากรณ์พูดถึงการถูกปฏิเสธโดยมนุษย์และการสละพระ ชนม์ชีพเพื่อชดใช้โทษบาปของเรา – เช่นคำพยากรณ์ในสดุดี 22 และอิสยาห์ 52:13 – 53:12 การเสด็จมาครั้งที่สองอยู่ในคำพยากรณ์อย่าง สดุดี 2 และมาลาคี 3:1-3 ยอห์นต้องต่อสู้เพราะพระเยซูไม่ได้เติมเต็มตามคำพยากรณ์ที่พูดถึงการเสด็จมา ครั้งที่สองของพระเมสซิยาห์ ตอนนี้เราถึงเข้าใจว่าทำไม เป็นปัญหาที่เวลาเท่านั้นแก้ไขได้

ในอีกมุม“ปัญหาความสับสน” ในพระเจ้าก็เกิดขึ้นในท่ามกลางสาวกของยอห์น:

14แล้ว​บรร‌ดา​สาวก​ของ​ยอห์น​มา‍หา​ พระ‍เยซู​ทูล​ว่า“ทำไม​เรา​และ​พวก​ฟาริสี​ถือ​อด‍อาหาร แต่​พวก​สาวก​ของ​ท่าน​ไม่​ถือ?”15พระ‍เยซู​จึง​ตรัส​กับ​เขา​ว่า “บรร‌ดา​แขก​รับ​เชิญ​จะ​โศก‍เศร้าเมื่อ​เจ้า‍บ่าว​ยัง​อยู่​กับ​พวก‍เขา​ หรือ?แต่​วัน‍หนึ่ง​เจ้า‍บ่าว​จะ​ถูก​พราก​ไป​จาก​เขาและ​เมื่อ​นั้น​ พวก‍เขา​จะ​ถือ​อด‍อาหาร 16ไม่‍มี​ใคร​เอา​ชิ้น​ผ้า​ทอ​ใหม่​มา​ปะ​เสื้อ​เก่าเพราะ‍ว่า​ผ้า​ที่​ปะ​ เข้า​นั้นเมื่อ​หด​จะ​ทำ​ให้​เสื้อ​เก่า​ขาด​กว้าง​ออก​ไป​อีก 17และ​เขา‍ทั้ง‍หลาย​ไม่​เอา​เหล้า‍องุ่น​หมัก​ใหม่ มา​ใส่​ใน​ถุง‍หนัง​เก่าถ้า​ทำ​อย่าง​นั้น​ถุง‍หนัง​จะ​ขาด น้ำ‍องุ่น​จะ​รั่วทั้ง​ถุง‍หนัง​ก็​จะ​เสีย​ไป​ด้วยแต่​เขา​ย่อม​เอา​ น้ำ‍องุ่น​หมัก​ใหม่​ใส่​ใน​ถุง‍หนัง​ใหม่แล้ว​ทั้ง‍คู่​ก็​จะ​อยู่​ใน​ สภาพ‍ดี” (มัทธิว 9:14-17)

ในบทที่ 9 พระเยซูอธิบายถึง ““ปัญหาความสับสน” ในพระเจ้าอย่างอ้อมๆ เปรียบเทียบน้ำองุ่นหมักใหม่ (พระกิตติคุณ หรือพันธสัญญาใหม่) ใส่ในถุงหนังเก่า (พันธสัญญาเดิม) พวกเขาอาจนึกภาพตาม แต่ไม่เข้าใจว่าเป็นสัญลักษณ์ของอะไร เพราะพวกเขายังอยู่ห่างไกลจากกางเขน ยังอยู่กับธรรมบัญญัติเดิม

คำตอบที่พระเยซูตอบยอห์นนั้นเรียบง่ายและตรงไปตรงมา:

4พระ‍เยซู​ตรัส​ตอบ​พวก‍เขา​ว่า“ไป​บอก​ ยอห์น​ใน​สิ่ง​ที่​พวก‍ท่าน​ได้‍ยิน​และ​ได้​เห็น 5คือ​ว่า​บรร‌ดา​คน‍ตา‍บอด​เห็น​ได้ พวก​คน‍ง่อย​เดิน​ได้บรร‌ดา​คน​ที่​เป็น​โรค‍เรื้อน​หาย​สะอาด บรร‌ดา​คน‍หู‍หนวก​ได้‍ยิน บรร‌ดา​คน‍ตาย​เป็น​ขึ้น และ​คน​ยาก‍จน​ทั้ง‍หลาย​ได้​รับ​ข่าว‍ดี 6ใคร​ไม่‍มี​เหตุ​สะดุด​ใน​ตัว​เราคน‍นั้น​ก็​เป็น​สุข” (มัทธิว 11:4-6)

พระเยซูบอกสาวกของยอห์นให้ไปบอกท่านในสิ่งที่ได้ยิน และได้เห็น พวกเขาได้ยินอะไร? พวกเขาคงได้ยินซ้ำแล้วซ้ำอีกว่า “จง​กลับ‍ใจ​ใหม่ เพราะ​ว่า​แผ่น‍ดิน​สวรรค์​มา​ใกล้​แล้ว” (มัทธิว 4:17; 10:7ดูมาระโก 6:12 ด้วย) เป็นถ้อยคำเดียวกับที่พวกเขาและยอห์นประกาศออกไป อาจเคยได้ยินบางตอนจากคำเทศนาบนภูเขา จากพระดำรัสของพระเยซู อาจได้ยินข่าวประเสริฐที่ประกาศไปแก่คนยากจน นอกจากได้ยินยังคงได้เห็นการอัศจรรย์ทุกอย่าง – คนตาบอดเห็นได้ คนง่อยเดินได้ คนโรคเรื้อนหายสะอาด คนหูหนวกได้ยิน และคนตายเป็นขึ้นมา ทุกอย่างเป็นหมายสำคัญว่าพระเยซูทรงเป็นพระเมสซิยาห์ หมายสำคัญที่พยากรณ์ไว้ล่วงหน้าแล้ว:

18และ​ใน​วัน‍นั้นบรร‌ดา​คน‍หู‍หนวก​จะ​ได้‍ยินถ้อย‍คำ​ของ​หนัง‌สือ​ม้วน
และ​ตา​ของ​คน‍ตา‍บอด​จะ​มอง‍เห็นจาก​ความ​เลือน‍ราง​และ​ความ​มืด
19คน​ใจ​ถ่อม​จะ​เพิ่ม‍พูน​ความ​ชื่น‍บาน​ใน​พระ‍ยาห์‌เวห์
และ​คน‍ยาก‍จน​ท่าม‍กลาง​มนุษย์​จะ​ยินดี​ใน​องค์‍บริ‌สุทธิ์​ของ​อิสรา‌เอล (อิสยาห์ 29:18-19)

4จง​กล่าว​กับ​คน​ที่​มี​ใจ​หวาด‍กลัว​ว่า
“จง​เข้ม‍แข็ง​เถอะและ​อย่า​กลัว​เลยดู‍สิพระ‍เจ้า​ของ​ท่าน‍ทั้ง‍หลาย
พระ‍องค์​จะ​เสด็จ​มา​ด้วย​การ​แก้‍แค้นด้วย​การ​ตอบ‍แทน​ของ​พระ‍เจ้า
พระ‍องค์​จะ​เสด็จ​มา​และ​จะ​ช่วย​ท่าน​ให้​รอด”
5แล้ว​ตา​ของ​คน‍ตา‍บอด​จะ​ได้​เห็น
และ​หู​ของ​คน‍หู‍หนวก​จะ​ได้‍ยิน
6คน‍ง่อย​จะ​กระ‌โดด​อย่าง​กวาง
และ​ลิ้น​ของ​คน‍ใบ้​จะ​โห่‍ร้อง​ยินดี
เพราะ​น้ำ​จะ​พลุ่ง​ขึ้น​มา​ใน​ถิ่น‍ทุร‌กัน‌ดาร
และ​ลำ‍ธาร​เกิด‍ขึ้น​ใน​ที่‍ราบ​แห้ง‍แล้ง (อิสยาห์ 35:4-6)

1พระ‍วิญ‌ญาณ​ของ​พระ‍ยาห์‌เวห์องค์‍เจ้า‍นาย​ทรง​อยู่​เหนือ​ข้าพ‌เจ้า
เพราะ‍ว่า​พระ‍ยาห์‌เวห์​ทรง​เจิม​ข้าพ‌เจ้า​ไว้
เพื่อ​นำ​ข่าว‍ดี​มา​ยัง​คน​ที่​ทุกข์‍ใจ
พระ‍องค์​ทรง​ส่ง​ข้าพ‌เจ้า​ไป​เพื่อ​ปลอบ‌โยน​คน​ชอก‍ช้ำ‍ใจ
และ​เพื่อ​ประ‌กาศ​อิสร‌ภาพ​แก่​บรร‌ดา​เชลย
ทั้ง​ประ‌กาศ​การ​เปิด​เรือน‍จำ​แก่​ผู้​ที่​ถูก​จำ‍จอง
2เพื่อ​ประ‌กาศ​ปี​แห่ง​ความ​โปรด‍ปราน​ของ​พระ‍ยาห์‌เวห์
และ​ประ‌กาศ​วัน​แห่ง​การ​แก้‍แค้น​ของ​พระ‍เจ้า​ของ​พวก‍เรา
เพื่อ​ชู‍ใจ​ทุก​คน​ที่​ไว้‍ทุกข์
3เพื่อ​จัด‍เตรียม​ให้​กับ​พวก​ที่​ไว้‍ทุกข์​ใน​ศิ‌โยน
คือ​ให้​มงกุฎ​แทน​ขี้‍เถ้า​แก่​พวก‍เขา
และ​ให้​น้ำ‍มัน​แห่ง​ความ​ยินดี​แทน​การ​ไว้‍ทุกข์
เสื้อ‍คลุม​แห่ง​การ​สรร‌เสริญ​แทน​จิต‍วิญ‌ญาณ​ที่​ท้อ‍แท้
แล้ว​คน​จะ​เรียก​พวก‍เขา​ว่า​ต้น‍โอ๊ก​แห่ง​ความ​ชอบ‍ธรรม
ที่​พระ‍ยาห์‌เวห์​ทรง​ปลูก​ไว้​เพื่อ​สำแดง​พระ‍สิริ​ของ​พระ‍องค์ (อิสยาห์ 61:1-3)

ยอห์นไม่สบายใจเพราะกังวลเกี่ยวกับคำพยากรณ์ของพระเมสซิยาห์ (ในส่วนการเสด็จมากครั้งที่สอง) ดูเหมือนพระราชกิจของพระเยซูไม่ได้เป็นไปตามนั้น พระเยซูไม่ได้พยายามอธิบายทั้งหมดให้ยอห์นฟัง เพียงให้ยอห์นหันกลับมาดูสิ่งที่พระองค์ทำและคำสอนของพระองค์ เพื่อเตือนยอห์นว่าทั้งหมดนี้เติมเต็มคำพยากรณ์ที่เกี่ยวกับการเสด็จมาของ พระเมสิยาห์แล้ว– ครั้งแรก

ความสงสัยของยอห์น และคำตอบของพระเยซูทำให้ผมนึกถึงโยบ ประสบการณ์ความทุกข์ของโยบดูจะไม่สมเหตุผลกับคำอธิบายของเพื่อนๆ หรือแม้แต่ความเข้าใจของโยบเองว่าพระเจ้าทำงานอย่างไรในชีวิตคน โยบเหมือน “ท้าวสะเอว” อยู่พักใหญ่ คาดหวังคำอธิบายจากพระเจ้า พระเจ้าไม่ได้อธิบายในรายละเอียด (เรื่องบนสวรรค์ เรื่องบทเรียนที่ได้รับ เรื่องซาตานมาฟ้อง ฯลฯ) พระองค์เพียงชี้ให้เห็นว่าพระองค์คือพระเจ้า พระเจ้าผู้ทรงอำนาจอธิปไตย เมื่อโยบครุ่นคิดเรื่องนี้ ท่านจึงเงียบเสียง ไม่ประท้วงต่อ มีแต่สารภาพ พระเจ้าทรงเป็นพระเจ้า ทรงมีสิทธิทำตามพระประสงค์ โยบคิดว่าตนเองเป็นใครที่กล้าไปถามเรื่องวิธีทำงานของพระเจ้าบนโลก โลกที่พระองค์เป็นผู้เนรมิตสร้าง? เมื่อรู้ว่าพระเจ้าทรงเป็นพระเจ้า แค่นั้นก็พอสำหรับโยบ เท่าที่เรารู้ ท่านไม่เคยรู้พระประสงค์ของพระเจ้าที่ท่านต้องทนทุกข์เลย

สิ่งที่พระเยซูบอกสาวกของยอห์นให้ไปแจ้งแก่ยอห์นเพื่อพิสูจน์ว่าพระองค์ ทรงเป็นพระเมสซิยาห์ตามที่ยอห์นสัญญา ได้ให้บัพติศมา และประกาศพระองค์อย่างเปิดเผย ยอห์นทำในสิ่งที่ว่าไปแล้วเราทุกคนต้องเคยทำ มีความคาดหวังบางอย่างในพระเจ้า พระองค์น่าจะทำอย่างไรในชีวิตผู้คน (คือรู้สึกว่าพระเจ้าน่าจะทำบางอย่างในชีวิตบางคน) ท่านจึงเหมือนท้าทายพระเจ้าในแง่มุมความคาดหวัง ท่านมองเรื่องนี้กลับหัวกลับหาง น่าจะตระหนักได้ว่าพระเยซูทรงเป็นพระเมสซิยาห์ พระเจ้าในสภาพมนุษย์ ถ้าพระเยซูทรงเป็นพระเจ้า ยอห์นก็ควรปรับและเปลี่ยนความคาดหวังในพระองค์ และมั่นใจว่าพระเยซูคือพระเจ้า

