Previous PageTable Of ContentsNext Page

บทที่ 11: ซาอูลและชาวอามาเลข
(1 ซามูเอล 15:1-35)

คำนำ

ผมเป็นคนมีปัญหาเวลาจะทิ้งของ เมื่อตอนที่ผมกับเจนเน็ทแต่งงานกันใหม่ๆ เราอาศัย อยู่ในแถบชนบทของรัฐวอชิงตัน ที่นั่นไม่มีบริการเก็บขยะ เราต้องลากขยะเอาไปทิ้งที่ เขตทิ้งขยะนอกเมือง ผมจะมีรถลากอยู่คันหนึ่งที่ใช้สำหรับการนี้ และเกือบทุกครั้งที่ผม เอาขยะไปทิ้ง เจนเน็ทจะสั่งว่า "อย่าเอาอะไรกลับมานะ!" นี่เป็นเพราะว่าผมมักมีของ จากกองขยะติดมือกลับมา บางทีมากกว่าขาไปเสียอีก

เมื่อผมมาเข้าเรียนที่วิทยาลัยพระคริสตธรรมที่ดัลลัส ผมทำงานอยู่ที่แผนกรับประกัน สินค้า สินค้าที่ส่งกลับคืนมาและเสียหายเกินกว่าจะซ่อมได้ จะถูกโยนไปรวมกองไว้ที่ "กองของทิ้ง" คุณคงพอนึกภาพออกนะครับว่าผมลำบากใจเพียงไร ; ผมเกลียดการที่ เราเอาของที่ยังพอนำมาดัดแปลงใช้ได้ไปทิ้ง แม้กระทั่งทุกวันนี้ แถวบ้านผม ผมยังเป็น คนที่มีคนขับรถมาหาเพื่อจะบอกว่ามีบ้านใหนกำลังทิ้งขยะดีๆไว้ที่ตรงใหน มีอยู่วันหนึ่ง เพื่อนบ้านขับรถผ่านมาแล้วตะโกนเรียกผมว่า "บ๊อบ ผมเห็นมีคนทิ้งที่ตัดหญ้าสภาพดี ไว้หลังบ้านของพวกทินสลี่ที่ในซอยแน่ะ" ผมไปเอามา และกำลังตัดหญ้าที่อยู่ที่สนาม เจ้าของเดิมที่พึ่งกลับจากทำงานมาเห็นเข้า ผมต้องอธิบายให้เขาฟังว่ามันมาได้อย่างไร เขาตอบว่า "ผมดีใจนะที่คุณสามารถซ่อมมันจนใช้ได้อีก ; คุณจะเอากล่องใส่ไปด้วย ไหม ? ผมลืมโยนทิ้งไปพร้อมกับที่ตัดหญ้า"

ผมกับซาอูลต่างกันในเรื่องนำของที่คนอื่นคิดว่าเป็นขยะกลับมาใช้ใหม่ ซาอูลชอบทิ้ง ขยะ แต่สิ่งที่ท่านไม่ชอบคือการเห็นของดีถูกทำลาย ท่านไม่มีปัญหาในการฆ่าพวก อามาเลข ไมว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย ลูกเล็กเด็กแดง แต่ท่านกลับพบว่าลำบากใจ ที่จะฆ่าอากักกษัตริย์ชาวอามาเลข ท่านไม่มีปัญหาที่จะฆ่าฝูงสัตว์ทิ้ง แต่ท่านกลับทน ไม่ได้ที่จะต้องฆ่าเนื้อสันในเกรดเอทิ้งไปเปล่าๆ

การที่ซาอูลไม่ยอมกำจัดอามาเลขให้สิ้นซากนั้น เป็นผลทำให้ท่านต้องสูญเสียอาณา จักรไป และนับเป็นความบาปที่ร้ายแรงยิ่ง พระคำตอนนี้ไม่เพียงแสดงให้เห็นถึงความ บาปของซาอูลเท่านั้น แต่อาจแสดงให้เห็นถึงความบาปของเราเองด้วย ซาอูลยินดีที่ จะทำในสิ่งที่พวกเราไม่เคยคิดฝันว่าจะทำได้ – เช่นฆ่าเด็ก เราจะกล้าฆ่าเด็กอามา เลขอย่างที่ซาอูลทำใหม ? ถ้าไม่กล้า ทำไมถึงไม่กล้า ? พระคำตอนนี้ให้ต้องการให้ เราเห็นถึงนิสัยอันไม่เชื่อฟังของซาอูล ซึ่งน่าจะใกล้เคียงกับการไม่เชื่อฟังที่แพร่หลาย อยู่ในแวดวงคริสเตียนทุกวันนี้ พระคำตอนนี้เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับเราที่จะเรียนรู้ เรื่องการไม่เชื่อฟังของซาอูล และผลร้ายที่เกิดตามมา รวมทั้งการไม่เชื่อฟังคำสั่งของ พระเจ้าที่มีมาถึงเราทั้งหลายด้วย

คำสั่งฆ่าชาวอามาเลข

ชาวอามาเลข เป็นชื่อที่ฟังดูคุ้นหูสำหรับผู้ที่อ่านพระคัมภีร์ สำหรับพวกเราอาจฟังดู ออกจะเป็นต่างชาติ แต่ไม่ใช่คนแปลกหน้าสำหรับชาวอิสราเอลเลย ชาวอามาเลข เป็นพวกที่อาศัยอยู่ทางตอนใต้ของแผ่นดินคานาอัน สมัยที่อิสราเอลออกมาจากแผ่น ดินอียิปต์เพื่อมุ่งหน้าไปยังคานาอัน (ดูอพยพ 17:8) พวกนี้เป็นพวกแรกๆที่อิสราเอล ต้องเผชิญหน้าด้วย เป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีการกระทบกระทั่งกันอยู่เสมอ คนอามา เลขยกมาโจมตีอิสราเอล ผู้พยายามเข้ายึดแผ่นดินคานาอันโดยขาดความเชื่อที่เมือง คาเดชบาเนีย (ดูกันดารวิถี 14:25, 43, 45) พวกอามาเลขเข้าร่วมกับคนมีเดียนโจมตี และปล้นอิสราเอล และยังเป็นประเทศที่น่าเกรงขามสำหรับอิสราเอลถึงขนาดกิเดโอน ต้องการความมั่นใจว่าพระเจ้าจะสถิตกับท่านด้วยในระหว่างการรบ (ดูผู้วินิจฉัย 6:3, 33; 7:12) เป็นชาติที่ดาวิดยกทัพไปโจมตี เพราะท่านเคยถูกชนชาตินี้ปล้น ยึดเอาทั้งข้าว ของ ภรรยาบุตรและคนของท่านทั้งสิ้นไปเ็ป็นเชลยที่เมืองศิกลาก (ดู 1 ซามูเอล 27:8; 30:1, 18; 2 ซามูเอล 1:1).

คำสั่งให้ฆ่าทำลายทั้งชาติรวมถึงบรรดาสัตว์ด้วยไม่ใช่เป็นคำสั่งใหม่ พระเจ้าได้สั่ง ให้คนอิสราเอลทำเช่นเดียวกันนี้เมื่อครั้งพวกเขาไปรบเพื่อยึดเอาแผ่นดินคานาอัน:

28 "แต่สิ่งใดที่ถวายขาดแด่พระเจ้า เป็นสิ่งที่เขามีอยู่ ไม่ว่าเป็นคนหรือสัตว์ หรือที่นาอันเป็นมรดกตกแก่เขา จะขายหรือไถ่ไม่ได้เลย เพราะสิ่งที่ถวายขาดแล้ว เป็นสิ่งบริสุทธิ์ที่สุดแด่พระเจ้า 29 ผู้ใดที่ถูกถวายขาด แล้ว คือผู้ที่ต้องทำลายเสียจากมนุษย์อย่าให้ไถ่ถอนผู้นั้น ผู้นั้นต้องถูกโทษถึงตาย"
(เลวีนิติ 27:28-29)

16 "แต่ในหัวเมืองของชนชาติทั้งหลายนี้ซึ่งพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของท่านประทานแก่ท่านเป็นมรดก ท่านอย่าไว้ชีวิต สิ่งใดๆที่หายใจได้เลย 17 แต่จงทำลายเขาเสียให้สิ้นเชิง คือคนฮิตไทต์ คนอาโมไรต์ คนคานาอัน คนเปริสซี คนฮีไวต์ และคนเยบุส ดังที่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของ ท่านทรงบัญชาไว้ 18 เพื่อว่าเขาจะมิได้สอนท่านให้กระ ทำสิ่งพึงรังเกียจ ซึ่งเขาได้กระทำเป็นการปรนนิบัติต่อพระ ของเขา เพราะการกระทำเช่นนั้นเป็นการกระทำบาปต่อ พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน
(เฉลยธรรมบัญญัติ 20:16-18)

15 ในวันที่เจ็ด เขาลุกขึ้นแต่เช้าตรู่ เดินกระบวนรอบเมือง อย่างเคยเจ็ดครั้ง เฉพาะวันเดียวนั้นเขาได้เดินกระบวนรอบ เมืองเจ็ดครั้ง 16ในครั้งที่เจ็ด เมื่อปุโรหิตเป่าเขาแกะ โยชูวา บอกแก่ประชาชนว่า "จงโห่ร้องขึ้นเถิด เพราะพระเจ้าทรง มอบเมืองให้แก่ท่านแล้ว 17 เมืองนั้นและสารพัดในเมือง นั้นเป็นของที่ต้องทำลายถวายแด่พระเจ้า เว้นแต่ราหับ หญิงโสเภณีกับคนทั้งหลายที่อยู่ในเรือนของนางจะรอดชีวิต เพราะว่านางได้ซ่อนผู้สื่อสารที่พวกเราใช้ไป 18 แต่ส่วนท่าน ทั้งหลายจงห่างไกลจากของที่ต้องทำลายถวายนั้น เกรงว่าเมื่อ ท่านทั้งหลายได้ถวายสิ่งเหล่านั้นแล้ว ท่านจะเก็บสิ่งที่ถวาย แล้วนั้นไว้บ้าง ก็จะทำให้ค่ายของคนอิสราเอลเป็นสิ่งที่ต้อง ทำลาย และนำความทุกข์ลำบากมาสู่ 19 แต่บรรดาเงินและทอง และเครื่องใช้ที่ทำด้วยทองสัมฤทธิ์ และเหล็กเป็นของถวาย แด่พระเจ้า ให้นำเข้าไปไว้ในคลังของพระเจ้า" 20 เหตุฉะนั้น ประชาชนก็โห่ร้อง และแตรก็เป่า พอประชาชนได้ยินเสียง เขาแกะ เขาก็โห่ร้องดัง และกำแพงก็พังลงราบ ประชาชนจึง ขึ้นไปในเมือง ทุกคนต่างตรงไปข้างหน้าตนและเข้ายึดเมืองนั้น 21 แล้วเขาก็ทำลายสารพัดที่อยู่ในเมืองนั้นเสียสิ้นด้วยคมดาบ ทั้งชายและหญิง หนุ่มและแก่ทั้งวัว แกะและลา
(โยชูวา 6:15-21).

