Previous PageTable Of ContentsNext Page

ดาวิดเข้าร่วมเป็นครอบครัวของซาอูล
(1 ซามูเอล 18:1-30)

บิล เฮเด็น นักเขียนการ์ตูน

1 อยู่มาเมื่อดาวิดทูลซาอูลเสร็จแล้ว จิตใจของ โยนาธานก็ผูกสมัครรักใคร่กับจิตใจของดาวิด และโยนาธานก็รักเธออย่างรักชีวิตของท่านเอง 2 และวันนั้นซาอูลก็ทรงกักตัวเธอไว้ ไม่ยอม ให้เธอกลับไปบ้านบิดา70 ของเธอ 3 แล้วโยนาธาน ก็กระทำพันธสัญญากับดาวิด เพราะท่านรักเธอ อย่างกับรักชีวิตของท่านเอง 4 โยนาธานก็ถอด เสื้อคลุมออกมอบให้แก่ดาวิด พร้อมทั้งเครื่องใช้ แม้ดาบ คันธนู และเข็มขัดก็ประทานให้ด้วย 5 และดาวิดก็ออกไปกระทำความสำเร็จไม่ว่าซาอูล จะใช้เธอไป ณ ที่ใด ดังนั้นซาอูลจึงทรงตั้งเธอ ให้อยู่เหนือนักรบทั้งหลาย การกระทำดังนี้เป็นที่ ชอบในสายตาของประชาชน และในสายตาของ ข้าราชการของซาอูลด้วย

6 อยู่มาเมื่อดาวิดกลับมาจากการฆ่าคนฟีลิสเตียนั้น กำลังเดินทางกลับบ้าน พวกผู้หญิงก็ออกมาจากหัว เมืองอิสราเอล ร้องเพลงและเต้นรำต้อนรับพระราชา ซาอูลด้วยรำมะนา ด้วยเพลงร่าเริง และด้วยเครื่องดน ตรี 7 และเมื่อพวกผู้หญิงเต้นรำรื่นเริงกันอยู่นั้นก็ขับ ร้องรับกันว่า "ซาอูลฆ่าคนเป็นพันๆ และดาวิดฆ่าคน เป็นหมื่นๆ" 8 ซาอูลทรงกริ้วนัก คำที่ร้องกันนั้นไม่เป็น ที่พอพระทัยพระองค์เลย พระองค์ตรัสว่า "เขาสรรเสริญ ดาวิดว่าฆ่าคนเป็นหมื่นๆ ส่วนเราเขาว่าฆ่าแต่เพียงเป็น พันๆ นอกจากราชอาณาจักรแล้ว ดาวิดจะได้อะไรอีกเล่า" 9 ซาอูลก็ทรงใช้สายตาจับดาวิดตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นไป

10 อยู่มาในวันรุ่งขึ้นวิญญาณชั่วจากพระเจ้าก็เข้าสิง ซาอูล ซาอูลก็ทรงเพ้อ71 อยู่ในวังของพระองค์ ดาวิด ก็กำลังดีดพิณอย่างที่เธอเคยดีดถวายทุกวันมา ซาอูล ทรงถือหอกอยู่ 11 และซาอูลก็ทรงพุ่งหอก ด้วยนึกว่า "ข้าจะปักดาวิดให้ติดกับผนังเสีย" แต่ดาวิดก็หนีไปได้ ถึงสองครั้ง 12 ซาอูลก็ทรงกลัวดาวิด เพราะว่าพระเจ้า ทรงสถิตกับเธอ แต่ทรงพรากจากซาอูลแล้ว 13 ดังนั้น ซาอูลจึงรับสั่งให้ย้ายดาวิดไปให้พ้นพระพักตร์ ตั้งเป็น ผู้บังคับการกองพันและเธอได้เข้าออกอยู่ต่อหน้าประ ชาชน

14 ดาวิดกระทำอะไรก็สำเร็จทุกประการเพราะพระเจ้า ทรงสถิตกับเธอ 15 เมื่อซาอูลทรงเห็นว่าดาวิดได้กระทำ ความสำเร็จยิ่ง ก็ทรงเกรงกลัวดาวิด 16 แต่คนอิสราเอล และคนยูดาห์ทั้งสิ้นรักดาวิด เพราะเธอเข้าออกต่อหน้า เขาทั้งหลายอยู่เสมอ 17 ฝ่ายซาอูลจึงรับสั่งกับดาวิดว่า "ดูเถิด นี่คือบุตรสาวคนโตของเราชื่อเมราบ เราจะมอบ แม่นางให้เป็นภรรยาของเธอ ขอแต่เธอจงเป็นคนกล้า หาญและสู้ศึกของพระเจ้าเท่านั้น" เพราะซาอูลทรงดำริว่า "อย่าให้มือของเราแตะต้องเขาเลย ให้มือคนฟีลิสเตียแตะ ต้องเขาดีกว่า" 18 ดาวิดทูลซาอูลว่า "ในอิสราเอลข้าพระ บาทคือผู้ใด วงศ์ญาติของข้าพระบาทคือตระกูลบิดาของ ข้าพระบาทคือผู้ใด ที่ข้าพระบาทควรจะเป็นราชบุตรเขย ของพระราชา" 19 แต่อยู่มาเมื่อถึงเวลา72 ที่จะทรงยก เมราบราชธิดาของซาอูลให้เป็นภรรยาของดาวิด แม่นาง ก็ถูกยกให้เป็นภรรยาของอาดรีเอลชาวเมโหลาห์ 20 ฝ่าย มีคาลราชธิดาของซาอูลนั้นรักดาวิดมีคนเอาเรื่องไปทูล ซาอูล เรื่องนี้เป็นที่พอพระทัยพระองค์ 21 ซาอูลทรงดำริว่า "ให้เรา ยกแม่นางให้แก่เธอ แม่นางจะได้เป็นกับดักเธอและ มือของคนฟีลิสเตียจะได้ต่อสู้เธอ" ดังนั้นซาอูลจึงรับสั่งแก่ ดาวิดครั้งที่สองว่า "ครั้งนี้เธอจะเป็นบุตรเขยของเรา" 22 ซาอูลทรงบัญชามหาดเล็กว่า"จงพูดเป็นส่วนตัวกับดาวิด ว่า 'ดูเถิด พระราชาพอพระทัยในเธอ และบรรดามหาดเล็ก ของพระองค์ก็รักเธอ เพราะฉะนั้นจงเป็นบุตรเขยของพระ ราชาเถิด'" 23 และมหาดเล็กของซาอูลพูดเรื่องนี้ให้ดาวิด ฟัง ดาวิดก็ถามว่า "ท่านทั้งหลายเห็นว่าที่จะเป็นบุตรเขยของ พระราชานั้นเป็นเรื่องเล็กน้อยอยู่หรือ ด้วยข้าพเจ้าเป็นแต่คน จนและไม่มีชื่อเสียงอะไรเลย" 24 และมหาดเล็กของซาอูล จึงทูลว่า "ดาวิดพูดอย่างนั้นอย่างนี้" 25 ซาอูลจึงรับสั่งว่า "เจ้าจงพูดเช่นนี้แก่ดาวิด 'พระราชาไม่มีพระประสงค์จะเอา อะไรในการแต่งงานเลย นอกจาก หนังปลายองคชาตของ คนฟีลิสเตียสักหนึ่งร้อย เพื่อพระองค์จะทรงแก้แค้นศัตรู ของพระราชา'" ฝ่ายซาอูลทรงดำริว่าจะให้ดาวิดตายเสีย ด้วยมือของคนฟีลิสเตีย 26 และเมื่อมหาดเล็กกล่าวคำ เหล่านั้นให้ดาวิดฟัง ก็เป็นที่พอใจดาวิดที่จะเป็นบุตรเขย ของพระราชาก่อนเวลาที่กำหนดไว้จะหมดไป 27 ดาวิด ก็ลุกขึ้นไปพร้อมกับคนของเธอ ได้ฆ่าคนฟีลิสเตียเสีย สองร้อยคน และดาวิดก็นำหนัง ปลายองคชาตของคนเหล่า นั้นมาถวายแก่พระราชาครบจำนวน เพื่อเธอจะเป็นบุตรเขย ของพระราชา ซาอูลจึงยกมีคาลพระราชธิดาของพระองค์ให้ เป็นภรรยาของดาวิด 28 ซาอูลทรงเห็นและทราบว่าพระเจ้า ทรงสถิตกับดาวิดและมีคาลพระราชธิดาของซาอูลรักเธอ 29 ซาอูลทรงเกรงกลัวดาวิดมากยิ่งขึ้น ดังนั้นซาอูลจึงเป็น ศัตรูของดาวิดเรื่อยมา 30 บรรดาเจ้านายแห่งคนฟีลิสเตียก็ ออกมาทำสงคราม เขาทั้งหลายจะออกมาสักกี่ครั้งก็ตาม ดาวิดก็ได้กระทำความสำเร็จมากกว่าบรรดาข้าราชการขอ ซาอูล ชื่อเสียงของเธอจึงโด่งดังมาก