เราทุกคนต่างก็เหมือนยอห์น – เมื่อพระเจ้าไม่ได้ทำตามที่เราคาดหวังให้พระองค์ทำ เราก็เริ่มมีคำถาม ถ้าพระเจ้าทรงเป็นพระเจ้าจริง เราก็ควรคาดหวังให้พระองค์ทำงานของพระองค์ในวิธีที่แตกต่างจากความคาดหวัง ของเรา:

7ให้​คน​อธรรม​ละ‍ทิ้ง​ทาง​ของ​เขา
และ​คน​ชั่ว​ละ‍ทิ้ง​ความ​คิด​ของ​เขา
ให้​เขา​กลับ‍มา​ยัง​พระ‍ยาห์‌เวห์และ​พระ‍องค์​จะ​ทรง​เมตตา​เขา
และ​มา​ยัง​พระ‍เจ้า​ของ​พวก‍เราเพราะ​พระ‍องค์​ทรง​มี​การ​อภัย​อย่าง​เหลือ‍ล้น
8“เพราะ​ความ​คิด​ของ​เรา​ไม่​ใช่​ความ​คิด​ของ​เจ้า
และ​ทาง​ของ​พวก‍เจ้า​ก็​ไม่​ใช่​ทาง​ของ​เรา”
พระ‍ยาห์‌เวห์​ตรัส​ดัง‍นี้​แหละ
9“เพราะ​ฟ้า‍สวรรค์​สูง​กว่า​แผ่น‍ดิน​โลก​อย่าง‍ไร
ทาง​ของ​เรา​ก็​สูง​กว่า​ทาง​ของ​พวก‍เจ้า
และ​ความ​คิด​ของ​เรา​ก็​สูง​กว่า​ความ​คิด​ของ​เจ้า​อย่าง‍นั้น
10“เพราะ​เหมือน​ฝน​และ​หิมะ​ลง‍มา​จาก​ฟ้า‍สวรรค์
และ​ไม่​กลับ​ที่‍นั่น​เว้น‍แต่​ได้​รด​แผ่น‍ดิน​โลก
แล้ว​ทำ​ให้​บัง‍เกิด‍ผล​และ​แตก​หน่อ
ทั้ง​ให้​เมล็ด‍พืช​แก่​ผู้‍หว่าน​และ​อาหาร​แก่​คน​กิน
11ทำ‌นอง​เดียว‍กันคำ​ของ​เรา​ที่​ออก​จาก​ปาก​ของ​เรา
จะ​ไม่​กลับ‍มา​สู่​เรา​เปล่าๆ
แต่​จะ​ทำ​ให้​สิ่ง​ที่​เรา​พอ‍ใจ​นั้น​สำเร็จ
และ​ให้​สิ่ง​ที่​เรา​ใช้​ไป​ทำ​นั้น​เสร็จ‍สิ้น (อิสยาห์ 55:7-11)

พระเยซูตรัสถ้อยคำสุดท้ายในข้อ 6 ทรงบอกยอห์นว่าอย่าขัดเคือง (หรือสะดุด) ในเรื่องของพระเยซู ผมเชื่อว่าคำที่ตรัสแนะนำนี้มาจากถ้อยคำของผู้เผยพระวจนะอิสยาห์:

13แต่​พระ‍ยาห์‌เวห์​จอม‍ทัพ​นั้น​แหละที่​พวก‍ท่าน​ต้อง​ถือ‍ว่า​ศักดิ์‍สิทธิ์
พระ‍องค์​ทรง​เป็น​ผู้​ที่​ท่าน​ต้อง​กลัว
และ​ทรง​เป็น​ผู้​ที่​ท่าน​ต้อง​หวาด‍หวั่น
14แล้วพระ‍องค์​จะ​เป็น​สถาน​ศักดิ์‍สิทธิ์
แต่​ก็​จะ​เป็น​หิน‍สะดุด​
และ​เป็น​ศิลา​ที่​ทำ​ให้​เชื้อ‍สาย​ทั้ง‍สอง​ของ​อิสรา‌เอล​หก‍ล้ม
ทั้ง​เป็น​กับ​ดัก​และ​เป็น​บ่วง‍แร้ว​สำหรับ​ชาว​เย‌รู‌ซา‌เล็ม
15และ​คน​จำ‌นวน​มาก​จะ​หก‍ล้ม​เพราะ​หิน​นั้น
จะ​ล้ม​คะมำ​และ​แตก​หักพวก‍เขา​จะ​ติด​บ่วง​และ​ถูก​จับ​ไป (อิสยาห์ 8:13-15)

ขออย่าให้ยอห์นอยู่ในท่ามกลางผู้ที่สะดุดเพราะพระเมสซิยาห์เลย

พระเยซูตรัสถึงยอห์นผู้ให้บัพติศมา (มัทธิว 11:7-15)

7ขณะ‍ที่​เขา‍ทั้ง‍หลาย​กลับ​ไปพระ‍เยซู​ ทรง​เริ่ม​ตรัส​กับ​ฝูง‍ชน​เกี่ยว‍กับ​ยอห์น​ว่า“ท่าน‍ทั้ง‍หลาย​ออก​ไป​ยัง ​ถิ่น‍ทุร‌กัน‌ดาร​เพื่อ​ดู​อะไร?คง​ไม่‍ใช่​ดู​ต้น‍อ้อ​ไหว​เมื่อ​ถูก​ ลม‍พัด​หรอก​นะ 8แล้ว​ท่าน​ออก​ไป​ดู​อะไร? ดู​คน​ที่​นุ่ง‍ห่ม​ผ้า​เนื้อ​ดี​หรือ? นี่‍แน่ะคน​ที่​นุ่ง‍ห่ม​ผ้า​เนื้อ​ดี​ก็​อยู่​ใน​ราช‌วัง 9แล้ว​พวก‍ท่าน​ออก​ไป​ดู​อะไร? ดู​ผู้‍เผย‍พระ‍วจนะ​หรือ? แน่‍ที‍เดียวและ​เรา​บอก​ท่าน‍ทั้ง‍หลาย​ว่าเขา​เป็น​ยิ่ง‍กว่า​ ผู้‍เผย‍พระ‍วจนะ​อีก 10คือ​เป็น​ผู้‍นี้​ที่​พระ‍คัมภีร์​เขียน​ไว้​ว่า‘เรา​จะ​ใช้​ทูต​ของ​เรา​ นำ‍หน้า​ท่านผู้​นั้น​จะ​เตรียม​มรรคา​ของ​ท่านไว้​ข้าง‍หน้า​ท่าน’11เรา​ บอก​ความ​จริง​กับ​พวก‍ท่าน​ว่าใน​บรร‌ดา​คน​ซึ่ง​เกิด​จาก​ผู้‍หญิง​นั้น ไม่‍มี​ใคร​ยิ่ง‍ใหญ่​กว่า​ยอห์น​ผู้​ให้​บัพ‌ติศ‌มาแต่​ว่า​ผู้​ที่​ เล็ก‍น้อย​ที่​สุด​ใน​แผ่น‍ดิน​สวรรค์​ก็​ยัง​ใหญ่​กว่ายอห์น​อีก 12และ​ตั้ง‍แต่​สมัย​ยอห์น​ผู้​ให้​บัพ‌ติศ‌มา​ถึง​ทุก​วัน‍นี้แผ่น‍ดิน​ สวรรค์​ก็​ถูก​โจม‍ตี​อย่าง​รุน‍แรงและ​พวก​ที่​รุน‍แรง​พยา‌ยาม​ชิง​เอา​ ให้​ได้ 13เพราะ‍ว่า​พวก​ผู้‍เผย‍พระ‍วจนะและ​ธรรม‍บัญญัติ​ได้​พยา‌กรณ์​มา​จน‍ถึง​ ยอห์น​นี้ 14ถ้า​ท่าน‍ทั้ง‍หลาย​จะ​ยอม‍รับยอห์น​ผู้‍นี้​แหละคือ​เอ‌ลี‌ยาห์​ที่​จะ​ มา​นั้น 15ใคร​มี​หู​จง​ฟัง​เถิด (มัทธิว 11:7-15)

ถ้ายอห์นมีความสงสัยในพระเยซู พระเยซูไม่มีความสงสัยในยอห์นเลย! ฝูงชนคงได้ยินคำถามที่สาวกของยอห์นถามพระเยซู และคำตอบที่พระองค์ตอบ ขณะที่สาวกของยอห์นเดินทางกลับไปแจ้งแก่ยอห์น พระเยซูทรงใช้โอกาสนี้ตรัสกับฝูงชนถึงยอห์นผู้ให้บัพติศมา พระเยซูทรงทำให้ฝูงชนยอมรับว่าพระองค์ทราบว่าพวกเขาคิดอะไร – คิดว่ายอห์นเป็นผู้เผยพระวจนะ (ดูมัทธิว 21:26) นี่คือสิ่งที่พระเยซูตรัสเกี่ยวกับยอห์น6

“ท่าน‍ทั้ง‍หลาย​ออก​ไป​ยัง​ถิ่น‍ทุร‌กัน‌ดาร​เพื่อ​ดู​อะไร?ดูพวกโลเล ที่เปลี่ยนไปมาตามกระแสการเมืองหรือ? เราไม่คิดเช่นนั้น บางทีพวกคุณออกไปถึงถิ่นทุรกันดารเพื่อจะดูแฟชั่นล่าสุดสำหรับผู้ชายหรือ? เราต่างก็รู้ว่ามันไม่ใช่ พวกคุณทุกคนรู้ดีว่าสิ่งที่ดึงดูดพวกคุณไปที่ถิ่นทุรกันดารก็เพื่อไปฟัง ยอห์น ซึ่งเป็นการย้ำว่ายอห์นคือผู้เผยพระวจนะแท้ – ผู้ที่พูดแทนพระเจ้า ผู้ที่ถ้อยคำของเขาคือถ้อยคำของพระเจ้า ยอห์นเป็นผู้เผยพระวจนะ แต่ไม่ได้เป็นเพียงผู้เผยพระวจนะ ในความเป็นจริง ท่านเป็นผู้เผยพระวจนะ – เป็นผู้เผยพระวจนะที่ทุกคนรอคอย ผู้เผยพระวจนะที่การปรากฎตัวและพันธกิจของท่านมีการพยากรณ์ไว้ล่วงหน้าโดย ผู้เผยพระวจนะท่านอื่นๆ มาลาคีพูดถึงยอห์นเมื่อเขียนว่า นี่แน่ะเราส่งทูตของเราไป เพื่อตระเตรียมหนทางไว้ข้างหน้าเรา ยอห์นเป็นผู้มาเตรียมหนทางล่วงหน้าให้พระเมสซิยาห์ ได้รับสิทธิพิเศษเป็นผู้ประกาศการเสด็จมา และประกาศว่าพระเยซูคือผู้ใด

เพราะบทบาทที่โดดเด่นของยอห์นในฐานะผู้เผยพระวจนะคนสุดท้ายในพระคัมภีร์ เดิม ผู้เผยพระวจนะที่ทำหน้าที่ประกาศพระเมสซิยาห์ให้คนรู้จัก ใน​บรร‌ดา​คน​ซึ่ง​เกิด​จาก​ผู้‍หญิง​นั้น (จนถึงช่วงเวลานั้น)ไม่‍มี​ใคร​ยิ่ง‍ใหญ่​กว่า​ยอห์น แต่ว่าถึงมีความโดดเด่นอย่างไรก็ตาม เมื่อมองจากภาพของพระคัมภีร์เดิม – ​ผู้​ที่​เล็ก‍น้อย​ที่​สุด​ใน​แผ่น‍ดิน​สวรรค์​ก็​ยัง​ใหญ่​กว่ายอห์น​อีก (มัทธิว 11:11)

สำหรับผม ข้อ 12 และ 13 เป็นข้อที่น่าฉงนที่สุดในมัทธิว ในข้อ 12พระเยซูตรัสถึง “ความรุนแรง” ซึ่งน่าจะเป็นภาพที่เกิดขึ้นในสมัยของยอห์นผู้ให้บัพติศมา ความรุนแรงนี้คืออะไร? ผมเชื่อว่ามีบอกไว้ในหนังสือกิจการ และในพระกิตติคุณเล่มอื่นๆ:

33เมื่อ​พวก‍เขา​ฟัง​แล้ว​ก็​โกรธ​มากคิด ​กัน​ว่า​จะ​ฆ่า​พวก​อัคร‌ทูต​เสีย 34แต่​มี​คน​หนึ่ง​ชื่อ​กา‌มา‌ลิ‌เอล เป็น​พวก​ฟาริสี​และ​เป็น​อา‌จารย์​สอน​ธรรม‍บัญญัติ เป็น​ที่​นับ‍ถือ​ของ​ประ‌ชา‍ชนเขา​ยืน​ขึ้น​ใน​สภา​แล้ว​สั่ง​ให้​พา​พวก​ อัคร‌ทูต​ออก​ไป​ข้าง‍นอก​ครู่​หนึ่ง 35ท่าน​กล่าว​กับ​พวก‍เขา​ว่า “ท่าน​ชน‍ชาติ​อิสรา‌เอลสิ่ง​ที่​ท่าน‍ทั้ง‍หลาย​คิด​จะ​ทำ​กับ​คน​ เหล่า‍นี้​นั้นจง​ระวัง​ให้​ดี 36เพราะ​ก่อน​หน้า​นี้​มี​คน​หนึ่ง​ชื่อ​ธุ‌ดาส​ซึ่ง​อ้าง‍ตัว​ว่า​เป็น​ผู้​ยิ่ง‍ใหญ่มี​ผู้‍คน​ติด‍ตาม​ประ‌มาณ​สี่‍ร้อย​คน แต่​ธุ‌ดาส​ถูก​ฆ่า​และ​คน​ที่​เป็น​พรรค‍พวก​ก็​กระ‌จัด‍กระ‌จายสาบ‍สูญ‍ไป 37ต่อ‍จาก​คน​นี้​มี​อีก‍คน‍หนึ่ง​ชื่อ​ยู‌ดาส เป็น​ชาว​กา‌ลิ‌ลี​ปรา‌กฏ‍ตัว​ขึ้น​ใน​ช่วง​ที่​มี​การ​จด​ทะ‌เบียน‍สำ‌มะโน‌ครัว เขา​เกลี้ย‍กล่อม​ผู้‍คน​ให้​ติด‍ตาม​เขา​ไป และ ​คน​นั้น​ก็​พินาศ​ด้วย คน​ที่​เป็น​พรรค‍พวก​ก็​กระ‌จัด‍กระ‌จาย 38เพราะ‍ฉะนั้น​ใน​กรณี​นี้ ข้าพ‌เจ้า​จึง​ขอ​บอก​พวก‍ท่าน​ว่าจง​ปล่อย​คน​เหล่า‍นี้​ไป​ตาม​เรื่อง อย่า​ทำ​อะไร​พวก‍เขา​เลยเพราะ‍ว่า​ถ้า​ความ​คิด​หรือ​กิจ‍การ​นี้​มา​จาก​ มนุษย์มัน​จะ​ล่ม‍สลาย​ไป​เอง 39แต่​ถ้า​มา​จาก​พระ‍เจ้าพวก‍ท่าน​จะ​ไม่​สามารถ​ทำ‍ลาย​พวก‍เขา​ได้ เกรง‍ว่า​พวก‍ท่าน​กลับ​จะ​เป็น​ฝ่าย​สู้‍รบ​กับ​พระ‍เจ้า” (กิจการ 5:33-39)

50พระ‍เยซู​ตรัส​กับ​เขา​ว่า“เพื่อน​เอ๋ย จง​ทำ​ตาม​ที่​ท่าน​ตั้ง‍ใจ​เถิด” แล้ว​พวก‍เขา​ก็​เข้า‍มา​และ​ลง‍มือ​จับ‍กุม​พระ‍เยซู 51คน​หนึ่ง​ที่​อยู่​กับ​พระ‍เยซู​ก็​ยื่น‍มือ​ออก​ชัก​ดาบ​ฟัน​หู​บ่าว​ของ​มหา‍ปุ‌โร‌หิต​ขาด 52พระ‍เยซู​จึง​ตรัส​กับ​เขา​ว่า“เอา​ดาบ​ของ​ท่าน​ใส่​ฝัก​เสีย เพราะ​ว่า​พวก​ที่​ใช้​ดาบ​จะ​ต้อง​พินาศ​เพราะ​ดาบ 53ท่าน​คิด‍ว่า​เรา​จะ​ทูล​ขอ​พระ‍บิดา​ของ​เรา​ไม่‍ได้​หรือ? และ​พระ‍องค์​ก็​จะ​ประ‌ทาน​ทูต‍สวรรค์​ให้​เรา​มาก​กว่า​สิบ‍สอง​กอง​พล​ใน ​ทัน‍ที 54แต่​ถ้า​เป็น​อย่าง​นั้น​ข้อ​พระ‍คัมภีร์​ที่​ว่าจำ​เป็น​จะ​ต้อง​เป็น​ อย่าง‍นี้​จะ​สำเร็จ​ได้​อย่าง‍ไร?” (มัทธิว 26:50-54)

35พระ‍องค์​จึง​ตรัส​ถาม​พวก​สาวก​ว่า “เมื่อ​เรา​ใช้​พวก‍ท่าน​ออก​ไป​โดย​ไม่‍มี​ถุง‍เงิน​หรือ​ย่าม​หรือ​ รอง‍เท้า​นั้นท่าน​ขาด​อะไร​บ้าง​ไหม?” พวก‍เขา​ทูล​ตอบ​ว่า “ไม่​ขาด​เลย” 36พระ‍องค์​จึง​ตรัส​กับ​เขา​ว่า “แต่​ตอน‍นี้​ใคร​มี​ถุง‍เงิน​ให้​เอา​ไป​ด้วยมี​ย่าม​ก็​ให้​เอา​ไป​ เหมือน‍กันและ​คน​ที่​ไม่‍มี​ดาบ​ก็​ให้​ขาย​เสื้อ‍คลุม​ของ​ตน​ไป​ซื้อ​ดาบ 37เรา​บอก​ท่าน‍ทั้ง‍หลาย​ว่า สิ่ง​ที่​เขียน​ไว้​แล้ว​จะ​ต้อง​สำเร็จ​ใน​เรา คือ​ที่​ว่า ‘ท่าน​ถูก​นับ​เข้า​กับ​คน​อธรรม’ เพราะ‍ว่า​สิ่ง​ที่​เล็ง​ถึง​เรา​นั้น​กำลัง​จะ​สำเร็จ​แล้ว” 38พวก‍เขา​ทูล​ตอบ​ว่า“องค์‍พระ‍ผู้‍เป็น‍เจ้า นี่‍แน่ะ มี​ดาบ​สอง​เล่ม” พระ‍องค์​ตรัส​กับ​เขา​ว่า “พอ​แล้ว”(ลูกา 22:35-38)

14เมื่อคน‍ทั้ง‍หลาย​เห็น​หมาย‍สำคัญ​ที่ ​พระ‍องค์​ทรง​ทำพวก‍เขา​จึง​พูด​กัน​ว่า “แท้‍จริง​ท่าน​ผู้‍นี้​เป็น​ผู้‍เผย‍พระ‍วจนะ​คน​นั้น​ที่​จะ​มา​ใน​ โลก”15เมื่อ​พระ‍เยซู​ทรง​ทราบ​ว่า​พวก‍เขา​จะ​มา​จับ​พระ‍องค์​ไป​ตั้ง​ให้​เป็นกษัตริย์ พระ‍องค์​ก็​เสด็จ​ขึ้น​ไป​บน​ภูเขา​อีก​ตาม​ลำ‌พัง (ยอห์น 6:14-15)

ยุคของยอห์นดูเหมือนการรอคอยพระเมสซิยาห์มาถึงจุดเดือด เหตุการณ์การถือกำเนิดมาของทั้งยอห์นและพระเยซูดูจะเติมเชื้อความกระหาย เรื่องยุคสุดท้ายและการพิพากษา ขณะเดียวกันสถานภาพทางการเมืองในอิสราเอลช่วงนั้นอาจเป็นตัวเร่งสถานการณ์ อีกด้วย ผมมีแนวโน้มเชื่อว่าคำพยากรณ์ของยอห์นอาจไม่ได้เจตนา แต่กลับเติมไฟให้กับเรื่องการเสด็จมาของพระเมสซิยาห์ ทำให้เกิดความรุนแรง บ่อยครั้งต้องใช้กองกำลังมารักษาความสงบ ผู้คนไม่อาจเข้าใจถึงคำสอนและพระราชกิจของพระเยซู ซึ่งยอห์นอาจตกอยู่ในข่ายนี้ แม้แต่พวกสาวกเองก็พร้อมรับมือด้วยอาวุธที่มี (ลูกา 22:35-38)

คำตรัสของพระเยซูในข้อ 12 เกี่ยวกับความรุนแรงใกล้เคียงกับข้อ 13 (ซึ่งขึ้นด้วยคำว่า “เพราะว่า”): เพราะว่า​พวก​ผู้‍เผย‍พระ‍วจนะและ​ธรรม‍บัญญัติ​ได้​พยา‌กรณ์​มา​จน‍ถึง​ยอห์น​นี้” (มัทธิว 11:13) ทำให้เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามลำดับ:

“..​พวก​ผู้‍เผย‍พระ‍วจนะและ​ธรรม‍บัญญัติ​ได้​พยา‌กรณ์​มา​จน‍ถึง​ยอห์น​นี้” (ข้อ 13)

“​ตั้ง‍แต่​สมัย​ยอห์น​ผู้​ให้​บัพ‌ติศ‌มา​ถึง​ทุก​วัน‍นี้..” (ข้อ 12)

คนในยุคอดีตของยอห์น หลังจากยอห์น (พันธสัญญาใหม่)
บรรดา​ผู้‍เผย‍พระ‍วจนะและ​ธรรม‍บัญญัติ​ที่ได้​พยา‌กรณ์​มา​จน‍ถึง​ยอห์น​ผู้นี้ ผู้​ที่​เล็ก‍น้อย​ที่​สุด​ใน​แผ่น‍ดิน​สวรรค์​ก็​ยัง​ใหญ่​กว่า​ยอห์น​อีก

นี่คือความเข้าใจของผมต่อเหตุการณ์ในพระวจนะตอนนี้ ยอห์นผู้ให้บัพติศมามีความสงสัยบางประการเกี่ยวกับความเป็นพระเมสซิยาห์ของ พระเยซู อาจเป็นเพราะพระเยซูไม่ได้เป็นพระเมสซิยาห์ที่ “เข้มข้น” อย่างที่ยอห์นทำนาย คือผู้ที่มาด้วยฤทธิอำนาจการพิพากษาคนบาป พระเยซูตรัสเป็นนัยว่าคนอิสราเอลบางพวกที่ชอบความรุนแรงจะถูกดึงดูดเข้าหา ยอห์น พันธกิจของท่านและข่าวที่ท่านประกาศ ทำไมเป็นเช่นนั้น? หนึ่ง – ดูเหมือนยอห์นเป็นผู้เผยพระวจนะคนเดียวในยุคนั้น ก่อนหน้ามีผู้เผยพระวจนะหลายคนในพระคัมภีร์เดิมที่กล่าวคำพยากรณ์ ส่วนในธรรมบัญญัติก็มีแง่มุมคำพยากรณ์แทรกอยู่ พันธกิจของยอห์นเป็นจุดสำคัญสูงสุดของคำพยากรณ์ทั้งหมดในพระคัมภีร์เดิม ถ้าเรายอมรับแนวคิดเรื่องการทรงเปิดเผยแบบเจาะลึกลงไป (ซึ่งผมยอมรับ) เราก็ต้องเห็นว่าคำพยากรณ์ของยอห์นนั้นมาจนถึงจุดที่เติมเต็มและสมบูรณ์ที่ สุดในบรรดาผู้เผยพระวจนะของพระคัมภีร์เดิม และในบรรดาผู้เผยพระวจนะในพระคัมภีร์เดิมคงไม่มีใครมีโอกาสดีไปกว่ายอห์น

ผมไม่เชื่อว่าพระเยซูต้องการวิพากษ์วิจารณ์ยอห์นหรือพันธกิจของท่าน พระองค์พยายามชี้ให้เห็นว่าความสงสัยของยอห์น มีส่วนสะท้อนถึงจิตวิญญาณของยุคนั้น – ยุคที่ผู้คนร่ำร้องอยากให้พระเมสซิยาห์เสด็จมาด้วยฤทธิอำนาจ มาขับไล่อำนาจการปกครองของโรมัน มาลงโทษคนชั่ว และจัดตั้งอาณาจักรของพระเจ้า ทำให้ยอห์นอดสงสัยไม่ได้ พระเยซูเหมือนไม่ได้เล่นตามบทในสคริปต์ของท่านและคนอื่นๆที่มีภาพพระเม สซิยาห์อยู่ในความคิด

ทำให้นึกถึงโฆษณาเก่าๆในโทรทัศน์ หญิงชราสองคนเข้าไปในร้านอาหารฟาสท์ฟูด คนหนึ่งยกขนมปังขึ้นดูแล้วถามว่า “ไหนล่ะเนื้อ?” ผมคิดว่ายอห์นคงมองพระราชกิจของพระเยซูแล้วถามว่า “ไหนล่ะไฟ?”