เนื้อหาตอนนี้ในพระธรรม 1 ซามูเอล 15 และตอนที่คัดลอกจากเล่มอื่นด้านบน อาจ สร้างคำถามมากมายให้เกิดขึ้นกับคริสเตียนในปัจจุบัน (1) ทำไมพระเจ้าถึงต้องสั่งให้ฆ่า ทั้งชนชาติด้วย ? (2) ทำไมจึงต้องทำลายฝูงสัตว์ทั้งสิ้น รวมทั้งเด็กๆที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ ด้วย ? (3) เหตุใดจึงเจาะจงว่าชนชาติอามาเลขนี้ต้องหมดสิ้นไปจากแผ่นดิน ? (4) เหตุ ใดผู้สืบเชื้อสายอามาเลขต้องถูกลงโทษเพราะบาปที่บรรพบุรุษได้ก่อไว้ ? (5) เหตุใด การที่ซาอูลไว้ชีวิตชายหนึ่งคนและสัตว์บางตัวจึงเป็นบาปที่ผิดต่อพระเจ้า ? ผมขอลอง ตอบคำถามเหล่านี้ที่ละข้อ

ข้อแรก สาเหตุที่ต้องกำจัดชนชาติต่างๆในคานาอันไปให้หมดสิ้น เพราะชนชาติเหล่านี้ ครอบครองดินแดนที่พระเจ้าสัญญาจะประทานให้กับอิสราเอลอยู่ สาเหตุเบื้องต้นคือ ชนชาติเหล่านี้ชั่วร้ายมาก ถ้าไม่กำจัดให้หมดสิ้น พวกนี้จะมาล่อลวงให้คนอิสราเอลทำ บาปและมุ่งสู่ความพินาศ ฟังดูสมเหตุสมผลถ้าจะพูดว่าเราควรฆ่าทหารฝ่ายศัตรูให้ตาย ให้หมด แต่กับผู้หญิง เด็กและสัตว์เลี้ยงล่ะ ? ความบาปของผู้คนในคานาอันนั้นนำความ เสื่อมและสกปรกจากมนุษย์ไปถึงบรรดาพวกสัตว์ด้วย พระเจ้าจึงไม่ต้องการปล่อยเอาไว้

ข้อสอง บรรดาผู้ที่พระเจ้าสั่งให้ประหารนั้นคือผู้ที่ทำผิดบาปทั้งสิ้น เป็นพวกที่ถึงอย่าง ไรก็ต้องถูกพิพากษาลงโทษ ในขณะที่บรรพบุรุษของคนเหล่านี้ได้ทำบาปใหญ่หลวง บรรดาลูกหลานที่พระเจ้าสั่งให้ซาอูลประหารให้หมดก็ทำผิดบาปในแบบเดียวกันด้วย และทุกคนก็กำลังมุ่งไปสู่ความพินาศ :

18 และพระเจ้าทรงใช้ให้ท่านออกไปประกอบกิจ ตรัสว่า 'จงไปทำลายคนอามาเลขคนบาปหนาเสียให้สิ้นเชิง และ ต่อสู้กับเขาจนกว่าเขาจะถูกผลาญเสียหมด'(1 ซามูเอล15:18)

33 ฝ่ายซามูเอลกล่าวว่าดาบของท่านได้กระทำ ให้ผู้หญิง ไร้บุตรฉันใด มารดาของท่านจะไร้บุตร ในหมู่พวกผู้หญิงทั้งหลายฉันนั้น" และซามูเอลก็ ฟันอากักเสียเป็นท่อนๆ ต่อพระพักตร์พระเจ้าที่ใน กิลกาล
(1 ซามูเอล 15:33).

คนอามาเลขเป็น คนบาป สมควรแก่พระอาชญาโดยผ่านทางอิสราเอล คนบาป อามาเลขเหล่านี้ เป็นผู้ทำให้ ผู้หญิงไร้บุตร จึงสมควรได้รับความทุกข์และความโหด ร้ายเช่นเดียวกับที่พวหเขากระทำต่อผู้อื่น

ข้อสาม เราคงจำกันได้ว่าพระเจ้าไม่ทรงโปรดที่จะลงโทษผู้บริสุทธิ์ :

9 แต่พระเจ้าตรัสกับโยนาห์ว่า "ที่เจ้าโกรธเพราะต้นละหุ่ง นั้นดีอยู่แล้วหรือ" ท่านทูลว่า "ที่ข้าพระองค์โกรธถึงอยาก ตายนี้ดีแล้วพระเจ้าข้า" 10 และพระเจ้าตรัสว่า "เจ้าหวงต้น ไม้ ซึ่งเจ้ามิได้ลงแรงปลูก หรือมิได้กระทำให้มันเจริญ มัน งอกเจริญขึ้นในคืนเดียว แล้วก็ตายไปในคืนเดียวดุจกัน 11 ไม่สมควรหรือที่เราจะหวงเมืองนีนะเวห์นครใหญ่นั้น ซึ่งมีพลเมืองมากกว่าหนึ่งแสนสองหมื่นคน ผู้ไม่ทราบ ว่าข้างไหนมือขวาข้างไหนมือซ้าย และมีสัตว์เลี้ยงเป็นอัน มากด้วย ?"
(โยนาห์ 4:9-11).

ข้อสี่ การกำจัดชนชาติอามาเลขให้หมดสิ้นในสมัยของซาอูลนั้น เป็นการทำตามคำ สั่งที่ได้มอบไว้ก่อนหน้านี้หลายปี และมีการกล่าวย้ำเตือนอีกหลายต่อหลายหน

อพยพ 17:8-15

1 ชุมนุมชนชาติอิสราเอลทั้งหมดยกออกจากถิ่นทุรกันดาร สีนไปเป็นระยะๆตามพระบัญชาของพระเจ้า และมาตั้งค่าย ที่เรฟีดิม ที่นั่นไม่มีน้ำให้ประชาชนดื่ม 2 เหตุฉะนั้นประชาชน จึงกล่าวหาว่าเป็นความผิดของโมเสส และกล่าวกับโมเสสว่า "ให้น้ำพวกข้าดื่มซิ" โมเสสจึงบอกเขาว่า "พวกเจ้าหาเรื่องเรา ทำไม เหตุไฉนพวกเจ้าจึงบังอาจลองดีกับพระเจ้า" 3 ประชาชน กระหายน้ำที่ตำบลนั้นจึงบ่นต่อโมเสสว่า "ทำไมท่านจึงพาพวก ข้าทั้งบุตรและฝูงสัตว์ของข้าออกมาจากประเทศอียิปต์ให้อดน้ำ ตาย" 4 โมเสสจึงร้องทูลพระเจ้าว่า "ข้าพระองค์จะทำอย่างไร กับชนชาตินี้ดี เขาเกือบจะเอาหินขว้างข้าพระองค์ให้ตายอยู่แล้ว" 5 พระเจ้าจึงตรัสกับโมเสสว่า "จงเดินล่วงหน้าประชาชนไป และ นำพวกผู้ใหญ่บางคนของอิสราเอลไปด้วย ให้ถือไม้เท้าที่เจ้าใช้ ตีแม่น้ำไนล์นั้นไปด้วย 6 เราจะยืนอยู่ต่อหน้าเจ้าที่นั่นบนศิลาที่ภู เขาโฮเรบ จงตีศิลานั้น แล้วน้ำจะไหลออกมาให้ประชาชนดื่ม" โมเสสก็ทำดังนั้นต่อหน้าพวกผู้ใหญ่ของอิสราเอล 7 โมเสส เรียกชื่อตำบลนั้นว่า มัสสาห์ และเมรีบาห์ ด้วยเหตุว่าคน อิสราเอลกล่าวหาตนณที่นั้น และลองดีกับพระเจ้าว่า "พระเจ้า ทรงสถิตอยู่ท่ามกลางพวกข้าพเจ้าจริงหรือ" 8 ครั้งนั้นคนอามาเลข ยกมารบกับคนอิสราเอลที่ตำบลเรฟีดิม 9 โมเสสสั่งโยชูวาว่า "จงเลือกชายฉกรรจ์ฝ่ายเราออกไปสู้รบกับพวกอามาเลข พรุ่งนี้เรา จะยืนถือไม้เท้าของพระเจ้าอยู่บนยอดภูเขา" 10 โยชูวาก็ทำตามคำสั่ง ของโมเสส ออกสู้รบกับพวกอามาเลข ส่วนโมเสส อาโรน และเฮอร์ ก็ขึ้นไปบนยอดภูเขานั้น 11 โมเสสยกมือขึ้นเมื่อไร อิสราเอลก็ได้ เปรียบเมื่อนั้น ท่านลดมือลงเมื่อไร พวกอามาเลขก็เป็นต่อเมื่อนั้น 12 แต่มือของโมเสสเมื่อยล้า เขาทั้งสองก็นำก้อนหินมาวางไว้ให้ โมเสสท่านนั่ง อาโรนกับเฮอร์ก็ช่วยยกมือท่านขึ้นคนละข้าง มือของ ท่านก็ชูอยู่จนตะวันตกดิน 13 ฝ่ายโยชูวาปราบอามาเลขกับประชาชน ของเขาพ่ายแพ้ไปด้วยคมดาบ 14 พระเจ้าตรัสกับโมเสสว่า "จงเขียน ข้อความต่อไปนี้ลงไว้ในหนังสือเพื่อเป็นที่ระลึก ทั้งเล่าให้โยชูวาฟังคือ ว่าเราจะลบล้างชื่อชนชาติอามาเลข ไม่ให้ปรากฏในความทรงจำของ ประชาชนภายใต้ฟ้านี้เลย" 15 โมเสสจึงสร้างแท่นบูชาเรียกชื่อว่า เยโฮวาห์นิสสี 16 กล่าวว่า "มือบนพระบัลลังก์ของพระเจ้า พระองค์ จะทรงกระทำสงครามกับอามาเลขต่อไปทุกชั่วชาติพันธุ์"
(อพยพ 17:1-16)

กันดารวิถี 24:20-25

20 แล้วบาลาอัมมองดูอามาเลข และกล่าวกลอนภาษิต ของเขาว่า "อามาเลขเป็นประชาชาติที่หนึ่ง แต่ในที่สุด จะถึงซึ่งการทำลาย" 21 และเขามองดูคนเคไนต์ และ กล่าวกลอนภาษิตของเขาว่า "ที่อาศัยของท่านเข้มแข็ง มาก และรังของท่านก็วางอยู่ในศิลา 22 แต่อย่างไรก็ ตามคนเคไนต์ก็ต้องถูกกวาดล้าง อีกนานเท่าใดเล่าพวก อัสชูรจะมากวาดเจ้าไปเป็นเชลย" 23 และบาลาอัมกล่าว กลอนภาษิตของเขาว่า "อนิจจาเอ๋ย เมื่อพระเจ้าทรงกระ ทำเช่นนี้ใครจะอยู่ได้ 24 แต่กำปั่นจะมาจากเมืองคิทธิม ทำลายอัสชูรและเอเบอร์ และเขาจะถูกทำลายด้วย" 25 แล้วบาลาอัมก็ลุกขึ้นกลับไปที่อยู่ของเขา และ บาลาคก็ไปตามทางของตนด้วย