คำนำ

เมื่อ 25 ปีที่แล้วผมเป็นครูสอนหนังสือ ผมพบหนุ่มคนหนึ่งที่ใครๆก็รู้จักดีว่าเป็นพวก แก๊งมอเตอร์ไซค์ เขาประสพอุบัติเหตุ สมองถูกทำลายจึงต้องมาเข้าโรงเรียนที่ผม สอนอยู่ วันหนึ่งผมกำลังแบ่งปันเรื่องพระเยซูคริสต์กับนักเรียนคนอื่น หนุ่มพิการทาง สมองคนนี้ก็ตะโกนแซงขึ้นมาว่า "ปักมันไว้กับฝาผนัง แขวนคอมันไว้จนกว่าจะมีคนมา ช่วย" ไม่มีใครอยากจะเอาเรื่องเอาราวเพราะรู้ว่าสมองของเขาไม่ปกติ ไม่ใช่เป็นเพราะ ความบาปหรือปฏิเสธพระกิตติคุณ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าการกระทำของเขานั้น เลือดเย็น คิดเอาไว้ก่อน แล้วจึงออกมาเป็นคำพูด

เมื่อผมอ่านพระธรรม 1 ซามูเอลบทที่ 18 ผมนึกถึงคู่อริคนนี้ของผมได้ ไม่่ว่าจะมองใน แง่มุมใหนก็ตาม ความประพฤติของซาอูลก็เป็นเหมือนหนุ่มวิกลจริตเพ้อคลั่งคนหนึ่ง ที่ ไม่รับรู้กับการกระทำของตนเอง ถ้าจะจับซาอูลในข้อหาพยายามฆ่าคนตายโดยเจตนา เพราะพุ่งหอกใส่ดาวิดถึงสองครั้ง ผมว่าเขาคงต้องสู้คดีว่า "วิกลจริตชั่วคราว" แต่ผม เชื่อว่า พระคำตอนนี้เผยให้เราเห็นซาอูลในแง่มุมอื่น ไม่ใช่ในแบบน่ายกย่อง ทั้งเหตุ การณ์ในครั้งนี้และครั้งต่อๆไป ผมคิดว่าเราอาจเข้าใจผิดเรื่องดาวิดเข้าไปเ็ป็นสมาชิก คนหนึ่งในครอบครัวของซาอูล ให้เราตั้งใจเรียนให้ดีๆจากพระคำตอนนี้และจากการ ทรงนำของพระวิญญาณ บริสุทธิ์

ข้อควรสังเกตุุ

เมื่อเราอ่านและศึกษามากขึ้น เราจะเห็นบุคคลิกของคนต่างๆในเนื้อเรื่องชัดเจน ผม ขออนุญาติให้ข้อสังเกตุบางประการเพื่อเตรียมเราให้พร้อมสำหรับคำอธิบาย และการ ศึกษาบทเรียนนี้ด้วยตัวของคุณเอง

ข้อแรก มีการย้ำเรื่องสำคัญๆอยู่หลายครั้ง : 73

ข้อสอง ผู้เขียนพยายามให้เห็นข้อแตกต่างของทัศนคติที่ซาอูลมีต่อดาวิด และอาณาจักรของท่าน และทัศนคติของโยนาธานที่มีต่อดาวิด

ข้อสาม ดูเหมือนจะมีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาขึ้นในบทนี้ ด้านหนึ่งคือความ กระหายที่ซาอูลต้องการเห็นดาวิดประสพความสำเร็จ กลับกลายเสื่อมไปเป็นความสง สัย วิตกกังวลและหวาดกลัว ส่วนอีกด้านหนึ่ง ดาวิดได้รับความนิยมและมีชื่อเสียงมาก ขึ้นเรื่อยๆ ทุกขั้นที่ดาวิดไต่ขึ้นไปดูเหมือนเป็นขั้นที่ทำให้ซาอูลตกต่ำลง และทุกครั้งที่ ซาอูลพยายามจะทำให้ชื่อเสียงของดาวิดเสื่อมเสีย กลับกลายเป็นทำให้ท่านได้รับความ นิยมมากขึ้นไปอีก

ข้อสี่ ดูเหมือนมีบางสิ่งเชื่อมโยงอยู่ระหว่างการที่ซาอูลพยายามหาทางกำจัด ดาวิด และต่อมาเมื่อดาวิดพยายามหาทางกำจัดอุรียาห์ สามีของนางบัทเชบา ซาอูลพยายามผลักไสให้ดาวิดเข้าไปอยู่ในสถานการณ์เสี่ยงตายในสนามรบ เพื่อต้อง การให้ตาย ซึ่งจะทำให้ซาอูลไม่ตกเป็นผู้ต้องสงสัย (เทียบ 1 ซามูเอล 18:17 กับ 2 ซามูเอล 11:14-17) ดาวิดเรียนรู้เล่ห์เหลี่ยมนี้จากซาอูลหรือเปล่า ?

ข้อห้า ความตั้งใจที่ซาอูลอยากฆ่าดาวิดถูกปกปิดไว้อย่างดีในบทที่ 18 แต่แล้วก็ ถูกเปิดเผยออกมาในบทที่ 19 ในบทที่ 18 ซาอูลพยายามใช้เล่ห์เหลี่ยมกำจัดดาวิด ท่าน ทำโดยการเลื่อนตำแหน่งให้ดาวิดมีอำนาจอยู่ในกองทัพ แถมยกบุตรสาวให้เป็นรางวัล ภายใต้ ทั้งหมดนี้ก็คือแผนการชั่วที่เราจะเห็นได้ต่อไป แต่คนในสมัยนั้นไม่มีใครรู้ ซาอูลใช้คำพูดที่ดู มีความเชื่อ ("… ขอแต่เธอจงเป็นคนกล้าหาญและสู้ศึก ของพระเจ้าเท่านั้น…" – ข้อ 17) แต่จุดประสงค์แท้จริงนั้นชั่วร้าย ("อย่าให้มือของเราแตะต้องเขาเลย ให้มือคนฟีลิสเตียแตะ ต้องเขาดีกว่า" – ข้อ 17) เมื่อเล่ห์เหลี่ยมเหล่านี้ไม่เกิดผล ซาอูลเริ่มต่อต้านดาวิดอย่างเปิด เผยในบทที่ 19 โดยสั่งให้โยนาธานและผู้รับใช้ฆ่าดาวิดเสีย (19:1) ในบทที่ 18 มีแต่การหน้า ไหว้หลังหลอก แต่แล้วก็ถูกเปลี่ยนไปเป็นความเกลียดชังอย่างเปิดเผยในบทที่ 19 ดังนั้นเราต้อง ไม่เห็นไปตามบทที่ 18 – แบบที่ซาอูลต้องการให้เห็น – แต่ด้วยความเป็นจริงในหัวใจของซาอูล ซึ่งจะถูกเปิดเผยต่อไปโดยผู้เขียนพระธรรม 1 ซามูเอล

ข้อหก บทที่ 18 (เช่นเดียวกับบทที่ 16) ไม่ได้ให้ความสำคัญดาวิดมากเท่ากับซาอูล โยนาธาน และมีคาล เราอาจกล่าวว่าบทนี้ให้ความสำคัญกับ "ครอบครัว" ของซาอูล เริ่มจาก ความรักที่โยนาธานมีต่อดาวิด และจบลงด้วยความรักที่มีคาลมีต่อดาวิด หลังจากนั้นเราเริ่มสัมผัส ได้ถึงความหวาดกลัวของซาอูลและความเกลียดชังที่มีต่อดาวิดเพิ่มขึ้น แต่ดาวิดกำลังจะกลาย มาเป็นทั้งลูกเขยและเป็นผู้ที่มีบารมีเหนือกว่า

ข้อเจ็ด พระคัมภีร์ฉบับเซพตัวจินท์ (ฉบับแปลจากพระคัมภีร์เดิมในภาษาฮีบรู ไปเป็นภาษากรีกในช่วงศตวรรษที่สอง) ตัดข้อพระคำในต้นฉบับภาษาฮีบรูทิ้ง ไปหลายข้อ (ข้อ 1-5, 10-11, 17-19).