ยอห์นอาจมีความสงสัย แต่พระเยซูไม่ทรงสงสัย ก่อนที่ยอห์นจะทันคิดอีกรอบ พระเยซูทรงกล่าวรับรองยอห์นอย่างเต็มตัว

“ถ้า​ท่าน‍ทั้ง‍หลาย​จะ​ยอม‍รับยอห์น​ผู้‍นี้​แหละคือ​เอ‌ลี‌ยาห์​ที่​จะ​มา​นั้น 15ใคร​มี​หู​จง​ฟัง​เถิด” (มัทธิว 11:14-15)

ในพระกิตติคุณยอห์น เราเห็นว่ายอห์นเองก็ปฏิเสธว่าท่านไม่ใช่เอลียาห์:

พวก‍เขา​จึง​ถาม​ว่า“ถ้า​อย่าง‍นั้น​ท่าน ​เป็น​ใคร? ท่าน​เป็น​เอ‌ลี‌ยาห์หรือ​?” ยอห์น​ตอบ​ว่า “ข้าพ‌เจ้า​ไม่​ใช่​เอ‌ลี‌ยาห์” “ท่าน​เป็น​ผู้‍เผย‍พระ‍วจนะ​คน​นั้นหรือ?” และ​ยอห์น​ตอบ​ว่า “ไม่‍ใช่”(ยอห์น 1:21)

แล้วพระเยซูตรัสว่ายอห์นคือเอลียาห์ได้อย่างไร? ประการแรก– สังเกตุดูพระเยซูทรงกล่าวถ้อยคำนี้โดยมีคำว่า “ถ้า​ท่าน‍ทั้ง‍หลาย​จะ​ยอม‍รับยอห์น​ผู้‍นี้​แหละคือ​เอ‌ลี‌ยาห์…” แน่นอนบางคนไม่ได้เห็นแบบนั้น และพระเยซูทรงยอมรับความจริงว่ามีบางคนเท่านั้นที่เห็นด้วย คำตรัสในข้อ 15 จึงเป็นการเน้นถึงพระดำรัสในข้อ 14:

“ใคร​มี​หู​จง​ฟัง​เถิด” (มัทธิว 11:15)7

ถ้อยคำนี้ถูกนำมาใช้อีกครั้งในมัทธิว 13 (ข้อ 9, 43) เมื่อพระเยซูทรงสั่งสอนด้วยคำอุปมา เพื่อกระตุ้นให้ผู้ฟังคิดลึกลงไปกว่าแค่ผิวเผิน ไม่ใช่เป็นคำพูดท้าทาย แต่ทำให้คนฟังต้องคิดลึกลงไปกว่าตามที่ได้ยิน– และนี่คือจุดหมายของคำอุปมา ไม่ได้มีให้ทุกคนเข้าใจได้ ดังนั้นถ้อยคำของพระเยซูจึงไม่ขัดแย้งกับคำปฏิเสธของยอห์น แต่ในมุมมองว่ายอห์นคือเอลียาห์ในแง่สัญลักษณ์มากกว่า

ผมใช้เวลาคิดถึงเรื่องนี้ และอยากจะแบ่งปันว่า ในบางแง่มุมที่ยอห์นผู้ให้บัพติศมาคือเอลียาห์ ถ้าเราจะยอมรับ ยอห์นเป็นเหมือนเอลียาห์ในภาพลักษณ์ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ภาพลักษณ์ของยอห์นนั้นเหมือนเอลียาห์ ทั้งคู่ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในที่ห่างไกล ทานอาหารต่างจากคนในยุคของตน ทั้งยอห์นและเอลียาห์ดู “เล็กน้อย” กว่าผู้ที่ท่านพยากรณ์ถึง ยอห์นประกาศชัดเจนว่าพระเยซูทรงยิ่งใหญ่กว่าท่านมาก (มัทธิว 3:11) ส่วนเอลีชา เอลีชาได้รับอำนาจจากเอลียาห์เป็นสองเท่า (2พงศ์กษัตริย์ 2:7-14) เอลียาห์เป็นคน “แรง” เอลีชาน่าจะรักความสงบกว่า เอลียาห์มีความสงสัย เมื่อเหตุการณ์การเผชิญหน้าสำคัญบนภูเขาคารเมลดูไม่เป็นไปตามคาดหวัง พระเจ้าทรงรับเอลียาห์ขึ้นไปบนภูเขาเดียวกับที่โมเสสรับพระบัญญัติของ พระองค์8 และโดยทางเหตุการณ์พิเศษที่ส่งมาให้เอลียาห์ พระเจ้าไม่จำเป็นต้องทำงานในวิธีที่โดดเด่นเสมอไป บางครั้งเพียงแค่ “เสียงเบาๆ” (1พงศ์กษัตริย์ 19:11-18) เอลียาห์มีภาพพจน์ที่ผิดว่า “เขาแต่ผู้เดียวที่เหลืออยู่” (1พงศ์กษัตริย์ 19, 10, 14) เป็นสิ่งเดียวกับที่ยอห์นรู้สึกหรือ? เอลียาห์หวังว่าจะนำประเทศสู่การฟื้นฟู แต่ไม่เป็นไปตามนั้น แต่จะเกิดขึ้นโดยผู้อื่นที่ท่านต้องไปเจิมตั้ง และพระเจ้าจะทรงนำการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ให้กับชนชาติของพระองค์ (1พงศ์กษัตริย์ 19:11-18) ประเด็นของผมคือมีความคล้ายคลึงหลายประการระหว่างยอห์นและเอลียาห์ ผมเชื่อว่า ทั้งคู่นี้คล้ายกัน

พระเยซูทรงประเมินการตอบสนองต่อข่าวประเสริฐของอิสราเอล (มัทธิว 11:16-24)

6“เรา​จะ​เปรียบ​คน​ใน​ยุค‍นี้​กับ​อะไร​ ดี เปรียบ​เหมือน​เด็กๆ ที่​นั่ง​อยู่​กลาง‍ตลาด ร้อง​กับ​เพื่อน​ว่า17‘พวก​ฉัน​เป่า​ปี่​ให้​พวก​เธอ​แต่​พวก​เธอ​ไม่​เต้น พวก​ฉัน​คร่ำ‍ครวญและ​พวก​เธอ​ไม่‍ได้​ทุกข์‍โศก’18เพราะ‍ว่า​ยอห์น​มา​และ​ ไม่‍ได้​กิน​หรือ​ดื่มและ​พวก‍เขา​ว่า‘มี​ผี​เข้า‍สิง​อยู่’ 19ส่วน​บุตร‍มนุษย์​มา​ทั้ง​กิน​และ​ดื่มเขา​ก็​ว่า‘นี่‍ไงคน‍ตะ‌กละคน‍ขี้‍ เมาเพื่อน​ของ​บรร‌ดา​คน‍เก็บ‍ภาษีและ​คน‍บาป’ แต่​พระ‍ปัญญา​ได้​รับ​การ​พิสูจน์​ว่า​ถูก‍ต้อง​แล้ว​โดย​ผล​ของ​พระ‍ปัญญา ​นั้น”20แล้ว​พระ‍องค์​ก็​ทรง​เริ่ม​ติ‍เตียน​เมือง​ต่างๆที่​พระ‍องค์​ได้​ ทรง​ทำ​การ​อัศ‌จรรย์​เป็น​ส่วน​มากเพราะ​พวก‍เขา​ไม่‍ได้​กลับ‍ใจ​ใหม่ 21“วิบัติ​แก่​เจ้า เมือง​โค‌รา‌ซินวิบัติ​แก่​เจ้าเมือง​เบธ‌ไซ‌ดาถ้า​การ​อัศ‌จรรย์​ต่างๆซึ่ง ​ทำ​ท่าม‍กลาง​เจ้า​ทั้ง‍หลายทำ​ใน​เมือง​ไท‌ระ​และ​เมือง​ไซ‌ดอนคน​ใน​ เมือง​ทั้ง‍สอง​คง​ได้​นุ่ง‍ห่ม​ผ้า‍กระ‌สอบ​นั่ง​บน​ขี้‍เถ้า​กลับ‍ใจ​ใหม่ ​นาน​แล้ว 22แต่​เรา​บอก​พวก‍เจ้า​ว่าใน​วัน​พิพาก‌ษา​นั้นโทษ​เมือง​ไท‌ระ​และ​เมือง​ ไซ‌ดอน​จะ​เบา​กว่า​โทษ​ของ​พวก‍เจ้า 23ส่วน​เจ้า เมือง​คา‌เปอร‌นา‌อุม เจ้า​จะ​ถูก​ยก​ขึ้น​เทียม‍ฟ้า​หรือ?เปล่า‍เลยเจ้า​จะ​ต้อง​ลง‍ไป​ถึง​แดน​ คน‍ตาย​ต่าง‍หากเพราะ​การ​อัศ‌จรรย์​ต่างๆซึ่ง​ทำ​ใน​ท่าม‍กลาง​เจ้า​นั้น ถ้า​ทำ​ใน​เมือง​โส‌โดมเมือง​นั้น​คง​ได้​ตั้ง‍อยู่​จน​ทุก​วัน‍นี้ 24แต่​เรา​บอก​เจ้า​ว่า​ใน​วัน​พิพาก‌ษาโทษ​เมือง​โส‌โดม​จะ​เบา​กว่า​โทษ​ ของ​เจ้า (มัทธิว 11:16-24)

มัทธิวเป็นผู้เขียนที่มีความสามารถมาก ท่านมีวิธีจุดประกายขึ้นมาให้เราประหลาดใจในที่ๆเรานึกไม่ถึง มีศิลปะในการนำเสนอพระกิตติคุณ แบบค่อยๆเร่งไฟความตื่นเต้นและกระหายใคร่รู้ก่อนที่พระเมสซิยาห์จะมาปรากฎ มัทธิวได้บันทึกเรื่องสิทธิอำนาจอันไม่จำกัดของพระเยซู และชื่อเสียงของพระองค์ที่โด่งดังขึ้นเรื่อยๆ (มัทธิว 9:33) รวมถึงการต่อต้านของพวกฟาริสีที่เพิ่มขึ้นตาม (แต่ในตอนนั้นยังไม่มีพิษสงมากนัก)

พวกสาวกถูกส่งออกไปทีละสองคน และคงเดินทางกลับมา อย่างที่บอกไปแล้วไม่มีพระกิตติคุณเล่มใดบันทึกว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างที่ ทั้งสิบสองคนออกไป ไม่ว่าเรื่องการอัศจรรย์และประกาศแผ่นดินสวรรค์ ที่ใกล้เคียงที่สุดน่าจะเป็นรายงานสรุปสั้นๆจากเจ็ดสิบสองคนเมื่อกลับมาจาก ภารกิจเดียวกัน:

17สาวก​เจ็ด‍สิบ‍สอง​คน​นั้น​กลับ‍มา​ด้วย​ความ​ยินดี​ทูล​ว่า “องค์‍พระ‍ผู้‍เป็น‍เจ้าแม้​แต่​พวก​ผี​ก็​อยู่​ใต้​บัง‍คับ​ของ​พวก‍ข้า‍พระ‍องค์​โดย​พระ‍นาม​ของพระ‍องค์” 18พระ‍องค์​ตรัส​กับ​พวก‍เขา​ว่า “เรา​เห็น​ซา‌ตาน​ตก​จาก​ฟ้า​เหมือน​ฟ้า‍แลบ 19นี่‍แน่ะ เรา​ให้​พวก‍ท่าน​มี​สิทธิ‍อำนาจ​เหยียบ​งู‍ร้าย​และ​แมง‍ป่องและ​ให้​มี​ อำนาจ​ยิ่ง‍ใหญ่​กว่า​ฤทธา‌นุ‌ภาพ​ของ​ศัตรู​นั้น ไม่‍มี​อะไร​จะ​มา​ทำ​อัน‌ตราย​พวก‍ท่าน​ได้​เลย 20แต่​ว่า​อย่า​ชื่น‍ชม​ยินดี​ใน​สิ่ง‍นี้คือ​ที่​พวก​ผี​อยู่​ใต้​บัง‍คับ​ ของ​ท่านแต่​จง​ชื่น‍ชม​ยินดี​ที่​ชื่อ​ของ​ท่าน​จด​ไว้​ใน​สวรรค์”21ใน​ เวลา​นั้น​เอง พระ‍เยซู​ทรง​เปรม‍ปรีดิ์​ใน​พระ‍วิญ‌ญาณ‍บริ‌สุทธิ์ตรัส​ว่า “ข้า‍แต่​พระ‍บิดา​ผู้​เป็น​เจ้า​แห่ง​ฟ้า‍สวรรค์​และ​โลกข้า‍พระ‍องค์​ สรร‌เสริญ​พระ‍องค์​ที่​พระ‍องค์​ทรง​ปิด‍บัง​สิ่ง‍เหล่า‍นี้​ไว้​จาก​คน​มี ​ปัญญา​และ​คน‍ฉลาดแต่​ทรง​สำแดง​แก่​พวก​ทารกถูก​แล้วข้า‍แต่​พระ‍บิดา พระ‍องค์​พอ‍พระ‍ทัย​เช่น​นั้น22“พระ‍บิดา​ของ​เรา​ทรง​มอบ​สิ่ง​สาร‌พัด​ ให้​แก่​เราไม่‍มี​ใคร​รู้​ว่า​พระ‍บุตร​เป็น​ใคร​นอก‍จาก​พระ‍บิดาและ​ ไม่‍มี​ใคร​รู้​ว่า​พระ‍บิดา​เป็น​ใคร​นอก‍จาก​พระ‍บุตรและ​ผู้​ที่​ พระ‍บุตร​ประ‌สงค์​จะ​สำแดง​ให้​รู้”23พระ‍องค์​ทรง​หัน​มา‍หา​พวก​สาวกตรัส ​กับ​พวก‍เขา​เป็น​การ​ส่วน‍ตัว​ว่า“ผู้​ที่​ได้​เห็น​สิ่ง​ที่​พวก‍ท่าน​ เห็น​ก็​เป็น​สุข 24เพราะ​เรา​บอก​พวก‍ท่าน​ว่าผู้‍เผย‍พระ‍วจนะ​หลาย​คน​และ​กษัตริย์​หลาย​ องค์​ปรารถ‌นา​จะ​เห็น​สิ่ง​ที่​ท่าน​เห็น​อยู่​นี้ แต่​เขา‍ทั้ง‍หลาย​ไม่​เคย​เห็นและ​อยาก​จะ​ได้‍ยิน​สิ่ง​ที่​พวก‍ท่าน​ ได้‍ยินแต่​เขา​ก็​ไม่‍เคย​ได้‍ยิน” (ลูกา 10:17-24)