เฉลยธรรมบัญญัติ 25:17-19

17 "จงระลึกถึงการที่คนอามาเลขกระทำแก่ท่านทั้งหลาย ตามทางที่ท่านออกจากอียิปต์ 18 เขาได้ออกโจมตีท่านตาม ทางเมื่อท่านอ่อนเพลียเมื่อยล้า และตัดตอนพวกที่อยู่รั้งท้าย เขามิได้ยำเกรงพระเจ้า 19 เพราะฉะนั้นเมื่อพระเยโฮวาห์พระ เจ้าของท่านประทานให้ท่านหยุดพักจากศัตรูที่อยู่รอบข้างแล้ว ในแผ่นดินที่พระเจ้าของท่านประทานแก่ท่านเป็นมรดกให้เป็น กรรมสิทธิ์นั้น ท่านทั้งหลายจงทำลายล้างคนอามาเลขเสียจาก ความทรงจำภายใต้ฟ้า ท่านทั้งหลายอย่าลืมเสีย"

ตอนที่อิสราเอลออกจากอียิปต์มุ่งหน้าไปยังดินแดนพันธสัญญานั้น ก็ถูกพวกอามาเลข โจมตี ตามที่บันทึกอยู่ในอพยพ 17 เรารู้จากเฉลยธรรมบัญญัติ 25:18 ด้วยว่าการโจมตี ครั้งนั้นเป็นการกระทำของพวกขี้ขลาด เพราะลอบโจมตีด้านหลัง เล่นงานเฉพาะพวกที่ เดินล้าหลังเพราะ เหนื่อยอ่อน หมดแรง พระเจ้าทรงมอบความมีชัยให้อิสราเอลเหนือ กองทัพอามาเลข แต่ก็ยังกวาดล้างได้ไม่หมดสิ้น พระเจ้าตรัสสั่งอย่างเจาะจงว่าจะทรง ทำลายชนชาตินี้ออกไปจากความทรงจำของประชากรของพระองค์ และคำตรัสนี้ก็ประ จักษ์แจ้งอยู่ท่ามกลางคนอิสราเอล

ในเฉลยธรรมบัญญัติ 24 มีเรื่องน่าสนใจเกี่ยวกับ "คำสาป" ของพระเจ้าที่มีต่อคนอามา เลขอยู่ บาลาคกษัตริย์ชาวโมอับ เกรงกลัวอิสราเอลถึงกับต้องจ้างบาลาอัมมาสาปคน อิสราเอลให้ตายแทน บาลาคคงลืมพันธสัญญาที่พระเจ้าทำไว้กับอับราฮัม :

11 พระเจ้าตรัสแก่อับรามว่า "เจ้าจงออกจากเมือง จากญาติพี่น้อง จากบ้านบิดาของเจ้า ไปยังดินแดน ที่เราจะบอกให้เจ้ารู้ 2 เราจะให้เจ้าเป็นชนชาติใหญ่ เราจะอวยพรแก่เจ้า จะให้เจ้ามีชื่อเสียงใหญ่โตเลื่อง ลือไป แล้วเจ้าจะช่วยให้ผู้อื่นได้รับพร 3 เราจะอำนวย พรแก่คนที่อวยพรเจ้า เราจะสาปคนที่แช่งเจ้า บรรดา เผ่าพันธุ์ทั่วโลกจะได้พรเพราะเจ้า"
(ปฐมกาล 12:1-3)

คนอามาเลขไม่ได้อวยพรคนอิสราเอล พวกเขาสาปแช่งและลอบโจมตีระหว่างทาง เหตุนี้พระ เจ้าจึงสาปแช่งพวกเขาตามที่พระองค์สัญญาไว้กับอับราฮัมและลูกหลานของท่าน บาลาคหาหน ทางล่อลวงให้บาลาอัมไปทำการ "สาปแช่ง" อิสราเอล ชนชาติที่พระเจ้าทรงอำนวยพระพร บาลาอัมไม่เพียงแต่อวยพรอิสราเอลเท่านั้น เขากลับนำ คำสาปแช่ง ตามที่บันทึกไว้ในอพยพ 17 ย้อนกลับไปสาปคนอามาเลขแทน นอกจากสาปแช่งคนอามาเลขแล้ว เขายังอวยพรแก่คน เคไนต์ที่ช่วยเหลือชาวอิสราเอลด้วย (กันดารวิถี 24:21; ดู 1 ซามูเอล 15:6) สำหรับบาลาอัม ท่านต้องอวยพรคนที่พระเจ้าทรงอวยพร (รวมทั้งบรรดาคนอื่นๆที่อวยพรอิสราเอลด้วย) และท่าน ต้องสาปแช่งคนที่พระเจ้าทรงสาปแช่ง (บรรดาผู้ที่สาปแช่งอิสราเอล)

ในเฉลยธรรมบัญญัติบทที่ 24 มีการตักเตือนลูกหลานอิสราเอลรุ่นที่สองที่กำลังจะเข้า ไปยังดินแดนแห่งพันธสัญญา ถึงการกำจัดชนชาติอามาเลขให้หมดสิ้นในทันทีที่อิสรา เอลจัดตั้งประเทศขึ้น และมีชัยชนะเหนือบรรดาศัตรูรอบด้าน เป็นเรื่องน่าสนใจที่เราพบ ว่าคำสั่งที่ให้กำจัดชนชาติอามาเลขนั้นอยู่ภายใต้หัวข้อเรื่องความยุติธรรม (ดู 25:1-19) เราจึงสามารถลงความเห็นได้ว่า การทำลายชนชาติอามาเลขนั้นเป็นเรื่องของความยุติ ธรรมจริงๆ

อาจยังมีคำถามว่า "ทำไมจึงต้องทำลายคนรุ่นหลังนี้ ในเมื่อคนรุ่นก่อนหน้านี้ต่างหาก ที่กระทำการโหดร้ายกับอิสราเอล ?" เราเคยพูดไปแล้วว่าคนอามาเลขในยุคของซาอูล นั้นโหดร้ายและสมควรตาย เราจึงสามารถพูดได้ว่าคนรุ่นหลังนี้โหดร้ายยิ่งกว่ารุ่นที่เคย ข่มเหงอิสราเอลในถิ่นทุรกันดารตามที่บันทึกไว้ในอพยพบทที่ 17 เสียอีก ผมจึงเข้าใจ ได้ถึงพระประสงค์ของพระเจ้าที่เคยตรัสไว้กับอับราฮัมหลายร้อยปีก่อนหน้านั้น :

12 เมื่อเวลาอาทิตย์ใกล้จะตก อับรามก็นอนหลับสนิท เวลานั้นความกลัวและความมืดอย่างยิ่งก็มาทับถมอับราม 13 พระองค์จึงตรัสแก่อับรามว่า "เจ้าจงรู้แน่เถิดว่าพงศ์ พันธุ์ของเจ้าจะเป็นคนต่างด้าวในดินแดนซึ่งมิใช่ที่ของเขา และเขาจะต้องรับใช้ชาวเมืองนั้น ชาวเมืองนั้นจะบีบบังคับ เขาถึงสี่ร้อยปี 14 ส่วนประเทศที่เขารับใช้อยู่นั้น เราจะ พิพากษาลงโทษ ต่อมาพงศ์พันธุ์ของเจ้าจะออกมา มี ทรัพย์สมบัติมาก 15 ฝ่ายเจ้าจะไปตามปู่ย่าตายายของเจ้า โดยผาสุก เจ้าจะตายเวลาชรามากแล้วเขาจะฝังศพเจ้าไว้ 16 ในชั่วอายุที่สี่ พงศ์พันธุ์ของเจ้าจะกลับมาที่นี่อีก ด้วยว่าความชั่วลามกของคนอาโมไรต์ยังไม่ครบถ้วน"
(ปฐมกาล 15:12-16)

พระเจ้าทรงกล่าวแก่อับราฮัม (หรืออับราม) ว่าพระองค์จะประทานดินแดนคานาอันให้ แต่ก่อนนั้นลูกหลานของท่านจะตกไปเป็นทาสของดินแดนหนึ่งถึง 400 ปี เรารู้ว่านั่นคือ ประเทศอียิปต์ หลังจาก 400 ปีผ่านไปแล้ว พวกเขาจะได้รับการปลดปล่อย และพระ เจ้าจะประทานแผ่นดินคานาอันให้ สาเหตุที่ต้องรอก่อนเป็นเพราะ "ความชั่วลามก ของคนอาโมไรต์ยังไม่ครบถ้วน" (ปฐมกาล 15:16) พระเจ้าเลือกที่จะรอจนกว่า ความบาปของชนชาตินี้สุกงอมจนเต็มที่ แล้วจึงนำการพิพากษามาสู่ ในตอนที่พระองค์ ทรงสั่งซาอูลให้ทำลายคนอามาเลขให้หมดสิ้น เราคงพูดได้ว่าความบาปของพวกเขา สุกเต็มขนาดแล้ว สมควรแก่เวลาแห่งการพิพากษา

ขอเพิ่มอีกนิดว่า การที่พระเจ้าหน่วงเหนี่ยวเวลาแห่งการพิพากษาไว้นั้น เป็นเพราะ พระคุณพระองค์ พระองค์ยังให้เวลาแก่คนที่พระองค์ทรงเลือกไว้ให้รอดจากการลง พระอาชญา :

22 แล้วถ้าโดยทรงประสงค์จะสำแดงการลงพระอาชญา และทรงให้ฤทธิ์เดชของพระองค์ปรากฏ พระเจ้าได้ทรง อดกลั้นพระทัยไว้ช้านานต่อผู้เหล่านั้น ที่เป็นภาชนะอัน สมควรแก่พระอาชญา ซึ่งเตรียมไว้สำหรับความพินาศ 23 เพื่อจะได้ทรงสำแดงพระสิริอันอุดมของพระองค์ แก่บรรดาผู้ที่เป็นภาชนะแห่งพระเมตตา ซึ่งพระองค์ ได้ทรงจัดเตรียมไว้ก่อนให้สมกับศักดิ์ศรี
(โรม 9:22-23)

9 องค์พระผู้เป็นเจ้าไม่ได้ทรงเฉื่อยช้าในเรื่องพระสัญญา ของพระองค์ตามที่บางคนคิดนั้น แต่พระองค์ได้ทรงอด กลั้นพระทัยไว้ เพราะเห็นแก่ท่านทั้งหลายมาช้านาน พระองค์ไม่ทรงประสงค์ที่จะให้ผู้หนึ่งผู้ใดพินาศเลย แต่ทรงปรารถนาที่จะให้คนทั้งปวงกลับใจเสียใหม่
(2 เปโตร 3:9)