"วันอันรุ่งโรจน์" ของดาวิด
(18:1-5)

1 อยู่มาเมื่อดาวิดทูลซาอูลเสร็จแล้ว จิตใจของโยนาธาน ก็ผูกสมัครรักใคร่กับจิตใจของดาวิด และโยนาธานก็รักเธอ อย่างรักชีวิตของท่านเอง 2 และวันนั้นซาอูลก็ทรงกักตัวเธอ ไว้ไม่ยอมให้เธอกลับไปบ้านบิดาของเธอ 3 แล้วโยนาธานก็ กระทำพันธสัญญากับดาวิด เพราะท่านรักเธออย่างกับรักชีวิต ของท่านเอง 4 โยนาธานก็ถอดเสื้อคลุมออกมอบให้แก่ดาวิด พร้อมทั้งเครื่องใช้ แม้ดาบ คันธนูและเข็มขัดก็ประทานให้ด้วย 5 และดาวิดก็ออกไปกระทำความสำเร็จไม่ว่าซาอูลจะใช้เธอ ไป ณ ที่ใด ดังนั้นซาอูลจึงทรงตั้งเธอให้อยู่เหนือนักรบทั้งหลาย การกระทำดังนี้เป็นที่ชอบในสายตาของประชาชน และในสาย ตาของข้าราชการของซาอูลด้วย เป็นวันอันน่าชื่นชมยินดีของดาวิด และเป็นวันดีๆของซาอูลด้วย การปะทะกันระหว่าง อิสราเอลและฟิลิสเตียได้จบสิ้นลง โกลิอัท ทีทำให้ทหารอิสราเอลทุกคนกลัว และทำ ให้ซาอูลต้องขายหน้าก็สิ้นชีพไปแล้วด้วยฝีมือของดาวิด ฟิลิสเตียพ่ายแพ้ยับเยิน ศพ ทหารและทรัพย์สิ่งของกลาดเกลื่อนทั่วไปจากสนามรบจนถึงประตูเมือง เมื่อดาวิดกลับ มาจากการฆ่าโกลิอัท อับเนอร์แม่ทัพอิสราเอล พาท่านเข้าพบซาอูล ซาอูลสอบถาม ดาวิดอีกครั้งว่าเป็นบุตรของผู้ใด มาถึงตรงนี้ผมเริ่มไม่เชื่อแล้วว่าจะเกี่ยวกับเรื่องยกเว้น ภาษี เพราะว่าซาอูลเคยขอดาวิดให้มาทำงานในวังเป็นบางเวลา (16:19) แต่ตอนนี้คง อยากขอให้ดาวิดมาอยู่ด้วยเต็มเวลา

สิ่งที่ดาวิดกราบทูลซาอูล (18:1) คงทำให้โยนาธานประทับใจ โยนาธานประทับใจที่ ดาวิดชนะโกลิอัท แต่คำพูดที่ดาวิดพูดกับซาอูลคงประทับใจโยนาธานเป็นที่สุด เป็น เพราะดาวิดมีความเชื่อในพระเจ้าหรือ ? หรือเป็นเพราะดาวิดถวายเกียรติทั้งสิ้นให้แก่ พระเจ้า ? หรือเป็นเพราะความถ่อมตัวและถ่อมใจในจิตวิญญาณของดาวิด ? หรือเ็ป็น เพราะดาวิดเป็นห่วงคนอิสราเอล ? ไม่มีการบันทึกไว้่ว่าเรื่องใดเป็นเรื่องที่ทำให้โยนา ธานประทับใจที่สุดในการสนทนาครั้งนี้ เพียงแต่บันทึกไว้ว่าทั้งสองคนผูกสมัครรักใคร่ กันในจิตใจ

มีเพียงชนยุคหลังที่มีจิตวิปลาสชั่วร้ายตีความไปว่า สัมพันธภาพของดาวิดและโยนา ธานนั้นผิดปกติ ดาวิดและโยนาธานเป็น "เพื่อนตาย" โยนาธานรักดาวิดเท่ากับตัวของ ท่านเอง นี่คือสิ่งที่ผู้เชื่อทุกคนควรปฏิบัติต่อพี่น้องในพระคริสต์หรือไม่ ? แล้วในวันนั้น โยนาธานก็ทำพันธสัญญากับดาวิด ไม่มีการให้รายละเอียดมากไปกว่านี้ แต่คงไม่ยาก เกินกว่าเราจะเข้าใจ ในส่วนของโยนาธาน ท่านคงตระหนักดีว่าดาวิดคือผู้ที่พระเจ้าเลือก ไว้ให้เป็นกษัตริย์องค์ต่อไป โยนาธานคงล้มเลิกความตั้งใจที่จะขึ้นครองบัลลังก์แทน บิดา และยินดีเปิดทางให้กับคนของพระเจ้า - ดาวิด

ผมเชื่อว่าโยนาธานสำแดงสัญลักษณ์โดยมอบเสื้อคลุม และเครื่องอาวุธของท่านให้กับ ดาวิด ในพระคัมภีร์เดิมเรารู้ว่าเสื้อคลุมของโยเซฟเป็นสัญลักษณ์ของสิทธิอำนาจ (ปฐมกาล 37:3, 23) ก่อนที่อาโรนตาย มีการนำเสื้อปุโรหิตของท่านไปมอบให้กับเอ เลอาซาร์ผู้เป็นบุตร (กันดารวิถี 20:22-28) เอลียาห์ทิ้งเสื้อคลุมของท่านลงบนเอลีชา ผู้จะมารับตำแหน่งแทนท่าน (1 พงศ์กษัตริย์ 19:19-21)

ในหมายเหตุของหนังสือ Looking on the Heart ที่เขียนโดย Dale Ralph Davis อ้าง ถึงเอกสารชื่ออัคคาเดียน ที่ถูกค้นพบที่อูการิท บันทึกเรื่องราวในสมัยศตวรรษที่สิบสาม เกี่ยวกับกษัตริย์ที่หย่าร้างภรรยา บรรดาบุตรสามารถเลือกได้ว่าจะอยู่กับผู้ใด แต่ถ้าเป็น มกุฎราชกุมารและเลือกที่จะอยู่กับมารดา เขาต้องสละตำแหน่งผู้สืบต่อราชบัลลังก์ และ ต้องมีการแสดงสัญลักษณ์ของการสละตำแหน่ง์ด้วยการทิ้งเสื้อคลุมไว้ที่บัลลังก์ 74http://www.bible.org/docs/ot/books/1sa/deffin/ จึง เป็นสิ่งเดียวกับที่โยนาธานกระทำกับดาวิด คือมอบเสื้อคลุมและเครื่องอาวุธให้กับดาวิด 75 ท่านเป็นบุรุษที่ดีเลิศ มีหัวใจเช่นเดียวกับยอห์นผู้ให้บัพติสมา (ยอห์น 3:30) และ บารนาบัส 76

โยนาธานยินดีสละราชบัลลังก์เพื่อปรนนิบัติดาวิดในฐานะเป็นผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกให้ เป็นกษัตริย์องค์ต่อไป จิตใจเช่นนี้ไม่มีในซาอูล อย่างดีที่สุดคือซาอูลดีใจที่ดาวิดทำ บางสิ่งให้กับท่าน และเป็นธรรมดา (ดู 14:52) ซาอูลชอบที่จะมีคนเก่งกล้าสามารถ อยู่ใกล้ตัว ดังนั้นท่านจึงแต่งตั้งให้ดาวิดเข้ารับราชการเต็มเวลา จากที่บันทึกไว้ในพระ คัมภีร์ ไม่มีการให้รางวัลกับดาวิดที่ฆ่าโกลิอัทได้ ดาวิดปรนนิบัติซาอูลอย่างซื่อสัตย์ ไป ทุกแห่งที่ท่านใช้ให้ไป ไม่ว่าที่ใดท่่านเป็นที่ชื่นชอบยิ่งนักในสายตาของประชาชน ทุก คนประทับใจในตัวท่าน แม้แต่คนงานของซาอูล (ที่บางครั้งต้องเสี่ยงตาย เพราะรู้ว่า ซาอูลเป็นคนขี้อิจฉา – ดู 16:2) ดาวิดนั้นมี "สัมผัสพิเศษ" ถ้าท่านได้ยื่นมือเข้าไปมีส่วน ในเรื่องใดก็ตาม เรื่องนั้นจะสำเร็จลงด้วยดี ที่เป็นดังนี้เพราะพระหัตถ์ของพระเจ้าอยู่ เหนือท่าน (ข้อ 12)

นักดนตรีเล่นเพลงก็ไม่รื่นหู และนักเต้น ก็พลาดไปเหยียบเอานิ้วหัวแม่โป้งของซาอูล
(18:6-9)