สังเกตุดูจะเห็นว่าทั้งเจ็ดสิบสองไม่ได้พูดถึงความสำเร็จในภารกิจของพวก เขา ไม่พูดถึงจำนวนคนที่กลับใจเมื่อพวกเขาไปประกาศ เมื่อกลับมาเฝ้าพระเยซู สิ่งที่พวกสาวกเล่าคืออำนาจที่พวกเขามี – แม้แต่พวกผียังอยู่ใต้บังคับของพวกเขา – พระเยซูทรงมองว่านี่บ่งถึงความพ่ายแพ้ครั้งสุดท้ายของซาตาน แต่พระองค์ทรงหนุนใจพวกสาวกให้ชื่นชมยินดีในความรอดมากกว่าในอำนาจที่มีและ ใช้ไป ถ้อยคำต่อจากนั้นค่อนข้างเหมือนในมัทธิว 11 ที่อยู่ในบทเรียนนี้

ถึงจุดนี้ มัทธิวบอกแล้วว่าผู้คนตอบสนองต่อพระเยซูอย่างไร (มัทธิว 4:24-25; 7:28-29; 8:34; 9:1-17, 33-34) แต่ในตอนนี้ เป็นครั้งแรกที่ท่านรายงานถึงสิ่งที่พระเยซูประเมินการตอบสนองของผู้คนต่อ ข่าวประเสริฐที่ทั้งยอห์น พระองค์เอง และพวกสาวกประกาศ ไม่ใช่รายงานที่ดีนัก ที่จริงผลประเมินออกจะน่าตกใจ มนุษย์ตอบสนองต่อข่าวประเสริฐอย่างไร

แม้พระเยซูทรงเป็นที่นิยมของฝูงชน แต่เราเห็นน้อยคนกลับใจ พระเยซูทรงส่งสาวกของพระองค์ไปประกาศแผ่นดินสวรรค์ที่มาใกล้ ข่าวประเสริฐของพระเยซูและที่สาวกประกาศเป็นสิ่งเดียวกับที่ยอห์นผู้ให้บัพ ติศมาและสาวกของท่านประกาศ: “จงกลับใจใหม่ เพราะว่าแผ่นดินสวรรค์มาใกล้แล้ว” (มัทธิว 3:2; 4:17; 10:79) ตอนนี้ พระเยซูทรงกล่าวโทษเมืองต่างๆในอิสราเอลที่ได้เห็นเป็นพยานถึงการสถิตอยู่ ด้วย การเทศนาสั่งสอน และฤทธิอำนาจการอัศจรรย์ของพระเยซูและของพวกสาวก

พระเยซูทรงโยงคนยุคนี้เข้ากับอาการของเด็กที่นั่งร้องบ่นกับเพื่อนที่ไม่ ยอมเต้นไปตามทำนองเพลงของเขา พวกเขาต้องการได้พระเมสซิยาห์ “ในแบบของฉัน” และเมื่อพระเยซูไม่ปรับไปตามความปรารถนาและความคาดหวังของพวกเขา พวกเขาก็ไม่สนใจพระองค์อีก พวกนี้เป็นพวกโลเลไม่เอาจริง

สังเกตุดูพระเยซูทรงใช้ประเด็นความเกี่ยวข้องระหว่างพระองค์และยอห์นผู้ ให้บัพติศมา บุคคลทั้งนั้นสองต่างกันมาก แต่คนในยุคนั้นไม่ยอมรับทั้งคู่ ยอห์นมาด้วยการอดอาหาร (ไม่กินและไม่ดื่ม– เทียบกับมัทธิว 9:14) แต่พวกเขาก็ยังว่าท่านถูกผีสิง เมื่อพระเยซูและพวกสาวกมา ทั้งกินและดื่ม พวกเขาก็กล่าวโทษว่าเป็นพวกเห็นแก่กิน และขี้เมา และ (ร้ายที่สุด) มั่วสุมกับคนบาป สิ่งเชื่อมโยงระหว่างยอห์นและพระเยซูแสดงให้เห็นความจริงว่าคนในยุคนั้น ปฏิเสธไม่ยอมรับทั้งคู่

อย่างเจาะจง พระเยซูทรงกล่าวติเตียนเมืองต่างๆของอิสราเอลที่ได้ทรงทำการอัศจรรย์เป็นส่วนมาก “เพราะ​พวก‍เขา​ไม่‍ได้​กลับ‍ใจ​ใหม่” (มัท ธิว 11:20) จุดประสงค์การประกาศของยอห์นและพระเยซูคือนำชนชาติอิสราเอลสู่การกลับใจ ไม่ใช่เพื่อดึงดูดฝูงชน หรือให้คนจำนวนมากมาติดตาม แต่มาเรียกคนบาปให้สำนึกผิดกลับใจ ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้น ดังนั้นพระองค์จึงกล่าวติเตียนบรรดาเมืองต่างๆที่ได้พบพระองค์ ได้เห็นการอัศจรรย์มากมายที่พระองค์ทำ

พระเยซูทรงเจาะจงชื่อเมือง เราแทบไม่รู้จักเมืองโคราซิน มีพูดถึงครั้งเดียวในลูกา 10:13 จากที่พระเยซูตรัส เห็นได้ชัดว่าเมืองนี้ได้พบพระองค์บ่อยมาก แต่ก็ไม่กลับใจ เมืองเบธไซดานั้นต่างไป พระเยซูคงเพิ่งเข้าไปหรืออยู่ใกล้เมืองนี้เมื่อทรงกล่าวติเตียน (ดูลูกา 9:10) เรารู้จากยอห์น 1:44 ว่าเบธไซดาเป็นบ้านเกิดของฟีลิป อันดรูว์ และเปโตร

พระเยซูทรงกล่าวถึงโทษที่พวกเขาจะได้รับในข้อ 20-24 โทษทัณฑ์ที่รุนแรงกว่า เพราะพวกเขาได้รับรู้รับฟังในสิ่งที่ทรงเปิดเผยแต่ก็ยังปฏิเสธ โทษทัณฑ์ที่เบากว่าจะตกไปถึงคนที่ไม่เคยได้ยินหรือฟังสิ่งที่พระองค์เปิดเผย หลักการเดียวกันนี้มีในลูกาบทที่ 12:

45“แต่​ถ้า​บ่าว​คน​นั้น​คิด​ใน​ใจ​ว่า ‘นาย​ของ​ข้า​คง​จะ​มา​ช้า’ แล้ว​เริ่ม‍ต้น​โบย‍ตี​บรร‌ดา​บ่าว​ชาย‍หญิง​และ​กิน​ดื่ม​เมา‍มาย 46นาย​ของ​บ่าว​คน‍นั้น​จะ​มา​ใน​วัน‍ที่​เขา​ไม่​คาด‍คิดใน​เวลา​ที่​เขา​ ไม่​รู้ และ​จะ​ลง‍โทษ​เขา​อย่าง​หนักและ​จะ​ขับ‍ไล่​ให้​ไป​อยู่​ใน​ที่​ของ​พวก​ ที่​ไม่​เชื่อ 47บ่าว​คน​ที่​รู้‍ใจ​นาย​และ​ไม่‍ได้​เตรียม‍ตัว​ไว้ไม่‍ได้​ทำ​ตาม‍ใจ​นาย จะ​ต้อง​ถูก​เฆี่ยน​อย่าง​หนัก 48แต่​คน​ที่​ไม่​รู้ แล้ว​ทำ​สิ่ง​ที่​สม‍ควร​จะ​ถูก​เฆี่ยนก็​จะ​ถูก​เฆี่ยน​เพียง​เล็ก‍น้อยคน​ ที่​ได้​รับ​มากจะ​ต้อง​เรียก​เอา​จาก​คน‍นั้น​มากและ​คน​ที่​ได้​รับ​ฝาก​ ไว้​มากก็​จะ​ต้อง​ทวง​เอา​จาก​คน‍นั้น​มาก” (ลูกา 12:45-48)

ดังนั้นเมืองโคราซินและเบธไซดา (สองเมืองเด่นของยิวที่พระเยซูใช้เวลาทำพันธกิจค่อนข้างมาก) จะถูกพิพากษามากกว่าเมืองไทระ10และ ไซดอนเมื่อพระเมสซิยาห์เสด็จกลับมา (ข้อ 21-22) ไทระและไซดอน เป็นเมืองที่ผู้เผยพระวจนะในพระคัมภีร์เดิมเอ่ยถึงหลายครั้ง (อิสยาห์ 23; เยเรมีย์ 25:15-29 โดยเฉพาะข้อ 22; เอเสเคียล 26-28; อาโมส 1:9-10; เศคาริยาห์ 9:1-4) เป็นเมืองที่หญิงชาวคานาอันทูลขอพระเยซูให้ขับผีออกจากลูกสาวของนาง (มัทธิว 15:21-28) เป็นเมืองใหญ่ของคนต่างชาติที่พระเยซูไม่ได้เข้าไปสัมผัสหรือประกาศข่าว ประเสริฐของพระเมสซิยาห์มากนัก11ดังนั้นพวกเขาจะได้รับการพิพากษาโทษที่เบากว่าเมื่อพระองค์เสด็จกลับมาพิพากษาโลกนี้ (มัทธิว 11:22)

และพระเยซูทรงนำไปยังข้อแตกต่างระหว่างเมืองคาเปอรนาอุมและโสโดมในข้อ 23 และ 24:

23 “ส่วน​เจ้าเมือง​คา‌เปอร‌นา‌อุมเจ้า​จะ​ถูก​ยก​ขึ้น​เทียม‍ฟ้า​ หรือ?เปล่า‍เลยเจ้า​จะ​ต้อง​ลง‍ไป​ถึง​แดน​คน‍ตาย​ต่าง‍หาก เพราะ​การ​อัศ‌จรรย์​ต่างๆซึ่ง​ทำ​ใน​ท่าม‍กลาง​เจ้า​นั้น ถ้า​ทำ​ใน​เมือง​โส‌โดมเมือง​นั้น​คง​ได้​ตั้ง‍อยู่​จน​ทุก​วัน‍นี้ 24แต่​เรา​บอก​เจ้า​ว่า​ใน​วัน​พิพาก‌ษาโทษ​เมือง​โส‌โดม​จะ​เบา​กว่า​โทษ​ ของ​เจ้า”(มัทธิว 11:23-24)

คาเปอรนาอุม12 เป็นเมืองในกาลิลีที่พระเยซูทรงใช้เป็นศูนย์กลางพระราชกิจอยู่ระยะหนึ่ง ทรงทำอัศจรรย์หลายครั้งและเทศนาสั่งสอนค่อนข้างมากในเมืองนี้ ไม่มีเมืองอื่นที่พระองค์สั่งสอนและทำอัศจรรย์มากเท่าในคาเปอรนาอุม แต่คนเมืองนี้ไม่กลับใจ เมื่อเป็นเช่นนี้ พระเยซูจึงกล่าวว่าเมืองโสโดมจะยังได้รับโทษเบากว่าคาเปอรนาอุมเมื่อวัน พิพากษามาถึง

ทำไมพระเยซูจึงถามว่าเมืองคาเปอรนาอุมคิดว่าตนเองจะได้ยกขึ้นเทียมสวรรค์ หรือ? มีอะไรเกี่ยวกับคาเปอรนาอุมที่ผยองขนาดนี้? สองความคิดผุดขึ้นมาครับ อย่างแรก คาเปอรนาอุมภูมิใจมากที่ได้เป็นศูนย์กลางพระราชกิจของพระเยซู ธุรกิจท่องเที่ยวคงจะบูม มีคนมากมายเดินทางเข้าออกเพื่อมาดูพระเยซู – ที่ดียิ่งกว่า มีการอัศจรรย์รักษาโรคด้วย เรารู้กันว่าเมืองหรือจังหวัดที่เป็นที่อยู่ของประธานาธิบดีหรือคนดังๆมักจะ มีป้ายบอกเมื่อเข้าเขตเมือง เพื่อให้ตระหนักว่าเมืองนี้มีเกียรติ เพราะมีคนสำคัญอาศัยอยู่ ดังนั้นเมืองคาเปอรนาอุมจึงเหมือนอวดว่าพระเยซูเลือกอยู่ในเมืองพวกเขา

อย่างที่สอง ความหยิ่งผยองของคาเปอรนาอุมเตือนให้นึกถึงความผยองของไทระ ตามที่อิสยาห์ และเอเสเคียลพูดไว้:

8ใคร​วาง​แผน‍การ​นี้ไว้​ต่อ‍สู้​เมือง​ไท‌ระ​ซึ่ง​เป็น​ผู้​แจก​มงกุฎ
ซึ่ง​พวก​พ่อ‍ค้า​ของ​มัน​เป็น​เจ้า‍นายและ​นัก‍ธุร‌กิจ​เป็น​คน​มี​เกียรติ​ของ​โลก?
9พระ‍ยาห์‌เวห์​จอม‍ทัพ​ทรง​วาง‍แผน​ไว้เพื่อ​ขจัด​ความ​เย่อ‍หยิ่ง​ใน​ศักดิ์‍ศรี​ทั้ง‍หมด
และ​เพื่อ​ลบหลู่​ผู้​มี​เกียรติ​ทุก‍คน​ในแผ่นดินโลก (อิสยาห์ 23:8-9 ดูเอเสเคียล 28:1-10 ด้วย)