การไม่เชื่อฟังของซาอูล

บทเรียนฉบับนี้เกี่ยวกับการไม่เชื่อฟังของซาอูล และผลต่อเนื่องที่เกิดขึ้น ให้เรานำ อุปนิสัยในการไม่เชื่อฟังของซาอูลมาพิจารณาดู เพื่อจะให้เข้าใจถึงผลเสียรุนแรงที่เกิด ตามมา

การไม่เชื่อฟังของซาอูลไม่ไช่เกิดจากต้นตอแห่งความเมตตาสงสาร เราอาจ หลงคิดไปว่าที่ซาอูลขัดคำสั่งพระเจ้าเป็นเพราะท่านมีแรงจูงใจบางประการ บางทีเรา อาจมองซาอูลแตกต่างออกไป ถ้าท่านไว้ชีวิตเด็กๆชาวอามาเลข แต่ซาอูลไม่ไว้ชีวิต เด็กอามาเลขสักคนเลยยกเว้นอากัก กษัตริย์ของอามาเลข ที่ซาอูลขัดคำสั่งพระเจ้า ไม่ใช่เป็นเพราะท่านมีใจเมตตา มีใจห่วงใย หรือมีใจกรุณาปราณี ท่านได้สังหารผู้ชาย ผู้หญิง และเด็กอามาเลขทั้งหมดเว้นเสียแต่หนึ่งคน – กษัตริย์

ผมคิดว่าเราคงสรุปได้ ว่าการที่ซาอูลไว้ชีวิตอากัก และสัตว์อย่างดีบางชนิดที่คนอามา เลขเลี้ยงไว้ เป็นเพราะอยากสนองความต้องการของตนเอง แน่นอนซาอูลจะได้รับการ ยกย่องถ้าอนุญาติให้คนอิสราเอลมีโอกาสกินเนื้อสัตว์ดีๆเหล่านี้หลังจากการถวายบูชา หมายความว่านอกจากได้กินอาหารดีๆแล้ว คนอิสราเอลยังไม่ต้องเสียสัตว์ในฝูงของตน เพื่อไปใช้ถวายบูชาด้วย การไว้ชีวิตอากักเป็นเหมือนรางวัลแห่งชัยชนะของซาอูล เป็น สิ่งแสดงถึงความกล้าหาญและบารมี เมื่ออากักนั่งร่วมโต๊ะเสวยกับซาอูล เขาจะเป็น เหมือนหัวเก้งกวางสตัฟฟ์ที่พวกพรานชอบติดโชว์บนฝาผนัง ทำให้ผมนึกถึงคำพูดของ กษัตริย์ท่านหนึ่งซึ่งยู่ในตอนแรกของพระธรรมผู้วินิจฉัย :

66 อาโดนีเบเซกหนีไป แต่เขาตามจับได้ตัดนิ้วหัวแม่มือ และนิ้วหัวแม่เท้าของท่านออกเสีย 7 อาโดนีเบเซกกล่าวว่า "มีกษัตริย์เจ็ดสิบองค์ที่มีหัวแม่มือและหัวแม่เท้าด้วน เก็บ เศษอาหารอยู่ใต้โต๊ะของเรา เรากระทำแก่เขาอย่างไร พระ เจ้าจึงทรงกระทำแก่เราอย่างนั้น" เขาทั้งหลายก็คุมตัวท่าน มาที่กรุงเยรูซาเล็ม และท่านก็สิ้นชีวิตที่นั่น
(ผู้วินิจฉัย 1:6-7)

การมีกษัตริย์นั่งร่วมโต๊ะเสวยของซาอูล เป็นเชลย และความเป็นความตายขึ้นอยู่กับ ความเมตตาของซาอูลนั้น เหมือนกับชิงถ้วยรางวัลจากกษัตริย์องค์นั้นมาได้ ผมคิดว่านี่ เป็นสาเหตุที่ซาอูลไว้ชีวิตอากักและสังหารคนอามาเลขที่เหลือทั้งหมด

ซาอูลฝ่าฝืนคำสั่งโดยเชื่อฟังเพียงบางส่วน การขัดคำสั่งบางครั้งเกิดจากความ มุทะลุ เช่นการที่อาดัมและเอวาขัดคำสั่งเรื่องผลไม้ต้องห้ามในสวนเอเดน แต่สำ หรับซาอูล ท่านล้มเหลวที่จะทำตามคำสั่งพระเจ้าทุกตัวอักษร ซาอูลทำเกือบทุกสิ่งที่ พระเจ้าสั่งผ่านมาทางซามูเอล แต่ท่านไม่ได้เชื่อฟังทั้งหมด ซามูเอลเห็นว่าการกระทำ เช่นนี้คือการทำบาปโดยการขัดคำสั่งอย่างสิ้นเชิง

ซาอูลขัดคำสั่งโดยใช้การเคร่งศาสนามากลบเกลื่อน การขัดคำสั่งของซาอูลมอง ดูเผินๆเหมือนกับท่านกำลังทำตามคำสั่งอยู่ ผมไม่ทราบว่าอะไรทำให้ซาอูลคิดว่าการ ไว้ชีวิตอากักนั้นเป็นเรื่องถูกต้อง ผมดูยังไงๆก็ไม่ใช่เรื่องความศรัทธา แต่ซาอูลนั้นมี ความสามารถพิเศษที่จะพรางความบาปเรื่องสัตว์ของอามาเลขที่ตนเองเก็บเอาไว้ ท่าน กล่าวว่า ท่านและประชาชนของท่านเก็บสัตว์ดีๆเหล่านี้ไว้เพื่อต้องการนำมาใช้เป็น เครื่องถวายบูชา ที่จริงพวกเขาอาจตั้งใจทำเช่นนั้น แต่แรงจูงใจจริงๆแล้วมาจากความ ต้องการสนองตัณหาตนเอง การฆ่าสัตว์ทิ้งทั้งหมดตามที่พระเจ้าบัญชานั้นนับว่า เป็นการถวายบูชาเหมือนกัน เพียงแต่ประชากรไม่อาจนำเนื้อเหล่านั้นมารับประทานได้ แต่ถ้าไว้ชีวิตสัตว์บางตัวอย่างที่ทำ และนำมาเผาเป็นเครื่องถวายบูชาแด่พระเจ้า พวก เขาจะได้ผลถึงสองต่อคือ แรก ประชากรจะได้กินอาหารฟรีๆโดยมีพระเจ้าเป็นสปอน เซอร์ พวกเขาจะมีส่วนได้กินอาหารที่ถวายบูชานี้ (2:12-17; 9:11-25) สอง พวกเขา จะใช้สัตว์เหล่านี้ถวายบูชา แทนที่ต้องไปเอามาจากฝูงของตนเอง จึงนับเป็นการหลีก เลี่ยงนำส่วนที่เป็นของตนมาใช้ถวายบูชา ประเด็นก็คือ การไม่เชื่อฟังของซาอูลเป็น เหมือนการใช้ศาสนามาบังหน้า แต่แก่นแท้ก็คือบาปแห่งการสนองตัณหาของตนเอง ดังนั้นการกระทำของซาอูล จึงจอมปลอม มองดูเหมือนผู้เคร่งครัดศรัทธา แต่ที่จริง แล้วแอบแฝงเท่านั้น

การขัดคำสั่งของซาอูลนั้นได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี ซาอูลไม่ได้ทำการนี้ตามลำพัง ตอนครั้งแรกที่ท่านพูดกับซามูเอล ท่านพูดโดยใช้ตัวท่านเองเป็นประธาน: " ข้าพเจ้าได้ปฏิบัติ ตามพระธรรมบัญญัติของพระเจ้าแล้ว" (ข้อ 13) แต่ในทันทีที่เห็นว่าการ "เชื่อฟัง" ของท่าน นั้นไม่เป็นที่พอพระทัยพระเจ้า ซาอูลรีบป้ายความผิดไปยังประชาชนอิสราเอลทันที

15 ซาอูลตอบว่า "เขาทั้งหลายได้นำมาจากคนอามาเลข เพราะพวกพลได้ไว้ชีวิตแกะและโคที่ดีที่สุด เพื่อเป็นเครื่อง สัตวบูชาแด่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน นอกจากนั้นเรา ทั้งหลายก็ได้ทำลายเสียสิ้น"
(ข้อ 15)

20 และซาอูลเรียนซามูเอลว่า "ข้าพเจ้าได้ฟังพระสุรเสียง ของพระเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าได้ไปประกอบกิจตามที่พระเจ้า ทรงใช้ข้าพเจ้าไป ข้าพเจ้าได้คุมตัวอากักพระราชาแห่ง คนอามาเลขมา และข้าพเจ้าก็ได้ทำลายคนอามาเลขเสีย อย่างสิ้นเชิง " (ข้อ 20)

หลังจากซามูเอลปฏิเสธไม่ยอมรับฟังข้อแก้ตัวและชี้ให้เห็นถึงความบาปของท่าน ซาอูล จึง "สารภาพ" ความบาปของท่าน โดยรวมเอาประชาชนเข้าไปด้วย :

24 และซาอูลเรียนซามูเอลว่า "ข้าพเจ้าได้กระทำบาป แล้ว เพราะข้าพเจ้าได้ ฝ่าฝืนพระธรรมบัญญัติของพระ เจ้า และคำของท่าน เพราะข้าพเจ้าเกรงกลัวประชา ชน และยอมฟังเสียงของเขาทั้งหลาย "
(1 ซามูเอล 15:24)

บ่อยครั้งแค่ไหนที่ความบาปกลายเป็นเรื่องของคนหมู่มาก มีคนมากมายให้การ สนับสนุนและมีส่วนร่วมอยู่ด้วย

ซาอูลไม่ได้ถือว่าการขัดคำสั่งของท่านนั้นเป็นเรื่องใหญ่โต ซาอูลยอมรับช้ามาก ว่าท่านต้องรับผิดชอบต่อบาปที่ซามูเอลชี้ให้เห็น ถึงแม้ว่าท่านจะสารภาพบาป ท่านก็ ยังป้ายความผิดบางประการไปที่ประชาชน และพยายามที่จะ – ผมว่าอย่างรวดเร็ว – "เดินหน้า" ไปรับพระพรของพระเจ้า ด้วยความหวังว่าการลงโทษจะถูกปัดให้พ้นตัวไป เราเห็นได้อย่างชัดเจนในข้อที่ 24-33 ผมว่าซาอูลคงพูดทำนองว่า : "ก็ได้ ก็ได้ ไหนๆ ผมยอมรับว่าทำผิดไปแล้ว อย่าเสียเวลาเลย เรามีเรื่องอื่นที่ต้องสะสางอีก และผมอยาก ให้ท่านอยู่ด้วย เพื่อนมัสการพระเจ้าด้วยกัน เพื่อว่าผมจะได้ไม่ถูกประชานดูถูกเอาได้" ถึงบัดนี้แล้ว เช่นเดียวกับความบาปในการเชื่อฟังคำสั่งเพียงบางส่วน ซาอูลก็ยังเป็น ห่วงภาพพจน์ตนเองในสายตาของประชาชน มากกว่าการประเมิณของพระเจ้า ซาอูล ต้องการนำความบาปไปซ่อนไว้ โดยไม่มีการชิงชังรังเกียจ และไม่คิดจะกำจัดให้หมดไป

ความบาปของซาอูลนั้นเป็นแบบ "ปากว่าตาขยิบ" ถ้าเรายังจำกันได้ ซาอูลเป็น คนที่ไม่ยอมทนกับการถูกขัดใจ ถึงแม้คำสั่งของท่านจะโง่เขลาและเสี่ยงตาย ในบทที่ 14 โยนาธานผู้เป็นบุตร ละเมิดคำสั่งของท่าน ที่ห้ามไม่ให้กินสิ่งใดจนกว่าจะค่ำ โยนา ธานไม่ได้ยินคำสั่งนี้ เพราะท่านมัวแต่สู้รบกับพวกฟิลิสเตียอยู่ แต่ซาอูลก็ตั้งใจจะประ หารท่านเสียเพราะถือว่าขัดคำสั่ง และคงจะทำสำเร็จถ้าประชาชนไม่ออกมาห้ามเสีย ก่อน (14:36-46) บัดนี้เมื่อซาอูลเองฝ่าฝืนคำสั่งพระเจ้า ท่านกลับผ่อนปรนให้ตนเอง อย่างเหลือเชื่อ - ขัดคำสั่งพระเจ้าหรือ ? คงไม่เป็นไร แต่ถ้าเป็นคำสั่งของซาอูลล่ะ ? ไม่มีวัน!