6 อยู่มาเมื่อดาวิดกลับมาจากการฆ่าคนฟีลิสเตียนั้น กำลังเดินทางกลับบ้าน พวกผู้หญิงก็ออกมาจากหัว เมืองอิสราเอล ร้องเพลงและเต้นรำต้อนรับพระราชา ซาอูลด้วยรำมะนา ด้วยเพลงร่าเริง และด้วยเครื่องดน ตรี 7 และเมื่อพวกผู้หญิงเต้นรำรื่นเริงกันอยู่นั้นก็ขับ ร้องรับกันว่า "ซาอูลฆ่าคนเป็นพันๆ และดาวิดฆ่าคน เป็นหมื่นๆ" 8 ซาอูลทรงกริ้วนัก คำที่ร้องกันนั้นไม่เป็น ที่พอพระทัยพระองค์เลย พระองค์ตรัสว่า "เขาสรรเสริญ ดาวิดว่าฆ่าคนเป็นหมื่นๆ ส่วนเราเขาว่าฆ่าแต่เพียงเป็น พันๆ นอกจากราชอาณาจักรแล้ว ดาวิดจะได้อะไรอีกเล่า" 9 ซาอูลก็ทรงใช้สายตาจับดาวิดตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นไป

คุณเคยได้ยินเพลงเก่าในภาษาอังกฤษชื่อเพลง "What a difference a day makes… ." (วันนี้ช่างเป็นวันที่แตกต่างเสียจริง) เนื้อเพลงนี้จริงแท้แน่นอนเหมือนพระคำตอนนี้ มันยากที่จะเชื่อว่าซาอูลเสื่อมความนิยมในตัวดาวิดลงอย่างรวดเร็วจนน่าใจหาย ภายใน วันเดียวดาวิดเดินหน้าไปปราบโกลิอัทด้วยความเชื่อ ทำให้อิสราเอลมีชัยเหนือฟิลิส เตีย (บทที่ 17) ในท่ามกลางบรรยากาศแห่งความชื่นชมยินดี 77 ผู้หญิงอิสราเอลร้อง เพลงเฉลิมฉลอง เนื้อเพลงทำให้ซาอูลไม่พอใจ นำไปสู่ความต้องการที่จะฆ่าดาวิด พระคำ ข้อ 6-9 อธิบายการหักมุมของเหตุการณ์นี้ ซึ่งแปรทิศทางประวัติศาสตร์ไป อย่างสิ้นเชิง 78 สำหรับบุคคลทั้งคู่ ดาวิดและซาอูล

ดาวิดเข้าร่วมในกองทัพอิสราเอลติดตามไล่ฆ่าพวกฟิลิสเตีย และกำลังเดินทางกลับ ส่วนซาอูลคงไม่ได้นำทัพไปไหน ดูได้จากข้อสุดท้ายของบทที่ 17 ถ้าเป็นดังนั้น เมื่อ พวกผู้หญิงอิสราเอลจากหลายๆแห่งออกมา "ร้องเพลงและเต้นรำต้อนรับพระราชา ซาอูล " ท่านอยู่ที่ไหนกัน เมื่อออกมาต้อนรับดาวิดและทหารอิสราเอลที่กลับจากไป ไล่ฆ่าพวกฟิลิสเตีย

ไม่มีใครคาดคิดถึงผลเสียจากการฉลองครั้งนี้ การที่พวกผู้หญิงออกมาร้องรำทำเพลงใน อิสราเอลไม่ใช่เรื่องผิดปกติ เราเห็นได้จากตอนที่พระเจ้าช่วยกู้อิสราเอลออกจากอียิปต์ และจมกองทัพอียิปต์ไว้ในทะเลแดง (ดูอพยพ 15:1-21) ดังนั้นเนื้อเพลงที่แต่งขึ้นสดๆ สำหรับฉลองชัยชนะให้อิสราเอลจึงเป็นดังนี้ :

"ซาอูลฆ่าคนเป็นพันๆ และดาวิดฆ่าคนเป็นหมื่นๆ" คำถามแรกที่เราควรถามคือ "เป็นความจริงหรือ? ซาอูลฆ่าคนแค่หลักพัน และดาวิดฆ่า เป็นหลักหมื่นหรือ ?" หรือเป็นเรื่องคล้องจองของบทกลอน ผมคิดว่านื้อเพลงน่าจะเป็น ความจริง เรารู้ว่าในบทที่ 14 คนอิสราเอลไม่สามารถมีชัยอย่างเด็ดขาดเพราะคำสั่งโง่ เขลาของซาอูลที่ห้ามทหารกินสิ่งใดจนกว่าจะค่ำ แต่ชัยชนะของดาวิด (ที่อิสราเอล ชนะเพราะดาวิดฆ่าโกลิอัท) ดูเด็ดขาดกว่า เหมือนกับว่าสิ่งใดที่ซาอูลทำ ดาวิดทำได้ดี กว่า

พวกผู้หญิงหมายความอย่างไรจึงร้องเพลงแบบนี้ ? ผมคิดว่าพวกเขาเพียงแต่ปลื้มปิติ ยินดีในชัยชนะที่พระเจ้าประทานให้อิสราเอล ซาอูลเคยทำมามากให้อิสราเอลก่อน หน้านี้ ; ดาวิดเพียงแต่เพิ่มเติมให้มากขึ้น ซาอูลผู้ที่ครั้งหนึ่งเคยรีรอที่จะเป็นหนึ่งใน แผ่นดิน บัดนี้กำลังเครียดอย่างหนักที่ถูกลดให้มาอยู่ในตำแหน่งรองจากดาวิด ซาอูล ได้ฟังคำพยากรณ์ว่าอาณาจักรของท่านต้องจบสิ้นลง ท่านคงมีลางสังหรณ์อย่าง รุนแรง (ถ้าท่านยังไม่รู้เรื่องการเจิมตั้งดาวิด) ว่าดาวิดคือผู้ที่จะมาแทนท่าน พวกผู้หญิง กำลังร้องรำทำเพลง แต่ซาอูลไม่ได้ขยับเท้าตาม จะขยับได้อย่างไรในเมื่อถูกเหยียบ นิ้วหัวแม่เท้าเสียแล้ว และเนื้อเพลงก็ทำให้ท่านไม่สามารถ "ร้องคลอไปได้" ทุกคน กำลังเฉลิมฉลองยินดีที่พระเจ้าประทานชัยชนะผ่านทางดาวิดให้ -- ยกเว้นซาอูลผู้ซึ่ง คงมีใบหน้าไม่น่าชวนมองนัก นับจากนี้ท่านคงมองดูดาวิดด้วยสายตาที่ไม่ใว้ใจ

กำลังถูกคนบ้าลอบฆ่า
หรือ
ทำไมดาวิดถึงมองไม่ออก!
(18:10-12)

10 อยู่มาในวันรุ่งขึ้นวิญญาณชั่วจากพระเจ้าก็เข้าสิงซาอูล ซาอูลก็ทรงเพ้ออยู่ในวังของพระองค์ ดาวิดก็กำลังดีดพิณ อย่างที่เธอเคยดีดถวายทุกวันมา ซาอูลทรงถือหอกอยู่ 11 และซาอูลก็ทรงพุ่งหอก ด้วยนึกว่า "ข้าจะปักดาวิดให้ติดกับ ผนังเสีย" แต่ดาวิดก็หนีไปได้ถึงสองครั้ง 12 ซาอูลก็ทรง กลัวดาวิด เพราะว่าพระเจ้าทรงสถิตกับเธอ แต่ทรงพราก จากซาอูลแล้ว

เรารู้ว่าบางวันซาอูลอาการไม่ดีเพราะ "ถูกวิญญาณชั่วจากพระเจ้าเข้าสิง" ซึ่งเกิด ขึ้นเป็นบางครั้ง ดาวิดจึงถูกจ้างให้มาเล่นพิณขับกล่อมท่านชั่วคราว เพื่อท่านจะสงบลง ได้ (16:14-23) เดี๋ยวนี้ดาวิดทำงานในวังให้กับซาอูลเต็มเวลาแล้ว และก็ยังมีหน้าที่ เล่นพิณถวายเมื่อซาอูลคลุ้มคลั่ง ที่ซาอูลคลุ้มคลั่งเพราะท่านเริ่มมองเห็นว่าดาวิดเป็น ตัวปัญหาใหญ่ (อย่างน้อยในความคิด) จากแค่ความอิจฉาริษยา เดี่ยวนี้กลายเป็นอยาก ให้ตายในข้อ 10-12.