ในเอเสเคียล 28 ความผยองของ“กษัตริย์เมืองไทระ”ถูก เปรียบเหมือนซาตาน (เอเสเคียล 28:11-19) สำหรับผมดูเหมือนพระเยซูกล่าวคำติเตียนคาเปอรนาอุมเพิ่มขึ้นโดยตรัสถึงเมือง ที่คล้ายคลึงกันในพระคัมภีร์เดิม เมืองไทระและกษัตริย์ของเมืองนั้น

พระดำรัสของพระเยซูตอนนี้ในมัทธิว 11 โยงเข้ากับมัทธิว 12:38-42 และลูกา 12:45-48 ที่ชี้ว่าจะมีการลงโทษคนชั่วร้าย และในทุกกรณี พระเจ้าจะทรงพิพากษามนุษย์ว่าพวกเขาทำอย่างไรต่อสิ่งที่ได้รับรู้ ในโรม 1 คนต่างชาติถูกกล่าวโทษเพราะปฏิเสธการทรงเปิดเผยของพระเจ้าในธรรมชาติ ในโรม 2 ชาวยิวผิดมากกว่า เพราะได้รับการทรงเปิดเผยจากพระเจ้าในธรรมบัญญัติ แต่พวกเขาปฏิเสธ

พระสิริและสิทธิอำนาจของพระเจ้าในการเลือกสรร (มัทธิว 11:25-27)

25ใน​ขณะ​นั้น​พระ‍เยซู​ทูล​ว่า “ข้า‍แต่​พระ‍บิดาผู้​ทรง​เป็น​องค์‍พระ‍ผู้‍เป็น‍เจ้า​แห่ง​ฟ้า‍สวรรค์​และ ​โลกข้า‍พระ‍องค์​สรร‌เสริญ​พระ‍องค์ที่​พระ‍องค์​ทรง​ปิด‍บัง​ สิ่ง‍เหล่า‍นี้​ไว้​จาก​คน​มี​ปัญญา​และ​คน​ฉลาดแต่​ทรง​สำแดง​แก่​พวก​ทารก 26ถูก​แล้ว ข้า‍แต่​พระ‍บิดา พระ‍องค์​พอ‍พระ‍ทัย​เช่น​นั้น27“พระ‍บิดา​ของ​เรา​ทรง​มอบ​สิ่ง​สาร‌พัด​ ให้​แก่​เราและ​ไม่‍มี​ใคร​รู้‍จัก​พระ‍บุตร​นอก‍จาก​พระ‍บิดาและ​ไม่‍มี​ ใคร​รู้‍จัก​พระ‍บิดา​นอก‍จาก​พระ‍บุตร” (มัทธิว 11:25-27)

ซึ่งคล้ายคลึงมากกับในลูกา 10:21-24:

21ใน​เวลา​นั้น​เอง พระ‍เยซู​ทรง​เปรม‍ปรีดิ์​ใน​พระ‍วิญ‌ญาณ‍บริ‌สุทธิ์ตรัส​ว่า “ข้า‍แต่​พระ‍บิดา​ผู้​เป็น​เจ้า​แห่ง​ฟ้า‍สวรรค์​และ​โลกข้า‍พระ‍องค์​ สรร‌เสริญ​พระ‍องค์​ที่​พระ‍องค์​ทรง​ปิด‍บัง​สิ่ง‍เหล่า‍นี้​ไว้​จาก​คน​มี ​ปัญญา​และ​คน‍ฉลาด แต่​ทรง​สำแดง​แก่​พวก​ทารก ถูก​แล้วข้า‍แต่​พระ‍บิดา พระ‍องค์​พอ‍พระ‍ทัย​เช่น​นั้น22“พระ‍บิดา​ของ​เรา​ทรง​มอบ​สิ่ง​สาร‌พัด​ ให้​แก่​เราไม่‍มี​ใคร​รู้​ว่า​พระ‍บุตร​เป็น​ใคร​นอก‍จาก​พระ‍บิดาและ​ ไม่‍มี​ใคร​รู้​ว่า​พระ‍บิดา​เป็น​ใคร​นอก‍จาก​พระ‍บุตรและ​ผู้​ที่​ พระ‍บุตร​ประ‌สงค์​จะ​สำแดง​ให้​รู้”23พระ‍องค์​ทรง​หัน​มา‍หา​พวก​สาวกตรัส ​กับ​พวก‍เขา​เป็น​การ​ส่วน‍ตัว​ว่า“ผู้​ที่​ได้​เห็น​สิ่ง​ที่​พวก‍ท่าน​ เห็น​ก็​เป็น​สุข 24เพราะ​เรา​บอก​พวก‍ท่าน​ว่าผู้‍เผย‍พระ‍วจนะ​หลาย​คน​และ​กษัตริย์​หลาย​ องค์​ปรารถ‌นา​จะ​เห็น​สิ่ง​ที่​ท่าน​เห็น​อยู่​นี้ แต่​เขา‍ทั้ง‍หลาย​ไม่​เคย​เห็นและ​อยาก​จะ​ได้‍ยิน​สิ่ง​ที่​พวก‍ท่าน​ ได้‍ยินแต่​เขา​ก็​ไม่‍เคย​ได้‍ยิน”(ลูกา 10:21-24)

ในลูกา 10 พระเยซูทรงส่งสาวกเจ็ดสิบ (หรือเจ็ดสิบสองคน) ออกไป และพวกเขากลับมาด้วยความชื่นชมยินดีในอำนาจที่มี พระเยซูตรัสถึงเรื่องนี้ บอกพวกเขาว่าให้ชื่นชมยินดีที่มีชื่อจดอยู่ในสวรรค์มากกว่า (ลูกา 10:17-20) และพระองค์ทรงต่อไปยังเรื่องที่เรารู้ การเลือกสรรของพระเจ้า พระเยซูทรงทำสิ่งที่คล้ายคลึงกันในมัทธิว 11:25-27 เมื่อลองคิดดู เราจะเข้าใจว่าทำไมพระเยซูทรงย้ำเรื่องสิทธิอำนาจในการเลือกสรรของพระเจ้า

คงจำได้ถึงข้อโต้แย้งที่ อ เปาโลพูดไว้ในโรมบทที่ 9 คำถามคือ “เราจะอธิบายอย่างไรว่าขณะที่พระเยซูทรงเป็นยิว และมาประกาศแผ่นดินของพระเจ้าแก่ชาวยิว มียิวไม่กี่คนมาเชื่อ แต่กลับมีคนต่างชาติมาเชื่อจำนวนมาก?” อ เปาโลย้ำและยืนหยัดว่านี่ไม่ใช่ความล้มเหลวในพระวจนะของพระเจ้า:

6แต่​ไม่‍ใช่​ว่า​พระ‍วจนะ​ของ​พระ‍เจ้า​ ได้​ล้ม‍เหลว​ไปเพราะ‍ว่า​ไม่‍ใช่​ทุก‍คน​ที่​เกิด​มา​จาก​อิสรา‌เอล​นั้น เป็น​คน​อิสรา‌เอล​แท้ 7และ​ไม่‍ใช่​ทุก‍คน​ที่​เป็น​ลูก​ของ​อับ‌รา‌ฮัม​เป็น​เชื้อ‍สาย​แท้​ของ​ ท่าน แต่​ว่าเขา​จะ​เรียก​เชื้อ‍สาย​ของ​ท่าน​ทาง​สาย​อิส‌อัค (โรม 9:6-7)

โรม9 เกี่ยวข้องกับสิทธิอำนาจในการเลือกสรรของพระเจ้า สำหรับคำตอบของคำถามว่า “ทำไมยิวหลายคนจึงปฏิเสธข่าวประเสริฐ?” คำตอบคือ “เพราะพระเจ้าไม่ได้เลือกพวกเขา”13  ความ จริงที่บางคนปฏิเสธข่าวประเสริฐไม่ได้สะท้อนว่าความล้มเหลวเป็นฝ่ายของพระ เจ้า เมื่อเราเข้าใจสิทธิอำนาจในการทรงเลือกสรร พระเจ้าเลือกบางคน และไม่เลือกบางคน ตามอำนาจอธิปไตยของพระองค์

ผมเชื่อว่ามัทธิวใช้ข้อโต้แย้งเดียวกันในบทที่ 11 ภาพที่เห็นภายนอกดูเหมือนจะนำไปสู่ข้อสรุปว่าพระราชกิจของพระเยซูประสบความ สำเร็จมาก มีคนชื่นชมพระองค์ หลายคนตามหา และฝูงชนจำนวนมากอัศจรรย์ใจจนติดตามพระองค์ไป สาวกของพระเยซูถูกส่งไปประกาศข่าวประเสริฐ และมีอำนาจทำอัศจรรย์หลายอย่าง จะมีอะไรที่สำเร็จมากไปกว่านี้? ปัญหาคือเป็นที่นิยมเป็นคนละเรื่องกับการกลับใจ เมืองเหล่านี้ไม่กลับใจ แม้พระเยซูและพวกสาวกอยู่ท่ามกลางพวกเขา แม้คำเทศนาของยอห์น ของพระเยซูและของพวกสาวก เพราะเมืองของยิวเหล่านี้ไม่กลับใจ เราอาจสรุปผิดๆว่าพันธกิจของพระองค์จึงล้มเหลว – พระเยซูไม่สามารถทำได้อย่างที่ต้องการจะทำ ถ้าเราสรุปแบบนี้ เราก็ไม่ไกลไปจากคำถามที่ยอห์นผู้ให้บัพติศมาถาม

พระดำรัสของพระเยซูในข้อ 25–27 เราอาจประหลาดใจ ประการแรก– ถ้อยคำของพระเยซูเป็นถ้อยคำแห่งการสรรเสริญ สรรเสริญพระบิดา พระเยซูทรงสรรเสริญพระบิดาได้อย่างไรในเมื่อไม่ประสบความสำเร็จ? ไม่ใช่ครับ นี่ไม่ใช่ความล้มเหลวแต่เป็นความสำเร็จที่พระเจ้าสมควรได้รับพระเกียรติ ประการที่สอง– เราเห็นว่ามีคนมาเชื่อ พระบิดาทรงเลือกที่จะปิดบังสิ่งที่เป็นของสวรรค์จากคนที่เราคิดว่าน่าจะฉวย ไว้ได้ – คนฉลาดและมีสติปัญญา แต่พระบิดาทรงเลือกที่จะเปิดเผยสิ่งเหล่านี้ให้แก่เด็กเล็กๆ คนที่คิดว่าตนเองไม่สมควร (หรือไม่ฉลาดพอ) ที่จะเข้าใจ ความเชื่อและไม่เชื่อ ยอมรับและปฏิเสธ อย่างที่เห็นเป็นผลมาจากการทรงเลือกของพระบิดา พระเจ้าทรงอำนาจอธิปไตยในเรื่องความรอด พระเยซูสามารถสรรเสริญพระเจ้าได้ เพราะบรรดาคนที่พระองค์ตั้งใจให้เข้าใจและเชื่อก็เข้าใจและเชื่อ แผนการของพระเจ้าสำเร็จ ตามพระประสงค์ของพระองค์

ข้อ 27 นำเราก้าวไปอีกขั้น ในข้อ 25 และ 26 พระเยซูทรงมองความรอดว่าเป็นการเลือกสรรของพระบิดา พระเยซูทรงสรรเสริญพระบิดาที่ทรงเปิดเผยความจริงแห่งข่าวประเสริฐให้แก่พวก “ทารก” (เด็กเล็กๆ) ในขณะที่ปิดบังไว้จากคนฉลาดและมีปัญญา สิ่งนี้พระเยซูตรัสว่า พระบิดาทรงพอพระทัย ( 26) แต่ในข้อ 27 พระเยซูทรงไปไกลกว่านั้น ทรงประกาศถึงอำนาจการครอบครองโดยชอบธรรมของพระบิดาในการเลือกว่าผู้ใดจะมา เชื่อในพระองค์ พระบิดาทรงมอบสิ่งสารพัดให้กับพระบุตร ไม่มีใครรู้จักพระบุตร (อย่างครบถ้วนสมบูรณ์) เว้นแต่พระบิดา และไม่มีใครรู้จักพระบิดาเว้นแต่พระบุตร และบรรดาคนที่พระบุตรทรงสำแดงให้รู้ แปลว่าพระเยซูเป็นผู้กำหนดความรอดนิรันดร์ให้กับมนุษย์14

สิ่งนี้ ผมเชื่อว่าเป็นแก่นสูงสุดในสิทธิอำนาจของของพระเยซู ก่อนหน้า สิทธิอำนาจของพระเยซูในการตีความธรรมบัญญัติในพระคัมภีร์เดิมสำแดงและเป็น ที่รับรู้กัน (มัทธิ 5-7) ต่อมาเป็นสิทธิอำนาจในการรักษาโรค ขับผี ควบคุมธรรมชาติ และชุบคนตายให้ฟื้น (มัทธิว 8-9) หลังจากนั้น สิทธิอำนาจที่ทรงเรียกและประทานอำนาจให้แก่พวกสาวก ซึ่งชัดเจนในบบที่ 10 ในบทที่ 9 พระเยซูทรงแสดงสิทธิอำนาจในการยกบาป (มัทธิว 9:1-8) แต่ตอนนี้ทรงขยายขอบเขตสิทธิอำนาจ ไม่เพียงแต่ทรงมีสิทธิอำนาจในการยกบาป พระองค์มีสิทธิอำนาจในการกำหนดว่าจะให้ใครได้รับการยกโทษบาปนั้น15