การไม่เชื่อฟังของซาอูลเป็นการทำบาปซ้ำกับที่ท่านเคยทำมาก่อนหน้า ใน ตอนต้นของพระธรรม 1 ซามูเอล ครั้งนี้เป็นการขัดคำสั่งในเรื่องใหญ่ครั้งที่สอง ครั้งแรกอยู่ในบทที่ 13 ตอนที่ซาอูลไปทำการเผาเครื่องบูชาถวายด้วยตนเองแทนที่ จะรอซามูเอล ในการทำบาปครั้งนี้ซามูเอลกล่าวว่า

13ข"ท่านได้กระทำการที่โง่เขลาเสียแล้ว ท่านมิได้รักษา พระบัญชาแห่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ซึ่งพระองค์ ทรงบัญชาท่านไว้ เพราะพระเจ้าจะได้ทรงสถาปนาราชอา ณาจักรของท่านเหนืออิสราเอลเป็นนิตย์แล้ว 14 แต่บัดนี้ ราชอาณาจักรของท่านจะไม่ยั่งยืน พระเจ้าทรงหาชายอีก คนหนึ่งตามชอบพระทัยพระองค์แล้ว และพระเจ้าทรงแต่ง ตั้งชายผู้นั้นให้เป็นเจ้านายเหนือชนชาติของพระองค์ เพราะ ท่านมิได้รักษาสิ่งซึ่งพระเจ้าทรงบัญชาท่านไว้"
(1 ซามูเอล 13:13ข-14)

ต่อมาในบทที่ 15 เราจะเห็นการฝ่าฝืนคำสั่งของพระเจ้าเป็นครั้งที่สอง :

22 และซามูเอลกล่าวว่า "พระเจ้าทรงพอพระทัยในเครื่อง เผาบูชาและเครื่องสัตวบูชามาก เท่ากับการที่จะเชื่อฟังพระ สุรเสียงของพระองค์หรือ ดูเถิด ที่จะเชื่อฟังก็ดีกว่าเครื่อง สัตวบูชา และซึ่งจะสดับฟังก็ดีกว่าไขมันของบรรดาแกะผู้ 23 เพราะการกบฏก็เป็นเหมือนบาป แห่งการถือฤกษ์ถือยาม และความดื้อดึงก็เป็นเหมือนบาปชั่วและการไหว้รูปเคารพ เพราะเหตุที่ท่านทอดทิ้งพระวจนะของพระเจ้า พระองค์ จึงทรงถอดท่านออกจากตำแหน่งกษัตริย์"
(1 ซามูเอล 15:22-23)

เหตุใดจึงมีการกล่าวฟ้องซ้ำกับบทที่ 13 ในบทที่ 15 อีก ? ทำไมซามูเอลจึงบอกกับ ซาอูลอีกว่าพระเจ้าถอดท่านจากการเป็นกษัตริย์ ในเมื่อท่านได้พูดไปแล้วในบทที่ 13 ? คำตอบก็คือ การกล่าวโทษครั้งแรกเป็นคำพยากรณ์ที่มีเงื่อนใข ซึ่งการลงโทษอาจไม่ เกิดขึ้นถ้าซาอูลกลับใจจากบาปอย่างจริงใจ เราเห็นหลักการเดียวกันนี้จากผู้เผยพระวจ นะเยเรมีห์ :

66 "ประชาอิสราเอลเอ๋ย เราจะกระทำแก่เจ้าอย่างที่ ช่างหม้อนี้กระทำไม่ได้หรือ พระเจ้าตรัสดังนี้แหละ ดูเถิด ประชาอิสราเอลเอ๋ย เจ้าอยู่ในมือของเรา อย่างดินเหนียวอยู่ในมือของช่างหม้อ 7 ถ้าเวลาใด ก็ตามเราประกาศเกี่ยวกับประชาชาติหนึ่งหรือราชอา ณาจักรหนึ่งว่า เราจะถอนและพังและทำลายมันเสีย 8 และถ้าประชาชาตินั้น ซึ่งเราได้ลั่นวาจาไว้เกี่ยวข้อง ด้วย หันเสียจากความชั่วของตน เราก็จักกลับใจจาก โทษซึ่งเราได้ตั้งใจจะกระทำแก่ชาตินั้นเสีย"
(เยเรมีห์ 18:6-8)

และแน่นอน สิ่งนี้เป็นสิ่งเดียวกับที่กษัตริย์แห่งนีนะเวห์หวังว่าพระเจ้าจะทรงพระกรุณา :

43 ดังนั้น โยนาห์จึงลุกขึ้นไปยังนีนะเวห์ตามพระวจนะของพระเจ้า ฝ่ายนีนะเวห์เป็นนครใหญ่โตมากทีเดียว ถ้าจะเดินข้ามเมืองก็กินเวลา สามวัน 4 โยนาห์ตั้งต้นเดินเข้าไปในเมืองได้ระยะทางเดินวันหนึ่ง และ ท่านก็ร้องประกาศว่า "อีกสี่สิบวัน นีนะเวห์จะถูกคว่ำ" 5 ฝ่ายประชาชน นครนีนะเวห์ได้เชื่อฟังพระเจ้า เขาประกาศให้อดอาหาร และสวมผ้ากระ สอบ ตั้งแต่ผู้ใหญ่ที่สุดถึงผู้น้อยที่สุด 6 กิตติศัพท์นี้ลือไปถึงกษัตริย์นคร นีนะเวห์ พระองค์ทรงลุกขึ้นจากพระที่นั่ง ทรงเปลื้องฉลองพระองค์ออก เสีย ทรงสวมผ้ากระสอบแทน และประทับบนกองขี้เถ้า 7 พระองค์ทรง ออกพระราชกฤษฎีกา ประกาศไปทั่วนครนีนะเวห์ว่า "โดยอำนาจ กษัตริย์และบรรดาขุนนางทั้งหลาย คนหรือสัตว ไม่ว่าฝูงสัตว์ใหญ่หรือ ฝูงสัตว์เล็ก ห้ามลิ้มรสสิ่งใดๆ อย่าให้กินอาหาร อย่าให้ดื่มน้ำ 8 ให้ทั้งคน และสัตว์นุ่งห่มผ้ากระสอบ ให้ตั้งจิตตั้งใจร้องทูลต่อพระเจ้า เออ ให้ทุกคน หันกลับเสียจากการประพฤติชั่ว และเลิกการทารุณซึ่งมือเขากระทำ 9 ใครจะรู้ได้ พระเจ้าอาจจะทรงกลับและเปลี่ยนพระทัย คลายจาก พระพิโรธอันรุนแรงเพื่อว่าเราจะมิได้พินาศ" 10 เมื่อพระเจ้าทอดพระเนตรการกระทำของเขาแล้วว่า เขากลับ ไม่ประพฤติชั่วต่อไป พระเจ้าก็ทรงกลับพระทัย ไม่ลงโทษ ตามที่ พระองค์ตรัสไว้ และพระองค์ก็มิได้ทรงลงโทษเขา
(โยนาห์ 3:4-10)

คำพยากรณ์บางเรื่องจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน เป็นคำพยากรณ์ที่ไม่มีการหันกลับหรือ เปลี่ยนแปลง และก็มีคำพยากรณ์ซึ่งเตือนถึงการพิพากษาที่กำลังจะมีมา นอกเสียจาก มนุษย์กลับใจและรับการอภัย เมื่อโยเซฟทำนายฝันให้ฟาโรห์ ท่านบอกกับฟาโรห์ว่า ความฝันทั้งสองเรื่องพูดในสิ่งเดียวกัน เพื่อเป็นการบ่งชี้ว่าสิ่งที่เห็นในฝันนั้นจะเกิดขึ้น จริง (ปฐมกาล 41:32) คำพูดของซามูเอล ผู้เผยพระวจนะ ในบทที่ 13 เป็นคำเตือน ถึงการพิพากษา และให้โอกาสซาอูลกลับใจ ในบทที่ 15 เราเห็นชัดเจนว่า ซาอูลไม่ กลับใจ แต่ยืนหยัดที่จะฝ่าฝืนคำสั่งต่อ ดังนั้นคำพูดของซามูเอลที่มีต่อซาอูลในบทที่ 15 คือคำทำนายว่าซาอูลจะถูกถอดจากตำแหน่งอย่างแน่นอน ถึงแม้จะเกิดขึ้นสองสาม ปีในอนาคต เป็นสิ่งที่ซามูเอลพูดให้ซาอูลเข้าอย่างชัดเจนในข้อที่ 29:

29 "และผู้ทรงเป็นกำลังของอิสราเอลจะไม่มุสาหรือ กลับใจ เพราะว่าพระองค์หาใช่มนุษย์ที่จะกลับใจไม่"

เราจะนำคำพูดในข้อ 29 มาเชื่อมโยงกับสิ่งที่เราอ่านไปในข้อ 11 ได้อย่างไร ?