ก่อนที่เราจะมาดูข้อพระคำนี้อย่างละเอียด ให้เราลองมาพิจารณาการเชื่อมโยงระหว่าง ข้อ 6-9 และข้อ 10-12 ในข้อ 6-9 ซาอูลเริ่มมีความอิจฉา และในข้อ 10-12 กล่าวว่า ท่านถูกวิญญาณชั่วเข้าสิง บางคนคิด หรือออกจะมั่นใจว่า วิญญาณชั่วเป็นตัวต้นเหตุ ผมเคยได้ยินเรื่อง "มารแห่งความอิจฉา" หรือ "มารพิษสุรา" หรือ "มารหลงตนเอง" ฯลฯ ผมไม่ได้กล่าวว่าการกระทำของมารไม่ทำให้เกิดอาการเหล่านี้ แต่ในพระคัมภีร์บอกเรา ว่าสิ่งนี้ไม่ได้มาจากมาร แต่มาจากธรรมชาติเนื้อหนังของตนเอง (ดูกาลาเทีย 5:16-21) พระคำตอนนี้ซาอูลมีความอิจฉา (ข้อ 6-9) ก่อนที่จะถูกวิญญาณชั่วสิง (ข้อ 10) ผมว่า สาเหตุหนึ่งที่วิญญาณชั่วมาสิงซาอูลเพราะความอิจฉาในตัวท่าน ผมว่ามารเป็นพวก นักฉวยโอกาส โดยใช้ความอ่อนแอและความบาปเป็นสะพานเชื่อม (ดูตัวอย่างได้ใน 2 โครินธ์ 2:10-11) การติดยาเสพติด (ไม่ว่าจะถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ก็ตาม) ก็เข่น เดียวกับการพ่ายแพ้ต่อบาปทางเพศ หรือบาปแห่งความโกรธ คือเป็นการเปิดประต เชิญ ชวนให้มารและกิจการของมันเข้ามาครอบครอง ให้เราระวังอย่าไปคิดว่ามารคือสาเหตุ ของความชั่ว มากกว่าเป็นนักฉวยโอกาสที่เข้าไปเป็นตัวเสริมให้ธรรมชาติบาปของเรา เข้มข้นรุนแรงขึ้น

ผมรู้สึกเป็นหนี้ Dale Ralph Davis ที่อธิบายอาการคลุ้มคลั่งจนอยากฆ่าคนของซาอูล ในข้อ 10-12 (และที่เหลือแทบทั้งบท) แต่ก็ยังไม่ทำให้ดาวิดและคนอื่นๆสงสัยได้ 79http://www.bible.org/docs/ot/books/1sa/deffin/ มีเหตุผลสองสามประการที่ผมเห็นด้วย แรก ไม่มีใครรู้ว่าในใจ ซาอูลอยากฆ่าดาวิด แม้กระทั่งโยนาธานผู้เป็นบุตร จนกระทั่งมาถึงข้อแรกบทที่ 19 ผู้เขียนย้ำกับเราหลาย ครั้งถึงความรู้สึกที่แท้จริงของซาอูล เช่นในข้อ 11 แต่ก็ยังเห็นไม่ชัดเจนเท่าใด ซาอูล มีอาการคุ้มดีคุ้มร้ายเมื่อ "ถูกวิญญาณชั่วสิง" ตอนนี้ดูเหมือนซาอูลถูกรบกวนมากขึ้น (16:14) และในทันใด "อาการ" คุ้มดีคุ้มร้ายก็เปลี่ยนเป็นอยากฆ่าคน – ท่านพุ่งหอก ไปที่ดาวิดถึงสองครั้ง ผมว่าผมได้ยินเสียงผู้รับใช้ของซาอูลกล่าวออกรับว่า "หวังว่า ทุกคนคงไม่ถือโทษท่าน หมู่นี้ท่านไม่ค่อยเป็นตัวของตัวเองนัก" แต่ผมมั่นใจว่าท่าน เป็นตัวของตัวเอง

ในความเห็นของผม ปมปัญหาส่วนหนึ่งคือจากการแปล คำว่า "เพ้อ" ในข้อ 10 มีการนำคำนี้ในภาษาฮีบรูมาใช้มากกว่า 100 ครั้งในพระคัมภีร์เดิม พระคัมภีร์ฉบับ NASB ใช้คำว่า "เพ้อ" เพียงสองครั้ง (ตอนนี้และใน 1 พงศ์กษัตริย์ 18:29) ในฉบับ KJV ไม่ได้ใช้คำนี้ แต่ใช้คำที่ใช้สำหรับการ "เผยพระวจนะ" แทน คำนี้อาจหมาย ถึงการเผยพระวจนะแท้จริง (เช่นใน กันดารวิถี11:25-26; 1 พงศาวดาร 25:2) หรือเป็น คำพยากรณ์จากผู้เผยพระวจนะเทียมเท็จก็ได้ (เช่น 1 พงศ์กษัตริย์ 22:10) แต่เมื่อผู้ เผยพระวจนะแท้จริงพยากรณ์ ท่านจะทำด้วยวิธีการที่แตกต่างออกไป (ดู 1 ซามู เอล 19:18-24) ซึ่งประชาชนบางคนอาจคิดว่าเป็นอาการ "เพ้อครวญ" ก็เป็นได้

ปัญหาเรื่องการแปลคำว่า "เพ้อ" ในตอนนี้ ทำให้เราหลงเข้าใจไปว่าเป็นอาการเพี้ยน เพียงชั่วครู่ ซึ่งน่าจะเป็นอาการที่ซาอูลแสดงออกมา หรือซาอูลแกล้งทำเพื่อให้คนหลง เข้าใจผิด อย่างไรก็ตาม การที่ซาอูล "แกล้งบ้า" และพุ่งหอกไปเพื่อฆ่าดาวิดนั้น ดู เหมือนเป็นอาการของคนขาดสติควบคุมตนเองไม่ได้ สาเหตุเพราะถูกวิญญาณชั่วสิง ซาอูลจึงรอดตัวไป ปัญหาขัดแย้งในการมองความเพี้ยนเพียงชั่วครู่นี้ คือความคิดของ ซาอูลในขณะพุ่งหอกใส่ดาวิด : "ข้าจะปักดาวิดให้ติดกับผนังเสีย" (ข้อ 11) ซาอูล รู้ตัวดีว่ากำลังทำอะไร และทำในสิ่งที่ตั้งใจ ผมสงสัยว่าที่จริงซาอูลคงกำลังเผยพระ วจนะหรือพยากรณ์อยู่ บางทีเป็นแบบเดียวกับที่พวกมารในพระคัมภีร์ใหม่ชอบทำ :

3 มีคนหนึ่งในธรรมศาลาที่มีผีโสโครกเข้าสิง เขาร้อง เสียงดังว่า 34 "ไฮ้ พระเยซูชาวนาซาเร็ธ ท่านมายุ่ง กับเราทำไม ท่านมาทำลายพวกเราหรือ เรารู้ว่าท่าน เป็นผู้ใด ท่านคือองค์บริสุทธิ์ของพระเจ้า" (ลูกา 4:33-34)

ถ้าซาอูลกำลังพยากรณ์จริง และรู้ว่าดาวิดคือกษัตริย์องค์ใหม่ ซึ่งน่าจะเป็นสาเหตุให้ แกล้งทำบ้า และฆ่าดาวิดเสียด้วยวิธีที่ดูเหมือนถูกวิญญาณชั่วสิง ควบคุมตนเองไม่ได้ ถึงแม้ซาอูลพยายามถึงสองหน ก็ยังทำไม่สำเร็จ และอีกครั้งหนึ่งที่ซาอูลตกต่ำลง และ ดาวิดประสพความสำเร็จ :

เพราะองค์พระผู้เป็นเจ้าสถิตกับดาวิด ท่านจะถูกฆ่าไม่ได้ ; และเพราะองค์พระผู้เป็น เจ้าพรากไปจากซาอูล ท่านจึงไม่สามารถทำในสิ่งที่ถูกต้องได้