คำเชิญสำหรับคนทั่วไป (มัทธิว 11:28-30)

28บรร‌ดา​ผู้​เหน็ด‍เหนื่อย​และ​แบก​ภาระ​หนักจง​มา‍หา​เรา และ​เรา​จะ​ให้​ท่าน‍ทั้ง‍หลาย​ได้​หยุด‍พัก 29จง​เอา​แอก​ของ​เรา​แบก​ไว้ แล้ว​เรียน​จาก​เรา เพราะ‍ว่า​เรา​สุภาพ‍อ่อน‍โยน​และ​ใจ​อ่อน‍น้อม และ​จิต‍ใจ​ของ​พวก‍ท่าน​จะ​ได้​หยุด‍พัก 30ด้วย‍ว่า​แอก​ของ​เรา​ก็​พอ​เหมาะ และ​ภาระ​ของ​เรา​ก็​เบา”(มัทธิว 11:28-30)

บางคนสรุปผิดๆว่าถ้าพระเจ้าเป็นผู้กำหนดว่าใครได้รับความรอดและใครไม่ได้ รับ ถ้าเป็นเช่นนั้นมนุษย์ก็ไม่มีสิทธิเลือกเลย ผมขอนำคุณมายังความจริงนี้ ทันทีที่ประกาศถึงสิทธิอำนาจในการเลือกสรรว่าใครควรได้รับความรอด พระเยซูทรงเชิญชวนให้มารับความรอดในข้อ 28-3016 นี่เป็นการประกาศข่าวประเสริฐที่ชัดเจนที่สุดในมัทธิวถึงตอนนี้ ก่อนหน้าเป็นเพียงถ้อยคำธรรมดาว่า “จง​กลับ‍ใจ​ใหม่เพราะ‍ว่า​แผ่น‍ดิน​สวรรค์​มา​ใกล้​แล้ว”(มัทธิว 3:2; 4:17 ดู 10:7 ด้วย)

ในระดับหนึ่ง ผมเข้าใจการเชิญชวนของพระเยซูในตอนท้ายของบทที่ 11 จากมุมมองตอนท้ายของบทที่ 9:

36และ​เมื่อ​พระ‍องค์​ทอด‍พระ‍เนตร​ ฝูง‍ชน​ก็​ทรง​สงสาร​เขา‍ทั้ง‍หลาย เพราะ​พวก‍เขา​ถูก​รัง‍ควาน​และ​ไร้​ที่‍พึ่ง​เหมือน​ฝูง‍แกะ​ไม่‍มี​ ผู้‍เลี้ยง 37แล้ว​พระ‍องค์​ตรัส​กับ​สาวก​ทั้ง‍หลาย​ของ​พระ‍องค์​ว่า“ข้าว​ที่​ต้อง​ เกี่ยว​นั้น​มี​มาก​นัก‍หนาแต่​คน​งาน​ยัง​น้อย​อยู่ 38เพราะ‍ฉะนั้น​ท่าน​จง​อ้อน‍วอน​พระ‍องค์​ผู้​ทรง​เป็น​เจ้า‍ของ​นาให้​ทรง ​ส่ง​คน​งาน​มา​เก็บ‍เกี่ยว​พืช‍ผล​ของ​พระ‍องค์” (มัทธิว 9:36-38)

ชนชาติอิสราเอลมี “ผู้เลี้ยง” อยู่แล้ว ถ้าจะใช้คำนี้ว่าอย่างผิวเผิน ผู้นำพวกเขาไม่ได้มีคุณลักษณะของความเมตตาและสงสาร ในบทที่ 23 มัทธิวบันทึกคำกล่าวโทษรุนแรงที่พระเจ้ากล่าวแก่พวกธรรมาจารย์และฟาริสี หนึ่งในนั้นคือ:

1เวลา‍นั้นพระ‍เยซู​ตรัส​กับ​ฝูง‍ชน​และ​ บรร‌ดา​สาวก​ของ​พระ‍องค์​ว่า 2“พวก​ธรร‌มา‌จารย์​กับ​พวก​ฟาริสี​นั่ง​บน​ที่‍นั่ง​ของ​โม‌เสส 3เพราะ‍ฉะนั้นทุก‍สิ่ง​ที่​เขา‍ทั้ง‍หลาย​สั่ง‍สอน​พวก‍ท่าน​นั้น จง​ถือ​และ​ประ‌พฤติ​ตาม ​ยก​เว้น​การ​ประ‌พฤติ​ของ​พวก‍เขา​อย่า​ทำ​ตาม​เลย เพราะ​พวก‍เขา​ไม่‍ได้​ทำ​ใน​สิ่ง​ที่​พวก‍เขา​สอน 4เพราะ​พวก‍เขา​เอา​ห่อ​ของ‍หนัก​วาง​บน​บ่า​ของ​มนุษย์ แต่​ส่วน​พวก‍เขา​เอง​ไม่​ยอม​แม้​แต่​จะ​ใช้​สัก​นิ้ว​เดียว​ไป​ยก (มัทธิว 23:1-4)

ในความเป็นจริง คนอิสราเอลไม่เคยมีผู้เลี้ยงอย่างที่พวกเขาจำเป็นต้องมีที่สุด พระเยซูทรงเป็นผู้เลี้ยง ทรงเป็น “ผู้เลี้ยงที่ดี” (ดูยอห์น 10) พระองค์ไม่ได้เคี่ยวเข็ญมนุษย์ให้พยายามมากขึ้นในการรักษาธรรมบัญญัติ เพื่อให้ได้ความชอบธรรม พระองค์ทรงเรียกบรรดาผู้เหน็ดเหนื่อยและแบกภาระหนัก ที่ต้องแบกภาระจากผู้เลี้ยงชั่วร้าย พระเยซูทรงทำมากกว่า “ใช้แค่นิ้วเดียว” ช่วยยกภาระทางศาสนา ทรงเสนอแบกภาระทั้งหมดของพวกเขา ทรงเสนอให้แก่ผู้ที่อ่อนล้าและต้องการหยุดพัก

บทสรุปที่ดีที่สุด:
การเชิญชวนบรรดาผู้ที่เหน็ดเหนื่อยและล้าให้เข้ามาพักสงบในพระเยซู (มัทธิว 11:28-30)

28บรร‌ดา​ผู้​เหน็ด‍เหนื่อย​และ​แบก​ภาระ ​หนักจง​มา‍หา​เรา และ​เรา​จะ​ให้​ท่าน‍ทั้ง‍หลาย​ได้​หยุด‍พัก 29จง​เอา​แอก​ของ​เรา​แบก​ไว้ แล้ว​เรียน​จาก​เรา เพราะ‍ว่า​เรา​สุภาพ‍อ่อน‍โยน ​และ​ใจ​อ่อน‍น้อมและ​จิต‍ใจ​ของ​พวก‍ท่าน​จะ​ได้​หยุด‍พัก 30ด้วย‍ว่า​แอก​ของ​เรา​ก็​พอ​เหมาะ และ​ภาระ​ของ​เรา​ก็​เบา” (มัทธิว 11:28-30)

นี่เป็นคำเชิญชวน:

ไม่ใช่สำหรับคนที่มีอำนาจ แต่สำหรับคนที่อ่อนล้า
ไม่ใช่สำหรับคนหยิ่งผยอง แต่คนที่ใจถ่อม
ไม่ใช่คนที่รักษาธรรมบัญญัติ แต่คนที่มาดูว่าธรรมบัญญัติสอนอะไร – ความบาปของพวกเขา

พระเยซูทรงกล่าวติเตียนคนที่แย่งชิงเพื่อจะเข้าไปในอาณาจักรของพระองค์ เป็นพวกที่ไว้ใจในอำนาจที่มี สิ่งที่ตนเองพากเพียรปฏิบัติ และสติปัญญาของตนเอง พวกเขาเป็นพวกที่ไม่ยอมสำนึกผิดกลับใจ

ขณะที่พวกฟาริสีเพิ่มภาระหนักลงบนหลังผู้คน และไม่เสนอตัวช่วยสักนิด (มัทธิว 23:4) พระเยซูทรงรับภาระทั้งหมดของธรรมบัญญัติ (ทรงทำให้สมบูรณ์ครบถ้วน – มัทธิว 5:17) และบัดนี้ทรงเสนอแบกภาระให้กับทุกคนที่มาหาพระองค์ – ในความเชื่อ

ใครคือคนที่ได้รับข้อเสนอความรอด? ไม่ใช่คนที่พากเพียรมากขึ้น ไม่ใช่คนที่มองธรรมบัญญัติเป็นหนทางเพื่อจะรักษากฎเกณฑ์และให้ได้มาซึ่งความ โปรดปรานของพระเจ้า นี่คือผู้ที่มาดูธรรมบัญญัติอย่างที่ควรเป็น ธรรมบัญญัติเป็นภาระที่หนักจนไม่มีมนุษย์คนใดแบกไหว จำเปโตรในกิจการ 15:10 ได้หรือไม่ “ทำไมจึงเสนอธรรมบัญญัตินี้ให้แก่คนต่างชาติ?” ตามที่พระวจนะกล่าว “ทำไม​ท่าน​ทั้ง‍หลาย​จึง​ทด‍ลอง​พระ‍เจ้า​โดย​วาง​แอก​บน​คอ​ของ​พวก​สาวกซึ่ง​เป็น​สิ่ง​ที่​บรรพ‌บุรุษ​หรือ​เรา​เอง​แบก​ไม่‍ไหว” คนที่แบกไว้จนไปต่อไม่ไหวคือคนที่เห็นแล้วว่าธรรมบัญญัติไม่อาจช่วยให้รอด ได้ เป็นคนที่รู้ตัวเองว่าหมดหวังหมดกำลัง และเป็นคนที่พระเยซูทรงกล่าวเชิญ “จง​มา‍หา​เรา…และ​จิต‍ใจ​ของ​พวก‍ท่าน​จะ​ได้​หยุด‍พัก” มาหาเราเป็นถ้อยคำที่สวยงามที่สุดในพระกิตติคุณตอนนี้ เป็นคำเชิญให้มาเชื่อ

ผมขอพูดเรื่องหนึ่งก่อนจบ เกิดขึ้นกับผมเมื่อเช้าตอนกำลังผูกเชือกรองเท้า และเป็นสิ่งดีที่สุดที่ผมจะบอกได้ จำก่อนหน้านี้ที่ผมสอนบทเรียน 1ซามูเอลได้หรือไม่ ที่สรุปว่าการเชื่อฟังแค่บางส่วนก็คือการไม่เชื่อฟัง? จำได้นะครับ ตอนนี้มีเพิ่มมาให้ ผมรอมานานสำหรับเรื่องนี้: การติดตามพระเยซูด้วยเหตุผลที่ผิดก็คือ – การไม่เชื่อฟัง ผู้คนยังติดตามพระเยซูไป และเป็นเรื่องที่น่าตระหนก เราเห็นพวกสาวกออกไปประกาศ เราเห็นฝูงชนมากมาย แล้วเราก็พูดว่า “โอ้ ว้าว สุดยอด” พวกสาวกเองก็พูดว่า “มันยอดมาก แผ่นดินสวรรค์มาใกล้แล้ว” และพระเยซูกล่าวว่า “มันไม่ใช่” พวกเขาปฏิเสธไปแล้ว ทำไม? เพราะพวกเขาติดตามพระเยซูด้วยสาเหตุผิดๆ พวกเขาติดตามพระเยซู (ยอห์น 6 “โปรดให้อาหารนั้นแก่ข้าพเจ้าเสมอไป”) เพราะพระเยซูคือคูปองอาหาร พระเยซูคือผู้ที่จะมาทำให้เรามั่งคั่ง พระเยซูเป็นผู้ที่จะให้เพื่อนดีๆ และภาพลักษณ์ดีๆแก่เรา – ติดตามพระเยซูเถอะ และพระองค์จะมอบทุกสิ่งนี้ให้ เป็นอันตรายมาก พี่น้องครับ แสวงหาศาสนาที่เป็นมิตร ทำให้ผู้คนมาติดตามพระเยซูด้วยสาเหตุที่ผิด คำเทศนาของยอห์นไม่ใช่เพื่อมาหามิตร คำเทศนาของพระเยซูไม่ได้เพื่อมาหามิตร

“จงมาหาเราคนบาปทั้งหลายที่แบกภาระหนักของบาปเอาไว้ ภาระที่เพียรปฏิบัติเพื่อให้ได้ความโปรดปรานจากเรา จงวางใจในเรา” นี่คือหนทางสำหรับความรอด ติดตามพระเยซูไปด้วยสาเหตุที่ผิดเป็นบันไดขั้นแรกสู่เส้นทางกบฎและปฏิเสธ และสุดท้าย – นรก –