11 "เราเสียใจแล้วที่เราได้ตั้งซาอูลเป็นกษัตริย์ เพราะเขาได้หันกลับเสียจากการตามเรา และไม่ได้ กระทำตามบัญญัติของเรา" และซามูเอลก็โกรธจึง ร้องทูลต่อพระเจ้าคืนยังรุ่ง

มีการใช้คำเดียวกันในภาษาฮีบรูทั้งข้อ 11 และ 29 ดังนั้นเราจึงไม่ควรแก้ปัญหา ด้วย การบอกว่าใช้คำศัพท์ต่างกันในภาษาดั้งเดิม เราคงกล่าวได้ว่า มีการนำคำเดียวกันนี้มา ใช้เกินกว่า 100 ครั้ง ในพระคัมภีร์เดิม คำที่เราพูดถึงคือคำว่า Niphal ซึ่งแปลว่าการ "กลับใจ" มี 38 ครั้งในฉบับแปล KJV และแทบทั้งหมดหมายถึง "การกลับใจ"55 ของพระเจ้า คำกิริยาที่ใช้ครั้งแรก (ข้อ 11 ที่เราเรียนอยู่) ผู้เขียนพูดถึงพระเจ้าเสียพระ ทัยที่ซาอูลต้องสูญเสียตำแหน่งกษัตริย์ ไม่ใช่เป็นเพราะพระเจ้าไม่รู้ หรือตั้งใจให้อยู่ ในแผนการของพระองค์ ความบาปของมนุษย์แตะต้องพระทัยพระองค์เสมอ และทำให้ ทรงเสียพระทัย ถึงแม้พระองคอนุญาติให้ซาตานมีส่วนในแผนการ แต่ไม่ได้แปลว่า พระองค์์พอใจ ตรงข้ามกลับทำให้พระองค์เสียพระทัย ตามที่ข้อ 11 กล่าวไว้

ในข้อ 29 ใช้คำเดียวกันนี้ในภาษาฮีบรู (คือคำว่า Niphal ) แต่ตามเนื้อหาครอบคลุม ความหมายกว้างกว่า เมื่อพระเจ้าตำหนิซาอูลที่ไม่เชื่อฟังในบทที่ 13 พระองค์เตือน ซาอูลว่าท่านจะสูญเสียราชวงศ์ สูญเสียอาณาจักรไป นี่เป็นคำพยากรณ์ที่มีเงื่อนใข สามารถหยุดยั้งไม่ให้เกิดขึ้นได้ ถ้าเพียงแต่ซามูเอลกลับใจจริง แต่ท่านไม่กลับใจ ! ดังนั้นในข้อ 29 เมื่อซาอูลวิงวอนซามูเอลว่าอย่าทิ้งไป วิงวอนขออย่าให้การพิพากษา ตกมาถึงท่าน ซามูเอลจึงเตือนว่า พระเจ้าไมใช่มนุษย์ที่ทำผิดแล้วต้อง "กลับใจ" หรือ เปลี่ยนแผน คำกล่าวโทษของซามูเอลบ่งบอกว่าซาอูลต้องถูกปลด ซาอูลวิงวอนขอให้ เป็นวิธีอื่น ซามูเอลกล่าวว่าพระเจ้าไม่ทรงผิดพลาดในการพิพากษา และพระองค์จะไม่ "หันกลับ" จากแผน ที่มีไว้สำหรับซาอูล ทุกอย่างสายเกินไป พระเจ้าจะไม่ทรงเปลี่ยน พระทัย เพราะโอกาสที่พระองค์ให้นั้นจบสิ้นลงแล้ว

หลักเกณฑ์ของการเชื่อฟัง
(15:22-23)

ซาอูลอ้างว่าที่ขัดคำสั่ง เพราะมีความตั้งใจอยากนำสัตว์ที่ไว้ชีวิตนั้นมาเป็นของถวาย บูชาแด่พระเจ้า ซามูเอลรับไม่ได้ ท่านจึงกำหนดข้อห้าม ซึ่งอยู่ในพระคำข้อ 22 และ 23 ซึ่งผู้เผยพระวจนะรุ่นหลังหลายคนนำมาใช้ องค์พระผู้เป็นเจ้าและอัครสาวกด้วย56 หลักเกณฑ์นี้ชี้ให้เห็นทั้งผลดีและผลเสีย ในข้อ 22 ซามูเอลพูดถึงผลดี ท่านกล่าวว่า การทำตามพิธีกรรมที่พระเจ้าบัญญัติไว้นับเป็นสิ่งดี (โดยเฉพาะทำด้วยใจซื่อ มือสะ อาด) และการเชื่อฟังคำสั่งของพระเจ้านั้นยิ่งดีขึ้นไปใหญ่

คำพูดของซาอูลเป็นไปในทางตรงข้าม - คำพูดและการกระทำของซาอูลกลับเป็นว่า การทำตามพิธีกรรมทางศาสนาอย่างครบถ้วนนั้นเป็นสิ่งสำคัญที่สุด การไม่เชื่อฟังคำ สั่งพระเจ้าไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับซาอูล ตราบใดที่ท่านสามารถทำพิธีกรรมต่างๆนั้นได้ อย่างครบถ้วน สำหรับซาอูล การถวายบูชาพระเจ้าสำคัญกว่าการเชื่อฟังพระองค์ แต่ สำหรับซามูเอล การเชื่อฟังพระเจ้าเป็นการถวายบูชาในรูปแบบที่สูงที่สุด (ดูในโรม 12:1-2) การเชื่อฟังพระเจ้านั้นดีกว่าการถวายบูชาในรูปแบบใดทั้งสิ้น การไม่เชื่อฟัง พระเจ้าและไปถวายบูชาก็นับว่าไร้ค่า

ในข้อ 23 ซามูเอลเปรียบเทียบความบาปของอิสราเอลนั้นเป็นบาปเหมือนกับที่ชาวต่าง ชาติทำ ซึ่งผู้เป็นยิวทั้งหลายไม่มีแม้แต่อยู่ในความคิด ซาอูลไม่ได้ถือว่าความบาปแห่ง การไม่เชื่อฟังนี้เป็นเรื่องใหญ่โตอะไร ชาวต่างชาติอย่างอามาเลขนั้นสมควรแล้วที่ต้อง ตาย ซาอูลไม่สงสัยในเรื่องนี้ เพราะความบาปที่คนต่างชาติพวกนี้ทำเป็นสิ่งน่าสะอิด สะเอียนสำหรับคนอิสราเอล ซามูเอลตัดบทโดยกล่าวแก่ซาอูลว่า การไม่เชื่อฟังของ ท่านก็ไม่ดีไปกว่าความบาปแห่งการกบฎและการกราบไหว้รูปเคารพ ที่จริงคนต่างชาติ ทำบาปนี้ด้วยความไม่รู้ไม่ใส่ใจ พวกเขาไม่มีพระวจนะคำเหมือนกับประชากรของพระ เจ้า ความบาปของซาอูลนั้นอยู่ในระดับเดียวกับพวกคนต่างชาติที่ท่านเองเกลียดที่สุด! การเชื่อฟังนั้นดีกว่าการทำตามพิธีกรรม ; การไม่เชื่อฟังนั้นแย่กว่าการกราบไหว้รูปเคา รพหรือนับถือผีของคนต่างชาติ

"การกลับใจ" ของซาอูล
(15:24-31)

เป็นเรื่องเศร้าเมื่ออ่านเรื่องการไม่เชื่อฟังของซาอูล แต่ที่เศร้ากว่าคือการตอบสนอง ของซาอูลต่อการว่ากล่าวของซามูเอล ซาอูลเริ่มด้วยการอ้างว่าท่านทำตามคำสั่งของ พระเจ้า และเมื่อความบาปของท่านสำแดงออกมา ท่านกลับยอมรับว่าผิดพลาดที่ไม่ ได้ทำตามอย่างครบถ้วน แต่ท่านพยายามเบี่ยงเบนการไม่เชื่อฟังนี้ให้ดูเหมือนว่า การนมัสการพระเจ้าเป็นสิ่งน่าทำกว่า เมื่อซามูเอลไม่รับฟังข้อแก้ตัวที่อ่อนนี้ ในที่สุด ซาอูลจึงยอมสารภาพว่าทำบาป แต่ท่านป้ายความผิดบางประการไปที่ประชาชน ท่าน กล่าวว่าท่านกลัวเพราะประชาชนกดกันท่านมาก (ข้อ 24) ท่านไม่เป็นกังวลว่าท่านได้ ทำบาปต่อพระเจ้าผู้ชอบธรรม แต่กลัวว่าภาพพจน์ต่อสาธารณชนจะถูกทำลายถ้าซามู เอลทิ้งท่านไปต่อหน้าต่อตาเช่นนี้ ท่านไม่เกรงกลัวต่อการลงโทษในความบาปอันเลว ร้ายของท่าน ท่านกลัวแต่เพียงว่าท่านจะถูกมองไม่ดีถ้าไม่รีบแก้สถานการณ์นี้ ท่านจึง วิงวอนต่อซามูเอลให้กลับไปนมัสการพร้อมกับท่าน เพื่อให้ทุกคนเห็นว่าไม่มีสิ่งใดผิด ปกติ

ซามูเอลทำตามคำสั่งพระเจ้าทุกประการ
1 ซามูเอล 15:32-35

32 แล้วซามูเอลกล่าวว่า "ท่านทั้งหลายจงนำอากักกษัตริย์ ของคนอามาเลขมาให้ข้าพเจ้า" และอากักก็เข้ามาหาท่าน ด้วยหน้าตาเบิกบาน อากักกล่าวว่า "ความขมขื่นแห่งความ ตายก็ผ่านพ้นไปแน่แล้ว" 33 ฝ่ายซามูเอลกล่าวว่า "ดาบของ ท่านได้กระทำให้ผู้หญิงไร้บุตรฉันใด มารดาของท่านจะไร้บุตร ในหมู่พวกผู้หญิงทั้งหลายฉันนั้น" และซามูเอลก็ฟันอากักเสีย เป็นท่อนๆ ต่อพระพักตร์พระเจ้าที่ในกิลกาล 34 ฝ่ายซามูเอล ก็ไปรามาห์และซาอูลก็เสด็จขึ้นไปยังวังของพระองค์ที่กิเบอาห์ แห่งซาอูล 35 และซามูเอลไม่มาพบซาอูลอีกจนวันสิ้นชีพ แต่ซามูเอลได้โศกเศร้าเพราะซาอูล และพระเจ้าทรงกลับพระ ทัยที่ได้ทรงกระทำให้ซาอูลเป็นกษัตริย์เหนืออิสราเอล