ฆ่าด้วยความกรุณา
หรือ
ตายในระหว่างปฏิบัติหน้าที่
1 ซามูเอล 18:13-30

13ดังนั้นซาอูลจึงรับสั่งให้ย้ายดาวิดไปให้พ้นพระพักตร์ ตั้งเป็น ผู้บังคับการกองพันและเธอได้เข้าออกอยู่ต่อหน้าประชาชน 14 ดาวิดกระทำอะไรก็สำเร็จทุกประการ เพราะพระเจ้าทรงสถิตกับ เธอ 15 เมื่อซาอูลทรงเห็นว่าดาวิดได้กระทำความสำเร็จยิ่ง ก็ ทรงเกรงกลัวดาวิด 16 แต่คนอิสราเอลและคนยูดาห์ทั้งสิ้นรัก ดาวิด เพราะเธอเข้าออกต่อหน้าเขาทั้งหลายอยู่เสมอ 17 ฝ่าย ซาอูลจึงรับสั่งกับดาวิดว่า "ดูเถิด นี่คือบุตรสาวคนโตของเราชื่อ เมราบ เราจะมอบแม่นางให้เป็นภรรยาของเธอ ขอแต่เธอจงเป็น คนกล้าหาญและสู้ศึกของพระเจ้าเท่านั้น" เพราะซาอูลทรงดำริว่า "อย่าให้มือของเราแตะต้องเขาเลย ให้มือคนฟีลิสเตียแตะต้อง เขาดีกว่า" 18 ดาวิดทูลซาอูลว่า "ในอิสราเอลข้าพระบาทคือผู้ใด วงศ์ญาติของข้าพระบาทคือตระกูลบิดาของข้าพระบาทคือผู้ใด ที่ข้าพระบาทควรจะเป็นราชบุตรเขยของพระราชา" 19 แต่อยู่มา เมื่อถึงเวลาที่จะทรงยกเมราบราชธิดาของซาอูลให้เป็นภรรยา ของดาวิด แม่นางก็ถูกยกให้เป็นภรรยาของอาดรีเอลชาวเมโหลาห์ 20 ฝ่ายมีคาลราชธิดาของซาอูลนั้นรักดาวิด มีคนเอาเรื่องไปทูล ซาอูลเรื่องนี้เป็นที่พอพระทัยพระองค์ 21 ซาอูลทรงดำริว่า "ให้เรา ยกแม่นางให้แก่เธอ แม่นางจะได้เป็นกับดักเธอและมือของคนฟีลิส เตียจะได้ต่อสู้เธอ" ดังนั้นซาอูลจึงรับสั่งแก่ดาวิดครั้งที่สองว่า "ครั้ง นี้เธอจะเป็นบุตรเขยของเรา" 22 ซาอูลทรงบัญชามหาดเล็กว่า "จงพูดเป็นส่วนตัวกับดาวิดว่า 'ดูเถิด พระราชาพอพระทัยในเธอ และบรรดามหาดเล็กของพระองค์ก็รักเธอ เพราะฉะนั้นจงเป็นบุตร เขยของพระราชาเถิด'" 23 และมหาดเล็กของซาอูลพูดเรื่องนี้ให้ ดาวิดฟัง ดาวิดก็ถามว่า "ท่านทั้งหลายเห็นว่าที่จะเป็นบุตรเขย ของพระราชานั้นเป็นเรื่องเล็กน้อยอยู่หรือ ด้วยข้าพเจ้าเป็นแต่คน จนและไม่มีชื่อเสียงอะไรเลย" 24 และมหาดเล็กของซาอูลจึงทูลว่า "ดาวิดพูดอย่างนั้นอย่างนี้" 25 ซาอูลจึงรับสั่งว่า "เจ้าจงพูดเช่นนี้ แก่ดาวิด 'พระราชาไม่มีพระประสงค์จะเอาอะไรในการแต่งงานเลย นอกจากหนังปลายองคชาตของคนฟีลิสเตียสักหนึ่งร้อย เพื่อพระ องค์จะทรงแก้แค้นศัตรูของพระราชา'" ฝ่ายซาอูลทรงดำริว่าจะให้ ดาวิดตายเสียด้วยมือของคนฟีลิสเตีย 26 และเมื่อมหาดเล็กกล่าวคำ เหล่านั้นให้ดาวิดฟัง ก็เป็นที่พอใจดาวิดที่จะเป็นบุตรเขยของพระราชา ก่อนเวลาที่กำหนดไว้จะหมดไป 27 ดาวิดก็ลุกขึ้นไปพร้อมกับคนของ เธอ ได้ฆ่าคนฟีลิสเตียเสียสองร้อยคน และดาวิดก็นำหนังปลายองคชาต ของคนเหล่านั้นมาถวายแก่พระราชาครบจำนวน เพื่อเธอจะเป็นบุตรเขย ของพระราชา ซาอูลจึงยกมีคาลพระราชธิดาของพระองค์ให้เป็นภรรยา ของดาวิด 28 ซาอูลทรงเห็นและทราบว่า พระเจ้าทรงสถิตกับดาวิด และมีคาลพระราชธิดาของซาอูลรักเธอ 29 ซาอูลทรงเกรงกลัวดาวิด มากยิ่งขึ้น ดังนั้นซาอูลจึงเป็นศัตรูของดาวิดเรื่อยมา 30 บรรดาเจ้านาย แห่งคนฟีลิสเตียก็ออกมาทำสงคราม เขาทั้งหลายจะออกมาสักกี่ครั้งก็ตาม ดาวิดก็ได้กระทำความสำเร็จมากกว่าบรรดา ข้าราชการของซาอูล ชื่อเสียงของเธอจึงโด่งดังมาก

แค่เห็นหน้าดาวิดเข้าออกอยู่ในวังก็ทำให้ซาอูลอารมณ์เสีย แต่อยู่ดีๆจะฆ่าเสียก็เป็นไป ไม่ได้ ท่านจึงส่งดาวิดไปให้พ้นหน้าด้วยการตั้งให้เป็นผู้บังคับการกองพัน ถึงแม้จะเป็น ไปได้ แต่ก็ดูแทบไม่ออกว่านี่คือการลดยศ เพราะถ้าดูตามเนื้อเรื่องในตอนนี้ผมเองยัง มองว่าเป็นการเลื่อนยศด้วยซ้ำไป จึงดูเหมือนว่าซาอูลมีใจปราณีต่อดาวิดมาก ทั้งที่ใน ความเป็นจริงต้องการกำจัดเสีย ถึงแม้จะไม่ถูกพวกฟิลิสเตียหรือศัตรูอื่นฆ่าตาย อย่าง น้อยก็พ้นหน้า และหวังว่าจะไปให้พ้นจากความคิดของคนอิสราเอลเสียได้ อีกครั้งที่ มันไม่ได้เป็นตามที่หวัง ไม่ว่าดาวิดจะถูกส่งไปที่ใด พระเจ้าทรงทำให้ท่านประสพ ความสำเร็จทุกครั้งไป และได้รับความนิยมจากประชาชนมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกอย่างที่ เกิดขึ้นอยู่ในสายตาของซาอูลทั้งสิ้น และทำให้ท่านกลัวมากขึ้นไปอีก

ซาอูลคิดว่าตนฉลาดที่ปล่อยให้ดาวิดไปถูกพวกศัตรูของอิสราเอลฆ่าตายดีกว่า ท่าน พยายามลองส่งดาวิดไปทำงานที่เสี่ยงยิ่งๆขึ้น เพื่ออาจพลาดพลั้งถึงตายได้ ท่านล่อ ดาวิดโดยเสนอให้เมราบผู้เป็นบุตรสาวเป็นภรรยา (ข้อ 17) นี่ไม่ใช่เป็นการตอบแทนที่ ฆ่าโกลิอัทได้ ทั้งๆที่ควรใช่ (17:25) ดูเหมือนซาอูลจะลืมสัญญาข้อนั้นไปแล้ว ท่านทำ เหมือนว่านี่เป็นข้อเสนอใหม่ ที่ดาวิดต้อง "แลก" กับบางอย่างเพื่อเมราบ โดยคำสั่งว่า "ขอแต่เธอจงเป็นคนกล้าหาญและสู้ศึกของพระเจ้าเท่านั้น" (ข้อ 17)

เป็นคำพูดที่ดูน่าเชื่อถือดีนะครับ แต่ขอบคุณที่พระคำตอนนี้ไม่ได้มีแต่ "เปลือกนอก" เพราะถ้าเจาะลงไปจะได้กลิ่นไม่สู้ดีนัก ทำให้ผมนึกถึงเพลงลูกทุ่งฝรั่งเพลงหนึ่งที่ชื่อ ว่า "Workin' like the devil, Servin' the Lord" (ทำงานหนักเหมือนมาร เพื่อปรนนิบัติ พระเจ้า) แต่ถ้าเราจะแต่งเพลงซักเพลงให้ซาอูล คงจะต้องใช้ชื่อเพลงว่า "Talkin' like the Lord, Servin' the devil" (พูดจาเหมือนพระเจ้า เพื่อปรนนิบัติซาตาน) คำพูดของ ท่านดูน่าเชื่อถือ แต่จุดประสงค์แท้จริงนั้นชั่วร้าย ซาอูลเสนอให้บุตรสาวกับดาวิด ด้วย หวังว่าจะเป็นเหตุให้ดาวิดยอมรบจนตายเพื่อนาง