อย่าล้อเล่นนะครับพี่น้อง: เราอาจคิดว่าทำแบบนั้นแล้วจะได้ผู้คนมาเดินบนเส้นทางความเชื่อ และหลังจากนั้น ค่อยชี้ให้พวกเขาดูเงื่อนไขและรายละเอียดต่างๆ ถ้าคุณชักจูงผู้คนให้มา “ติดตามพระเยซู” ด้วยสาเหตุที่ผิด คุณก็พาเขาไปสู่เส้นทางแห่งความพินาศ คุณต้องประกาศข่าวประเสริฐตามที่พระเยซูสั่ง และข่าวประเสริฐนั้นเราต้องประกาศออกไปแม้ในท่ามกลางการข่มเหง ต่อต้าน และแม้แต่เผชิญความตาย – อย่าไปปรับเปลี่ยนข่าวประเสริฐ ให้ประกาศพระเยซู – ที่โดยพระคุณ โดยการสิ้นพระชนม์ที่บนกางเขน ได้ช่วยคนบาปที่หลงหาย ประกาศพระเยซู ไม่ใช่ในฐานะเป็นผู้มาแจกอาหาร ไม่ใช่มาเพื่อมอบสุขภาพที่ดีและชีวิตที่มีสุข แต่เป็นผู้ที่จะมามอบบ้านที่เป็นนิรันดร์ให้โดยการยกโทษบาปให้กับพวกเขา


1 1 ลิขสิทธิ 2007 โดย Community Bible Chapel, 418 E. Main Street, Richardson, TX 75081. ดัดแปลงจากต้นฉบับของบทเรียนที่ 43ในบทเรียนต่อเนื่องของพระกิตติคุณมัทธิว จัดเตรียมโดย ศบ โรเบิร์ต แอลเดฟฟินบาว กรกฎาคม 4, 2004ทุกท่านสามารถนำบทเรียนนี้ไปใช้เพื่อการศึกษาได้เท่านั้น ทางคริสตจักร Community Bible Chapel เชื่อว่าเนื้อหาในบทเรียนนี้ถูกต้องตรงตามหลักการสอนพระคัมภีร์ใช้เพื่อช่วย ในการศึกษาพระวจนะของพระเจ้า บทเรียนนี้เป็นพันธกิจ และเป็นลิขสิทธิของ Community Bible Chapel

2 2นอก จากที่กล่าวไปแล้ว พระวจนะที่นำมาอ้างอิงทั้งหมดมาจาก NET Bible (The NEW ENGLISH TRANSLATION) เป็น ฉบับแปลใหม่ทั้งหมดไม่ใช่นำฉบับเก่าในภาษาอังกฤษมาเรียบเรียงใหม่ใช้ผู้ เชี่ยวชาญและนักวิชาการพระคัมภีร์มากกว่า ยี่สิบคน รวบรวมข้อมูลทั้งจากภาษาฮีบรูโดยตรง ภาษาอาราเมข และภาษากรีกโครงการแปลนี้เริ่มมาจากที่เราต้องการนำ พระคัมภีร์เผยแพร่ผ่านสื่ออีเลคโทรนิค เพื่อรองรับการใช้งานทางอินเตอร์เน็ท และซีดี (compact disk) ที่ใดก็ตามในโลก ที่ต่อเข้าอินเตอร์เน็ทได้ ก็สามารถเรียกดูและพริ้นทข้อมูลไว้เพื่อใช้ศึกษาเป็นการส่วนตัวได้โดยไม่คิด มูลค่านอกจากนี้ ผู้ใดก็ตามที่ต้องการนำข้อมูลเกี่ยวกับพระคัมภีร์ไปเผยแพร่ต่อโดยไม่คิดเงิน สามารถทำได้จากเว็บไซท์ :www.netbible.org.

3 3 “เมืองของเขาทั้งหลาย” แปลว่าอะไร? แปลว่าเมืองต่างๆในกาลิลีที่เป็นบ้านของพวกสาวก? น่าจะเป็นได้ แต่ในลูกา 10:1 เราอาจสรุปได้ว่ามัทธิวอยากให้เราเข้าใจว่าพระเยซูไปเทศนาสั่งสอนในเมืองที่ พระองค์ทรงส่งพวกสาวกไปล่วงหน้า

4 4 สังเกตุดูในมาระโกและลูกา มีเรื่องของยอห์นผู้ให้บัพติศมาต่อจากเรื่องส่งสาวกสิบสองคนออกไป ในมาระโก 6:7-13 พระเยซูทรงส่งสาวกสิบสองคนออกไป และใน 6:14-29 เป็นเรื่องของเฮโรดและยอห์นผู้ให้บัพติศมา เป็นเรื่องเดียวที่บันทึกการตัดศีรษะของยอห์น และเฮโรดกลัวว่าพระเยซูคือยอห์นที่เป็นขึ้นมาจากความตาย ในลูกา 9:1-6 พระเยซูทรงส่งสาวกสิบสองคนออกไป และเหมือนในมาระโก ลูกา (9:7-9) บันทึกเกี่ยวกับความกลัวของเฮโรดว่าพระเยซูคือยอห์นที่ฟื้นกลับมา ในบทเรียนของเรา มีเรื่องส่งสาวกสิบสองคนออกไป (มัทธิว 10:1-15 และ 16-42) บันทึกเรื่องราวของยอห์นด้วย แต่ไม่ใช่เรื่องความกลัวของเฮโรด แต่เป็นความสงสัยของยอห์น เนื่องจากมีการส่งสาวกสิบสองคนออกไป เฮโรดและยอห์นมีบางสิ่งที่คล้ายกัน – คำถาม “เราพลาดอะไรไปหรือ?”

5 5เบื้องต้น ผมขออนุมานว่า“งานต่างๆ” ของพระเยซู เป็นการอัศจรรย์ที่พระองค์บอกยอห์นเมื่อตอบคำถามที่สาวกของท่านมาถามใน 9:14-17 และคำตรัสของพระเยซูใน 11:9 ทำให้ผมสงสัยว่า “งานต่างๆ” ที่ยอห์นได้ยินมานั้นอาจเป็นเรื่องกินและดื่มกับพวกคนบาป เป็นได้หรือไม่คำตอบของพระเยซูในสิ่งที่ยอห์นถาม ดึงท่านให้เห็นว่างานต่างๆเหล่านี้หรือที่ทำให้ท่านเกิดคำถาม ผมจึงค่อนข้างเชื่อว่า “งานต่างๆ” ที่รบกวนใจยอห์นน่าจะเป็นเรื่องกินและดื่มกับคนบาป ในขณะที่พระเยซูทรงชี้ให้ยอห์นเห็นว่าเป็นเรื่องการทำอัศจรรย์และเทศนาสั่ง สอน

6 6เป็นการถอดความของผมเอง

7 7ภาษาอังกฤษใช้จากการแปลฉบับ NET Bible

8 8อันนี้เป็นแค่ความเห็นของผม

9 9ขณะไม่มีคำว่ากลับใจในตอนนี้ มาระโก 6:12 พูดชัดเจนว่ามีการประกาศให้กลับใจ

10 10จาก ดิกชันนารี่พระคัมภีร์ของ Fausset’s Bible Dictionary (อ้างจาก BibleWorks): สดุดี 87:4 ทำนายว่าไทระจะเป็นหนึ่งในเมืองที่กล่าวว่าจะมีผู้นี้ในยุคของพระเมสซิยาห์ มาเกิดที่เยรูซาเล็ม การช่วยซาโลมอนสร้างพระวิหารเป็นเหมือนสัญลักษณ์นำร่อง และความเชื่อของหญิงชาวฟินิเซีย (มาระโก 7:26) เป็นผลแรกที่เป็นจริง อิสยาห์ (อิสยาห์ 23:18) ทำนายว่า “สินค้าของมันและสินจ้างของมันจะเป็นของถวายแด่พระเจ้า … แต่สินค้าของมันจะอำนวยอาหารอุดมและเสื้อผ้างามแก่บรรดาผู้ที่อยู่ต่อพระ พักตร์พระเจ้า” เป็นจริงที่คริสตจักรในเมืองไทระ ความมั่งคั่งที่ถวายให้พระเจ้าและสนับสนุนพันธกิจของคริสตจักร อ เปาโลได้พบกับพวกสาวกที่นั่น (กิจการ 21:306) การได้อยู่ร่วมสามัคคีธรรมกับบรรดาธรรมิกชนที่เกิดขึ้นในทันที แม้เมื่อก่อนต่างก็เป็นคนแปลกหน้ากัน นับเป็นภาพความรักกันฉันพี่น้องของคริสเตียนทุกคนรวมทั้งภรรยาและบุตรของพวก สาวกต่างก็มาต้อนรับและมาส่งท่านเมื่อจากไป ทุกคนได้คุกเข่าลงอธิษฐานด้วยกันที่ชายหาด ภายใต้พระพรของสวรรค์และการอธิษฐาน สดุดี 45:12 “ชาว‍เมือง​ไท‌ระ​จะ​เอา​ของ​กำ‌นัล​มา​ถวาย​พระ‍นางเศรษฐี​ใน​หมู่​ ประ‌ชา‍ชน​จะ​ขอ​ความ​โปรด‍ปราน​จาก​พระ‍นาง” ขอมีส่วนจากอิสราเอลเข้าในแผ่นดินของพระเจ้า (อิสยาห์ 44:5; 60:6-14; สดุดี 72:10) เมื่ออิสราเอล “ตั้งใจฟัง” พระเมสซิยาห์และ “ลืมคนของตนเอง (พิธีกรรมของยิว) และวงศ์วานของบรรพบุรุษ (โอ้อวดว่าเป็นเชื้อสายของอับรามฮัม) กษัตริย์ปรารถนาจะได้ความงดงามของเธอ” และพระเมสซิยาห์จะเป็นที่ปรารถนาของทุกชนชาติ เช่นไทระ (ฮักกัย 2:7)

11 11ตามคำสั่งของพระเยซูในมัทธิว 10:5

12 12คำ กล่าวโทษต่อเมืองใหญ่นี้ได้เกิดขึ้นเป็นจริงอย่างครบถ้วน (มัทธิว 11:23 ลูกา 10:15) เมืองนี้พินาศลงอย่างสิ้นเชิงและเป็นพื้นที่ๆยังมีความขัดแย้งจนทุกวันนี้ ในพระคัมภีร์ นอกเหนือจากหนังสือพระกิตติคุณ ไม่มีการกล่าวถึงคารเปอรนาอุมในที่อื่นๆ เมื่อพระเยซูเสด็จออกจากนาซาเร็ธ ทรงไปอาศัยอยู่ในคาเปอรนาอุม (มัทธิว 4:13) และทรงให้ที่นั่นให้เป็นศูนย์กลางแห่งพระราชกิจระหว่างประกาศแก่ฝูงชน และที่ใกล้ๆกัน ทรงเรียกชาวประมงให้ติดตามพระองค์ไป (มาระโก 1:16) เรียกคนเก็บภาษีให้ละอาชีพตามพระองค์ไป (มัทธิว 9:9) เป็นพื้นที่ๆทรง “ทำการอัศจรรย์” มากมาย (มัทธิว 11:23 มาระโก 11:34) ที่นี่พระเยซูทรงรักษาบ่าวของนายร้อย (มัทธิว 8:5) และบุตรของผู้มีชื่อเสียง (ยอห์น 4:46) แม่ยายของเปโตร (มาระโก 1:31) และชายง่อย (มัทธิว 9:1) ทรงขับผี (มาระโก 1:23) และอาจเป็นที่นี่ ที่ทรงช่วยชีวิตลูกสาวของไยรัส (มาระโก 5:22) ในคาเปอรนาอุมเด็กเล็กถูกนำมาใช้ในการสั่งสอนพวกสาวกเรื่องความถ่อมใจ และในธรรมศาลาพระเยซูทรงเทศนาเรื่องอาหารแห่งชีวิต (ยอห์น 6)

13 13 ขณะที่ยังไม่เหมาะจะนำเรื่องจากโรม 9 มาสอนในตอนนี้ แต่ผมมีอยู่ในบทเรียนพระธรรมโรม ในตอนนี้ขอเพิ่มเฉพาะ โรม 9:30-10:15 ชาวยิวจำนวนมากไม่เชื่อในพระเยซู เพราะพวกเขาปฏิเสธสิ่งที่พระองค์เตรียมให้สำหรับความชอบธรรมโดยความเชื่อ แต่พวกเขายืนกรานจะได้ความชอบธรรมโดยการเพียรปฏิบัติของตนเอง

14 14 ประเด็นตรงนี้เป็นครั้งแรกในมัทธิว พระเยซูทรงอำนาจอธิปไตยในเรื่องความรอดของมนุษย์ ข้อเท็จจริงนี้ไม่ควรเข้าใจผิดว่าเป็นการปฏิเสธความจริงว่ามนุษย์มีทางที่ ต้องเลือก และต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ตนเองเลือก คำตรัสของพระเยซูเน้นให้เห็นสมการจากด้านหนึ่งจากโรม 9 และในที่อื่นๆ พระเยซูเน้นให้เห็นส่วนของมนุษย์ซึ่งก็คืออีกด้านของสมการในโรม 10

15 15 อาจช่วยให้เห็นความจริงว่าพระเยซูทรงพูดถึงพระองค์เองในมัทธิว 10:28

16 16 เป็นสิ่งที่ใกล้เคียงกับที่ อ เปาโลพูดเรื่องการทรงเลือก (โรม 9:6-29) และความรับผิดชอบของมนุษย์ (โรม 9:30-10:15)