ซาอูลทำบาปในข้อ 13 เมื่อท่านทำการถวายบูชาแทนซามูเอล แต่ในบทที่ 15 ซามู เอลต้องทำหน้าที่แทนซาอูล และการครั้งนี้ไม่ใช่เป็นบาป ซาอูลดูเหมือนไม่อยากจะ "กลับใจ" ไม่อยากกลับคำในการที่ไว้ชีวิตอากัก กรณีนี้ ซามูเอลจึงต้องทำตามคำสั่ง พระเจ้าด้วยตัวท่านเอง เพราะคนอามาเลขทุกคนต้องตาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกษัตริย์ ผู้เป็นตัวนำให้ประชาชนทำชั่ว อากักถูกนำตัวมา กษัตริย์องค์นี้รู้สึกมั่นใจว่าท่านจะไม่ ถูกประหาร ท่านปลอดภัยดีแล้ว ท่านรู้สึกปลอดภัยในการควบคุมของซาอูล แต่ความมั่น ใจกลายเป็นเคราะห์ร้าย ตอนนี้ท่านต้องไปยืนต่อหน้าซามูเอล และซามูเอลกำลัง ปฏิบัติหน้าที่แทนพระเจ้า57 ในฐานะที่เป็นผู้นำของกองทัพอามาเลข เป็นผู้ทำให้ หญิงไร้บุตร ดังนั้นมารดาของท่านก็จะไร้บุตรด้วยเมื่อท่านตาย (ข้อ 33) ซามูเอลไม่ได้ ฆ่าอากักอย่างธรรมดา ท่านฟันออกเป็นท่อนๆ ซึ่งไม่ต้องสงสัยว่าเป็นวิธีการเดียวกับที่ อากักทำกับเชลยฝ่ายศัตรู ถึงแม้ในพระคัมภีร์ไม่ได้พูดถึง แต่ดูเหมือนว่าซามูเอลจะจัด การทำลายฝูงสัตว์ทั้งสิ้นของอามาเลขที่ชาวอิสราเอลเก็บไว้ด้วย

ไม่มีการบันทึกว่าซาอูลเคยเศร้าโศกอย่างจริงใจในความบาปของท่าน หรือการที่ท่าน แยกไปจากทางของซามูเอล แต่เป็นวันอันโศกเศร้าของซามูเอล ท่านถึงกับต้อง ร้องให้และเข้าเฝ้าพระเจ้าทั้งคืน ก่อนที่จะกล่าวตำหนิซาอูล (15:11) ท่านยังโศก เศร้าเมื่อต้องจากซาอูลอีกครั้ง (15:35) พระเจ้าเองก็ทรงเสียพระทัยต่อการกระทำ ของซาอูล และต่อการที่พระองค์ทรงตั้งซาอูลให้เป็นกษัตริย์เหนืออิสราเอล พระองค์ ไม่ทรงประหลาดพระทัยในเรื่องนี้ เพราะสิ่งนี้อยู่ในแผนการอันเป็นนิรันดร์ที่พระองค์ ทรงจัดเตรียมไว้ในอดีต ซาอูลไม่ได้เป็นต้นราชวงศ์ขององค์พระเมสซิยาห์ เพราะท่าน ไม่ได้มาจากเผ่ายูดาห์ แต่มาจากเผ่าเบนยามิน แต่พระองค์ก็ยังทรงเสียพระทัยที่ต้อง ปลดซาอูลออกไป เป็นเรื่องที่ต้องทำ ไม่ใช่เป็นเรื่องน่าชื่นชมยินดี เราคิดหรือเปล่าว่า พระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพจะทำแต่สิ่งที่พระองค์ปิติหรือ ? พระองค์ทรงทำในสิ่งที่ พระ องค์ต้องเสียพระทัยด้วย เช่นการตั้งซาอูลเป็นกษัตริย์ และการส่งพระบุตรของพระองค์ ลงมาตายบนไม้กางเขน ใต้เงื้อมมือของบรรดาคนบาปชั่ว พระเจ้าทรงกระทำเช่นนี้ เพื่อพระสิริของพระองค์ เพื่อพระสิริอันสูงสุด และเพื่อสิ่งดีที่สุดที่เราจะได้รับ

บทสรุป

สิ่งแรกที่เราเห็นจากบทเรียนตอนนี้คือ พระเจ้าต้องทำพระประสงค์ของพระองค์ให้สำเร็จ เสมอ ไม่ใช่เฉพาะตอนอพยพ (อพยพ 17:8-16) แต่หลายๆครั้งหลังจากนั้น (กันดารวิถี 24:20-21;เฉลยธรรมบัญญัติ 25:17-19) พระเจ้าสั่งให้ทำลายชนชาติอามาเลขให้หมด สิ้น เพราะความบาปอันใหญ่หลวง ซึ่งเห็นได้ชัดเมื่อลอบมาโจมตีอิสราเอลหลังอพยพ พระเจ้าไม่เคยลืมสิ่งที่พระองค์ตรัส และใน 1 ซามูเอล 15 ถึงซาอูลจะขัดคำสั่ง สิ่งที่ พระองค์ตรัสเอาไว้ก็เป็นจริง พระเจ้าทรงรักษาพระสัญญาเสมอ ไม่ว่าจะเป็นสัญญาแห่ง พระพร (เช่นที่ชาวอิสราเอลปฏิบัติต่อคนเคไนต์ ) หรือสัญญาเรื่องการพิพากษา

เราเห็นมีการสงวนคนเคไนต์ ในขณะที่คนอามาเลขถูกทำลายล้าง ไม่ใช่เป็นแค่ทำตาม พระสํญญาเฉพาะในครั้งนี้เท่านั้น แต่เป็นการรักษาสํญญาที่ทำไว้กับอับราฮัม (ปฐมกาล 12:1-3) ในพันธสัญญากับอับราฮัม พระองค์สัญญาจะอวยพรผู้ที่อวยพรอับราฮัมและลูก หลานของท่าน (เช่นคนเคไนต์) และจะสาปแช่งผู้ที่สาปแช่งอับราฮัมและเชื้้อสายของ ท่าน (คนอามาเลข) พันธสัญญาของอับราฮัม เป็นเรื่องสำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์ของ อิสราเอล เพราะอธิบายถึงการพิพากษาและการอำนวยพระพรของพระเจ้าในส่วนที่ เกี่ยวข้องกับประเทศอื่นๆที่มีสัมพันธกับอิสราเอล

ผมเกรงว่าทัศนคติที่ไม่แยแสต่อความบาปของซาอูลนั้น เป็นเหมือนกับที่หลายๆคน มองความบาปในปัจจุบัน ตัวอย่างเช่น ในศาสนจักรโรมันคาทอลิค บางคนไม่เกรงกลัว การทำบาป เพราะสามารถไปสารภาพกับพระสงฆ์ว่า "ขอคุณพ่อโปรดยกบาปที่ผมได้ กระทำ ……….." และมีคริสเตียนโปรเตสแตนท์หลายคน เห็นความบาปเป็นเรื่องเล็ก น้อย เราอาจจะกล่าวอย่างคล่องปากว่าพระคริสต์สิ้นพระชนม์เพื่อความบาปของเรา พระองค์ทรงรับเอาความผิดบาปทั้งสิ้นของเราไป : ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต แน่นอนเป็นความจริง แต่นี่ไม่ใช่เป็นใบเบิกทางให้เราทำบาป เราอย่าเอาพระคุณพระ เจ้ามาใช้อ้างเพื่อกระทำบาป (ดูโรม 5:18—6:11; ยูดา 1:4) การอ้างสิทธิในพระคุณ พระเจ้า และจงใจทำบาป โดยหวังจะได้รับการอภัยทีหลัง น่าจะเป็นความบาปที่เลวร้าย ที่สุด (ดูฮีบรู 10: 26-31)

บทเรียนตอนนี้เตือนเราถึงอันตรายในความซับซ้อนของบาป เรามองเห็นว่าคนอื่นๆทำ บาปที่ชั่วร้ายที่สุด แตมองไม่ค่อยเห็นบาปของเรา เช่นเราโกหก "เล็กน้อย" เพื่อช่วย ผู้อื่น ในคริสตจักรของเรา เราเป็นพวกไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ไม่ไปเต้นรำ จึงเป็นฝ่าย ตรงข้ามกับพวกที่ทำ เป็นการง่ายสำหรับคริสเตียนที่จะประนามพวกเกย์ หรือพวกทำ ผิดศีลธรรม เพราะเป็นความบาปที่พวกเราๆไม่มีวันทำ ผมอยากเตือนว่าการไม่ทำตาม คำสั่งของพระเจ้านับเป็นความบาปที่ร้ายแรงมาก การรู้ในสิ่งที่พระเจ้าสั่งให้ทำ (หรือสั่ง ห้ามไม่ให้ทำ) และยังฝ่าฝืน ก็คือการจงใจกบฎต่อพระเจ้า ไม่ว่าจะนมัสการอย่างถูก ต้องแค่ไหน ไม่ว่าจะทำงานรับใช้มากมายน่ายกย่อง ก็ไม่สามารถลบล้างความชั่วร้าย ของบาปนี้ไปได้

เมื่อมองความบาปของซาอูลในบทเรียนนี้ มีบทเรียนมีค่ามากมายที่สอนเราถึงเรื่อง การเป็นผู้นำด้านจิตวิญญาณ การเป็นผู้นำด้านจิตวิญญาณไม่ได้หมายถึงการให้ในสิ่ง ที่ผู้อื่นต้องการมากเท่ากับการทำตามสิ่งที่พระเจ้าต้องการ ผู้นำด้านจิตวิญญาณต้อง เป็นผู้ดำเนินตามพระเจ้าก่อนสิ่งอื่นใด ซาอูลได้รับเลือกให้เป็นกษัตริย์ของอิสราเอล หน้าที่ของท่านคือต้องเรียนรู้พระบัญญัติของพระเจ้า ปฏิบัติตามและนำให้ทั้งประเทศทำ ตามด้วย คำพูดที่ซาอูลพูดว่าประชาชนกดดันท่านให้ทำผิดนั้นอาจมีส่วนจริง เพราะ ซาอูลล้มเหลวในการนำประชาชนให้ติดสนิทกับพระเจ้า หน้าที่ของท่านไม่ใช่เพื่อเอา ใจประชาชน แต่เพื่อทำตามน้ำพระทัย ในสมัยของเรา เมื่อมีการเลือกผู้นำ เรามักเลือก โดยดูว่าผู้นั้นสนองความต้องการเราได้มากน้อยเพียงใด สิ่งนี้ไม่ใช่บทพิสูจน์ของการ เป็นผู้นำฝ่ายจิตวิญญาณ แต่การพิสูจน์ต้องดูว่า บุคคลผู้นั้นทำตามน้ำพระทัยโดยการ เชื่อฟังพระคำ และการท้าทายให้ผู้อื่นทำตามในสิ่งที่เขาทำได้ด้วย ผมไม่ได้ต้องการ วิจารณ์ผู้มีอำนาจเป็นผู้นำท่านใดที่ชอบอ้างว่าพูดในพระนามพระเจ้า ผมพูดถึงผู้นำที่ ทำหน้าที่โดยยึดเอาพระคำเป็นพื้นฐานในการทำงาน และสามารถพิสูจน์ความเป็นผู้นำ ได้โดยใช้พระวจนะคำเป็นมาตรฐาน