ซาอูลไม่ทันตั้งตัวเมื่อดาวิดตอบปฏิเสธข้อเสนอ ไม่ใช่เป็นเพราะดาวิดกลัวตายไม่กล้า ออกรบ แน่นอนดาวิดเต็มใจไปรบโดยไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆ เช่นบุตรสาวของซาอูล มาเป็นภรรยา ดาวิดเป็นบุคคลที่ถ่อมตัว ท่านคิดว่าฐานะคนธรรมดาอย่างท่านไม่สมควร กับข้อเสนอนี้ ท่านจึงปฏิเสธ เมื่อดาวิดปฏิเสธข้อเสนอของซาอูล ซาอูลจึงยกเมราบบุตร สาวให้เป็นภรรยาผู้อื่น นี่ไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้ซาอูลเปลี่ยนใจหรือยกเลิกสัญญา (ไม่ใช่ เพราะท่านทำไม่ได้) เพียงแต่ยังไม่มีบทสรุปสำหรับเรื่องนี้ มีการตั้งเวลา มีการขีดเส้น ตาย ซึ่งดาวิดต้องทำให้ได้ (ดูข้อ 19, 26) แต่ดาวิดปฏิเสธ ท่านจึงไม่สมควรกับข้อ เสนอของซาอูล เมราบจึงถูกยกให้กับอาดรีเอล (ข้อ 19) สิ่งนี้ไม่ทำให้ซาอูลเสียหน้า แต่กับสร้างภาพพจน์ที่ดีให้กับดาวิด

ถึงจะผิดหวัง แต่ซาอูลมั่นใจว่าท่านต้องทำให้ดาวิดหลงรักบุตรสาวคนใดคนหนึ่งให้ได้ เพื่อดาวิดจะได้ทำสิ่งในที่โง่เขลาและไปตายในสนามรบเสีย ดังนั้นเมื่อซาอูลได้ยินว่า บุตรสาวคนรองมีคาลแอบหลงรักดาวิด ท่านรู้สึกดีใจมาก โอกาสครั้งที่สองมาถึงแล้ว ในเมื่อมีคาลเต็มใจจะแต่งงานกับดาวิด ถ้าสนับสนุนเสียหน่อย ดาวิดอาจยอมรับข้อ เสนอก็ได้ ยังพอมีหวังที่จะกำจัดดาวิดอยู่

คราวนี้ซาอูลคิดอย่างรอบคอบ ท่านเสนอมีคาลให้กับดาวิด และสั่งมหาดเล็กให้ไปพูด จาหว่านล้อมเพื่อดาวิดจะยินดีรับข้อเสนอ มหาดเล็กไปพูดคุยกับดาวิดว่าท่านเป็นที่ โปรดปรานของซาอูลเป็นอย่างยิ่ง และทุกคนอยากให้ท่านเป็นราชบุตรเขย คำตอบ ของดาวิดเป็นดังที่เราคาดไว้ ท่านชี้ให้เห็นถึงฐานะอันต่ำต้อย และไม่มีเงินพอ จะเป็น ค่าสินสอดสำหรับหญิงผู้สูงศักดิ์ได้ ทรัพย์สมบัติที่ท่านมีสำหรับเป็นสินสอดจะเป็น การดูถูกกษัตริย์ซาอูลและบุตรสาวจนเกินไป แต่ซาอูลกล่าวกับดาวิดว่า : ท่านไม่ต้อง การทรัพย์สินเงินทองของดาวิดแต่ประการใด -- ดาวิดสามารถจ่ายค่าสินสอดด้วยวิธีอื่น -- ปลายหนังองคชาตของชาวฟิลิสเตีย ! นี่ทำให้ดาวิดสนใจ ท่านต้องการมีคาลมาเป็น ภรรยา และต้องการสู้รบเพื่อองค์พระผู้เป็นเจ้า ท่านจึงรับข้อเสนอ แทนที่จะถูกฆ่าตาย ดาวิดกลับสู้รบจนชนะพวกฟิลิสเตีย และสามารถนำปลายหนังองคชาติมามอบให้มากถึง สองเท่าตัว

ด้วยความกลัดกลุ้มใจ ซาอูลมอบบุตรสาวให้แต่งงานกับดาวิด การนี้นอกจากจะพิสูจน์ ว่าแผนการของท่านล้มเหลวแล้ว -- แย่ไปกว่านั้นคือ ดาวิดประสพความสำเร็จอีกครั้ง บัดนี้ซาอูลนอกจากกลัวและต้องการกำจัดดาวิดแล้ว ยังพบว่าสมาชิกในครอบครัวถึง สองคนผูกสมัครรักใคร่กับดาวิด เริ่มจากโยนาธานที่ผูกพันธ์และทำสัญญากันในตอน ต้นบท และตอนจบบท มีคาลบุตรสาวก็หลงรักและได้แต่งงานกับดาวิด ในที่สุดดาวิด ก็ชนะใจสมาชิกสำคัญถึงสองคนในครอบครัวของซาอูลได้ และดันเป็นสองคนที่ซาอูล หวังพึ่งจะให้มาฆ่าดาวิดเสียอีก แผนการและอาณาจักรของท่านกำลังจะล่มสลาย

การแต่งงานที่ซาอูลเสนอให้ดาวิดก็เพื่อเป็นสินน้ำใจในการรบเพื่อประเทศชาติอย่าง กล้าหาญ ซึ่งดาวิดกระทำได้เป็นอย่างดี ปัญหาก็คือหน้าที่เสี่ยงตายนี้แทนที่จะกำจัด ดาวิดลงได้ กลับทำให้ท่านมีชื่อเสียงเหนือผู้บังคับการคนอื่นๆ ดาวิดกระทำการได้ชาญ ฉลาดกว่าผู้อื่น เป็นเพราะเหตุนี้ ท่านจึงได้รับการยกย่องเป็นอย่างมาก

บทสรุป

ให้เราย้อนกลับไปดูบทที่ 18 ในมุมกว้างอีกครั้ง แรก พระเจ้าได้ทรงทำให้แผนการที่ พระองค์สัญญาไว้สำเร็จลงด้วยวิธีการที่มหัศจรรย์จนคาดไม่ถึง ในบทที่ 13 และ 15 พระเจ้าแจ้งแก่ซาอูลว่าอาณาจักรของท่านจะสิ้นสุดลง ตามเนื้อหาเราเห็นว่าการปก ครองของท่านยุ่งเหยิงขึ้นเรื่อยๆ ซาอูลกำลังจะปล่อยให้ทั้งอาณาจักรและชีวิตของท่าน หลุดลอยไป ในบทที่ 16 มีการเจิมตั้งดาวิดขึ้นมาเป็นกษัตริย์องค์ใหม่ของอิสราเอล เรา เห็นถึงวิธีที่พระเจ้าจัดเตรียมทางให้ดาวิดขึ้นครองราชย์ ดาวิดมีโอกาสใกล้ชิดกับซาอูล สามารถเข้านอกออกในได้โดยสะดวก และเดี่ยวนี้ท่านยังมีสัมพันธ์ที่ติดสนิทกับสมาชิก ในครอบครัวของซาอูลถึงสองคน บุตรชาย (ในฐานะเป็นเพื่อนตาย) และบุตรสาว (ใน ฐานะเป็นภรรยา) ดาวิดมีอำนาจในกองทัพของซาอูล และเป็นผู้นำที่พิสูจน์ตนเองว่า กล้าหาญสมกับตำแหน่ง ดาวิดกำลังไต่ขึ้น และซาอูลกำลังร่วงลง เราไม่คาดคิดว่าเหตุ การณ์จะออกมาในรูปนี้ แต่แผนการของพระเจ้ามักไม่เป็นไปตามที่มนุษย์คิด (ดูอิสยาห์ 55:8-11; โรม 11:33-36; 1 โครินธ์ 2:6-16)

ข้อสังเกตุประการที่ สอง คือพระคำของพระเจ้านั้นแน่นอนและเกิดขึ้นจริง พระเจ้าเตือน ซาอูลแล้วว่าจะถูกลงโทษถ้าไม่กลับใจ และซาอูลไม่ยอมกลับใจ พระเจ้ากำลังกำจัดอา ณาจักรของซาอูลลง ถึงแม้ท่านพยายามจะปกป้องเป็นที่สุด ในขณะเดียวกัน พระเจ้า สัญญาจะประทานอาณาจักรให้แก่ดาวิด และพระคำตอนนี้ยิ่งทำให้เรามั่นใจว่าสัญญา ของพระองค์กำลังจะเป็นจริงอีกครั้ง พระเจ้าทรงรักษาพระสัญญาของพระองค์ ไม่ว่า จะเป็นเรื่องความมั่งคั่ง พระพร หรือการพิพากษา