บทเรียนนี้จำเป็นสำหรับเรามากกว่าที่เราคิด การไม่เชื่อฟังพระเจ้าไม่เพียงแต่เป็นบาป ที่ร้ายแรงที่สุดแล้ว การเชื่อฟังครึ่งๆกลางๆยังร้ายแรงที่สุดพอๆกันด้วย ซาอูลสอนเราว่า การเชื่อฟังพระเจ้าอย่างไม่ครบถ้วนนั้น ที่จริงแล้วก็คือการไม่เชื่อฟังนั่นเอง เราทั้ง หลายก็คล้ายกับซาอูล บางทีเราเอื้อประโยชน์ให้ตนเองโดยใช้ความสงสัย ถ้าเราพยา ยามเชื่อฟังคำสั่งพระเจ้าให้ได้ครบถ้วน พระองค์จะไม่ประเมินเราแบบที่เราคิด การ ปรนนิบัติพระเจ้าไม่ใช่เป็นการวัดรอยเกือกม้า โดยยิ่งใกล้เส้นชัยยิ่งทำคะแนน ความ บาปคือการไปไม่ถึงเส้นชัย ไม่ว่าคุณไปจนเกือบถึงแล้วก็ตาม

พระคัมภีร์กล่าวย้ำหลายหนว่า การเชื่อฟังครบถ้วนคือมาตรฐาน ไม่ใช่เชื่อฟังเพียงครึ่งๆ กลางๆ คำตรัสสุดท้ายขององค์พระผู้เป็นเจ้า หรือที่เรารู้จักกันดี "พระมหาบัญชา" มี ถ้อยคำนี้ :

20 "สอนเขาให้ถือรักษาสิ่งสารพัด ซึ่งเราได้สั่ง พวกเจ้าไว้ นี่แหละเราจะอยู่กับเจ้าทั้งหลายเสมอ ไปจนกว่าจะสิ้นยุค"
(มัทธิว 28:28)

เป็นเรื่องน่าทึ่งนะครับ ที่เราละเลยคำสั่งพระเจ้าหลายข้อเพราะคิดว่าไม่เหมาะสมสำหรับ นำมาใช้ในยุคสมัยนี้ นี่นับเป็นอีกรูปแบบหนึ่ง ของการเชื่อฟังแบบครึ่งๆกลางๆ ใช่หรือ ไม่ ? เราควรนำคำถามนี้มาพิจารณาดูให้ดีๆนะครับ

คริสเตียนบางคนเรียกการดิ้นรนพยายามทำตามคำสั่งของพระเจ้าอย่างครบถ้วนว่าเป็น การเคร่งศาสนา เคร่งศาสนาไม่ได้หมายถึงการทำตามมาตรฐานที่สูงของพระคัมภีร์ แต่หมายถึงการเห็นมาตรฐานของพระคัมภีร์ต่ำเกินไป จึงเพิ่มเติมสิ่งที่ตนเองต้องการ เข้าไปรวมกับพระคำพระเจ้า เคร่งศาสนาทำเกินกว่าคำสั่งของพระเจ้า คริสเตียนที่ ดำเนินชีวิตตามพระคัมภีร์ ไม่ควรประเมินมาตรฐานพระบัญญัติให้ผิดไปจากความเป็น จริง

เราไม่เคยทำตามคำสั่งในพระคัมภีร์ได้อย่างครบถ้วน พวกฟาริสีและพวกธรรมาจารย์ โง่ที่คิดว่าพวกเขาทำได้ พวกเขาคิดผิด ยังจำสิ่งที่พระเจ้าตรัสไว้ในเรื่องการเชื่อฟัง ได้หรือเปล่า :

20 "เพราะเราบอกท่านทั้งหลายว่า ถ้าความชอบ ธรรมของท่าน ไม่ยิ่งกว่าความชอบธรรมของพวก ธรรมาจารย์ และพวกฟาริสี ท่านจะไม่มีวันได้เข้า สู่แผ่นดินสวรรค์"
(มัทธิว 5:20)

ไม่มีใครสามารถทำตามคำสั่งพระเจ้าได้อย่างครบถ้วน ทั้งๆที่ดูเหมือนว่าเราทำได้ ทัศนคติและแรงจูงใจของเราในการทำนั้นไม่เคยเป็นได้อย่างที่ควร "ความชอบธรรม" ของเรานั้นบ่อยครั้งคือ "ความดีของเราเอง" และการงานของเราคือเพื่อ "สนองความ ต้องการ" ของเรา

ในความเป็นจริง มีเพียงผู้เดียวเท่านั้นที่เชื่อฟังได้อย่างครบถ้วน และเราสมควรขอบพระ คุณพระเจ้าสำหรับท่านผู้นั้น องค์พระเยซูคริสต์

18 "เมื่อผู้นั้นนั่งบัลลังก์ในราชอาณาจักรก็ให้ผู้นั้น คัดลอกกฎหมายนี้ไว้ในหนังสือเพื่อประโยชน์แก่ ตนเองจากหนังสือ ที่ปุโรหิตคนเลวีรักษาอยู่นั้น 19 ให้กฎหมายนั้นอยู่กับผู้นั้น และให้เขาอ่านอยู่ เสมอตลอดชีวิตของตน เพื่อเขาจะได้เรียนรู้ที่จะ ยำเกรงพระเยโฮวาห์ พระเจ้าของเขา โดยรักษา ถ้อยคำในกฎหมายนี้ และกฎเกณฑ์เหล่านี้และ กระทำตาม 20 เพื่อว่าจิตใจของเขาจะมิได้พอง ขึ้นสูงกว่าพี่น้องของตน และเพื่อเขาเองจะมิได้ หันเหจากพระบัญญัติไปทางขวามือหรือทางซ้าย มือ เพื่อเขาจะได้ปกครองราชอาณาจักรของเขา อยู่ได้นาน ทั้งตนเองและลูกหลานของตนในอิสรา เอล"
(เฉลยธรรมบัญญัติ 17:18-20)

8 "ข้าแต่พระเจ้าของข้าพระองค์ ข้าพระองค์ปิติยินดี ที่กระทำตามน้ำพระทัยพระองค์ พระธรรมของพระ องค์อยู่ในจิตใจของข้าพระองค์"
(สดุดี 40:8)

ในเมื่อกษัตริย์ของพระเจ้าต้องเชื่อฟังคำสั่งของพระองค์ ไม่มีกษัตริย์องค์ใดในพระคัม ภีร์เดิม รวมทั้งดาวิด เข้าไปถึงมาตรฐานแห่งการเชื่อฟังที่สมบูรณ์นี้ได้ มีเพียงพระเยซู คริสต์ องค์พระเมสซิยาห์ของพระผู้เป็นเจ้าเท่านั้น ที่สามารถอ้างสิทธิในการทำตาม พระประสงค์ของพระเจ้าได้อย่างสมบูรณ์ และการเชื่อฟังนี้ทำให้คนที่ไม่สมควรเช่นคุณ และผมได้รับความรอด :

5 ท่านจงมีน้ำใจต่อกันเหมือนอย่างที่มีในพระเยซู คริสต์ 6 ผู้ทรงสภาพของพระเจ้า แต่มิได้ทรงถือว่า การเท่าเทียมกับพระเจ้านั้นเป็นสิ่งที่จะต้องยึดถือ 7 แต่ได้กลับทรงสละ และทรงรับสภาพทาส ทรงถือ กำเนิดเป็นมนุษย์ 8 และเมื่อทรงปรากฎพระองค์ใน สภาพมนุษย์แล้ว พระองค์ก็ทรงถ่อมพระองค์ลงยอม เชื่อฟังจนถึงความมรณา กระทั่งความมรณาที่กางเขน
(ฟิลิปปี 2:5-8)

4 เพราะเลือดโคผู้และเลือดแพะไม่สามารถชำระ บาปให้หมดสิ้นไปได้ 5 ดังนั้น เมื่อพระคริสต์เสด็จ เข้ามาในโลกแล้ว พระองค์ได้ตรัสว่า "เครื่องสัตว บูชา และเครื่องบูชาอื่นๆ พระองค์ไม่ทรงประสงค์ แต่พระองค์ได้ทรงจัดเตรียมกายสำหรับข้าพระองค์ 6 เครื่องเผาบูชาและเครื่องบูชาลบบาปนั้น พระองค์ ไม่ทรงพอพระทัย 7 แล้วข้าพระองค์ทูลว่า 'ข้าแต่พระ เจ้า ข้าพระองค์มาแล้วพระเจ้าข้า จะกระทำตามน้ำ พระทัยพระองค์' ตามที่มีเรื่องข้าพระองค์เขียนไว้ใน หนังสือม้วน" 8 เมื่อพระองค์ตรัสดังนี้แล้วว่า "เครื่อง สัตวบูชาและเครื่องบูชาอื่นๆ และเครื่องเผาบูชา และเครื่องบูชาลบบาป (ที่เขาได้บูชาตามพระบัญญัติ นั้น) พระองค์ไม่ทรงประสงค์และไม่ทรงพอพระทัย" 9 แล้วพระองค์จึงตรัสว่า "ข้าพระองค์มาแล้วพระเจ้าข้า เพื่อจะกระทำตามน้ำพระทัยพระองค์" พระองค์ทรงยก เลิกระบบเดิมนั้นเสีย เพื่อจะทรงตั้งระบบใหม่
(ฮีบรู 10:4-9).

อ.เปาโลรวบรวมเรื่องนี้ไว้ด้วยคำพูดที่ว่า :

เพราะว่าคนเป็นอันมากเป็นคนบาป เพราะคน คนเดียวที่มิได้เชื่อฟังฉันใด คนเป็นอันมากก็เป็น คนชอบธรรม เพราะพระองค์ผู้เดียวที่ได้ทรงเชื่อ ฟังฉันนั้น
(โรม 5:19).

เป็นเพราะความบาป การไม่เชื่อฟังของอาดัม ที่ทำให้มวลมนุษยชาติจมดิ่งลงไปใน ความบาป เป็นเพราะการเชื่อฟังขององค์พระเยซูคริสต์ของเรา ทำให้เรามีหนทางแห่ง ความรอด เราต้องลบความคิดที่ว่าเรารอดได้เพราะตัวเราเอง แต่ให้มีความคิดว่าการ งานของเราเป็นเพียงเสื้อผ้าที่สกปรก (อิสยาห์ 64:6) เราต้องยึดเอาความชอบธรรม ขององค์พระเยซูคริสต์ ผู้ยอมตายบนไม้กางเขน รับเอาการลงโทษทันฑ์ทั้งสิ้นในความ บาปของเราไป และพระองค์ทรงฟื้นขึ้นมาจากความตาย ประกาศให้เราเป็นผู้ชอบธรรม ให้เรามีชัยเหนือความบาปและความตาย พระองค์ทรงเป็นความหวังและความรอด ของเรา


55 R. Laird Harris, Gleason L. Archer, Jr., Bruce K. Waltke, Theological Wordbook of the Old Testament (Chicago: Moody Press, 1980), p. 571 (หนังสือที่ใช้อ้างอิง)

56 ดูสดุดี 40:6-8; 51:16-17; อิสยาห์ 1:11-15; เยเรมีห์ 7:21-26; โฮเชยา 6:6; อาโมส 4:4-5; 5:21-24; มัทธิว 9:13; 12:7; ฮีบรู 10:4-10.

57 ให้ดูคำว่า "ต่อพระพักตร์พระเจ้า" ในข้อ 33.

Previous PageTable Of ContentsNext Page