สาม ในตัวโยนาธานเราเห็นแบบอย่างอันเลิศของความรักที่พระเจ้าปรารถนาจากเรา เรา ถูกย้ำอยู่เสมอว่า "จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง" (เลวีนิติ 19:18; มัทธิว 19:19; 22:39, มาระโก 12:31; โรม 13:9; กาลาเทีย 5:14; ยากอบ 2:8) สิ่งนี้คือสิ่งเดียวกับที่ โยนาธานปฏิบัติต่อดาวิด (ดูข้อ 1) ดังนั้น โยนาธานจึงเป็นแบบอย่างสำหรับให้เรารัก เพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง ผมยังไม่เห็นมีตอนไหนที่โยนาธานรักตนเองมากกว่า เพื่อจะ ได้รู้ว่าจะรักเพื่อนบ้านอย่างไร ผมเห็นการเสียสละครั้งใหญ่ เมื่อโยนาธานยอมมอบราช บัลลังก์ให้ดาวิดอย่างเต็มใจ (ยังไม่นับเสื้อคลุมและเครื่องอาวุธอีก) โยนาธานเป็น เพื่อนผู้ซื่อสัตย์ และท่านพร้อมที่จะเสี่ยงชีวิตเพื่อปกป้องดาวิด นับว่าท่านเป็นผู้เสียสละ ที่ยิ่งใหญ่ ตามที่บันทึกไว้ในพระคัมภีร์ การกระทำของท่านไม่ได้ "มากหรือน้อยไปกว่า หน้าที่ที่ต้องปฏิบัติ;" ท่านทำได้เป็นอย่างดี สมควรที่เรายึดเอาเป็นแบบอย่างด้วย

สี่ สิ่งที่เราเห็นในซาอูลนั้นเหมือนกับบรรดาสาวกของพระเยซูเมื่อพระองค์ทำพันธกิจ อยู่บนโลก และเหมือนที่เกิดกับคริสตจักรในทุกวันนี้ – การแก่งแย่งชิงดี อิจฉาริษยา รักษาผลประโยชน์ตนเอง ฯลฯ ดาวิดเป็นผู้รับใช้ที่สัตย์ซื่อที่สุดที่ซาอูลมี แต่ซาอูลกลับ มองเห็นชัยชนะและความสำเร็จของดาวิดเป็นคู่แข่ง บรรดาสาวกก็เช่นกัน แย่งชิงที่จะ เป็นใหญ่ ถกเถียงกันว่าใครใหญ่กว่าใคร และโกรธเมื่อมีใครทำดีเกินหน้า คริสตจักรใน ทุกวันนี้ พระเจ้ามอบของประทานด้านจิตวิญญาณบางอย่างให้คริสเตียนแต่ละคน เพื่อ เสริมสร้างและทำให้ผู้นั้นสามารถทำพันธกิจบางประการให้กับพระองค์ได้ เราควรชื่น ชมเมื่อพระเจ้ากำลังเสริมสร้างผู้อื่น และพยายามเรียนรู้จากพวกเขา หรือว่าเราควรแข่ง ขันและต่อต้านพวกเขาดี ? เราเคยสงสัยบ้างไหมว่า การวิพากวิจารณ์งานรับใช้และ ความเชื่อของผู้อื่นอาจมาจากรากแห่งความอิจฉาริษยา มากกว่ามาจากการรับใช้อย่าง สัตย์ซื่อและเชื่อฟังพระคำ ให้เราระมัดระวังเรื่องความอิจฉาริษยาให้ดี อย่าใช้คำพูด และการแสดงที่ดูน่านับถือมาบทบัง

ทั้งโยนาธานและซาอูล เป็นแบบแสดงให้เห็นถึงการตอบสนองที่ผููู้้คนมีต่อจอมกษัตริย์ คือองค์พระเยซูคริสต์ ดาวิดเป็นกษัตริย์อิสราเอลที่พระเจ้าเลือก ดูเหมือนซาอูลรู้ความ จริงข้อนี้ และพยายามขัดขวางจนถึงที่สุด ถึงขนาดตามฆ่าดาวิดให้ตาย โยนาธานรู้เช่น กัน ถึงแม้จะหมายถึงดาวิดขึ้นมาปกครองแทน โยนาธานกลับทำสัญญากับดาวิดยอม สละสิทธิในการขึ้นครองบัลลังก์ให้

พระเจ้าเลือกพระบุตรของพระองค์ พระเยซูคริสต์มาจัดตั้งอาณาจักรของพระองค์ เพื่อ ปกครองทุกสรรพสิ่งที่พระองค์ทรงสร้าง ทั้งในโลกนี้และที่บนสวรรค์ด้วย เช่นเดียวกับ ซาอูล เราอาจรั้งบัลลังก์ของเราไว้ ต่อต้านและหลบเลี่ยงการปกครองของกษัตริย์ที่พระ เจ้าเลือก ถ้าเราทำ เราก็กำลังเดินไปสู่ความพินาศ หรือเราจะยอมสละ เลิกคิดที่จะนั่ง บนบัลลังก์ของตนเอง ยอมจำนนกับการครอบครองของกษัตริย์ขององค์พระผู้เป็นเจ้า เหมือนกับที่โยนาธานยอมจำนนกับดาวิด ทางเลือกเดียวที่ถูกต้องคือยอมสละความคิด ที่จะควบคุมครอบครองชีวิตตนเอง และยอมจำนนกับพระองค์ผู้เดียวผู้ทรงสมควรจะขึ้น ครอง พระเจ้าให้ทางเลือกเพียงสองทางเท่านั้น การไม่ยอมรับพระคริสต์ก็คือต่อต้าน การครอบครองของพระองค์ การต่อต้่านพระคริสต์ก็คือการนำการพิพากษามาสู่ตนเอง การยอมจำนนต่อพระองค์คือการเข้าสู่ชีวิตนิรันดร์ ท่านจะเลือกทางใดดี ? ท่านจะอยาก เป็นเหมือนใคร -- ซาอูลหรือโยนาธาน ? ไม่มีการเลือกใดจะสำคัญมากไปกว่าการ เลือกในครั้งนี้แล้ว


70 ดู 14:52.

71 ฉบับ NIV, KJV and NKJV (ตามความเห็นของผมว่าถูกต้อง) ใช้คำภาษาฮีบรูซึ่งแปลว่า "เพ้อ" เป็นคำเดียวกับคำว่า "พยากรณ์" ซึ่งเป็นคำเดิมที่ใช้สำหรับ "การเผยพระวจนะ" ถูก หรือผิด ก็มีการใช้ในที่อื่นๆด้วยเช่น ใน 1 ซามูเอล 10:5-6, 10-11, 13; 19:20-21, 23-24; 1 พงศ์กษัตริย์ 18:29; 22:8.

72 พระคำตอนนี้ไปกันได้กับเนื้อเรื่อง ซึ่งตรงข้ามกับฉบับแปลของ KJV, NKJV, NRSV ที่ใช้คำ ว่า "แต่… ." ให้ไปดูที่ข้องสังเกตุที่ผมรวบรวมไว้

73 เกือบทั้งหมดมีกล่าวถึงอยู่ในหนังสือของ Dale Ralph Davis Looking on the Heart: Expositions of the Book of 1 Samuel (Grand Rapids: Baker Books, 1994), vol. 2, p. 53.

74 จากหนังสือของ Dale Ralph Davis ชื่อเรื่อง Looking on the Heart vol. 2, p. 52, fn. 2.

75 อย่าลืมว่าในบทที่ 13:22 มีเพียงสองคนเท่านั้นที่มีดาบในอิสราเอล คือซาอูลและโยนาธาน

76 น่าเสียดายที่เราไม่มีเวลาพูดถึงวิธีที่บารนาบัสเสริมสร้างเซาโล (หรือ อ.เปาโลในเวลาต่อมา) ตามที่บันทึกอยู่ในพระธรรมกิจการ เพราะเป็นเหมือนภาพเงาของบารนาบัสผู้ที่ถูกเรียกว่า "ลูก แห่งการหนุนน้ำใจ " เป็นภาพงดงามที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก

77 ผมเกือบจะบอกว่า "วันหนึ่งดาวิดอยู่ในความกรุณาของซาอูล ; วันต่อไปถูกเพ่งเล็งด้วย ความสงสัย" บางทีอาจจะไม่เร็วขนาดนั้น ดาวิดคงต้องกลับจากการไล่ล่าชาวฟิลิสเตียและริบ ข้าวของมา พวกผู้หญิงอิสราเอลคงจะมาจากหลายแห่ง "ทั่วประเทศ" คงกินเวลาหลายวันอยู่ ประเด็นก็คือซาอูลเปลี่ยนใจเรื่องดาวิดเร็วเกินคาด น่าจะเป็นเพราะเพลงที่พวกผู้หญิงนำมาร้อง ในการเฉลิมฉลองชัยชนะ

78 แน่นอน ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นมาจากพระประสงค์ทั้งสิ้นของพระเจ้า

79 จากหนังสือของ Dale Ralph Davis ชื่อเรื่อง Looking on the Heart, vol. 2, pp. 53, 54.

Previous PageTable Of ContentsNext Page